นวทุรคา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
บทความนี้มีเนื้อหาที่สั้นมาก ต้องการเพิ่มเติมเนื้อหาหรือพิจารณารวมเข้ากับบทความอื่นแทน
พระแม่นวทุรคา
เทพีแห่งสงคราม
พระเทวีผู้อยู่ยงคงกระพัน
พระแม่แห่งความเหี้ยมหาญ
Navadurga.jpg
ชื่อในอักษรเทวนาครีनवदुर्गा
ส่วนเกี่ยวข้องเทวี, ทุรคา, พระปารวตี, จันฑิกา
พาหนะเสือ, สิงโต, วัว, ลา
เทศกาลนวราตรี, วิชยาทศมี, ทุรคาบูชา, ทุรคาอัษฏมี

นวทุรคา (ฮินดี: नवदुर्गा) คืออวตารทั้ง ๙ ปางของพระแม่ทุรคาในศาสนาฮินดู และเป็นที่มาของเทศกาลนวราตรี

ภูมิหลังและความเป็นมา[แก้]

การสำแดงของพระแม่ทุรคา เป็นที่รู้จักในชื่อของพระนางในการคุ้มครองจักรวาลโดยการภาวนา (ปกติ ๑๐๘ ครั้งในแต่ละคืนในเทศกาลนวราตรี)

  • พระแม่ไศลปุตรี

ประวัติความเป็นมาของพระองค์: หลังจากที่พระสตีได้เผาตนเองสิ้นพระชนม์ในพิธียันยะ เนื่องจากพระบิดาของพระนางคือท้าวทักษะประชาบดีได้ดูหมิ่นพระศิวะซึ่งเป็นพระสวามีของพระนาง พระแม่อาทิศักติจึงได้แบ่งภาคลงมาเป็นบุตรีของท้าวหิมวัตแห่งเทือกเขาหิมาลัยและพระนางเมนกา

ความหมายพระนามของพระองค์: ปุตรี หมายถึง ธิดาหรือลูกสาว ไศละ แปลว่า ภูขา ดังนั้น คำว่าไศลปุตรีจึงแปลได้ว่า ธิดาแห่งขุนเขา

วันที่บูชาพระองค์: วันแรกหรือคืนแรกของเทศกาลนวราตรี

ดาวเคราะห์ที่ควบคุม: ดวงจันทร์

มนตร์ประจำพระองค์: โอม เทวี ไศลปุตรไย นะมะห์ ॐ देवी शैलपुत्र्यै नमः॥

ภาพลักษณ์ของพระองค์: พระแม่ไศลปุตรีมีพระหัตถ์สองข้างและมีพระจันทร์เสี้ยวบนพระเศียรของพระองค์ ทรงฉลองพระองค์ด้วยพระภูษาสีชมพู พระองค์ทรงถือตรีศูลในพระหัตถ์ขวาและทรงถือดอกบัวในพระหัตถ์ซ้าย และพระองค์ทรงประทับบนโคนันทิ

  • พระแม่พรหมจาริณี

ประวัติความเป็นมาของพระองค์: พระแม่กูษมาณฑาหรือพระแม่อาทิศักติ ได้แบ่งภาคลงมาเป็นบุตรีของท้าวหิมวัตและพระนางเมนกาซึ่งมีพระนามว่า"พระนางปารวตี" พระองค์ได้บำเพ็ญเพียรเพื่อให้พระศิวะมาวิวาห์กับพระองค์ พระองค์ทรงเสวยผลไม้ ผัก และใบมะตูมอันเป็นพืชประจำพระศิวะ พระองค์ได้บำเพ็ญเพียรจนพระศิวะพอใจในที่สุด ดังนั้นรูปลักษณ์ที่ยังไม่วิวาห์ของเทวีองค์นี้ ได้รับการบูชาเป็นเทวีแห่งความโสด พระแม่พรหมจาริณี

วันที่บูชาพระองค์: วันที่ ๒ หรือคืนที่ ๒ ของเทศกาลนวราตรี

ดาวเคราะห์ที่ควบคุม: ดาวอังคาร

มนตร์ประจำพระองค์: โอม เทวี พรหมจาริณไย นะมะห์ ॐ देवी ब्रह्मचारिण्यै नम

ภาพลักษณ์ของพระองค์: พระองค์ทรงเดินพระบาทเปล่า ทรงฉลองพระภูษาสีขาว ในพระหัตถ์ขวาทรงถือสร้อยชปมาลาหรือสร้อยเมล็ดรุทรักษะ และ ทรงถือหม้อน้ำกมัณฑลุในพระหัตถ์ข้างซ้ายของพระองค์

  • พระแม่จันทรฆัณฏา

ประวัติความเป็นมาของพระองค์: พระแม่จันทรฆัณฏา เป็นรูปลักษณ์ที่วิวาห์แล้วของพระแม่ปารวตีต่อไปนี้จากพระแม่ไศลปุตรีและพระแม่มหาเคารี เมื่อพระนางปารวตีได้บำเพ็ญเพียรจนพระศิวะพอใจ 8วันต่อขบวนขันหมากของพระศิวะก็มาถึงหน้าประตูวังของพระนางปารวตี เมื่อท้าวหิมวัตและพระนางเมนกาเห็นรูปลักษณ์ของพระศิวะ จึงเป็นลมในที่สุด พระนางปารวตีจึงได้อวตารเป็นเทวีอันงดงามและทรงขอร้องว่าให้พระศิวะฉลองพระองค์ให้งดงาม พระศิวะจึงได้อวตารเป็นพระสุนทเรศวร หรือ พระจันทเรศวร ทำให้ท้าวหิมวัตและพระนางเมนกาพึงพอใจมากและพระสุนทเรศวรและพระนางปารวตีก็ได้วิวาห์กันในที่สุด พระองค์ประดับประดาพระนลาฏของพระองค์ด้วยพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว(จันทรา)คล้ายรูประฆัง(ฆัณฏา)จากนี้ไปพระองค์จะกลายเป็นที่รู้จักในนามของ พระแม่จันทรฆัณฏา

วันที่บูชาพระองค์: วันที่ ๓ หรือคืนที่ ๓ ของเทศกาลนวราตรี

ดาวเคราะห์ที่ควบคุม: ดาวศุกร์

มนตร์ประจำพระองค์: โอม เทวี จันทรฆัณฏาไย นะมะห์ ॐ देवी चन्द्रघण्टायै नम

ภาพลักษณ์ของพระองค์: พระแม่จันทรฆัณฏา ทรงประทับบนเสือ พระองค์ทรงมีพระจันทร์เสี้ยว(จันทรา)บนพระนลาฏของพระองค์ซึ่งพระจันทร์เสี้ยวที่อยู่บนพระนลาฏของพระองค์นั้นดูราวกับระฆัง(ฆัณฏา)จึงเป็นที่มาของพระนามของพระองค์ พระองค์มีพระกร ๑๐ พระกร ซึ่งแต่ละพระกรของพระองค์นั้นมีอาวุธหลายชนิดมี ตรีศูล คฑา ดาบ กมัณฑลุ ในพระหัตถ์ซ้ายที่ห้านั้น ทรงทำมือ วรทามุทรา ทรงถือลูกศร คันธนู และชปมาลาหรือสร้อยเมล็ดรุทรักษะ และพระหัตถ์ขวาที่ห้าทรงทำมืออภัยมุทรา

พลังศักติของพระองค์: รูปลักษณ์ของเทวีพระองค์นี้พร้อมสำหรับทำสงครามกับอาวุธในพระหัตถ์ของพระองค์เพื่อปกป้องความสงบสุขและสวัสดิภาพของผู้ที่บูชาพระองค์ เชื่อว่าเสียงระฆังบนพระนลาฏของพระองค์สามารถปราบสิ่งชั่วร้ายทุกประเภทออกจากผู้ที่บูชาพระองค์

  • พระแม่กูษมาณฑา หรือ พระแม่อาทิศักติ

ประวัติความเป็นมาของพระองค์: ช่วงที่พระองค์ทรงสร้างจักรวาลขึ้นมาด้วยการแย้มสรวลเพียงครั้งเดียว พระองค์ทรงสร้างเทพตรีมูรติขึ้นมาซึ่งมี พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ และทรงสร้างเทวีตรีศักติขึ้นมาซึ่งมี พระสุรัสวดี พระลักษมี และพระอุมา และพระแม่อทิศักติเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับพระสุริยเทพอีกด้วย

วันที่บูชาพระองค์: วันที่ ๔ หรือคืนที่ ๔ ของเทศกาลนวราตรี

ดาวเคราะห์ที่ควบคุม: ดวงอาทิตย์

มนตร์พระจำพระองค์ โอม เทวี กูษมาณฑาไย นะมะห์ ॐ देवी कूष्माण्डायै नम

รูปลักษณ์ของพระองค์: พระองค์ทรงประทับบนหลังเสือ มีแปดพระกร พระองค์ทรงถือ ดอกบัว, จักร, ลูกศร, คทา, คันธนู, สร้อยรุทรักษะ, หม้อกมัณฑลุ และ หม้อกลศ(หม้อน้ำอมฤต)

พลังอำนาจศักติของพระองค์: พระองค์ทรงสร้างจักรวาลด้วยแสงแห่งรอยแย้มพระสรวลของพระองค์และเชื่อว่าพระองค์จะให้พลัง สิทธิ(พลังเหนือธรรมชาติ)และ นิทธิ(ความมั่งคั่ง) ให้กับผู้ที่บูชาพระองค์

  • พระแม่สกันทมาตา

ประวัติความเป็นมาของพระองค์: ในรูปลักษณ์ของพระองค์ในฐานะพระมารดาของเทพเจ้าแห่งสงคราม พระสกันทะ (หรือที่เรียกว่า กรรติเกยะหรือขันทกุมาร) พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักกันในนาม พระแม่สกันทมาตา

วันที่บูชาพระองค์: วันที่ ๕ หรือคืนที่ ๕ ของเทศกาลนวราตรี

ดาวเคราะห์ที่ควบคุม: ดาวพุธ

มนตร์ประจำพระองค์: โอม เทวี สกันทมาตาไย นะมะห์ ॐ देवी स्कन्दमातायै नम

รูปลักษณ์ของพระองค์: พระแม่สกันทมาตา พระองค์ทรงประทับบนสิงโต ทรงอุ้มพระสกันทะไว้บนพระเพลาของพระองค์ พระสกันทะ(หรือที่เรียกว่า กรรติเกยะหรือมุรุกัน) ทรงเป็นพระเชษฐาของพระคเณศ พระแม่สกันทมาตาทรงมีพระกร ๔ พระกร ทรงถือดอกบัวในพระหัตถ์ทั้ง ๒ ข้างของพระองค์ ทรงอุ้มพระสกันทะในพระหัตถ์ข้างขวาและในพระหัตถ์ซ้ายทรงทำมืออภัยมุทรา

พลังศักติของพระองค์: ผู้ที่นับถือบูชาเทวีองค์นี้จะได้รับพรจากพระสกันทะ (หรือที่เรียกว่า กรรติเกยะ) เทพแห่งสงคราม

  • พระแม่กาตยายนี หรือ พระแม่ทุรคา หรือ พระแม่มหิษาสุรมรรทินี

ประวัติความเป็นมาของพระองค์: พระองค์ถือกำเนิดมาเพื่อมาปราบอสูรที่มีชื่อว่า มหิษาสูร พระองค์เป็นบุตรีของพระเจ้ากาฏญาญัณ เรื่องราวมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งกาฎญาญัณได้บำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครีด เพื่อที่จะให้ นางฟ้าหรือมหาเทวี ได้จุติลงมาเกิดเป็นบุตรีของตน ด้วยเหตุนี้ พระแม่ทุรคาได้จุติลงมาเป็นบุตรีของกาฏญาญัณ และได้พระนามที่เรียกขานว่า "พระนางกาตญายนี" แต่บางตำนานได้กล่าวพระประวัติของพระแม่กาตญายนีไว้ว่า มีอสูรตนหนึ่งมีนามว่า "มหิษาสูร" ได้ขอพรจากพระพรหม เขาได้ขอพรว่า"ขอให้ข้าพเจ้าตายด้วยฝีมือจากสตรีที่ไม่เกิดจากครรภ์เท่านั้น" พระพรหมก็ประทานพรแก่เขา เมื่อมหิษาสูรได้รับพรแล้ว จึงอาละวาดสามโลก พระอินทร์และคณะเทวดาได้ไปขอความช่วยเหลือจากมหาเทพทันใดนั้นก็เกิดเสียงจากจักรวาลซึ่งเสียงนั้นก็คือเสียงของพระแม่อทิศักติ พระองค์ได้กล่าวว่า "ขอให้คณะเทวดา มหาเทพและเทวีช่วยกันสร้างเทวีขึ้นมาจากพลังของพวกท่าน" จากนั้นเสียงของพระองค์ก็หายไป ดังนั้น คณะเทวดา มหาเทพและเทวีจึงช่วยกันสร้างเทวีขึ้นมาซึ่งเทวีองค์นั้นก็พระแม่ทุรคานั่นเอง เหล่าเทพและมหาเทพจึงมอบอาวุธให้พระองค์ และท้าวหิมวัตซึ่งเป็นพระบิดาของพระแม่ปารวาตีได้มอบสิงโตทองคำให้พระแม่ทุรคา พระแม่ทุรคาลงสู่สนามรบและได้ต่อสู้กับมหิษาสูรเป็นเวลา10วันและในวันที่10พระองค์ก็สามารถฆ่ามหิษาสูรได้สำเร็จ พระแม่ทุรคาจะได้อีกพระนามหนึ่งว่า "พระแม่มหิษาสุรมรรทินี" ซึ่งแปลว่าผู้สังหารมหิษาสูรนั่นเอง

วันที่บูชาพระองค์: วันที่ ๖ หรือคืนที่ ๖ ของเทศกาลนวราตรี

ดาวเคราะห์ที่ควบคุม: ดาวพฤหัสบดี

มนตร์ประจำพระองค์: โอม เทวี กาตยายันไย นะมะห์ ॐ देवी कात्यायन्यै नम

รูปลักษณ์ของพระองค์: พระแม่กาตยายนีหรือพระแม่ทุรคา ทรงประทับบนสิงห์ที่มีชื่อว่าสีหะพานาราช เมื่อพระแม่เสด็จไปที่ไหน พวกเหล่าอสูรจะเกรงกลัวเป็นอันมาก ทรงฉลองพระภูษาสีชมพู มี ๔ พระกร ๒ พระกร พระหัตถ์ขวาทำมือภัยมุทรา พระหัตถ์ซ้ายถือดาบ พระหัตถ์ขวาบนทรงทำมือวราทามุทราและพระหัตถ์ซ้ายบนถือดอกบัว บางแห่งนิยมบูชาพระแม่กาตญายนีในรูปของพระแม่ทุรคาหรือพระแม่มหิษาสุรมรรทินี ทรงปราบมหิษาสูร มีพระกร ๑๐ พระกร ถือจักร สังข์ ดาบ คทา ธนู ลูกศร งู ดอกบัว ถาดไฟ และตรีศูล

  • พระแม่กาลราตรี หรือ พระแม่กาลี

ประวัติความเป็นมาของพระองค์: ครั้งหนึ่งมีอสูรสองพี่น้อง คือ ศุมภ และ นิศุมภะ ต้องการต่อกลอนกับพระแม่ทุรคาในรูปของพระแม่เกาศิกีหรือพระแม่อัมพิกา จึงได้ส่งอสูรชื่อ จันและมุนเป็นแม่ทัพไปล้อมจับพระแม่อัมพิกา พระแม่อัมพิกาทรงพิโรธมาก จึงมีเทวีองค์สีดำผุดออกมาจากพระนลาฏของพระองค์ เทวีองค์นั้นคือพระแม่กาลีหรือกาลราตรี ได้ฆ่าอสูรทั้งสอง พระแม่กาลีจึงได้อีกชื่อว่า พระแม่จามุนฑา เนื่องจากได้ฆ่าอสูรจันและมุนได้นั่นเอง ดังนั้นเหล่าคณะเทวีจึงได้ทำลายกองทัพอสูรสุมภและนิสุมภ โดยมีอสูรที่มีชื่อว่า รักตภีช เมื่อพระแม่จามุนดาได้ตัดหัวของรักตภีช เลือดของรัตภีตก็จะหยดลงสู่แผ่นดิน แล้วผุดออกมาเป็นร่างโคลนอีกนับร้อยนับพัน เมื่อกำจัดไม่ได้ พระแม่กาลีจึได้ดูดเลือดของรัตภีตตามพื้นจนไม่ผุดขึ้นมาอีก ดังนั้นพระแม่กาลีจึงโสมนัสมาก บางตำราก็บอกว่าพระองค์เมาเลือดอสูร เมื่อพระองค์โสมนัสมาก พระองค์ก็กระโดดโลดเต้นไปมาจนแผ่นดินสั่นสะเทือน จนทำให้พระศิวะเกรงว่าโลกจะถูกทำลายเมื่อพระกาลีเหยียบลงบนผิวโลก จึงใช้ตัวของพระองค์ไปรองรับ จากนั้นพระแม่กาลีก็เหยียบลงบนกลางพระอุระของพระศิวะ เมื่อพระแม่กาลีเห็นพระสวามีของพระองค์เองถูกเหยียบ ก็สำนึกได้ จึงแลบพระชิวหา(ลิ้น)ออกมา เพื่อแสดงความเขินอาย จากนั้นพระแม่ก็แปลงกายเป็นพระนางปารวตีดังเดิม

วันที่บูชาพระองค์: วันที่ ๗ หรือคืนที่ ๗ ของเทศกาลนวราตรี

ดาวเคราะห์ที่ควบคุม: ดาวเสาร์

มนตร์ประจำพระองค์: โอม เทวี กาลราตรไย นะมะห์ ॐ देवी कालरात्र्यै नम

รูปลักษณ์ของพระองค์: พระแม่กาลราตรีทรงประทับบนลา พระฉวีวรรณสีดำ พระเกศายาวสยาย กระเซิงไม่เป็นระเบียบ สังวาลย์เป็นหัวกะโหลกหรือแขนอสูร มีพระกร4พระกร พระหัตถ์ขวาล่างทำมือวรทามุทรา พระหัตถ์ขวาบนทำมืออภัยมุทรา พระหัตถ์ซ้ายบนทรงถือดาบ พระหัตถ์ซ้ายล่างทรงถือวัชระ นุ่งผ้าหนังสัตว์ ยืนบนซากศพหรือพระศิวะ บางแห่งนิยมบูชาพระแม่กาลราตรีในรูปของพระแม่กาลี คือมีพรระกร4พระกร ทรงถือ ดาบ หัวของอสูรรัตภีต ทำมืออภัยมุทราและวรทามุทรา ใส่สังวาลย์เป็นหัวกะโหลกหรือแขนของอสูรหรือ สังวาลย์ดอกชบาแดง ทรงฉลองพระองค์ด้วยพระภูษาสีแดงเลือด หรือไม่ทรงฉลองพระองค์ เปลือยเปล่า กายสีดำ เหยีบพระศิวะ แลบพระชิวหา(ลิ้น)ยาวถึงทรวงอก มีเขี้ยวงอกตามพระโอษฐ์

  • พระแม่มหาเคารี

ประวัติความเป็นมาของพระองค์: ครั้งหนึ่ง พระแม่อุมาทรงสรงน้ำในอุทยานแล้วพระฉวีวรรณของพระองค์เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ จึงทำให้พระศิวะขบขันเป็นอย่างมากและคอยล้อพระองค์ พระองค์จึงหนีพระศิวะไปบำเพ็ญตบะเพื่อขอพรจากพระพรหมเทพเพื่อที่จะให้พระฉวีวรรณของพระนางได้กลับมาเป็นสีขาวผุดผ่องเหมือนเดิม จากนั้นพระพรหมก็ให้พรแก่พระองค์ให้พระฉวีวรรณพระองค์กลับมาเป็นสีขาวผุดผ่องดั่งทองคำเหมือนเดิมนั่นเอง คำว่า เคารีนั้นตรงข้ามกับคำว่ากาลี โดยคำว่า เคารี แปลว่า สุกสว่าง แต่คำว่า กาลี แปลว่า ดำมืดมน เหมือนหยินกับหยางในลัทธิเต๋าของจีน

วันที่บูชาพระองค์: วันที่ ๘ หรือคืนที่ ๘ ของเทศกาลนวราตรี

ดาวเคราะห์ที่ควบคุม: ดาวราหู

มนตร์ประจำพระองค์: โอม เทวี มหาเคารไย นะมะห์ ॐ देवी महागौर्यै नम

รูปลักษณ์ของพระองค์: พระแม่มหาเคารีทรงประทับบนหลังโคนนทิ มี ๔ พระกร พระหัตถ์ขวาบนถือตรีศูล พระหัตถ์ขวาล่างทรงทำมืออภัยมุทรา พระหัตถ์ซ้ายบนทำมือวรทามุทรา และพระหัตถ์ซ้ายล่างทรงถือกลองบัณเฑาะว์ และทรงฉลองพระองค์ด้วยพระภูษาสีขาวบริสุทธิ์

  • พระแม่สิทธิทาตรี หรือ พระแม่อาทิปราศักติ

ประวัติความเป็นมาของพระองค์: ในช่วงเริ่มต้นของจักรวาล พระแม่อาทิปราศักติเป็นพลังงานบริสุทธิ์และไม่มีรูปร่าง พระองค์จึงปรากฏจากครึ่งหนึ่งของพระศิวะในปางพระอรรถนารีศวร ซึ่งพระแม่สิทธิทาตรีเป็นร่างดั้งเดิมของพระแม่อทิศักติ

วันที่บูชาพระองค์: วันที่ ๙ หรือคืนที่ ๙ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายหรือคืนสุดท้ายของเทศกาลนวราตรี

ดาวเคราะห์ที่ควบคุม: ดาวเกตุ

มนตร์ประจำพระองค์: โอม เทวี สิทธิทาตรไย นะมะห์ ॐ देवी सिद्धिदात्र्यै नम

รูปลักษณ์ของพระองค์: พระแม่สิทธิทาตรีทรงประทับอยู่บนดอกบัว มี ๔ พระกร พระหัตถ์ขวาบนถือจักร พระหัตถ์ขวาล่างถือคทา พระหัตถ์ซ้ายบนถือสังข์ และพระหัตถ์ซ้ายล่างถือดอกบัว และพระองค์ทรงฉลองพระองค์ด้วยพระภูษาสีแดง

พลังและอำนาจศักติของพระองค์: พระองค์สามารถให้อำนาจสิทธิ(พลังงานเหนือธรรมชาติ) และพระองค์ทรงมีความรู้เกี่ยวกับพรหมันหรือปรมาตมัน ให้กับผู้ที่บูชาพระองค์และด้วยเหตุนี้พระองค์จึงได้รับการบูชาจากมนุษย์ คนธรรพ์ อสูร และเทวะ

อ้างอิง[แก้]

  • Dictionary of Hindu Lore and Legend (ISBN 0-500-51088-1) โดย Anna Dhallapiccola

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]