ข้ามไปเนื้อหา

ทะเลสาบเกรตสเลฟ

ทะเลสาบเกรตสเลฟ
Tıdeè (Tłı̨chǫ Yatıì)
Tinde’e (Wıìlıìdeh Yatii / Tetsǫ́t’ıné Yatıé)
Tu Nedhé (Dëne Sųłıné Yatıé)
Tucho (Dehcho Dene Zhatıé)
ภาพทะเลสาบเกรตสเลฟกับทะเลสาบแอธาแบสกาของนาซา
ที่ตั้งของทะเลสาบเกรตสเลฟในนอร์ทเวสต์เทร์ริทอรีส์ ประเทศแคนาดา
ที่ตั้งของทะเลสาบเกรตสเลฟในนอร์ทเวสต์เทร์ริทอรีส์ ประเทศแคนาดา
ทะเลสาบเกรตสเลฟ
ที่ตั้งของทะเลสาบเกรตสเลฟ
ที่ตั้งนอร์ทเวสต์เทร์ริทอรีส์
พิกัด61°30′01″N 114°00′04″W / 61.50028°N 114.00111°W / 61.50028; -114.00111 (Great Slave Lake)[1]
ชนิดของทะเลสาบทะเลสาบธารน้ำแข็ง
แหล่งน้ำไหลเข้าหลักHay River, Slave River, Taltson River, Lockhart River, Yellowknife River, Snare River (through Marian Lake and Frank Channel), Marian River (through Marian Lake and Frank Channel), Stark River
แหล่งน้ำไหลออกแม่น้ำแมกเคนซี
พื้นที่รับน้ำ971,000 ตารางกิโลเมตร (375,000 ตารางไมล์)[2]
ประเทศในลุ่มน้ำแคนาดา
ช่วงยาวที่สุด469 กิโลเมตร (291 ไมล์)[3]
ช่วงกว้างที่สุด203 กิโลเมตร (126 ไมล์)[3]
พื้นที่พื้นน้ำ27,200 ตารางกิโลเมตร (10,500 ตารางไมล์)[2]
ความลึกโดยเฉลี่ย41 เมตร (135 ฟุต)[2]
ความลึกสูงสุด614 เมตร (2,014 ฟุต)[2]
ปริมาณน้ำ1,580 ลูกบาศก์กิโลเมตร (380 ลูกบาศก์ไมล์)[2]
ความยาวชายฝั่ง13,057 กิโลเมตร (1,900 ไมล์)[2]
ความสูงของพื้นที่156 เมตร (512 ฟุต)[2]
แข็งตัวพฤศจิกายน – กลางเดือนมิถุนายน[4]
เมืองYellowknife, Hay River, Behchokǫ̀, Fort Resolution, Łutselk'e, Hay River Reserve, Dettah, Ndilǫ
1 ความยาวแนวชายฝั่งไม่ได้ถูกวัดอย่างละเอียด

ทะเลสาบเกรตสเลฟ (อังกฤษ: Great Slave Lake; ฝรั่งเศส: Grand lac des Esclaves)[5] เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ในนอร์ทเวสต์เทร์ริทอรีส์ ประเทศแคนาดา เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของดินแดนนี้รองจากทะเลสาบเกรตแบร์ และเป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ โดยมีความลึกสูงสุดประมาณ 614 เมตร[6][7] ทะเลสาบมีความยาวประมาณ 469 กิโลเมตร กว้างที่สุดราว 203 กิโลเมตร และมีพื้นที่ประมาณ 27,200 ตารางกิโลเมตร[2][6] โดยทั่วไปจัดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลกตามพื้นที่ผิวน้ำ[7]

ทะเลสาบแห่งนี้มีความสำคัญทั้งในด้านภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และประวัติศาสตร์ของแคนาดาตอนเหนือ ชื่อของทะเลสาบมีที่มาจากชื่อที่ชาวยุโรปใช้เรียกกลุ่มชนเดเนทางใต้ของทะเลสาบผ่านการแปลจากภาษาครีในยุคการค้าขนสัตว์[7] ปัจจุบันบริเวณรอบทะเลสาบเป็นที่ตั้งของชุมชนสำคัญหลายแห่ง เช่น เยลโลว์ไนฟ์ เฮย์ริเวอร์ ฟอร์ตเรโซลูชัน และลุตเซลเคอ์ รวมทั้งยังเป็นแหล่งประมง น้ำจืด การคมนาคมฤดูหนาว และการท่องเที่ยวธรรมชาติที่สำคัญของนอร์ทเวสต์เทร์ริทอรีส์[6][8]

ลุ่มน้ำของแม่น้ำแมกเคนซีซึ่งแสดงตำแหน่งของทะเลสาบเกรตสเลฟ

ประวัติศาสตร์

[แก้]

หลังการถอยร่นของธารน้ำแข็งในยุคน้ำแข็ง มนุษย์กลุ่มแรกได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณทะเลสาบเกรตสเลฟ หลักฐานทางโบราณคดีในภูมิภาคนี้บ่งชี้ถึงการอยู่อาศัยต่อเนื่องหลายระยะของชุมชนพื้นเมืองในเขตซับอาร์กติกของแคนาดา[9] ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 ทะเลสาบเริ่มปรากฏบนแผนที่ของชาวยุโรปพร้อมกับการขยายตัวของการค้าขนสัตว์จากอ่าวฮัดสันเข้าสู่ดินแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือ[7]

ในคริสต์ทศวรรษ 1930 มีการค้นพบทองคำบริเวณนอร์ทอาร์มของทะเลสาบ ส่งผลให้เยลโลว์ไนฟ์เติบโตขึ้นและต่อมากลายเป็นเมืองหลวงของนอร์ทเวสต์เทร์ริทอรีส์[7] เมื่อปี ค.ศ. 1978 ดาวเทียมสหภาพโซเวียต Kosmos 954 ซึ่งมีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนยานตกลงแตกกระจายในบริเวณใกล้ทะเลสาบ ทำให้เกิดปฏิบัติการเก็บกู้เศษซากกัมมันตรังสีร่วมกันระหว่างแคนาดาและสหรัฐในชื่อ Operation Morning Light[10]

ภูมิศาสตร์และลักษณะทางกายภาพ

[แก้]

ทะเลสาบเกรตสเลฟมีแนวชายฝั่งคดเคี้ยวมาก โดยเฉพาะบริเวณอีสต์อาร์มซึ่งมีเกาะจำนวนมากและเวิ้งอ่าวลึกหลายแห่ง[6][11] คาบสมุทรเพทีแยกอีสต์อาร์มออกเป็นแม็กลีโอดเบย์ทางเหนือและคริสตีเบย์ทางใต้ ซึ่งคริสตีเบย์เป็นบริเวณที่มีการวัดความลึกสูงสุดของทะเลสาบ[2][11]

ส่วนตะวันตกของทะเลสาบเป็นแอ่งขนาดใหญ่ที่มีความลึกปานกลาง ขณะที่ด้านตะวันออกและด้านเหนือมีลักษณะขรุขระและได้รับอิทธิพลจากแนวหินของแคนาเดียนชิลด์มากกว่า[7][11] ฝั่งตะวันตกของทะเลสาบมีป่าไม้ปกคลุม ส่วนฝั่งตะวันออกและนอร์ทอาร์มมีลักษณะเปิดโล่งคล้ายทุนดรามากขึ้น[7]

ทะเลสาบแห่งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของภูมิประเทศที่สืบเนื่องจากทะเลสาบธารน้ำแข็งขนาดมหึมาหลังยุคน้ำแข็ง เช่นเดียวกับทะเลสาบเกรตแบร์และทะเลสาบแอธาแบสกา[7] โดยทั่วไปผิวน้ำของทะเลสาบจะจับตัวเป็นน้ำแข็งอย่างน้อยบางส่วนราว 8 เดือนต่อปี[6]

ลำน้ำสาขาและการระบายน้ำ

[แก้]

ลำน้ำสำคัญที่ไหลลงสู่ทะเลสาบเกรตสเลฟ ได้แก่ สเลฟรีเวอร์ เฮย์ริเวอร์ ทอลต์สันริเวอร์ ล็อกฮาร์ตริเวอร์ และเยลโลว์ไนฟ์ริเวอร์[6][1] สเลฟรีเวอร์เป็นลำน้ำที่สำคัญที่สุดเพราะรับน้ำจากระบบแม่น้ำพีซและแอธาบาสกา ทำให้ทะเลสาบเกรตสเลฟเป็นองค์ประกอบสำคัญของลุ่มน้ำแมกเคนซีขนาดมหึมา[7][12]

น้ำจากทะเลสาบไหลออกทางแม่น้ำแมกเคนซีทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลสาบ และในที่สุดไหลไปสู่มหาสมุทรอาร์กติก[6][7] ความจุน้ำขนาดใหญ่มากของทะเลสาบทำให้การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำเกิดขึ้นค่อนข้างช้าแม้ในปีที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าเพิ่มสูงผิดปกติ[12]

ระบบนิเวศ

[แก้]

เมื่อเทียบกับพื้นที่ชีวนิเวศเขตหนาวทางเหนือโดยรอบ ทะเลสาบเกรตสเลฟมีความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตในน้ำค่อนข้างสูง ส่วนหนึ่งเพราะน้ำจากสเลฟรีเวอร์นำพาธาตุอาหารเข้าสู่ทะเลสาบในปริมาณมาก ขณะเดียวกันทะเลสาบยังได้รับผลกระทบจากมลพิษและชนิดพันธุ์รุกรานน้อยกว่าทะเลสาบใหญ่อื่นหลายแห่งของทวีป[13] ปลาสำคัญของทะเลสาบ ได้แก่ เลกไวต์ฟิช เลกเทราต์ อินคอนนู ไนน์สไปน์สติกเคิลแบ็ก ไพก์เหนือ วอลอาย ซิสโก และเบอร์บอต[13][7]

งานของ Fisheries and Oceans Canada ระบุว่ามีการบันทึกปลาอย่างน้อย 34 ชนิดในระบบทะเลสาบแห่งนี้ และทะเลสาบมีความสำคัญต่อทั้งประมงเชิงพาณิชย์ การประมงเพื่อยังชีพของชุมชนพื้นเมือง และการตกปลาเชิงสันทนาการ[13] อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่น้ำแข็งปกคลุมสั้นลง อาจส่งผลต่อพลวัตของประชากรปลาและกระบวนการทางนิเวศของทะเลสาบในระยะยาว[13]

นกและพื้นที่คุ้มครอง

[แก้]

บริเวณด้านใต้ของทะเลสาบในเขตอุทยานแห่งชาติวูดบัฟฟาโลมีความเชื่อมโยงกับพื้นที่ทำรังช่วงฤดูร้อนของนกกระเรียนไอกรน ซึ่งเป็นชนิดใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง และเป็นหนึ่งในพื้นที่ทำรังตามธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของโลกสำหรับนกชนิดนี้[14][15]

บริเวณอีสต์อาร์มของทะเลสาบยังเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ทาอีเดเนเน ซึ่งรวมพื้นที่ชายฝั่งหิน ป่าสน หุบเขา และทุ่งโล่งทางเหนือ และได้รับการคุ้มครองในฐานะอุทยานแห่งชาติสำรองและพื้นที่คุ้มครองของชนพื้นเมือง[8] พื้นที่นี้ได้รับการยกย่องว่ามีทั้งคุณค่าทางธรรมชาติและความสำคัญทางวัฒนธรรมของชุมชนเดเนอย่างเด่นชัด[8]

เยลโลว์ไนฟ์เบย์ในช่วงปลายเดือนเมษายน

ชุมชนและการคมนาคม

[แก้]

ชุมชนสำคัญรอบทะเลสาบ ได้แก่ เยลโลว์ไนฟ์ เฮย์ริเวอร์ ฟอร์ตเรโซลูชัน เบห์โชโก ลุตเซลเคอ์ เดตตาห์ และเอนดิโล[7] โดยเยลโลว์ไนฟ์เป็นศูนย์กลางเมืองที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคและตั้งอยู่บริเวณฝั่งเหนือของทะเลสาบ[6]

ในฤดูหนาวมีการใช้ถนนน้ำแข็งเดตตาห์ซึ่งเชื่อมเยลโลว์ไนฟ์กับชุมชนเดตตาห์ เป็นตัวอย่างของการคมนาคมตามฤดูกาลที่ยังมีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของประชาชนในภูมิภาค[16] ส่วนในฤดูอื่น การเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลจำนวนมากรอบทะเลสาบยังต้องอาศัยเครื่องบิน เรือ หรือสโนว์โมบิล[8]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 "Great Slave Lake". Natural Resources Canada. สืบค้นเมื่อ 2026-04-06.
  2. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 "เกรตสเลฟเลก, นอร์ทเวสต์เทร์ริทอรีส์". Encyclopedia of Earth. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับเมื่อ 2012-01-12. สืบค้นเมื่อ 2026-04-06.{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์)
  3. 1 2 "ตัวคำนวณระยะทางจากแผนที่กูเกิล". สืบค้นเมื่อ 2026-04-06.
  4. Nav Canada's Water Aerodrome Supplement. มีผลบังคับใช้ 0901Z 26 มีนาคม 2563 ถึง 0901Z 22 เมษายน 2564.
  5. "Grand lac des Esclaves". Natural Resources Canada. สืบค้นเมื่อ 2026-04-06.
  6. 1 2 3 4 5 6 7 8 "ทะเลสาบเกรตสเลฟ". บริแทนนิกา. สืบค้นเมื่อ 2026-04-06.
  7. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 "ทะเลสาบเกรตสเลฟ". The Canadian Encyclopedia. สืบค้นเมื่อ 2026-04-06.
  8. 1 2 3 4 "วางแผนการเยี่ยมชมทาอีเดเนเน". Parks Canada. สืบค้นเมื่อ 2026-04-06.
  9. Noble, W. C. (1981). "Prehistory of the Great Slave Lake and Great Bear Lake Region". Handbook of North American Indians, Volume 6: Subarctic. Smithsonian Institution.
  10. "ปฏิบัติการมอร์นิงไลต์". Natural Resources Canada. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับเมื่อ 2011-07-16. สืบค้นเมื่อ 2026-04-06.{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์)
  11. 1 2 3 "แบบจำลองความลึกเชิงดิจิทัลของทะเลสาบเกรตสเลฟ". Government of Canada Publications. สืบค้นเมื่อ 2026-04-06.
  12. 1 2 "การวิเคราะห์อุทกวิทยาของทะเลสาบเกรตสเลฟ ค.ศ. 2020" (PDF). รัฐบาลนอร์ทเวสต์เทร์ริทอรีส์. สืบค้นเมื่อ 2026-04-06.
  13. 1 2 3 4 "สรุปข้อมูลเชิงนิเวศที่เกี่ยวข้องกับประมงในทะเลสาบเกรตสเลฟ" (PDF). Fisheries and Oceans Canada. สืบค้นเมื่อ 2026-04-06.
  14. "นกกระเรียนไอกรนในอุทยานแห่งชาติวูดบัฟฟาโล". Parks Canada. สืบค้นเมื่อ 2026-04-06.
  15. "อุทยานแห่งชาติวูดบัฟฟาโล". ยูเนสโก. สืบค้นเมื่อ 2026-04-06.
  16. "ถนนน้ำแข็งเดตตาห์". รัฐบาลนอร์ทเวสต์เทร์ริทอรีส์. สืบค้นเมื่อ 2026-04-06.[ลิงก์เสียถาวร]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]