ข้ามไปเนื้อหา

ดนตรียุคอิมเพรสชันนิสม์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ดนตรียุคอิมเพรสชันนิสม์ (อังกฤษ: Impressionist Period Music) "ดนตรียุคอิมเพลสชันนิสม์"หรือ"ดนตรียุคอิมเพลสชัน" หรือ"ลัทธิประทับใจในดนตรีตะวันตก"หรือ "ดนตรีในกระแสอิมเปรชัน"[1]รู้จักกันดีในฐานะดนตรีประเทศฝรั่งเศส เนื่องจากนักประพันธ์เพลงทั้งหมดเกิดที่ประเทศฝรั่งเศส

ยุคอิมเพลสชันนิสม์เป็นยุคของดนตรีตะวันตกดนตรีคลาสสิกและศิลปะตะวันตกในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ระหว่าง ค.ศ. 1890 ถึง ค.ศ. 1910 [2] ซึ่งรวมอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งของยุคโรแมนติกและดนตรีตะวันตกยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 ศิลปะตะวันตกลัทธิประทับใจมีอิทธิพลต่อดนตรีในยุคอิมเพรสชันนิสม์ นักประพันธ์เพลงที่มีความสำคัญในการพัฒนาดนตรีอิมเพรสชันนิสม์ คือ โคล้ด เดอบุซซี และ มอริส ราเวล ดนตรีอิมเพรสชัน เป็นผลมาจากความพยายามสร้างดนตรีที่เป็นอิสระจากดนตรีโรแมนติกแบบเยอรมัน เป็นดนตรีที่ได้รับอิทธิพลจากงานจิตรกรรมอิมเพรสชันและงานกวีนิพนธ์สัญลักษณ์นิยม ดนตรีอิมเพรสชันหลีกเลี่ยงการแสดงอารมณ์สะเทือนใจและการเล่าเรื่องราว หากมุ่งแสดงความประทับใจหรือสร้างบรรยากาศในช่วงขณะหนึ่ง สีสันของดนตรีจึงมีความสำคัญมากและเข้ามาแทนที่การแสดงจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของดนตรีอิงกุญแจเสียง ดนตรีอิมเพรสชันมักนำเสนอความคงที่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเพื่อสร้างบรรยากาศนั้นๆ

“บนฝั่งแม่น้ำแซน, บ็อนกูร์ (On the Bank of the Seine, Bennecourt)” (ค.ศ. 1868) ตัวอย่างแรกของการวาดภาพในลัทธิประทับใจนอกสถานที่
“Impression, Sunrise” (ค.ศ. 1872-1873)
La Cathédrale engloutie from Prelude no.10 from Prelude Book 1 Debussy
Nadar Studio at 35 Boulevard des Capucines กรุงปารีส
หอไอเฟล กรุงปารีส

อย่างไรก็ตาม ลักษณะของระบบอิงกุญแจเสียงบางประการยังคงปรากฎในดนตรีอิมเพรสชัน แต่ได้ถูกทำให้คลุมเคลือโดยวิธีต่างๆเช่น การลดความสำคัญของคอร์ดโทนิกและคอร์ดโดมินันท์ การสร้างความคลุมเคลือให้แก่ประโยคเพลงและเคเดนซ์ การแปลงคอร์ดและการสร้างคอร์ดที่มีความแปลกใหม่ นอกจากนี้ นักประพันธ์เพลงอิมเพลสชันพยายามหลีกเลี่ยงวิธีการประพันธ์เพลงของดนตรีอิงกุญแจเสียง เช่นการมีทำนองหลัก การพัฒนาโมทีฟ แบบเดิม การสอดประสานแนวทำนอง และได้คิดค้นวิธีการและเทคนิคการประพันธ์เพลงแบบใหม่ ที่ทำให้ดนตรีหลุดออกจากลักษณะอิงกุญแจเสียง และมีสำเนียงที่แตกต่างออกไป เช่นการใช้โมด การใช้เรทติ้ง นอกเหนือจากบันไดเสียงเมเจอร์และบันไดเสียงไมเนอร์ เช่นบันไดเสียงโฮลโทน ซึ่งเป็นบันไดเสียงที่ก่อให้เกิดความรู้สึกล่องลอย ไม่มีแรงขับเคลื่อนไปยังโน้ตตัวใดตัวหนึ่งโดยเฉพาะ บันไดเสียงเพนตาโทนิก และบันไดเสียงออกตาโทนิก การสร้างคู่ขนานและแก่แนวทำนอง โดยมักนิยมใช้ขั้นคู่เสียงกระด้างในการสร้างแนวคู่ขนาน และการเคลื่อนคอร์ดในลักษณะคู่ขนาน

ซึ่งหมายถึงการกำหนดให้โน้ตทุกตัวในคอร์ดเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน ในระยะขั้นคู่ที่เท่ากันเป็นระยะเวลาหนึ่ง การเคลื่อนที่ของคอร์ดในลักษณะนี้ก่อให้เกิดบรรยากาศที่ล่องลอยเวิ้งว้างและเป็นอิสระ จะเห็นได้ว่าการดำเนินของคอร์ดซึ่งมีความหมายอย่างมากในดนตรีอิงกุญแจเสียงเนื่องจากเป็นตัวกำหนดทิศทางของบทเพลงนั้นได้เปลี่ยนบทบาทไป นักประพันธ์เพลงอิมเพลสชัน ใช้คอร์ดอย่างอิสระมากขึ้นและให้ความสำคัญกับการใช้คอร์ดเพื่อกำหนดสีสันและบรรยากาศของบทเพลง[3]

ศิลปะอิมเพลสชันนิสม์เกิดขึ้นครั้งแรกในบทกวีก่อนเมื่อ ค.ศ. 1874 แล้วจึงเกิดในงานจิตรกรรมของฝรั่งเศสโดยมี โกลด มอแน ศิลปินในลัทธิประทับใจ เป็นผู้นำด้วยภาพ Impression Soleil Levant ซึ่งเป็นภาพดวงอาทิตย์ทอแสงเหนือแม่น้ำแซน ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1872 [4]ศิลปกรรมลัทธิอิมเพลสชันนิสม์ ปรากฏต่อหน้าสาธารณชน เมื่อจิตรกรหนุ่มกลุ่มหนึ่งได้จัดแสดงผลงานที่ห้องแสดงภาพของเนดาร์ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และแม้ว่าศิลปินกลุ่มนี้เปิดการแสดงงานศิลปกรรมอย่างเงียบๆ แต่ผลงานของพวกเขาก็สร้างความตื่นตระหนก และได้รับการประนาม เยาะเย้ยถากถางจากนักวิจารณ์ศิลปะแนวอนุรักษ์นิยมอย่างรุนแรง[5]

ยุคอิมเพลสชันนิสม์ จิตรกรรมรูปแบบนี้ มุ่งสร้างบรรยากาศ ที่ก่อให้เกิดความประทับใจ ด้านศิลปะและภาพวาด ลัทธิอิมเพลสชันนิสม์เป็นลัทธิที่สนใจเขียนรูปจากสี แสงเงาหรือรูปทรง[6] ต่อวัตถุที่พบเห็น หลังจากที่ปอล เซซาน ศิลปินคนสำคัญในกลุ่มลัทธิประทับใจยุคหลังซึ่งได้รับอิทธิพลจากลัทธิประทับใจอีกทอดหนึ่งได้จัดแสดงภาพเขียนของตนเองขึ้น ผลงานของปอล เซซานได้จุดประกายความคิดของคลีฟ เบลล์ และในที่สุดความคิดของคลีฟ เบลล์ได้การเป็นผู้นำทฤษฎีอันใหม่ในการอธิบายความหมายหรือแก่นแท้ของคำว่า ศิลปะ [7]

จิตรกรในยุคนี้ อาทิ อัลเฟรด ซิสลีย์ กามีย์ ปีซาโร ปีแยร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ เอดัวร์ มาแน อาร์ม็อง กีโยแม็ง แอดการ์ เดอกา แมรี คัสซาตต์ เฟรเดริก บาซีย์

ลักษณะงานประติมากรรมที่ปรากฎนั้นในยุคอิมเพลสชันนิสม์เป็นการปั้นแบบคร่าวๆ คล้ายไม่เสร็จสมบูรณ์อาจกล่าวได้ว่าเป็นการเน้นหนักเฉพาะเรื่องของมวล สัมพันธ์กับเรื่องแสงเงาโดยไม่คำนึงถึงรายละเอียดปลีกย่อย ประติมากรใลัทธินี้นับเป็นผู้บุกเบิกของประติมากรรมสมัยใหม่ ประติมากรรมตามหลักการ Academic Sculpture จึงเปลี่ยนแปลงด้วยการแสดงออกซึ่งพลังความคิด เทคนิค และวิธีการใหม่ๆ[8]ด้านสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปกรรมจิตรกรรมประติมากรรมในยุคอิมเพลสชันได้แก่หอไอเฟล[9]

ผู้ริเริ่มใช้คำว่า อิมเพลสชันนิสม์ คือนาย หลุยส์ เลอรอย (Louis Leroy) นักวิจารณ์ศิลปะแนวอนุรักษ์นิยมซึ่งได้เป็นผู้ริเริ่มโดยไม่ได้ตั้งใจและไม่ได้เจตนาริเริ่ม นาย หลุยส์ เลอรอย (Louis Leroy) ได้วิพากษ์วิจารณ์งานเขียนของศิลปินที่จัดแสดงผลงานที่ห้องแสดงภาพของเนดาร์ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส Nadar Studio At 35 Boulevard des Capucines Paris ในความหมายเชิงลบดูถูก ตำหนิติเตียน ต่อมาศิลปินกลุ่มดังกล่าวจึงเรียกพวกของตนเองและงานของตนเองว่า อิมเพลสชันนิสม์ และต่อมาเป็นลัทธิประทับใจ ตามที่นักวิจารณ์ผู้นี้ได้เขียนบทวิจารณ์อย่างรุนแรงลงในบทความ ซึ่งตีพิมพ์ในวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1874 ตอนหนึ่งว่า "วอลเปเปอร์ในสภาพเริ่มต้นยังเสร็จสมบูรณ์กว่าภาพทิวทัศน์ทะเลนั้นเสียอีก"

ภายหลัง ปอล โกแก็ง ได้ละออกจากพวกอิมเพลสชันนิสต์ เขาเชื่อว่าผลงานศิลปะควรต้องนำพาความหมายบางอย่างที่รองรับไว้เช่นเดียวกับที่แสดงความเป็นจริงให้ปรากฎแก่ผู้ดู ตามความเป็นจริงแล้วนี่แหละคือลักษณะเฉพาะโดยส่วนรวมของขบวนการลัทธิประทับใจยุคหลัง[10]

อนึ่งดนตรียุคอิมเพลสชันนิสม์มักรวมอยู่ในดนตรีตะวันตกยุคศตวรรษที่ 20 ในการสอบดนตรีคลาสสิกและการแสดงดนตรีคลาสสิกที่ใช้เพลงของทุกยุคสมัยทางดนตรี มักตัดการแสดงดนตรีในยุคอิมเพลสชันออกไป หรือไม่ก็รวมไว้กับดนตรีตะวันตกยุคศตวรรษที่ 20 หนังสือดนตรีตะวันตกหลายเล่มไม่ถือว่ามีดนตรีในยุคอิมเพรสชันนิสม์ และใช้คำว่า "กระแสอิมเพลสชัน" แทน แม้แต่วิกิพีเดียในภาษาอังกฤษ ก็ใช้คำว่า Impressionism in music หรือแปลตรงตัวว่า ลัทธิประทับใจในดนตรี ไม่มีบทความ Impression Period Music อย่างไรก็ตามดนตรีอิมเพลสชันได้รับการยอมรับว่าเป็น "ยุค" มากกว่าดนตรียุคโรโกโก ซึ่ง "แทบจะ"[11] ไม่มีตำราเล่มไหนถือว่าเป็นยุคทางดนตรีเลย

ลักษณะสำคัญของเพลง

[แก้]

ลักษณะสำคัญของเพลงในยุคนี้คือการใช้บันไดเสียงแบบเต็มเสียง ซึ่งทำให้บทเพลงดูลึกลับ คลุมเคลือ ไม่กระจ่างชัดเนื่องมาจากการประสานเสียงโดยใช้บันไดเสียงแบบเต็ม บางครั้งจะมีความรู้สึกโล่งๆ ว่างๆ เสียงไม่หนักแน่น เพราะคอร์ดที่ใช้จะเป็นลักษณะคอร์ดอ๊อกเมนเต็ด (Augmented) มีการใช้คอร์ดคู่ 6 ขนาน การประสานเสียงไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ในยุคก่อนๆ สามารถพบการประสานเสียงแปลกๆ ไม่คาดคิดได้ในบทเพลงประเภทอิมเพรสชัน รูปแบบของเพลงเป็นแบบง่ายๆ มักเป็นบทเพลงสั้นๆรวมเป็นชุด[12]

La Cathédrale engloutie from Prelude no.10 from Prelude Book 1 Debussy

ลักษณะของความรู้สึกที่ได้จากเพลงประเภทนี้ จะเป็นลักษณะของความรู้สึกว่า "คล้ายๆว่าจะเป็น" หรือ "คล้ายๆว่าจะเหมือน" มากกว่าความรู้สึกที่แน่ชัดลงไปว่าเป็นอะไร ซึ่งเป็นความประสงค์ของการประพันธ์บทเพลงประเภทนี้[13]

ลักษณะดนตรีอิมเพลสชันนิสม์ เต็มไปด้วยจินตนาการ อารมณ์ที่เพ้อฝันอย่างนุ่มนวลเป็นสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดความประทับใจต่างไปจากดนตรีสมัยโรแมนติกที่ก่อให้เกิดความสะเทือนอารมณ์ โคล้ด เดอบุซซี เป็นผู้นำการประพันธ์เพลงแบบอิมเพลสชันนิสม์ และเป็นแนวดนตรีที่เน้นบรรยากาศ อารมณ์และสีสันของเสียงมากกว่าการใช้โครงสร้างแบบดั้งเดิม มีลักษณะเด่น เช่น การใช้บันไดเสียงแบบเต็ม เสียงประสานที่คลุมเคลือ จังหวะที่ยืดหยุ่น และการสร้างภาพทางดนตรี[14]

ดนตรีอิมเพลสชันเน้นสิ่งเดียวกับภาพวาดในยุคอิมเพลสชันคือความประทับสีสันและบรรยากาศ สีสันในดนตรีก็คือเสียงเครื่องดนตรี เครื่องดนตรีต่างๆมีคุณภาภของเสียงที่เรียกว่า Tone Colour ไม่เหมือนกัน ดนตรีจะมีสีสันอย่างไรขึ้นอยู่กับการเรียบเรียงแนวบรรเลง ท่วงทำนองไม่ชัดเจนและสั้น นอกนั้นเป็นการระบายสี ด้วยเสียงเครื่องดนตรี ดนตรีอิมเพรสชันเหมือนแสงแดดที่เปลี่ยนแปรในเวลากลางวัน และเหมือนเสียงกระซิบแผ่วเบาของฝนและลม มันให้รสชาติที่แปลก แปลกไปจากดนตรีที่เราเหมาเรียกว่าดนตรีคลาสสิกด้วยกัน[15]

ดนตรียุคอิมเพรสชันนิสม์ มักถูกเรียกว่าเป็นดนตรีประเทศฝรั่งเศส อันเนื่องมาจากความพยายามของประเทศฝรั่งเศสที่อยากให้ประเทศฝรั่งเศสมีดนตรีคลาสสิก ที่ทัดเทียมกับดนตรีประเทศเยอรมันและดนตรีประเทศออสเตรีย

คีตกวีในยุคอิมเพรสชันนิสม์

[แก้]

บทประพันธ์ที่สำคัญในยุค

[แก้]

Clair de Lune From Suite Bergamasque ซุอิตแบร์กามัสก์ (Piano music) - โคล้ด เดอบุซซี

Prelude to the Afternoon of a Faun (Symphonic poem) - โคล้ด เดอบุซซี

Borelo (Ballet music) - มอริส ราเวล

Gymnopédie No. 1 Gymnopédie No. 2 Gymnopédie No. 3 - เอริก ซาตี

ลาพร็องตีซอร์ซีเย The Sorcerer's Apprentice, Scherzo after a ballad by Goethe - ปอล ดูว์กัส

Symphony - on hearing the first cuckoo in spring เฟรเดอริก เดอลิอุส

อ้างอิง

[แก้]
  1. รองศาสตราจารย์ ดร. ศศี พงศ์สรายุทธ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดนตรีตะวันตกในยุคโรแมนติก. หน้าที่ 82 กรุงเทพฯ : 50 เพรสพริ้นติ้ง 2025. 2568
  2. รองศาสตราจารย์ ดร.ณรุทธ์ สุทธจิตต์. อดีตรองคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สังคีตนิยม ความซาบซึ้งในดนตรีตะวันตก. หน้าที่ 21 กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พิมพ์ครั้งที่ 15 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567
  3. รองศาสตราจารย์ จุฬมณี สุทัศน์ ณ อยุธยา อดีตหัวหน้าภาควิชาดนตรี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดนตรีตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 20.หน้าที่ 31 กรุงเทพฯ : บริษัท อัพบีทครีเอชั่น จำกัด. 2565 (ขณะหนังสือพิมพ์ออกมาเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จุฬมณี สุทัศน์ ณ อยุธยา)
  4. ศาสตราจารย์กิตติคุณ กุลวดี มกราภิรมย์ (บรรณาธิการ) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ ยุคลธรวงศ์ (ประธานคณะกรรมการวิชามรดกอารยธรรมโลก) มรดกอารยธรรมโลก. กรุงเทพฯ : วิทยาลัยบูรณาการศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2558 พิมพ์ครั้งที่ 4 หน้าที่ 248-249 โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ ยุคลธรวงศ์ ภาควิชาดนตรี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  5. รองศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย สิงห์ยะบุศย์ สาขาทัศนศิลป์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก (ฉบับสุดคุ้ม). หน้าที่ 159 กรุงเทพฯ : บริษัท วาดศิลป์ จำกัด. 2562
  6. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จรูญ โกมุทรัตนานนท์ . ภาควิชามนุษย์ศาสตร์ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต สุนทรียศาสตร์ ปัญหาเบื้องต้นในปรัชญาศิลปะและความงาม .หน้าที่ 37-38 กรุงเทพฯ : ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต . พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2540
  7. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จรูญ โกมุทรัตนานนท์ . ภาควิชามนุษย์ศาสตร์ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต สุนทรียศาสตร์ ปัญหาเบื้องต้นในปรัชญาศิลปะและความงาม .หน้าที่ 38 กรุงเทพฯ : ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต . พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2540
  8. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประเสริฐ วรรณรัตน์ สาขาศิลปกรรม คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ประวัติศาสตร์ประติมากรรม (ฉบับสุดคุ้ม).หน้าที่ 93 กรุงเทพฯ : บริษัท วาดศิลป์ จำกัด. 2562
  9. Influence of Impressionism in architecture
  10. รองศาสตราจารย์ อัศนีย์ ชูอรุณ ราชบัณฑิต ประเภทวิจิตรศิลป์สาขาจิตรกรรม 9 ศิลปินเอกของโลก.หน้าที่ 173 กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ โอเดียนสโตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2545
  11. Rococo Period in Music Rococo Music, Style and Composer Behind it Luxury Piano Inc.
  12. รองศาสตราจารย์ ดร.ณรุทธ์ สุทธจิตต์. อดีตรองคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สังคีตนิยม ความซาบซึ้งในดนตรีตะวันตก. หน้าที่ 21 กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พิมพ์ครั้งที่ 15 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567
  13. รองศาสตราจารย์ ดร.ณรุทธ์ สุทธจิตต์. อดีตรองคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สังคีตนิยม ความซาบซึ้งในดนตรีตะวันตก. หน้าที่ 286 กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พิมพ์ครั้งที่ 15 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567
  14. รองศาสตราจารย์ ดร. ศศี พงศ์สรายุทธ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดนตรีตะวันตกในยุคโรแมนติก. หน้าที่ 82 กรุงเทพฯ : 50 เพรสพริ้นติ้ง 2025. 2568
  15. ค้นคว้าและเรียบเรียง โดย อาจารย์ ไพบูลย์ กิจสวัสดิ์ โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี คีตกวี ปรัชญาเมธีแห่งภาษาสากล.กรุงเทพฯ ห้างหุ้นส่วนจำกัด วัชระออฟเซท พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2535