ซูเปอร์บอย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ซูเปอร์บอย
ภาพปกของหนังสือการ์ตูนซูเปอร์บอย ชุดที่ 3 ฉบับที 61
(จัดพิมพ์ ค.ศ.1999)โดย ทอม กรัมเมทท์
ในภาพประกอบด้วย คอน-เอล (ที่สวมเสื้อแจ๊คเก็ต), คาล-เอล (ขวาล่างถัดจากคอน) และ ซูเปอร์บอยคนอื่นๆจากจักรวาลอื่นๆของดีซี
รายละเอียดการตีพิมพ์
สำนักพิมพ์ สหรัฐ ดีซี คอมิคส์
ปรากฏตัวครั้งแรก มอร์ ฟัน คอมิคส์ ฉบับที่ 101
(มกราคม - กุมภาพันธ์ ค.ศ.1945)
สร้างสรรค์โดย เจอร์รี ชีเกล(เขียนบท)
โจ ชูสเตอร์(วาดภาพ)
ซูเปอร์บอย
ประวัติการตีพิมพ์
จัดพิมพ์ ดีซี คอมิคส์
วางจำหน่าย (ชุดที่ 1)
รายสองเดือน(1–28, 193–206)
8 ฉบับต่อปี(29–125, 207–219)
9 ฉบับต่อปี(126–176)
รายเดือน (177–192, 220–230)
(เดอะ นิว แอดเวนเจอร์...)
รายเดือน(1–19)
รายสองเดือน(20–22)
(ชุดที่ 3)
รายเดือน
จำนวนเล่ม (ชุดที่ 1)
230 ฉบับ, 1 ฉบับรายปี
(เดอะ นิว แอดเวนเจอร์ อ๊อฟ...)
54 ฉบับ
(ชุดที่ 2)
22 ฉบับ
(ชุดที่ 3)
102 ฉบับ (นับรวมฉบับที่ 0 และ 1000000), 4 ฉบับรายปี

ซูเปอร์บอย คือชื่อของตัวละครจากหนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ที่ถูกจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ ดีซี คอมิคส์ มีเรื่องราวส่วนใหญ่เกี่ยวกับซูเปอร์แมนในช่วงวัยรุ่น ซูเปอร์บอยได้กลายมาเป็นหนึ่งในสี่ตัวละครหลักของหนังสือการ์ตูนที่มีชื่อเรื่องเดียวกันซึ่งทำการจัดพิมพ์โดย ดีซี คอมิคส์

เรื่องราวของซูเปอร์บอยในช่วงแรกเป็นที่รู้จักกันว่าคือเรื่องราวของซูเปอร์แมนในช่วงวัยรุ่นที่ใช้พลังของตัวเองเข้าช่วยเหลือผู้คนในสมอลวิลล์เมืองที่เป็นที่พักอาศัยของ คาล-เอล (ชื่อ ชาวคริปตัน ของซูเปอร์บอย) ซึ่งต้องเก็บซ่อนตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้ในฐานะของคลาร์ก เคนท์ ซูเปอร์บอยได้ออกปรากฏตัวในซีรีส์หลายๆเรื่องตั้งแต่ช่วงค.ศ. 1940 จนกระทั่ง ค.ศ. 1980 โดยมีการตีพิมพ์ต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนานในนิตยสารที่มีชื่อว่า แอดเวนเจอร์ คอมิคส์ รวมถึงนิตยสารของตัวเองอีก 2 ฉบับ ที่มีชื่อว่า “ซูเปอร์บอย” และ “เดอะ นิว อเวนเจอร์ อ๊อฟ ซูเปอร์บอย” ในซูเปอร์บอยจะมีเรื่องราวและตัวละครสมทบที่แตกแยกออกมาเป็นเอกเทศ เช่น พ่อแม่บุญธรรมของซูเปอร์บอย, ลาน่า แลง ผู้ที่เป็นรักแรก และการเดินทางท่องเวลาของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่แห่งอนาคต

จนกระทั่งในปีค.ศ. 1986 ทางดีซี คอมิคส์ได้มีการปรับเปลี่ยนบทในผลงานหลายๆชิ้นของทางสำนักพิมพ์ รวมถึงเรื่องราวของซูเปอร์แมนที่ถูกปูบทใหม่ให้กับตัวละครซูเปอร์บอยที่จะไม่ได้สวมใส่เครื่องแบบจนกว่าจะเติบโตและกลายมาเป็นซูเปอร์แมน ส่งผลให้เรื่องราวของซูเปอร์บอยถูกตัดออกจากเรื่องราวของซูเปอร์แมนเกือบทั้งหมด ยกเว้นรายละเอียดบางอย่างที่ยังคงอยู่เช่น เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างคลาร์กและลาน่า แลงค์ จนกระทั่ง 2-3 ปีถัดมาจึงมีการเพิ่มเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในซูเปอร์บอยเช่น การได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มซูเปอร์ฮีโร่แห่งอนาคต ซึ่งถูกนำกลับมากล่าวถึงอีกครั้งในเรื่องราวภูมิหลังของซูเปอร์แมน ตัวละครยังถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์ทางโทรทัศน์โดยใช้ชื่อว่า ซูเปอร์บอย (ค.ศ.1988-ค.ศ.1992) นอกจากนี้ซูเปอร์บอยยังได้ปรากฏตัวใน สมอลล์วิลล์ (ค.ศ.2001–ค.ศ.2011) ซีรีส์ทางโทรทัศน์อีกเรื่องที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม โดยอ้างอิงเรื่องราวจากนิตยสาร’’ซูเปอร์บอย’’ กล่าวถึงคลาร์ก เคนท์ในวัยรุ่นที่ต้องคอยช่วยเหลือผู้คนโดยต้องเก็บซ่อนความสามารถของตัวเองเอาไว้ ซีรีส์มีเนื้อเรื่องที่เข้มข้นและสามารถถ่ายทอดชีวิตตัวละครในวัยรุ่นของคลาร์ก เคนท์ ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

ในปีค.ศ.1993 ดีซีได้ทำการเปิดตัวซูเปอร์บอยคนใหม่ซึ่งเป็นวัยรุ่นที่ถูกโคลน จากของซูเปอร์แมนและเล็กซ์ ลูเธอร์ มีชื่อตามภาษาคริปตันว่า คอน-เอล และใช้ชีวิตอยู่บนโลกในฐานะ คอนเนอร์ เคนท์ ลูกพี่ลูกน้องของซูเปอร์แมน ซูเปอร์บอยคนใหม่ก็มีเรื่องราวเป็นของตัวเองในนิตยสารซูเปอร์บอย(ชุดที่3) ทำการตีพิมพ์ตั้งแต่ปีค.ศ.1994 ถึง ค.ศ.2002 รวมถึงมีบทบาทในกลุ่มซูเปอร์ฮีโร่วัยรุ่น นอกจากนี้คอน-เอลยังได้เข้าไปมีบทบาทในนิตยสารแอดเวนเจอร์ คอมิคส์ ที่ทางดีซีได้ปรับปรุงเนื้อเรื่องใหม่ทั้งหมดและมีเรื่องราวเป็นของตัวเองที่ทำการตีพิมพ์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2010 จนถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ.2011 ส่วนเรื่องราวชุดใหม่ของคอน-เอล ทางดีซีได้ทำการเริ่มเรื่องราวใหม่ทั้งหมดและจัดพิมพ์เป็นผลงานชุดใหม่ของซูเปอร์บอยควบคู่ไปกับเรื่องราวอื่นๆในจักรวาล นิว52 ซึ่งเริ่มจัดจำหน่ายในเดือนกันยายน ค.ศ.2011 ซูเปอร์บอยคนใหม่ได้เริ่มมีบทบาทในเรื่อง สมอลล์วิลล์ ที่จัดจำหน่ายในวันศุกร์ที่ 4 มีนาคม ค.ศ.2011 ในตอนที่มีชื่อว่า “ทายาท” ซึ่งกล่าวถึง(ในนิตยสาร) คอนเนอร์ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากการโคลนนิ่งดีเอ็นเอระหว่าง เล็กซ์ และ คลาร์ก และมีพลังคล้ายคลึงกับซูเปอร์แมน นอกจากนี้ซูเปอร์บอยยังได้ไปปรากฏตัวในผลงานการ์ตูนทางโทรทัศน์ที่มีชื่อว่า ยัง จัสทิส ซึ่งออกอากาศตั้งแต่ปีค.ศ.2011-2013

ในจักรวาลอื่นๆของดีซียังมีซูเปอร์บอยอีกคนที่มีบทเด่นและได้ปรากฏตัวอยู่บ่อยครั้งได้แก่ ซูเปอร์บอย ไพร์ม ซูเปอร์บอยที่อาศัยอยู่ในโลกคู่ขนานของคาล-เอล ผู้ที่มีลักษณะก้าวร้าวและอารมณ์ปรวนแปรอยู่เสมอ

ประวัติตัวละคร[แก้]

คาล-เอล[แก้]

ดูบทความหลักที่: ซูเปอร์บอย (คาล-เอล)
การปรากฏตัวครั้งแรกของซูเปอร์บอย ภาพโดย โจ ชูสเตอร์ จาก นิตยสารมอร์ ฟัน คอมิคส์ ฉบับที่ 101

ผู้ที่กลายมาเป็น“ซูเปอร์บอย”คนแรก ตัวละครถูกออกแบบโดย เจอร์รี่ ชีเกล (ปราศจาก โจ ชูสเตอร์) ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1938 แต่ความคิดนี้กลับถูกปฏิเสธจากนิตยสารดีแทคทีฟ คอมิคส์ทำให้ชีเกลได้เพิ่มรายละเอียดให้กับตัวละครนี้ในอีก2ปีให้หลังแต่ก็ถูกสำนักพิมพ์ปฏิเสธกลับมาเป็นครั้งที่สอง[1] จนกระทั่งการปรากฏตัวของโรบิน คู่หูของแบทแมน ซูเปอร์ฮีโร่วัยรุ่นที่โด่งดังไปทั่วประเทศและมีช่วงอายุที่ใกล้เคียงกับซูเปอร์บอย ทำให้ทางสำนักพิมพ์ดีแทคทีฟ คอมิคส์ตัดสินใจที่จะจัดพิมพ์ซูเปอร์บอยในปีค.ศ.1944 โดยหวังจะขยายฐานความนิยมของซูเปอร์แมนให้เพิ่มขึ้นด้วยการนำเสนอเรื่องราวที่ต่างออกไปซึ่งมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้อ่านที่เป็นเด็ก[2] ซูเปอร์บอยปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในนิตยสารมอร์ ฟัน คอมิคส์ ฉบับที่ 101 (ในปีค.ศ.1944 แต่หน้าปกพิมพ์ค.ศ.1945) แม้ว่าซูเปอร์บอยจะได้โจ ชูสเตอร์เข้ามาทำหน้าที่ในการวาดภาพ แต่เจอร์รี่ ชีเกลกลับไม่ได้มีส่วนร่วมในผลงานชิ้นนี้เนื่องจากถูกเรียกตัวเข้าร่วมกองทัพในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 สิ่งนี้เองคือจุดเริ่มต้นของรอยร้าวที่จะเกิดขึ้นมาในภายหลังระหว่างสำนักพิมพ์, ชีเกล และ ชูสเตอร์[1]

เริ่มตีพิมพ์ใน “แอดเวนเจอร์ คอมิคส์”[แก้]

ในช่วงต้น ค.ศ.1946 ซูเปอร์บอยถูกย้ายให้ไปตีพิมพ์ในนิตยสารแอดเวนเจอร์ คอมิคส์เริ่มตั้งแต่ฉบับที่ 103 (เมษายน ค.ศ.1946) ในฐานะเรื่องหลักของนิตยสารโดยมีการตีพิมพ์เรื่องราวของซูเปอร์บอยมากกว่า 200 ตอน ซึ่งเรื่องราวจะกล่าวถึงซูเปอร์บอยซึ่งก็คือซูเปอร์แมนในวัยรุ่น ในตอนจบของเรื่อง ซูเปอร์บอยได้สวมใส่เครื่องแบบของซูเปอร์แมน ส่วนคลาร์ก เคนท์ซึ่งเป็นตัวตนบนโลกของซูเปอร์บอยก็จะสวมใส่แว่นตาเพื่อเป็นการอำพรางตัวจากผู้คนในสังคม ซูเปอร์บอยคือซูเปอร์ฮีโร่แห่งสมอลล์วิลล์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคลาร์ก เคนท์ ถูกเลี้ยงดูและเติบโตขึ้นมาภายใต้คำสั่งสอนของพ่อแม่บุญธรรมธรรมโจนาธานและมาร์ธา เคนท์ เรื่องราวของซูเปอร์บอยในนิตยสารยังกล่าวถึงเนื้อเรื่องที่ซูเปอร์บอยพบกับซูเปอร์ด็อก คริปโต;[3] สาเหตุที่ทำไมเล็กซ์ ลูเธอร์, เพื่อนรักนักวิทยาศาสตร์ในวัยเยาว์ของเขากลับกลายมาเป็นศัตรูตัวกาจ[4] , รวมถึงสาเหตุที่ซูเปอร์บอยเข้าร่วมกลุ่มซูเปอร์ฮีโร่แห่งศตวรรษที่ 30 ที่มีชื่อว่า ลีเจียน อ๊อฟ ซูเปอร์ ฮีโร่.[5]

เมื่อ ลีเจียน อ๊อฟ ซูเปอร์ ฮีโร่ กลายเป็นที่นิยม ส่งผลให้เนื้อเรื่องของ ลีเจียน ถูกแยกออกมาจากซูเปอร์บอยและมีชื่อเรื่องเป็นของตัวเอง โดยเริ่มตีพิมพ์ในนิตยสาร แอดเวนเจอร์ คอมิคส์ ฉบับที่ 300(กันยายน ค.ศ.1962) และหลังจากนั้นไม่นานลีเจียน อ๊อฟ ซูเปอร์ ฮีโร่ก็กลายมาเป็นผลงานหลักของนิตยสารแทนที่ซูเปอร์บอย ส่งผลให้เนื้อเรื่องของซูเปอร์บอยต้องถูกตัดจบลงในฉบับที่ 315(ธันวาคม ค.ศ.1963) อย่างไรก็ตามซูเปอร์บอยก็ไม่ได้หายไปจากนิตยสาร โดยยังคงมีบทบาทอยู่ในเรื่องลีเจียน อ๊อฟ ซูเปอร์ ฮีโร่ ในฐานะสมาชิกของกลุ่ม จนถึงตอนสุดท้ายของลีเจียน อ๊อฟ ซูเปอร์ ฮีโร่ ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร แอดเวนเจอร์ คอมิคส์ ฉบับที่ 380(พฤษภาคม ค.ศ.1969)

ซูเปอร์บอย(ชุดที่1)(ค.ศ.1949-1977)[แก้]

4 ปีหลังจากปรากฏตัวเป็นครั้งแรก ซูเปอร์บอยกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของ ดี ซี คนที่ 6 ที่มีนิตยสารเป็นของตัวเอง เมื่อ ดีซี มีการจัดพิมพ์ซูเปอร์บอยฉบับที่1(มีนาคม-เมษายน) ซึ่งผลงานชุดนี้ถูกจัดให้เป็นผลงานชิ้นแรกที่ประสบความสำเร็จในผลงานซูเปอร์ฮีโร่ชุดใหม่ของดีซีนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่2 เนื้อเรื่องของซูเปอร์บอยจะเริ่มต้นจากเรื่องราวตั้งแต่ซูเปอร์บอยยังเป็นทารก,[6] (การผจญภัยของคลาร์กกับการใช้พลังในวัยเด็ก), เพื่อนสนิทของคลาร์กทั้งสอง ไม่ว่าจะเป็นลาน่า แลงค์,[7] รักในวัยเยาว์ของซูเปอร์บอยและ พีท รอส,[8] ที่ภายหลังล่วงรู้ตัวจริงของคลาร์กและช่วยเก็บซ่อนความลับนั้นไว้[9] ส่วนเรื่องราวอื่นที่ปรากฏอยู่ในซูเปอร์บอยได้แก่เรื่องราวของไบซาโร่ว์[10]คนแรก และการปรากฏตัวเป็นครั้งแรกของมอน-เอล[11] และอุลตร้าบอย [12]สมาชิกกลุ่มลีเจียน อ๊อฟ ซูเปอร์ ฮีโร่

หลังจากที่ผลงานชุด ลีเจียน อ๊อฟ ซูเปอร์ ฮีโร่ เข้ามาแทนที่ผลงานชุด นิว ซูเปอร์บอย ในนิตยสาร แอดเวนเจอร์ คอมิคส์ ปีค.ศ.1963 นิตยสารซูเปอร์บอยจึงกลายเป็นนิตยสารเดียวที่ตีพิมพ์เรื่องราวดั้งเดิมของซูเปอร์บอย แต่ทว่า 2 ปีให้หลังเมื่อเรื่องราวของ ลีเจียน ถูกถอดออกจากแอดเวนเจอร์ คอมิคส์ นิตยสารซูเปอร์บอยจึงกลายเป็นบ้านหลังใหม่ในการตีพิมพ์เรื่องราวของลีเจียนไปโดยปริยาย โดยเริ่มตั้งแต่ ซูเปอร์บอยฉบับที่ 172 (พฤษภาคม ค.ศ.1971) ซึ่งเรื่องราวของลีเจียนจะออกมาในรูปแบบของตอนพิเศษ และก็เป็นอีกครั้งที่เรื่องราวของลีเจียนได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ส่งผลให้ซูเปอร์บอยฉบับที่ 197(กันยายน ค.ศ.1973) เรื่องราวของลีเจียนกลายมาเป็นเนื้อหาหลักของนิตยสารรวมถึงในฉบับต่อๆมา ส่งผลให้ในฉบับที่ 197 ได้มีการเปลี่ยนแปลงโลโก้นิตยสารเป็น “ซูเปอร์บอย สตาร์ริ่ง เดอะ ลีเจียน อ๊อฟ ซูเปอร์-ฮีโร่ (ภายหลังในฉบับที่ 222 ได้เปลี่ยนไปใช้คำ “แอนด์(and)” แทน สตาร์ริ่ง(starring))” แต่ยังคงใช้ชื่ออย่างเป็นทางการ(ชื่อจดทะเบียนนิตยสาร)เป็นซูเปอร์บอย จนถึงฉบับที่ 231 (กันยายน ค.ศ.1977) นิตยสารจึงได้เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการว่า ซูเปอร์บอย แอนด์ เดอะ ลีเจียน อ๊อฟ ซูเปอร์-ฮีโร่ หลังจากนั้นในฉบับที่ 259 (มกราคม ค.ศ.1980) ชื่อของซูเปอร์บอยถูกถอดออกจากชื่อนิตยสารคงเหลือไว้แต่เพียงชื่อ เดอะ ลีเจียน อ๊อฟ ซูเปอร์-ฮีโร่ เท่านั้น ถึงกระนั้นซูเปอร์บอยก็ยังคงมีบทบาทอยู่บ้างเป็นครั้งคราวในเรื่องราวที่ครั้งหนึ่งเคยมีชื่อเรื่องเป็นชื่อชองเขาเอง ชื่อของลีเจียนถูกใช้เป็นชื่อนิตยสารจนถึงฉบับที่ 354 ซึ่งเป็นฉบับสุดท้ายในการตีพิมพ์

เดอะ นิว แอดเวนเจอร์ อ๊อฟ ซูเปอร์บอย (ค.ศ.1980–1984)[แก้]

หลังจากที่เนื้อเรื่องของลีเจียนได้เข้ามาแทนที่ซูเปอร์บอย เรื่องราวของซูเปอร์บอยก็แทบจะสูญหายไปจากหน้าหนังสือจนกระทั่งปลายทศวรรษ ค.ศ. 1970 ซูเปอร์บอยได้ปรากฏตัวในสองเรื่องสั้น ซึ่งครั้งแรกปรากฏใน แอดเวนเจอร์ คอมมิคส์ (อีกแล้ว) และถัดมาใน “ซูเปอร์แมน แฟมิลี่” ต่อมาในเดือนเดียวกัน ซูเปอร์บอยได้ถอนตัวออกจากกลุ่มลีเจียนในนิตยสารลีเจียน อ๊อฟ ซูเปอร์ ฮีโร่ ฉบับที่ 259(มกราคม ค.ศ.1980) โดยผลงานชุดใหม่ถูกใช้ชื่อว่า เดอะ นิว แอดเวนเจอร์ อ๊อฟ ซูเปอร์บอย ซึ่งเริ่มต้นเรื่องราวด้วยการฉลองวันเกิดครบรอบ 16 ปี ของคลาร์ก เคนท์ นิตยสารจัดจำหน่ายเป็นรายเดือนและมีการตีพิมพ์ทั้งสิ้น 54 ฉบับจนถึงค.ศ.1984 นอกจากนี้ในฉบับที่ 28(เมษายน ค.ศ.1982) จนถึงฉบับที่ 49(มกราคม ค.ศ.1984) ได้มีการนำเรื่องราวใน “ดีล เอช ฟอร์ ฮีโร่” เข้ามาผสมโรงอีกด้วย

หลังจากที่ “เดอะ นิว แอดเวนเจอร์ อ๊อฟ ซูเปอร์บอย” จบลงได้ไม่นาน ได้มีการตีพิมพ์ผลงานเรื่องสั้น 4 เล่มจบ ที่มีชื่อว่า “ซูเปอร์แมน: เดอะ ซีเคร็ท เยียร์” (ค.ศ.1985) ซึ่งกล่าวถึงเรื่องราวของซูเปอร์บอยที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นซูเปอร์แมนในระหว่างช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย

การเปลี่ยแปลงอย่างต่อเนื่อง[แก้]

หลังจากที่ผลงานเรื่องสั้นถูกตีพิมพ์ เรื่องราวของซูเปอร์บอยกลับถูกตัดออกจากเนื้อเรื่องหลักของซูเปอร์แมนหลังจากปีค.ศ.1985-1986 ในผลงานลิมิทเตท ซีรีส์ที่มีชื่อว่า คริซิส ออน อินฟิไนท์ เอิร์ธ และผลงานรีบูทของจอห์น ไบรอันในปีค.ศ 1986 ที่มีชื่อว่า เดอะ แมน อ๊อฟ สตีล.[13] จนกระทั่ง 20 ปีต่อมาในผลงานลิมิทเตทชุด อินฟิไนท์ คริซิส เรื่องราวบางส่วนของซูเปอร์บอยจึงถูกเชื่อมโยงเข้ากับเนื้อเรื่องของซูเปอร์แมนอีกครั้งในการกล่าวถึงซูเปอร์แมนในวัยเด็ก (อ่านเพิ่มเติมเรื่องอินฟิไนท์ คริซิส)

ซูเปอร์บอย (คาล-เอล) ในช่วงหลังจากเนื้อเรื่องคริซิส[แก้]

เดอะ ลีเจียน ซูเปอร์บอย[แก้]

ซูเปอร์บอยในพ็อคเก็ตยูนิเวิร์ส

หลังจากที่ จอห์น ไบรอัน ทำการปรับปรุงตัวละครซูเปอร์แมน ซูเปอร์บอยเวอร์ชันใหม่ก็ได้ปรากฏสู่สายตานักอ่านในเนื้อเรื่องของ เดอะ ลีเจียน อ๊อฟ ซูเปอร์-ฮีโร่ ซึ่งเป็นตัวตนที่แยกออกมาจากซูเปอร์บอยคาล-เอล อาจกล่าวได้ว่าซูเปอร์บอยคนนี้ถูกสร้างขึ้นโดย เดอะ ไทม์ แทร็ปเปอร์ หนึ่งในศัตรูตัวฉกาจที่สุดของกลุ่มลีเจียน เมื่อ เดอะ ไทม์ แทร็ปเปอร์ ค้นพบว่าสุดยอดซูเปอร์ฮีโร่วัยเยาว์ที่เขาทุ่มแรงกายสร้างขึ้นมาจะไม่ทรงพลังตราบใดที่ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ ด้วยเหตุนี้เอง เดอะ แทร็ปเปอร์ จึงเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ในโลกของเขาและซูเปอร์บอยคนใหม่ไปสู่ประวัติศาสตร์ของกลุ่มลีเจียน ด้วยการนำผลึกเงินแห่งเวลาจากจักรวาลยุคบุกเบิกและใช้มันหลอมรวมเข้ากับ “พ๊อคเก็ต ยูนิเวิร์ส” ซึ่งมีเพียงโลกและคริปตันเท่านั้นที่เป็นดาวเคราะห์ในจักรวาล ดังนั้นไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่เหล่าสมาชิกกลุ่มลีเจียนกลับมายังเวลาปัจจุบัน พวกเขาจะโดนส่งให้ไปสู่ศตวรรษที่ 20 ของพ๊อคเก็ต ยูนิเวิร์ส ซึ่งไม่ใช่จักรวาลหลักของดีซี ชีวิตของซูเปอร์บอยตั้งแต่ถือกำเนิดจนกระทั่งถึงช่วงเนื้อเรื่อง คริซิส ออน อินฟิไนท์ เอิร์ธ จะมีความคล้ายคลึงกับซูเปอร์บอยตัวต้นแบบ เมื่อสงครามจักรวาลได้อุบัติขึ้น ซูเปอร์บอยใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อปกป้องโลกของเขาแต่ก็ไม่อาจทำอะไรเดอะ ไทม์ แทร็ปเปอร์ได้ จนกระทั่งคาล-เอลได้ยื่นมือเข้าช่วยทำให้ซูเปอร์บอยสามารถเข้ายึดกลุ่มลีเจียนได้แม้ว่าซูเปอร์บอยจะไม่เต็มใจนักก็ตามหลังจากการเหตุการณ์ต่อสู้ในคริซิสซูเปอร์แมนซึ่งในช่วงนั้นมีพลังที่ไร้ขีดจำกัดหลังจากที่ได้พลังของซูเปอร์บอยมาครอบครองจากช่วงก่อนหน้าสงครามคริซิส หลังจากการเหตุการณ์ต่อสู้ในคริซิสซูเปอร์แมนซึ่งในช่วงนั้นมีพลังที่ไร้ขีดจำกัดเพราะว่าได้พลังของซูเปอร์บอยมาครอบครองจากเหตุการณ์ช่วงก่อนหน้าสงครามคริซิส ซูเปอร์แมนต้องการที่จะควบคุมตัวซูเปอร์บอยเอาไว้เนื่องจากพลังอันมหาศาลของซูเปอร์บอย ซูเปอร์บอยตระหนักดีว่าตัวเขาไม่สามารถที่จะช่วยเพื่อนๆของเขาและไม่อาจนำพากลุ่มเอาชนะเดอะ แทร็ปเปอร์ เมื่อเดอะ แทร็ปเปอร์ ได้ครอบครองศาสตราวุธที่สามารถทำลายล้างโลกได้และใช้มันเข้าโจมตีโลก แม้ว่าซูเปอร์บอยจะสามารถรักษาโลกเอาไว้ได้แต่ก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตของตัวเอง ร่างที่ไร้วิญญาณของซูเปอร์บอยถูกกลุ่มลีเจียนนำกลับมาฝังในยุคปัจจุบันของพวกเขา [14]ต่อมากองบรรณาธิการได้มีคำสั่งให้ย้ายเรื่องราวของซูเปอร์บอยออกจากเนื้อเรื่องหลักของลีเจียน[15] ไปยังเนื้อเรื่องของเดอะ ไทม์ แทร็ปเปอร์ ที่เข้ามาลบช่วงเวลาในเนื้อเรื่องหลัก อาจจะกล่าวได้ว่าซูเปอร์บอยคนนี้มีตัวตนแค่ใน พ็อคเก็ต ยูนิเวิร์ส เท่านั้น [16]

อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาของ พ็อคเก็ต ยูนิเวิร์ส ก็เกิดเหตุการณ์สำคัญๆอย่างเช่น เหตุการณ์ที่ซูเปอร์แมนเคยเข้ามาในเนื้อเรื่องของภาคแยก(ถูกเกริ่นไว้ในเนื้อเรื่องของอีราดิเคเตอร์) รวมถึง เมทริกซ์ ซูเปอร์เกิร์ล อาจกล่าวได้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ เดอะ ไทม์ แทร็ปเปอร์ และจักรวาล พ็อคเก็ต ยูนิเวิร์ส ของเขารอดจากการโจมตีของ มอน-เอล ดังนั้นเดอะ แทร็ปเปอร์ จึงได้ไปขอร้อง กลอริธ ช่วยฟื้นพลังให้หลังจากนั้น กลอริธ ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทควบคู่กับ เดอะ แทร็ปเปอร์[17] จากเนื้อเรื่องชุด ไทม์ แอนด์ ไทม์ อเกน (ค.ศ.1991) จะเห็นได้ว่าทั้ง ซูเปอร์แมน และ สมาชิกกลุ่มลีเจียน ยังคงมีความทรงจำในเรื่อง พ็อคเก็ต ยูนิเวิร์ส ที่เกี่ยวกับซูเปอร์บอย ทำให้บรรณาธิการต้องสั่งให้ตัดเนื้อหาเหล่านั้นออกภายในปีเดียวกัน

ซุเปอร์บอยเวอร์ชันนี้ได้ออกมาปรากฏตัวอีกครั้งในผลงานชุดซี่โร่ ฮาวเออร์ โดยซูเปอร์บอยถูกสับเปลี่ยนช่วงเวลาจากศตวรรษที่ 30 ซึ่งเป็นยุคของ เดอะ ลีเจียน อ๊อฟ ซูเปอร์ฮีโร่ มายังช่วงเวลาปัจจุบันในสมอลล์วิลล์ ส่งผลให้เขาต้องมาเผชิญหน้ากับร่างโคลนของซูเปอร์บอยในยุคปัจจุบัน(คอน-เอล) ซูเปอร์บอยเกิดความสับสนต่ออนาคตของตัวเองที่ดูเลื่อนลอยในโลกปัจจุบัน เขาไม่รู้จะทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญหน้าและต่อสู้กับซูเปอร์บอยอีกคน โดยเรื่องราวทั้งหมดนี้จะนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด อย่างไรก็ตามหลังจากที่เรื่องราวของซูเปอร์บอยในผลงานชุดนี้จบลง ซูเปอร์บอยได้กลับไปยัง พ๊อคเก็ต ยูนิเวิร์ส ซึ่งเป็นจักรวาลดั้งเดิมของตัวเอง ภายหลังซูเปอร์บอยเวอร์ชันนี้ถูกเรียกขานว่า ซูเปอร์บอยพิภพที่ 1 (เอิร์ท-วัน)

ซูเปอร์บอยเวอร์ชันนี้มักจะปรากฏตัวในจักรวาลพิภพที่ 1 (เอิร์ท-วัน) ของดีซี เช่น ปรากฏตัวในนิตยสารเดอะลีเจียน อ๊อฟ ซูเปอร์ฮีโร่ ฉบับที่ 38 กล่าวถึงสาเหตุที่เดอะ ไทม์ แทร็ปเปอร์ สร้างจักรวาลใหม่ขึ้นมา เนื่องจาก เดอะ ไทม์ แทร็ปเปอร์ ต้องการขโมยพลังของพวกเหล่าลีเจียนเพื่อใช้ข้ามเวลามาสู่ศตวรรษที 20 ในจักรวาลนั้นเดอะไทม์ แทร๊ปเปอร์ได้ร่วมมือกับซูเปอร์บอยทำให้เกิคภัยพิบัติครั้งใหญ่ต่อจักรวาล

ซูเปอร์บอยเวอร์ชันนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อเนื้อเรื่องของ เดอะ ลีเจียน และยังถูกเชื่อมโยงคู่ขนานไปกับเนื้อเรื่องของซูเปอร์บอยอยู่หลายปีก่อนเหตุการณ์คริซิส

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Trexfiles: The latest Superboy/Superman copyright decision PDF file[ลิงก์เสีย]. See pages 1–5 for early Superboy publication history.
  2. Millennium Edition More Fun Comics No. 101 (2000) and Millennium Edition Superboy No. 1 (2001), inside cover commentaries
  3. Adventure Comics No. 210 (Mar 1955)
  4. Adventure Comics No. 271 (Apr 1960)
  5. Adventure Comics No. 247 (Apr 1958)
  6. Superboy No. 8 (May–Jun 1950)
  7. Superboy No. 10 (Sep–Oct 1950)
  8. Superboy No. 86 (Jan 1961)
  9. Superboy No. 90 (Jul 1961)
  10. Superboy No. 68 (Oct 1958)
  11. Superboy No. 89 (Jun 1961)
  12. Superboy No. 98 (Jul 1968)
  13. "Why did JB remove Superboy from continuity with the MAN OF STEEL reboot?—Byrne Robotics: FAQ". Byrnerobotics.com. สืบค้นเมื่อ 2010-09-15. 
  14. Legion of Super-Heroes vol. 3 #37–38 (1987), Superman vol. 2 No. 8 (1987) and Action Comics No. 591 (1987)
  15. Cadigan, Glen: The Legion Companion, pages 194 (interview with Keith Giffen) and 201 (interview with Tom Bierbaum), TwoMorrows Publishing: Raleigh, North Carolina, 2003.
  16. Legion of Super-Heroes vol. 4 No. 4 (1990)
  17. Legion of Super-Heroes (vol. 4) No. 13 (November, 1990)

บรรณานุกรม[แก้]

  • Daniels, Les (1998). Superman: The Complete History: The Life and Times of the Man of Steel. San Francisco: Chronicle Books. ISBN 978-0-8118-2162-9. 
  • Kratzer, Dallas F. (Spring 2013). "Student Work: Up, Up and Away: How Siegel and Shuster's Superman Was Contracted Away and DC Comcis Won the Day". West Virginia Law Review 115 (2): 1143–1184. 
  • Kruger, Jesse J. (Summer 2012). "Copyright and Kryptonite: The Failings of Intellectual Property Law Through the Eyes of Superman". Duquesne Business Law Journal 14 (3): 229–249. 

ดูเพิ่ม[แก้]