ข้ามไปเนื้อหา

ความขัดแย้งในกัมพูชา พ.ศ. 2383

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ความขัดแย้งในกัมพูชา พ.ศ. 2383

แผนที่ความขัดแย้งระหว่างสามก๊ก ในอินโดจีน
วันที่ขึ้นเจ็ดค่ำ เดือนสิบ (3 กันยายน) พ.ศ. 2383[1] - แรมสิบเอ็ดค่ำ เดือนสิบสอง (9 พฤศจิกายน) พ.ศ. 2384)[2]
สถานที่
กัมพูชา และเวียดนามภาคใต้
ผล กัมพูชาและไทยได้รับชัยชนะ สิ้นสุดการปกครองของเวียดนามในกัมพูชา
คู่สงคราม
กัมพูชาหลังพระนคร
สนับสนุนโดย:
อาณาจักรรัตนโกสินทร์ (สยาม)
ราชวงศ์เหงียน (เวียดนาม)
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
นักองค์ด้วง[n 1] (ตั้งแต่กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2384)
พระยาสังขโลก (หมก)
ชุมนุมเมืองสำโรงทอง
พระยาอุไทยธิราช (หิง)
พระยาเสนาราชสงคราม (ปรัก)
ชุมนุมเมืองบาที
พระยาวงษานุชิต (มี)
พระยาเอกราช (พรม)
พระยาพิษณุโลก (เปรียก)
พระยาเสนานุชิต (เม้า) 
ชุมนุมเมืองกำปงสวาย
พระยาเชต
พระยาเดโช (รศ)
พระยาเดโชภักดี (สนองอี)
ชุมนุมเมืองบาพนม
พระยาจักรี (นวง)
พระยากลาโหม (หมก)
พระยาธรรมเดโช (เมียด)
ชุมนุมภาคตะวันออกของกัมพูชา
พระยานเรนทรเสนา (แทน)
พระยาวรชุน (คง)
สนับสนุนโดย:
เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)[n 2]
เจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอินทร์ ณ ราชสีมา)
พระยาราชนิกูล (เสือ สนธิรัตน์)
พระยาเสนาราชกุเชนทร์
พระยาสังขโลก (เกาะ)
พระนรินทรโยธา (นอง)
ผู้นำเขมรกรอมในเวียดนามภาคใต้
พระยาอธิกวงศา (โต๊ด) 
พระยารวิเดโช (ทิด)
พระยาวงษาสงคราม (เมียด)
เลิม เซิม (Lâm Sâm)
เฉินหลิน
กรมการเมืองเจิ๊นเตย
เจือง มิญ สาง (Trương Minh Giảng)
ฝั่ม วัน เดี๋ยน (Phạm Văn Điển)
เล วัน ดึ๊ก (Lê Văn Đức)
บุ่ย กง เฮวียน (Bùi Công Huyên)
เหงียน กง จื๊อ (Nguyễn Công Trứ)
กาว หิว ดึ๊ก (Cao Hữu Dực)
เมืองโพธิสัตว์ (หายเตย)
หวอ ดึ๊ก จุง (Võ Đức Trung)
เหงียน ซอง ถ่าญ (Nguyễn Song Thành)
เมืองกำปงธม (หายดง)
เจิ่น วัน ทง (Trần Văn Thông)
ฮว่าง เฟื้อก เหล่ย (Hoàng Phước Lợi) 
เมืองสมบุก (เซินติ๋ญ)
ฝุ่ง เหงี๋ย เฟือง (Phùng Nghĩa Phương)
เหงียน เที้ยน เฟื้อก (Nguyễn Tiến Phước)
เจ้านายและข้าราชการกัมพูชา:
พระองค์เม็ญ[n 3] (หลังจากเมษายน พ.ศ. 2384)
นักองค์อิ่ม[n 4] (หลังจากตุลาคม พ.ศ. 2384)
พระยาวัง (ตุม)
พระยามนตรีเสน่หา (ปราบ)
โปประหืม
แนวรบเขมรกรอม เวียดนามภาคใต้
เซือง วัน ฟอง (Dương Văn Phong)
เล กวัง เฮวียน (Lê Quang Huyên)
เหงียน วัน เจือง (Nguyễn Văn Chương)
แนวรบจังหวัดเตยนิญ
เหงียน วัน จ่ง (Nguyễn Văn Trọng)
เจือง วัน เอวี๋ยน (Trương Văn Uyển)
กำลัง
กบฏเขมร: ไม่ทราบ
สยาม: ทหารรับจ้าง 20,000 นาย
ไม่ทราบ
ความสูญเสีย
ไม่ทราบ ไม่ทราบ

ความขัดแย้งในกัมพูชา พ.ศ. 2383 เป็นการลุกฮือของชาวกัมพูชาขึ้นต่อต้านการปกครองของเวียดนามราชวงศ์เหงียน สืบเนื่องจากในพ.ศ. 2376 ทางกรุงเทพฯได้ส่งทัพเข้าโจมตีกัมพูชาและเวียดนามภาคใต้ เป็นเหตุให้ทางฝ่ายเวียดนามจำต้องเข้าควบคุมกัมพูชาให้เข้มงวดมากขึ้น นำไปสู่การที่เวียดนามราชวงศ์เหงียนผนวกอาณาจักรกัมพูชาให้กลายเป็นมณฑลเจิ๊นเตย (Trấn Tây) ในพ.ศ. 2378 โดยมีนักองค์มีเจ้าหญิงกัมพูชาขึ้นเป็นพระนางเจ้ากษัตรีแห่งกัมพูชา แต่ทว่าอยู่ภายใต้อำนาจขององเตียนกุนเจืองมิญสาง (Trương Minh Giảng) ข้าหลวงญวนประจำกัมพูชา ฝ่ายเวียดนามราชวงศ์เหงียนเข้าปกครองกัมพูชาโดยตรง นำเอาระบบการปกครองและระบบราชการแบบจีน-เวียดนามมาใช้ในกัมพูชา[3][4][5][6] และดำเนินนโยบายการกลืนอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม[6] รวมทั้งพยายามที่จะขยายและพัฒนาการผลิตเกษตรกรรมของกัมพูชา[5] ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวกัมพูชาในพื้นที่ และข้าราชการญวนเวียดนามที่เข้ามาปกครอง จนนำไปสู่การลุกฮือขึ้นของขุนนางและราษฎรกัมพูชา ขึ้นต่อต้านอำนาจการปกครองของฝ่ายญวนเวียดนาม ในพ.ศ. 2383

อย่างไรก็ตาม กัมพูชาไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของมณฑลเจิ๊นเตยของเวียดนามทั้งหมด เนื่องจากทางฝ่ายไทยกรุงเทพฯ ได้ผนวกพระตะบองและเสียมราฐเข้ามาไว้ตั้งแต่พ.ศ. 2337[7] ในสมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งเมืองพระตะบองนั้น เป็นฐานการขยายอำนาจของฝ่ายไทยในกัมพูชามาโดยตลอด ในช่วงเวลาที่กัมพูชาตกอยู่ภายใต้การปกครองของเวียดนามนั้น ฝ่ายไทยรอคอยจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม ในการที่จะขับไล่ญวนเวียดนามและฟื้นฟูอำนาจอิทธิพลของไทยในกัมพูชาขึ้นอีกครั้ง เหตุการณ์เริ่มพลิกผันเมื่อเจ้าชายกัมพูชานักองค์อิ่ม ซึ่งฝ่ายไทยให้การสนับสนุนและแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบองอยู่นั้น แปรพักตร์ไปเข้ากัมองเตียนกุนเจืองมิญสางทีพนมเปญไปเข้ากับฝ่ายญวน[2] ในพ.ศ. 2382 รวมทั้งฝ่ายเวียดนามไม่ไว้วางใจกัมพูชา รวบรัดอำนาจให้มั่นคงยิ่งขึ้น สำเร็จโทษเจ้าหญิงกัมพูชานักองค์แบน ในพ.ศ. 2383 ถอดกษัตรีนักองค์มีออกจากราชสมบัติ แล้วเนรเทศไปที่เวียดนามภาคใต้ รวมทั้งคุมตัวขุนนางพระยาพระเขมรชั้นผู้ใหญ่ไปที่เวียดนาม[8] ทำให้บรรดาขุนนางออกญาและชาวกัมพูชาไม่พอใจ ลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจของเวียดนาม

การลุกฮือขึ้นของชาวกัมพูชาเพื่อต่อต้านเวียดนามในพ.ศ. 2383 นี้ ทำให้เวียนดนามสูญเสียอำนาจและอิทธิพลในกัมพูชา เปิดโอกาสให้ฝ่ายไทยส่งทัพจำนวน 35,000 คน นำโดยเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ยกทัพเข้าสู่กัมพูชาอีกครั้ง ในเดือนสิบสอง (พฤศจิกายน) พ.ศ. 2340[2] เพื่อยกให้เจ้าชายกัมพูชานักองค์ด้วง ซึ่งฝ่ายไทยให้การสนับสนุนอยู่ ให้ขึ้นเป็นเจ้ากัมพูชา และเพื่อสถาปนาอำนาจและอิทธิพลของไทยในกัมพูชาอีกครั้ง นำไปสู่สงครามอานามสยามยุทธ พ.ศ. 2383-2385 ถึงแม้ว่าจะถูกชาวกัมพูชาต่อต้าน แต่ฝ่ายญวนเวียดนามในกัมพูชา นำโดยองเตียนกุนเจืองมิญสาง ยังสามารถต้านทานทัพไทยได้ จนกระทั่งเมื่อพระเจ้าเวียดนามมินมางทิวงคต ในพ.ศ. 2384 ทำให้ฝ่ายญวนเวียดนามลดความแข็งกร้าวลง อำนาจและอิทธิพลของเวียดนามในกัมพูชาเสื่อมถอยลง เจ้าเวียดนามองค์ใหม่ คือ พระเจ้าเวียดนามเทียวตรี มีราชโองการให้ถอนทัพถอนกองกำลังและข้าราชการเวียดนามในกัมพูชาออกมาอยู่ที่เมืองโจดกทั้งหมด ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2384 จึงเป็นการสิ้นสุดการปกครองของเวียดนามในกัมพูชา ซึ่งมีระยะเวลาหกปี ตั้งแต่พ.ศ. 2378 ถึง พ.ศ. 2384

ภูมิหลัง

[แก้]

กัมพูชาภายใต้อิทธิพลของเวียดนาม

[แก้]

ในพ.ศ. 2337 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงอภิเษกให้นักองค์เองกษัตริย์กัมพูชาออกไปครองกรุงกัมพูชา และทรงให้เมืองพระตะบองและเสียมราฐแยกขาดออกมาจากกัมพูชา ให้อยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน)[9] เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบองคนแรก พระนารายณ์ราชานักองค์เองกษัตริย์กัมพูชาถึงแก่พิราลัยในพ.ศ. 2340 นักองค์เองมีโอรสสี่องค์ได้แก่ นักองค์จัน นักองค์สงวน นักองค์อิ่ม และนักองค์ด้วง นักองค์จันโอรสองค์โตของนักองค์เองยังเยาว์อยู่ จนถึงพ.ศ. 2349 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ จึงทรงอภิเษกให้นักองค์จันเป็นสมเด็จพระอุไทยราชาธิราชฯเป็นกษัตริย์กัมพูชา[7][10] ออกไปครองกรุงกัมพูชา แต่ทว่าพระอุไทยราชานักองค์จันกษัตริย์กัมพูชามีความขัดแย้งกับทางกรุงเทพฯ[7] เอาใจออกห่างไปพึ่งพิงพระเจ้าเวียดนามยาล็องแห่งราชวงศ์เหงียน เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จสวรรคตในพ.ศ. 2352 นักองค์จันจึงแข็งเมืองเป็นปฏิปักษ์ต่อกรุงเทพ ไม่เข้ามาร่วมพระราชพิธีส่งให้อนุชาคือนักองค์สงวนและนักองค์อิ่มเป็นผู้แทนเข้ามาร่วม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงแต่งตั้งให้นักองค์สงวนเป็นที่พระมหาอุปโยราชแห่งกัมพูชา และทรงแต่งตั้งให้นักองค์อิ่มเป็นพระมหาอุปราชแห่งกัมพูชา นักองค์สงวนจึงฝักใฝ่ไทยและเริ่มแข็งกร้าวต่อนักองค์จัน

กัมพูชาสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น: กัมพูชามีเมืองเอกห้าเมืองได้แก่ โพธิสัตว์ กำปงสวาย ตรัง (เชิงกรรชุม) บาพนม และตะโบงคมุม เจ้าเมืองเอกของกัมพูชาเรียกว่า เสด็จตรัญ มีอำนาจอาญาสิทธิ์ในพื้นที่ของตน

ในพ.ศ. 2355 นักองค์สงวนเป็นกบฏขึ้นที่เมืองโพธิสัตว์ เป็นกบฏต่อนักองค์จัน เจ้าพระยายมราช (น้อย) นำทัพไทยเข้าสู่กัมพูชาเพื่อระงับเหตุ[11] แห่นักองค์สงวนไปยังเมืองอุดงราชธานีกัมพูชา[10] นักองค์จันกษัตริย์กัมพูชาเสด็จหลบหนีไปยังเมืองไซ่ง่อนอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของญวนเวียดนาม นักองค์อิ่มและนักองค์ด้วง อนุชาของนักองค์จัน หันมาเข้ากับฝ่ายไทย ฝ่ายไทยได้เผาทำลายเมืองอุดง ซึ่งเป็นราชธานีของกัมพูชามาเป็นเวลาร่วมสองร้อยปี แล้วเจ้าพระยายมราช (น้อย) ถึงถอยทัพกลับ นำพาเจ้าชายกัมพูชานักองค์สงวน นักองค์อิ่ม และนักองค์ด้วง ไปประทับอยู่ที่วังเจ้าเขมรที่กรุงเทพ พระเจ้ายาล็องให้"องต๋ากุน"เลวันเสวียต (Lê Văn Duyết)[12] เจ้าเมืองไซ่ง่อน เป็นต๋งเจิ๊น (Tổng trấn, 總鎮) หรือผู้สำเร็จราชการในเวียดนามภาคใต้ ยกทัพแห่นักองค์จันจากไซ่ง่อนกลับมาครองกัมพูชาดังเดิมในพ.ศ. 2356 เนื่องจากเมืองอุดงราชธานีกัมพูชาได้ถูกฝ่ายไทยเผาทำลายลงไป องต๋ากุนเลวันเสวียตจึงสร้างเมืองบันทายแก้วที่พนมเปญให้เป็นราชธานีที่ประทับแห่งใหม่ของนักองค์จัน ในพ.ศ. 2357 พระเจ้ายาล็องแต่งตั้งให้ เหงียนวันถว่าย (Nguyễn Văn Thoại) มาเป็นองเบาฮอ (bảo hộ) หรือผู้สำเร็จราชการของญวนในกัมพูชา ความขัดแย้งระหว่างนักองค์จันและนักองค์สงวน ในพ.ศ. 2355 นี้ จบลงด้วยชัยชนะของนักองค์จันและสยามสูญเสียอำนาจและอิทธิพลเหนือกัมพูชา[3] ให้แก่ญวนเวียดนาม

เหงียนวันถว่าย (Nguyễn Văn Thoại) ต่อมาได้รับยกย่องเป็น ถว่ายหง็อกเห่า (Thoại Ngọc Hầu) เป็นเบาฮอ (bảo hộ) หรือผู้สำเร๊จราชการของเวียดนามในกัมพูชา

ในพ.ศ. 2362 พระเจ้าเวียดนามยาล็องมีราชโองการให้สร้างคลองเชื่อมระหว่างเมืองโจดกและเมืองห่าเตียน ที่ชายแดนระหว่างเวียดนามภาคใต้และกัมพูชา (พงศาวดารไทย เรียกว่า คลองขุด) ชาวกัมพูชาถูกเกณฑ์แรงงานไปขุดคลองได้รับความลำบาก[3] พระเจ้ายาล็องสิ้นพระชนม์ในต้นปีพ.ศ. 2363 โอรสขึ้นครองราชสมบัติต่อมาเป็นพระเจ้าเวียดนามมินมาง ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2363 พระภิกษุชาวกัมพูชาชื่อว่าแก้ว[10] ตั้งตนเป็นนักศิลป์ (Neak Sel)[3] หรือผู้วิเศษ ปลุกระดมราษฎรกัมพูชาให้ลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจของเวียดนาม ภิกษุแก้วนำกองกำลังไปสังหารพระยาธรรมเดโชเจ้าเมืองบาพนม แล้วตั้งค่ายอยู่ที่เมืองบาพนมนั้น สมเด็จพระอุไทยราชานักองค์จันกษัตริย์กัมพูชา ส่งทัพนำโดยเจ้าฟ้าทะละหะ (ตวนผอ เป็นชาวจาม) และสมเด็จเจ้าพระยา (ติ) ออกไปปราบกบฏของภิกษุแก้ว แต่มีแม่ทัพส่วนหนึ่ง นำโดยพระยานเรนทร์ (กล) แปรพักตร์ไปเข้ากับฝ่ายภิกษุแก้ว ทำให้ฝ่ายนักองค์จันพ่ายแพ้ เลวันเสวียตเจ้าเมืองไซ่ง่อน จึงส่งทัพญวนนำโดยเหงียนวันจี๊ (Nguyễn Văn Trí)[12] เข้ามาปราบกบฏในกัมพูชา สามารถสังหารภิกษุแก้วได้ที่เกาะสุทิน (Koh Sotin)[3] พระยานเรนทร์ (กล) ให้การซัดทอดว่า เจ้าฟ้าทะละหะ (ตวนผอ) และสมเด็จเจ้าพระยา (ติ) เป็นผู้ต้นคิดให้ตนเองไปเข้ากับฝ่ายกบฏ ทั้งเจ้าฟ้าทะละหะ (ตวนผอ) สมเด็จเจ้าพระยา (ติ) และพระยานเรนทร์ (กล) ต่างถูกประหารชีวิต[3][10]

คลองหวิญเต๊ (Vĩnh Tế) เชื่อมต่อระหว่างเมืองโจดกและห่าเตียน การขุดล่าช้าเนื่องจากการลุกฮือของภิกษุแก้วในพ.ศ. 2363 ต่อมาจึงขุดแล้วเสร็จ ในพ.ศ. 2367

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2363 นักองค์จันมีสาส์นถึงองต๋ากุนเลวันเสวียต ขอให้ทางฝ่ายญวนเวียดนามเริ่มขุดคลองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ต้องหยุดชะงักไปด้วยการลุกฮือของพระภิกษุแก้ว เหงียนวันถว่าย หรือ องเบาฮอ จึงเกณฑ์ชาวเวียดนามภาคใต้ 39,000 คน ชาวเขมร 16,000 คน[12] ขุดคลองทั้งวันทั้งคืน ใช้เวลาสี่ปี จึงแล้วเสร็จในพ.ศ. 2367 พระเจ้ามินมางให้นามคลองนี้ว่า คลองหวิญเต๊ (Vĩnh Tế) เมื่อขุดคลองเสร็จแล้ว นักองค์จันมอบเมืองไพรกะบาท เมืองเชิงกรรชุม และเมืองมัตจรูก ให้แก่เหงียนวันถว่ายเป็นของขวัญไมตรี พระเจ้ามินมางให้เหงียนวันถว่ายรับมาเฉพาะเมืองเชิงกรรชุมและเมืองมัตจรูก[12] องเบาฮอเหงียนวันถว่ายถึงแก่กรรมในพ.ศ. 2372 ต่อมาในปีพ.ศ. 2375 องต๋ากุนเลวันเสวียต ต๋งเจิ๊นเจ้าเมืองไซ่ง่อนและข้าหลวงประจำเวียดนามภาคใต้ ถึงแก่กรรม พระเจ้ามินมางจึงทำการปฏิรูปการปกครอง ให้ยกเลิกตำแหน่งต๋งเจิ๊น ให้มีตำแหน่งเจ้าเมืองโจดก หรือต๋กด๊กจังหวัดอานซางและห่าเตียน (Tổng đốc An Hà, 總督安河) ให้ควบตำแหน่งเบาฮอกัมพูชาด้วย ในปลายปีพ.ศ. 2375 เลได่เกือง (Lê Đại Cương, 黎大綱)[12] ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองโจดก ปกครองอานซาง (โจดก) และห่าเตียน รวมทั้งเป็นองเบาฮอสำเร็จราชการในกัมพูชาด้วย

สยามโจมตีกัมพูชา พ.ศ. 2376

[แก้]

ในพ.ศ. 2376 เกิดการกบฏต่อต้านราชวงศ์เหงียน ทั้งกบฏของเลวันโคย (Lê Văn Khôi) ที่เมืองไซ่ง่อนในเวียดนามภาคใต้ และกบฏของนงวันเวิน (Nông Văn Vân) ในเวียดนามภาคเหนือ ซึ่งฝ่ายไทยได้อาศัยจังหวะที่ทางเวียดนามเกิดการกบฏทั้งเหนือและใต้นี้ ส่งทัพเข้าโจมตีเพื่อฟื้นฟูอำนาจในกัมพูชาขึ้นอีกครั้ง ในเดือนอ้าย (พฤศจิกายน) พ.ศ. 2376 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ มีพระราชโองการให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ยกทัพไทยจำนวน 40,000 คน[2] ยกจากเมืองพระตะบองเข้าโจมตีกัมพูชาทางบก มีเป้าหมายเพื่อยกให้นักองค์อิ่มและนักองค์ด้วงให้ขึ้นเป็นเจ้ากัมพูชา และโปรดฯให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) ยกทัพเรือจำนวน 10,000 คน[2] ยกจากจันทบุรีเข้าโจมตีเมืองท่าห่าเตียนของเวียดนาม โดยที่ทัพทั้งสองของเจ้าพระยาบดินทรเดชาและเจ้าพระยาพระคลังนั้น มีเป้าหมายเพื่อโจมตีเมืองไซ่ง่อนของเวียดนาม ซึ่งกำลังเกิดกบฏเลวันโคยอยู่นั้น

สมเด็จพระอุไทยราชานักองค์จัน กษัตริย์กัมพูชาซึ่งฝักใฝ่ญวน ประทับอยู่ที่เมืองบันทายแก้วพนมเปญ มีพระบัณฑูรให้พระยาจักรี (หลง) นำทัพกัมพูชาออกมารับทัพไทย แต่พระยาจักรี (หลง) ประสบปัญหาเกณฑ์ไพร่พลกัมพูชาได้จำนวนน้อย[8] พ่ายแพ้ให้แก่ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ซึ่งมีกำลังมากกว่า นักองค์จันกษัตริย์กัมพูชาจึงเสด็จหลบหนีไปที่เมืองล่องโห้ (Long Hồ) ในเวียดนามภาคใต้ เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงเคลื่อนทัพผ่านกัมพูชาลงไปทางเมืองโจดกได้โดยสะดวก โดยที่เจ้าพระยาบดินทรเดชาให้นักองค์อิ่มและนักองค์ด้วยอยู่รักษาเมืองพนมเปญ ส่วนเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) นั้น นำทัพเรือเข้าโจมตีเมืองห่าเตียนในเวียดนามภาคใต้ ฝ่ายญวนเวียดนาม ซึ่งกำลังปราบกบฏเลวันโคยที่เมืองไซ่ง่อนอยู่นั้น ไม่ได้เตรียมการรับมือทัพสยาม เจ้าพระยาพระคลังสามารถยึดเมืองห่าเตียนและตามต่อไปยึดเมืองโจดกได้ด้วยความรวดเร็ว เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงนำทัพบกลงมาสมทบกับทัพของเจ้าพระยาพระคลังที่โจดก

พระเจ้าเวียดนามมินมางและแม่ทัพญวนไม่ได้เตรียมการรับมือทัพสยามไว้ก่อน พระเจ้ามินมางจึงให้แบ่งทัพบางส่วนออกมาจากเมืองไซ่ง่อน นำโดยเหงียนซวน (Nguyễn Xuân) และเจืองมิญสาง (Trương Minh Giảng) และเลได่เกือง (Lê Đại Cương) ให้ยกออกมารับทัพไทย ทัพฝ่ายไทยของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) และเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) ล่องลงไปตามแม่น้ำบาสัก พบกับทัพญวนของเหงียนซวน และเจืองมิญสาง ที่คลองวามนาว ในยุทธการที่คลองวามนาว ในเดือนยี่ (มกราคม) พ.ศ. 2376[2] (นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. 2377) ทัพไทยพ่ายแพ้แตกพ่ายถอยร่นกลับมาที่เมืองโจดก การรบที่คลองวามนาว ทำให้ฝ่ายญวนเวียดนามสามารถกอบกู้สถานการณ์ขึ้นมาได้สำเร็จ ฝ่ายขุนนางกัมพูชา นำโดยพระยาจักรี (หลง) และพระยายมราช (โห้)[8] ได้อาศัยจังหวะที่ฝ่ายไทยเพลี่ยงพล้ำ รวบรวมชาวกัมพูชาตั้งขึ้นเป็นกองโจร เข้าโจมตีฝ่ายไทย สุดท้ายแล้วทัพไทยถึงถอยออกจากกัมพูชา โดยที่เจ้าพระยาบดินทรเดชาถอยไปที่เมืองพระตะบอง และเจ้าพระยาพระคลังถอยไปที่จันทบุรี

เมื่อทัพไทยแตกพ่ายถอยออกไปจากกัมพูชาแล้วนั้น พระเจ้าเวียดนามมินมางจึงให้แม่ทัพญวนแห่นำสมเด็จพระอุไทยราชานักองค์จัน พร้อมทั้งพระราชวงศ์กัมพูชา ซึ่งได้ลี้ภัยไปอยู่ที่เมืองล่องโห้นั้น กลับคืนสู่เมืองบันทายแก้วพนมเปญที่กัมพูชา ในเดือนห้า (มีนาคม) พ.ศ. 2377[2] เมืองบันทายแก้วที่พนมเปญ ที่องต๋ากุนเลวันเสวียต ได้สร้างไว้ให้เป็นราชธานีของนักองค์จัน เมื่อพ.ศ. 2356 นั้น ถูกทัพไทยเผาทำลายลงหมดสิ้น นักองค์จันจึงสร้างที่ประทับชั่วคราวขึ้นเป็นค่ายโพธิ์พระบาท[8] อยู่ที่เกาะสลาเกต ฝั่งตรงข้ามเมืองพนมเปญริมแม่น้ำบาสัก พระอุไทยราชานักองค์จันปูนบำเหน็จให้แก่พระยาจักรี (หลง) และพระยายมราช (โห้) ผู้มีความชอบ ให้เลื่อนขึ้นเป็นที่เจ้าฟ้าทะละหะและสมเด็จเจ้าพระยาตามลำดับ[8]

ทัพไทยออกโจมตีในดินแดนที่ห่างไกลและขาดเสบียง เป็นเหตุให้ไม่ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูอำนาจในกัมพูชา[3] ถึงแม้ว่าฝ่ายญวนเวียดนามจะได้รับชัยชนะ สามารถขับทัพสยามออกไปจากกัมพูชาและเวียดนามภาคใต้ได้สำเร็จ แต่พระเจ้ามินมางและแม่ทัพญวนต่างมีความตระหนักว่า ไทยสยามนั้นเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพและอำนาจของราชวงศ์เหงียนในกัมพูชาและเวียดนามใต้ และกัมพูชาไม่สามารถป้องกันตนเองหรือเป็นด่านกันชนกับสยามให้แก่เวียดนามได้ ฝ่ายเวียดนามจึงเห็นถึงความจำเป็น ที่จะต้องเข้ามาควบคุมและปฏิรูปพัฒนาให้กัมพูชาเข้มแข็งสามารถป้องกันการรุกรานจากสยามได้

การปกครองของมณฑลเจิ๊นเตย

[แก้]

สมเด็จพระอุไทยราชานักองค์จัน กษัตริย์กัมพูชาซึ่งฝักใฝ่ญวน ถึงแก่พิราลัยเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2377[8] (นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. 2378) ได้ฝากฝังราชการแผ่นดินกัมพูชาให้แก่เจ้าฟ้าทะละหะ (หลง) อัครเสนาบดีกัมพูชา แต่ฝ่ายญวนเวียดนาม นำโดยข้าหลวงญวนสองคนได้แก่ เจืองมิญสาง และเลได่เกือง ได้ใช้โอกาสนี้เข้ายึดอำนาจการปกครองในกัมพูชา[4] นักองค์จันไม่มีโอรส มีแต่ธิดาสี่พระองค์ ซึ่งเกิดแต่นักพระสนมต่างกัน ได้แก่ นักองค์แบน นักองค์มี นักองค์เภา และนักองค์สงวน เนื่องจากเจ้ากัมพูชาที่เป็นชายในขณะนั้น คือนักองค์อิ่มและนักองค์ด้วง เข้าอยู่กับฝ่ายไทยอยู่ที่เมืองพระตะบองและมงคลบุรีตามลำดับ ทำให้ฝ่ายญวนเวียดนามจำต้องเลือกเจ้ากัมพูชาจากเจ้าหญิงทั้งสี่พระองค์นี้ ธิดาองค์โตนั้นคือนักองค์แบน มีพระมารดาคือนักนางเทพ ซึ่งนักนางเทพนั้น เป็นบุตรีของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน)[3] ผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบองฝ่ายไทยคนแรก เท่ากับว่าเจ้าหญิงนักองค์แบนเป็นหลานของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบน พระเจ้ามินมางและเจืองมิญสางจึงไม่เลือกนักองค์แบนให้เป็นเจ้ากัมพูชา เนื่องจากนักองค์แบนมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับฝ่ายไทย

ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2377 ฝ่ายญวนเวียดนามสร้างเมืองเจิ๊นเตย (Trấn Tây, 鎮西) ขึ้นที่พนมเปญ เพื่อทดแทนเมืองบันทายแก้วที่ฝ่ายไทยได้เผาทำลายลงไป และเพื่อเป็นศูนย์กลางการปกครองของเวียดนามในกัมพูชา[12]

สุดท้ายแล้วพระเจ้ามินมางและเจืองมิญสางได้เลือกให้นักองค์มีธิดาองค์รองพระชนม์ยี่สิบชันษา ให้ขึ้นเป็นพระนางเจ้าแห่งกัมพูชา เป็นกษัตริย์สตรีพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์กัมพูชา[13] ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2378 พระเจ้ามินมางส่งให้เจ้าเมืองโจดกมาเป็นผู้แทนของพระเจ้ามินมาง มาประกอบพิธีมอบตำแหน่งขุนนางเวียดนามให้แก่นักองค์มีและเจ้าหญิงกัมพูชาอีกสามองค์ โดยที่นักองค์มีได้รับแต่งตั้งให้เป็นเกวิ่นจั๊ว (Quận chúa, 郡主) หรือกษัตรีแห่งกัมพูชา ส่วนเจ้าหญิงอีกสามองค์ ได้แก่ นักองค์แบน นักองค์เภา และนักองค์สงวน ได้รับแต่งตั้งเป็นเฮวี่ยนเกวิน (Huyện quân, 縣君) หรือผู้ครองแคว้น เจ้าเมืองโจดกนำพระราชโองการของพระเจ้ามินมางวางไว้บนโต๊ะพิธี แล้วเจ้าหญิงกัมพูชาทั้งสี่ รวมทั้งขุนนางเสนาบดี พระยาพระเขมรทั้งปวง แต่งชุดข้าราชการเวียดนาม คารวะเพื่อรับราชโองการของพระเจ้ามินมาง[3] กษัตรีนักองค์มีแห่งกัมพูชา ผ่านพิธีราชินยาภิเษกด้วยพิธีแบบญวนเวียดนาม ไม่ใช่พิธีราชาภิเษกอย่างแบบกัมพูชาที่เคยปฏิบัติมา

กัมพูชาภายใต้การปกครองของเวียดนามในมณฑลเจิ๊นเตย พ.ศ. 2378 ถึง พ.ศ. 2384 มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเจิ๊นเตย (พนมเปญ) มีหัวเมืองเอกได้แก่ เมืองหายดง (กำปงธม) เมืองหายเตย (โพธิสัตว์) และเมืองเซินฝู (สมบุก)

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2378[12] พระเจ้าเวียดนามมินมางทรงจัดตั้งมณฑลเจิ๊นเตย หรือเจิ๊นเตยถ่าญ (Trấn Tây Thành, 鎮西城) หรือ "มณฑลประจิม" ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยพระเจ้ามินมางแต่งตั้งให้เจืองมิญสางเป็น เจิ๊นเตยเตื๊องเกวิน (Trấn Tây tướng quân, 鎮西將軍) หรือ"องเตียนกุน" เป็นข้าหลวงญวนสำเร็จราชการในกัมพูชา และแต่งตั้งให้เลได่เกืองเป็นทามต๊านได่เถิ่น (Tham tán Đại thần, 參贊大臣) หรือ"ทำตานดายทาน"เป็นที่ปรึกษา การปกครองส่วนกลางของเวียดนามที่เมืองเจิ๊นเตยหรือเมืองพนมเปญนั้น ประกอบด้วย;

  • เตื๊องเกวิน (Tướng quân, 將軍) หรือ องเตียนกุน เป็นข้าหลวงใหญ่ สำเร็จราชการแทนพระเจ้ามินมางในกัมพูชา มีอำนาจสูงสุด
  • ทามต๊านได่เถิ่น หรือ ทำตานดายทาน เป็นที่ปรึกษา หรือปลัดเป็นรองข้าหลวงมณฑลเจิ๊นเตย
  • เด่ด๊ก (Đề Đốc, 提督) หรือ องเดดก บัญชาการเกี่ยวกับการทหารในกัมพูชา

สรุก หรือ หัวเมืองต่างๆของกัมพูชา ถูกแทนด้วยเวียดนามแบ่งกัมพูชาออกเป็นสามสิบสามเมือง หรือ ฝู (phủ, 府) ซึ่งแต่ละเมืองได้รับชื่อภาษาเวียดนาม เวียดนามจัดตั้งการปกครองขึ้นที่เมืองเอกสำคัญสามเมืองของกัมพูชาได้แก่ เมืองกำปงธม เรียกว่า หายดง (Hải Đông, 海東) เมืองโพธิสัตว์ เรียกว่า หายเตย (Hải Tây, 海西) และเมืองสมบุก เรียกว่า เซินฝู (Sơn Phủ)[12] โดยแต่งตั้งเจ้าเมืองหรือ เตวียนฝู (Tuyên phủ, 宣撫) หรือ องตุมผู ให้ไปปกครองเมืองเอกทั้งสามเมือง ส่วนเมืองกำปอด (กว๋างเบียน Quảng Biên) และเมืองกำปงโสม (คายเบียน Khai Biên) นั้น ถูกแยกออกจากัมพูชาแล้วไปรวมกับจังหวัดห่าเตียนของเวียดนาม

ฝ่ายเวียดนามเห็นว่ากัมพูชานั้นไม่มีระบบทหารอาชีพประจำการ[5] มีเพียงการเกณฑ์ไพร่พลไปทำสงครามเฉกเช่นเดียวกับสยาม องเตียนกุนเจืองมิญสางจึงจัดตั้งระบบทหารอาชีพขึ้นในกัมพูชา โดยนำทหารเวียดนามจำนวนมากกว่า 5,000 คน เข้ามาในกัมพูชา จัดตั้งเป็นกองฝึกเพื่อฝึกทหารร่วมกับชาวกัมพูชา[3][2] ต่อมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2379 พระเจ้ามินมางแต่งตั้งให้องเตียนกุนเจืองมิญสางเป็นเจ้าเมืองโจดก ในตำแหน่งต๋กด๊กแห่งจังหวัดอานซางและห่าเตียน (Tổng đốc An Hà)[12] ทำให้องเตียนกุนเจืองมิญสางมีอำนาจครอบคลุมทั้งกัมพูชาและเวียดนามภาคใต้

นโยบายกลืนเชื้อชาติและการครอบงำทางเศรษฐกิจ

[แก้]

ชาวเวียดนามมีคติว่า วัฒนธรรมเวียดนามซึ่งอยู่ในเขตวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีนและลัทธิขงจื้อ มีความสูงส่งเหนือกว่าวัฒนธรรมพุทธเถรวาทของอาณาจักรข้างเคียง ได้แก่ กัมพูชา ลาว ไทยสยาม เมื่อเวียดนามราชวงศ์เหงียนได้ผนวกเอากัมพูชาเข้ามาปกครองโดยตรงเป็นมณฑลเจิ๊นเตยแล้ว พระเจ้าเวียดนามมินมาง ซึ่งยึดมั่นในลัทธิขงจื้อ มีดำริว่าควรที่จะเปลี่ยนกัมพูชาให้มาเป็นวัฒนธรรมอย่างเดียวกับจีน-เวียดนาม[6] เพื่อยกระดับวัฒนธรรมของกัมพูชาให้สูงขึ้น และเพื่อสร้างการปกครองที่มีประสิทธิภาพในกัมพูชา[6] พระเจ้ามินมางมีดำริว่าวัฒนธรรมแบบจีนขงจื้อนั้นเอื้อให้เกิดการปกครองที่มีธรรมาภิบาลและมีประสิทธิภาพมากกว่าวัฒนธรรมแบบพุทธเถรวาท[6] พระเจ้ามินมาง และองเตียนกุนเจืองมิญสาง จึงถือภารกิจการเปลี่ยนอาณาจักรกัมพูชา และชาวเขมร ให้รับเอาวัฒนธรรมแบบเวียดนาม เป็นนโยบายการกลืนทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม (Assimilation)[4] เพื่อให้กัมพูชามณฑลเจิ้นเตยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเวียดนาม นำไปสู่นโยบาย"เปลี่ยนชาวป่าให้เป็นข้าราชการ" (cải thổ qui lưu,[14] 改土歸流) ของพระเจ้ามินมาง ซึ่งฝ่ายเวียดนามดำเนินวิธีการต่างๆ เพื่อเปลี่ยนอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของกัมพูชา ให้เป็นหนึ่งเดียวกับเวียดนามดังนี้;

  • พระเจ้ามินมางและเจืองมิญสาง นำระบบราชการแบบจีน-เวียดนาม เข้ามาใช้ในกัมพูชา ขุนนางพระยาพระเขมรได้รับตำแหน่งเป็นภาษาเวียดนาม อยู่ในระบบราชการแบบจีน-เวียดนาม
  • พระเจ้ามินมางและเจืองมิญสาง ออกกฏให้ชาวกัมพูชา รับนำเอาวัฒนธรรมของเวียดนามไปปฏิบัติ เช่น การแต่งกาย พิธีการ ประเพณีในชีวิตประจำวัน[15]
  • พระเจ้ามินมางให้ราษฎรจากเวียดนามใต้ ซึ่งยากจนและไม่มีที่ดินทำกิน รวมทั้งนักโทษอาญา และชาวจีนอพยพในเวียดนามใต้ ให้อพยพเข้าไปตั้งรกรากถิ่นฐานในกัมพูชา[15] ประมาณว่า มีชาวเวียดนามอพยพเข้าไปในกัมพูชา ในช่วงที่กัมพูชาอยู่ภายใต้การปกครองของเวียดนามนี้ เป็นจำนวนปีละประมาณ 5,000 คน[3]

ในพ.ศ. 2377 พระเจ้ามินมางมีราชโองการลับ มาถึงเจืองมิญสางที่เมืองพนมเปญ ให้เจืองมิญสางดำเนินนโยบาย ค่อยๆเปลี่ยนวัฒนธรรมของชาวกัมพูชา ให้มาเป็นแบบวัฒนธรรมเวียดนาม[15] เจ้าฟ้าทะละหะ (หลง) อัครเสนาบดีของกัมพูชา พูดจากับองเตียนกุนเจืองมิญสาง ด้วยภาษาเวียดนาม เจืองมิญสางมีคำสั่งให้เจ้าฟ้าทะละหะหลง และขุนนางเสนาบดีกัมพูชาทั้งปวง แต่งกายด้วยชุดเวียดนาม โพกศีรษะแบบเวียดนาม เดินทางมาคารวะองเตียนกุนถึงที่จวนทุกวัน[3] ขุนนางพระยาพระเขมรทั้งหลายแต่งการด้วยชุดข้าราชการแบบเวียดนาม มีตำแหน่งเป็นองอันผู้บ้าง องลัญบิญบ้าง ฯลฯ พงศาวดารไทยเรียกขุนนางกัมพูชาที่รับวัฒนธรรมเวียดนามมาปฏิบัตินี้ว่า "ญวนใหม่"[2]

ข้าราชการเวียดนามมีความเห็นว่า ควรปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการปฏิบัติของชาวกัมพูชาหลายประการ เช่น การนุ่งโจงกระเบนไม่สวมเสื้อ การใช้มือเปิบกินข้าว การหมอบกราบต่อหน้าเจ้านาย[6] ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่มีลักษณะเดียวกันกับวัฒนธรรมข้างเคียง คือ ไทยสยาม ข้าราชการเวียดนามเห็นว่า ชาวกัมพูชาควรสวมใส่เสื้อผ้าปกปิดมิดชิด ควรใช้ตะเกียบกินข้าว และควรยืนเมื่อเวลาพบกับเจ้านายมากกว่าที่จะหมอบกราบ[6] เจืองมิญสางมีคำสั่งให้ชาวกัมพูชาสวมกางเกงแทนที่จะนุ่งผ้าถุง ให้ปล่อยไว้ผมยาวแทนที่จะตัดผมเป็นทรงมหาดไทย[6]

กรมการเมืองเจิ๊นเตยยังพบว่าเมืองกัมพูชานั้นเต็มไปด้วยป่ารกทึบ กัมพูชาเฉกเช่นเดียวกับลาวและสยาม คือประชากรเบาบาง แผ่นดินกว้างใหญ่อุดมสมบูรณ์แต่ขาดแคลนแรงงาน เศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงในยุคจารีต เป็นเศรษฐกิจแบบยังชีพ ขุนนางเวียดนามรายงานพระเจ้ามินมางว่า พื้นที่ของกัมพูชาได้นำมาใช้สอยทำการเกษตรเพียงร้อยละสามสิบถึงสี่สิบเท่านั้น[5] พระเจ้ามินมางวิจารณ์ว่าชาวกัมพูชาไม่รู้จักวิธีการเพาะปลูกในระดับใหญ่ ใช้เพียงแค่จอบกับเสียมเท่านั้น และวิจารณ์ว่าชาวกัมพูชาปลูกข้าวแต่พอกิน[6] พระเจ้ามินมางและองเตียนกุน ต้องการใช้กัมพูชาผลิตข้าวออกมาในปริมาณมหาศาล เพื่อเลี้ยงดูชาวกัมพูชาและชาวเวียดนาม รวมทั้งเลี้ยงดูกองกำลังทหารของเวียดนามในกัมพูชา และจัดเก็บในยุ้งฉางสำรองไว้ กรมการเมืองเจิ๊นเตย จึงทำการเกณฑ์ราษฎรไพร่พลกัมพูชาออกมาทำงานแรงงานและเกษตรกรรม ตัดไม้ถางป่าลงแรงปลูกข้าวทำนา สร้างถนนสร้างป้อมสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ นอกจากนี้ เวียดนามยังเข้าครอบงำเศรษฐกิจกัมพูชา พ่อค้าชาวญวนได้เข้ามาแทนที่พ่อค้าชาวกัมพูชาในตลาดตามเมืองต่างๆในกัมพูชา[3]

กบฏสนองเอ๊ยที่กำปงสวาย

[แก้]

ก่อนหน้านี้ พระยาเดโช (เม็ง) เจ้าเมืองกำปงสวาย มีความขัดแย้งกับพระอุไทยราชานักองค์จันทร์ กษัตริย์กัมพูชา จึงได้อพยพพาบุตรชายคือสนองอี[16] หรือสนองเอ๊ย (Snang Ey) พร้อมทั้งชาวกัมพูชาเมืองกำปงสวาย เข้ามาทางเมืองเชียงแตง อาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ ในพ.ศ. 2357[10] ทางกรุงเทพให้พระยาเดโชเม็งตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านลงปลา อาณาเขตของอาณาจักรจำปาศักดิ์ อยู่ในปริมณฑลอำนาจของกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาสนองอี หรือ สนองเอ๊ย บุตรของพระยาเดโชเม็ง ได้เดินทางกลับสู่กัมพูชาได้ สวามิภักดิ์รับราชการอยู่กับญวน

หลังจากที่ก่อตั้งมณฑลเจิ๊นเตยได้เป็นเวลา ชาวกัมพูชาได้รับความลำบากตรากตรำจากการถูกกรมการเมืองเจิ๊นเตยเกณฑ์ไปใช้แรงงานในการก่อสร้างและการเกษตร เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคของกัมพูชา ในพ.ศ. 2380 องเตียนกุนเจืองมิญสาง ผู้สำเร็จราชการของญวนในกัมพูชา มีคำสั่งให้สร้างถนนจากเมืองเจิ๊นเตยหรือพนมเปญ ลงไปทางเมืองตรัง[8] (Treang) ไปสิ้นสุดที่เมืองห่าเตียน เพื่อสนับสนุนการติดต่อสื่อสารและขนส่งระหว่างกัมพูชาและเวียดนามตอนใต้ สร้างโรงศาลาตลอดเส้นทางทุกระยะห้าสิบเส้น[8] ชาวกัมพูชาถูกเกณฑ์ไปสร้างถนนได้รับความทุกข์ คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เวียดนามเกณฑ์ชาวกัมพูชาสร้างคลองหวิญเต๊ ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองโจดกกับเมืองห่าเตียน จนนำไปสู่การลุกฮือของกัมพูชาต่อต้านเวียดนามในพ.ศ. 2363

ในปีเดียวกันนั้น ขุนนางกัมพูชาพระยาสองคนที่เมืองกำปงโสม (เวียดนามเรียกว่า เมืองคายเบียน) ได้แต่ พระยาไชย และ พระยาชู เป็นพี่น้องกัน[8] ไม่พอใจที่ทางกรมการเมืองเจิ๊นเตยเกณฑ์ชาวกัมพูชาไปสร้างถนน จึงลุกฮือกบฏขึ้นต่อเวียดนาม องเตียนกุนเจืองมิญสางส่งทัพผสมเขมรญวน เข้าปราบกบฏของพระไชยและพระยาชูได้สำเร็จ เป็นเหตุให้พระยาไชยพระยาชูต้องหลบหนีไปสยาม[8]

เมืองกำปงสวาย พงศาวดารไทยเรียกว่า เมืองกระพงสวาย เป็นหนึ่งในเมืองเอกทั้งห้าเมืองของกัมพูชา ซึ่งเจ้าเมืองเอกของกัมพูชาเรียกว่า เสด็จตรัญ (Sdach Tranh)[3] ทั้งห้าคนนี้ มีอำนาจอาญาสิทธิ์ในพื้นที่ของตน สามารถลงโทษประหารชีวิตได้โดยไม่ผ่านพระเจ้ากัมพูชา[6] เสด็จตรัญเจ้าเมืองกำปงสวายมีบรรดาศักดิ์เป็นที่พระยาเดโช มีอำนาจปกครองเขตเมืองกำปงสวาย ครอบคลุมพื้นที่ทางตะวันออกของทะเลสาบเขมร ทั้งแต่เมืองบารายโคกแสะไปจนถึงเมืองสะโตง (Stoung) ซึ่งเมืองสะโตงนั้น อยู่ติดต่อกันกับเมืองเสียมราฐของสยาม ทางเมืองชีแครง ในการปกครองของมณฑลเจิ๊นเตย ฝ่ายเวียดนามกรมการเมืองเจิ๊นเตย ตั้งค่ายขึ้นที่กำปงธม (Kampong Thom) เป็นศูนย์กลางการปกครองในเขตกำปงสวาย ถือเป็นหนึ่งในสามเมืองเอก มีการแต่งตั้งให้เจ้าเมืองชาวญวนหรือเตวียนฝูไปปกครอง เมืองกำปงธมนี้ อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกำปงสวาย อยู่ริมแม่น้ำสตึงแสน ฝ่ายญวนสามารถล่องเรือผ่านทะเลสาบเขมร ติดต่อกับเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญได้สะดวก ในขณะที่ขุนนางฝ่ายกัมพูชานั้น อยู่กับพระยาเดโชที่เมืองกำปงสวาย

เอกสารเรื่องราพกษัตริย์แผ่นดินอุไทยราชาองค์จันท์ (Raba Ksatr Pheanday Udai Raja Eng Chant)[17] เขียนขึ้นโดยพระภิกษุชาวกัมพูชา ชื่อเพชร[17] ในปีพ.ศ. 2398 ระบุว่า เมื่อญวนเวียดนามเข้ามาปกครองเมืองกำปงสวายแล้ว ได้บังคับให้ขุนนางและชาวกัมพูชา ทำแรงงานเกษตรกรรมและก่อสร้าง ได้รับความทุกขเวทนา ไม่เว้นแม่แต่ขุนนางพระยาเขมรเมืองกำปงสวาย ต้องลงมือทำแรงงานด้วยตนเองตามคำสั่งของญวน ไม่มีใครกล้าลุกฮือขึ้นสู้ญวนเพราะทุกคนต่างเกรงกลัวญวนเวียดนามด้วยกันทั้งสิ้น[5]

จนในพ.ศ. 2380 พระยาเดโช (ราม) เสด็จตรัญเจ้าเมืองกำปงสวาย ได้กบฏลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจของญวนเวียดนาม องเตียนกุนส่งทัพผสมเขมรญวนออกไปปราบกบฏของพระยาเดโช (ราม) ได้สำเร็จ นำตัวพระยาเดโชมาประหารชีวิตที่เมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ[8] แล้วองเตียนกุนเจืองมิญสางจึงแต่งตั้งให้ออกญาจาบ ขุนนางเมืองโพธิสัตว์ ให้ย้ายมาเป็นที่พระยาเดโช เป็นเจ้าเมืองกำปงสวายคนใหม่ และยังแต่งตั้งให้สนองเอ๊ย[8] (จดหมายเหตุไทยเรียกว่า สนองอี)[18] บุตรของพระยาเดโช (เม็ง) ที่อยู่กับฝ่ายไทย ให้เป็นองลัญบิญ ไปเป็นผู้ช่วยที่เมืองกำปงสวายด้วย

ฝ่ายพระยาไชยและพระยาชู เมืองกำปงโสม ซึ่งได้กบฏต่อเวียดนามแล้วหนีไปสยามเมื่อปี พ.ศ. 2380 นั้น ได้เดินทางกลับมาที่เมืองกำปงโสมอีก ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2381[12] ชักชวนให้องอันผูเมืองกำปงโสม เป็นชาวกัมพูชาชื่อว่า ดี[12] ลุกฮือขึ้นเป็นกบฏต่อญวนเวียดนาม ในขณะนั้น เมืองกำปงโสมถูกรวมเข้ากัมจังหวัดห่าเตียน กรมการเมืองห่าเตียนของเวียดนามจึงยกกองกำลังมาปราบกบฏที่เมืองกำปงโสมลงได้สำเร็จ

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2381 ฝ่ายเวียดนามกรมการเมืองเจิ๊นเตย ค้นพบว่าพระยาเดโช (จาบ) เสด็จตรัญเจ้าเมืองกำปงสวาย ลักลอบสมคบคิดกับฝ่ายไทย จึงนำตัวพระยาเดโช (จาบ) มาประหารชีวิตที่เมืองพนมเปญ ต่อมากุมภาพันธ์ พ.ศ. 2381[12] สนองเอ๊ย องลัญบิญที่เมืองกำปงสวาย ได้ปลุกระดมชาวกัมพูชาจำนวนมากให้ลุกฮือขึ้นเป็นกบฏต่อต้านเวียดนามขึ้นที่เขตเมืองกำปงสวาย สนองเอ๊ยสังหารเตวียนฝูข้าหลวงญวนที่กำปงสวาย และรวบรวมกำลังได้ 1,000 คน[12] ราพกษัตริย์แผ่นดินอุไทยราชาองค์จันท์ระบุว่า สนองเอ๊ยและกองกำลังชาวกัมพูชา ได้ลุกฮือขึ้นสังหารชาวเวียดนามทั่วทั้งเขตเมืองกำปงสวาย ตั้งแต่เมืองบารายไปจนถึงเมืองสะโตง[5] เป็นเหตุการณ์การลุกฮือของชาวกัมพูชาครั้งใหญ่ขึ้นต่อต้านการปกครองของเวียดนามเมืองเจิ๊นเตยเป็นครั้งแรก องเตียนกุนเจืองมิญสางมีความโกรธแค้นเจ็บเคืองต่อสนองเอ๊ยมาก รายงานไปให้พระเจ้ามินมางได้ทราบ พระเจ้ามินมางพิโรธเลได่เกือง ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ พระเจ้ามินมางจึงให้ปลดเลได่เกือง ออกจากตำแหน่งทามต๊านได่เถิ่นหรือที่ปรึกษา[12] แล้วส่งไปเป็นทหารชั้นผู้น้อยที่เมืองกำปงสวาย และพระเจ้ามินมาง ยังลงโทษลดตำแหน่งขององเตียนกุนเจืองมิญสางอีกด้วย[12] เซืองวันฟอง (Dương Văn Phong) ได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาหรือทามต๊านได่เถิ่นต่อจากเลได่เกืองที่ถูกปลดไป

องเตียนกุนเจืองมิญสาง ส่งกองกำลังผสมเขมรญวน นำโดยองเตียนกุน และเจ้าฟ้าทะละหะ (หลง) เข้าปราบปรามกบฏสนองเอ๊ย การต่อสู้กินเวลาร่วมเดือนจนถึงเดือนมีนาคม ทัพเมืองเจิ๊นเตยและทัพสนองเอ๊ย ได้สู้กันที่เมืองสตึงตรองและกำปงเสียม[12]ที่ฝั่งแม่น้ำโขง จนกระทั่งฝ่ายองเตียนกุน สามารถปราบปรามฝ่ายกบฏได้ในที่สุด เป็นเหตุให้สนองเอ๊ยต้องหลบหนีไปทางทิศเหนือ ข้ามแม่น้ำทะเลระโป๊ะ[8] (Tonle Repou) เข้าสู่เขตอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์เพื่อลี้ภัย เมื่อปราบกบฏสนองเอ๊ยที่เมืองกำปงสวายได้สำเร็จแล้ว องเตียนกุนเจืองมิญสางมีความโกรธแค้นอย่างมาก ราพกษัตริย์แผ่นดินอุไทยราชาองค์จันท์ระบุว่า องเตียนกุนให้นำตัวขุนนางกัมพูชาเมืองกำปงสวายทั้งหมดมาลงโทษที่เมืองพนมเปญ บ้างถูกประหารชีวิต ถูกจับกุมใส่กรงแล้วประหารชีวิตด้วยการเผาทั้งเป็น แล้วตัดแบ่งร่างกายออกเป็นชิ้นส่วน[5] บ้างถูกคุมตัวไปสอบสวนที่เมืองญวน

พระเจ้ามินมางพิโรธต่อกัมพูชา

[แก้]

ในช่วงปีแรกของการปกครองมณฑลเจิ๊นเตย พระเจ้ามินมางมีความเมตตาดำริว่าชาวกัมพูชานั้นได้มาสู่โพธิสมภารจะได้พบกับความเจริญรุ่งเรืองตามแบบญวนเวียดนาม แต่ทว่าหลังจากเหตุการณ์กบฏลุกฮือขึ้นของชาวกัมพูชา ที่เมืองกำปงสวายและกำปงโสม ในพ.ศ. 2380 ถึง พ.ศ. 2381 ซึ่งฝ่ายเวียดนามกรมการเมืองเจิ๊นเตยสามารถปราบลงได้นั้น ทำให้ขบวนการต่อต้านเวียดนามในกัมพูชาเสื่อมถอยลงไประยะหนึ่ง แต่ทั้งพระเจ้ามินมางและองเตียนกุนเจืองมิญสาง เริ่มมีนโยบายที่แข็งกร้าวต่อกัมพูชามากขึ้น พระเจ้ามินมางตรัสว่า ชาวกัมพูชาไม่สำนึกในบุญคุณของพระเจ้าเวียดนามมินมาง ที่อุตส่าห์ลงทุนลงแรงเกณฑ์กองกำลังทหารเข้าประจำการในกัมพูชา เพื่อปกป้องคุ้มครองกัมพูชาจากภยันตรายจากสยาม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในกัมพูชา เปรียบเสมือนว่าได้ "ดึงชาวเขมรขึ้นมาจากโคลนตม แล้วให้นอนบนฟูก"[5] แล้วชาวกัมพูชายังมาเป็นกบฏต่อต้านเวียดนามได้อีก ถึงแม้ว่าพระเจ้ามินมางประสงค์จะพัฒนากัมพูชาให้มีความเจริญในแนวทางเดียวกับเวียดนาม แต่ด้วนโยบายที่ยึดถือกับอุดมคติไม่สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติ ทำให้ระยะเวลาหกปีที่กัมพูชาอยู่ภายใต้การปกครองของเวียดนามมณฑลเจิ๊นเตยนั้น กลายเป็นช่วงเวลาที่ตกต่ำที่สุดช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์กัมพูชา[4]

ในการปกครองของกรมการเมืองเจิ๊นเตยนั้น จำต้องใช้ข้าราชการที่มีความรู้เกี่ยวกับระบบการบริหารราชการ ในระบบราชการแบบจีน-เวียดนาม ซึ่งหาไม่ได้ในกัมพูชาจำต้องนำเข้ามาจากเวียดนาม ในพ.ศ. 2378 พระเจ้าเวียดนามมินมางได้เกณฑ์ข้าราชการชั้นผู้น้อยจากเมืองเว้[14]ในเข้ามารับราชการในตำแหน่งต่างๆในเมืองเจิ๊นเตยที่กัมพูชา นอกจากนี้ พระเจ้ามินมางยังส่งอาจารย์นักปราชญ์ต่างๆเข้ามาในกัมพูชา เพื่อสอนภาษาเวียดนามให้แก่ชาวกัมพูชา[14] แต่เมืองเจิ๊นเตยยังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากร และเนื่องด้วยกบฏกัมพูชาทำให้ทางฝ่ายเวียดนามจำต้องเข้าควบคุมกัมพูชามากขึ้น และต้องใช้บุคลากรเพิ่มขึ้น ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2381 พระเจ้ามินมางมีพระราชโองการเชื้อเชิญให้นักปราชญ์และขุนนางในเวียดนามภาคกลางเข้าไปรับราชการในตำแหน่งต่างๆที่มณฑลเจิ้นเตย[12]

ในปีต่อมา พ.ศ. 2382 องเตียนกุนเจืองมิญสาง ถวายรายงานแก่พระเจ้ามินมางว่า บรรดาขุนนางออกญาพระยาเขมร ยังเรียกขานกันด้วยชื่อยศและบรรดาศักดิ์ในแบบกัมพูชาดั้งเดิม เป็นออกญาอย่างนู้นออกญาอย่างนี้ ไม่ใช้ชื่อตำแหน่งแบบเวียดนาม เช่น เฮวี่ยนอวี๊ (Huyện uý) ฝูอวี๊ (Phủ uý) กวั๋นเกอ (Quản cơ) เฟ้อกวั๋น (Phó quản) ฯลฯ ที่ทางกรมการเมืองเจิ๊นเตยได้ตั้งให้ ทำให้พระเจ้ามินมางพิโรธ ว่าเหตุใดขุนนางพระยาเขมรยังใช้ชื่อยศบรรดาศักดิ์แบบเขมรเดิม ไม่ใช้ชื่อยศตำแหน่งแบบญวนเวียดนาม พระเจ้ามินมางจึงมีราชการให้องเตียนกุนไปแจ้งแก่บรรดาพระยาเขมรว่า พระเจ้ามินมางมีพระกรุณาธิคุณที่ได้อุตส่าห์แต่งตั้งชื่อตำแหน่งแบบเวียดนามให้แก่ขุนนางพระยาเขมร ต่อไปขุนนางกัมพูชาจะต้องเรียกขานกันโดยใช้ชื่อตำแหน่งที่เวียดนามตั้งให้เท่านั้น[5][6] ถึงขั้นว่า องเตียนกุนเจืองมิญสางทูลพระเจ้ามินมางเสนอให้ยกเลิกระบบตำแหน่งขุนนางบรรดาศักดิ์ฝ่ายเขมรกัมพูชาไปเสียเลยทีเดียว ซึ่งพระเจ้ามินมางเห็นชอบด้วย องเตียนกุนเจืองมิญสางจึงเริ่มดำเนินการยกเลิกตำแหน่งขุนนางกัมพูชาต่างๆ โดยที่เริ่มที่ขุนนางเจ้าเมืองที่อยู่โดยรอบเมืองพนมเปญก่อน[3] การที่ฝ่ายญวนเวียดนามรวบรัดอำนาจมากขึ้นเช่นนี้ ทำให้ขุนนางพระยาเขมรมีความไม่พอใจมากขึ้น ดังเช่นในพระราชพงศาวดารกัมพูชาว่า;

ครั้งนั้น องเลิ้งกุ๋น ชื่อ เสา เปนเบาฮอมารักษาเมืองพนมเปญ มันกระทำให้บรรดาข้าราชการน้อยใหญ่ แลไพร่บ้านพลเมือง ได้รับความเดือดร้อนต่างๆนานา มันบังคับให้สวมเสื้อกางเกงโพกศีศะอย่างเพศญวน แลบังคับขุนนางให้ไป โฮว (คำนับเฝ้า) มันทุกวัน แลมันตั้งชื่อขุนนางเขมร เปลี่ยนเปนภาษาญวน เรียกว่าองจัญพอโดยกายลางภวนเตื้องตรำ แล้วเกณฑ์ให้ราษฎรเขมรทำไร่ไถนาให้มัน บรรดาราษฎรเขมรได้รับความเดือดร้อนอย่างสาหัส ไม่แต่เท่านั้น มันคิดจะยึดเอาพระนครประเทศเขมรทั้งหมด ให้อยู่ในกำมือของมัน มันจึงจัดตั้งให้ องอานภู องเวียน มีอำนาจบังคับบัญชาตลอดพระราชอาณาจักร

[8]

พระตะบองภายใต้การปกครองของสยาม

[แก้]
ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ประกอบด้วย เมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ อยู่ภายใต้การปกครองของไทย ตั้งแต่พ.ศ. 2378 สมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงพ.ศ. 2450 สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเวลาทั้งสิ้น 112 ปี

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงอภิเษกให้สมเด็จพระนารายณ์ราชานักองค์เองฯ ออกไปครองกรุงกัมพูชาในพ.ศ. 2337 นั้น โปรดฯให้เมืองพระตะบองและเสียมราฐ แยกขาดออกมาจากกรุงกัมพูชา ให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบองคนแรก เข้าปกครองขึ้นแก่กรุงเทพโดยตรง เมื่อทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ได้ถอยจากกัมพูชา มาตั้งที่เมืองพระตะบอง ในพ.ศ. 2377 แล้วนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯมีพระราชโองการแต่งตั้งให้นักองค์อิ่มเป็นผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง[2][19] และทรงแต่งตั้งให้นายรศ (อาจเป็นบุตรของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบน ที่เคยถูกถอดออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองพระตะบองแล้วครั้งหนึ่ง) ให้เป็นพระยาปลัดเมืองพระตะบอง[19] พร้อมกันนั้นยังทรงแต่งตั้งให้นักองค์ด้วงเป็นเจ้าเมืองมงคลบุรี[2] อยู่ภายใต้อำนาจของนักองค์อิ่มเจ้าเมืองพระตะบอง

ถึงแม้ว่าฝ่ายไทยได้ปราชัยถอยกลับมาตั้งอยู่ที่เมืองพระตะบอง แต่ฝ่ายไทยยังคงเตรียมการต่างๆสำหรับการที่จะยกทัพเข้าสู่กัมพูชาอีกครั้งในอนาคต ในเดือนสาม (กุมภาพันธ์) พ.ศ. 2379 นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. 2380 เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) มีคำสั่งให้ย้ายเมืองพระตะบองเดิมมาตั้งอยู่ที่แห่งใหม่ริมแม่น้ำสังแก ก่ออิฐสร้างกำแพงเมืองพระตะบองใหม่[2] และต่อมาในเดือนห้า (เมษายน) พ.ศ. 2380 เจ้าพระยาบดินทรเดชาเดินทางออกไปที่เมืองขุขันธ์ เพื่อทำบัญชีไพร่พลหัวเมืองลาวและเขมรป่าดง[2] เพื่อเตรียมเกณฑ์ไพร่พลลาวและเขมรป่าดง สำหรับสงครามกับกัมพูชาและเวียดนามในอนาคต ช่วงเวลาที่เจ้าพระยาบดินทรเดชาอยู่ที่เมืองพระตะบองและขุขันธ์นี้ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดกบฏของสนองเอ๊ยขึ้นที่เมืองกำปงสวาย

ฝ่ายกรุงเทพให้เมืองพระตะบองปกครองด้วยธรรมเนียมอย่างเขมรแบบเดิม ไม่มีการกลืนเชื้อชาติหรือปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการปกครองอย่างเช่นที่ญวนเวียดนามได้ทำ เนื่องจากทั้งกัมพูชาและสยามมีวัฒนธรรมและระบบการปกครอง รวมทั้งชื่อยศบรรดาศักดิ์ขุนนางที่คล้ายคลึงกันอยู่แล้ว ราชสำนักไทยที่กรุงเทพเรียกส่วยกระวาน[20]จากเมืองพระตะบอง ซึ่งกรมการเมืองพระตะบองจัดตั้งนายกองเรียกว่าจางวางส่วย[20] เกณฑ์ชาวเขมรและชาวชองไปเก็บผลกระวานมากจากเทือกเขาบรรทัด[20] แล้วส่งกระวานที่เก็บได้เป็นส่วยให้แก่กรุงเทพ ซึ่งทางพระคลังสินค้าจะขายกระวานจากพระตะบองนี้ให้แก่พ่อค้าจีนในราคาสูง[20] สร้างรายได้ให้แก่หลวง ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2379/พ.ศ. 2380 เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) เกณฑ์"เลขหัวเมือง"[2] จากนครราชสีมา 2,000 คน จากหัวเมืองลาวอีสาน 6,405 คน จากนครนายก ประจันตคาม กบินทร์บุรี 1,474 คน[18] เป็นแรงงานเผาอิฐก่อสร้างเมืองพระตะบองใหม่ นอกจากนี้ ทางฝ่ายไทยยังเกณฑ์ชาวกัมพูชาไปในงานสงครามต่างๆ[20] และในเดือนสี่ (กุมภาพันธ์) พ.ศ. 2381 นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. 2382 โปรดฯให้พระยาราชสุภาวดี (โต กัลยาณมิตร) ไปสร้างกำแพงเมืองเสียมราฐขึ้นใหม่[2]

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อนายเจนส์ เวสเตนการ์ด (Jens Westengard) ที่ปรึกษาในพระองค์ เดินทางออกไปตรวจราชการและสำรวจสำมะโนประชากรในมณฑลบูรพา ในพ.ศ. 2447 นายเวสเตนการ์ดพบว่า ประชากรของมณฑลบูรพาประกอบไปด้วยชาวเขมรกัมพูชาเป็นส่วนใหญ่ มีชาวไทยอยู่เพียง 2,000 คน[21] จากประชากรของมณฑลบูรพาทั้งหมด 300,000 คน ถึงแม้ว่าหัวเมืองมณฑลบูรพา จะอยู่ภายใต้การปกครองของไทยเป็นเวลาถึง 112 ปีก็ตาม

เหตุการณ์นำ

[แก้]

ความขัดแย้งในเมืองพระตะบอง

[แก้]

ที่กรมการเมืองพระตะบอง ในพ.ศ. 2370 พระอุดมภักดี (เชด) ร้องเรียนกล่าวโทษพระยาอภัยภูเบศร์ (รศ) บุตรของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) เข้าไปที่กรุงเทพกลายข้อ[19] ทำให้พระยาอภัยภูเบศร์ (รศ) ถูกถอดออกจากตำแหน่งและย้ายเข้าไปรับราชการที่กรุงเทพฯ และพระอุดมภักดี (เชด) ได้ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการเจ้าเมืองพระตะบองคนใหม่ และนายโสม บุตรของพระยาอภัยภูเบศร์ (เชด) ได้เป็นที่พระพิทักษ์บดินทร[19] ต่อมาพระยาอภัยภูเบศร์ (เชด) ได้ติดตามเจ้าพระยาบดินทรเดชาไปในการสงครามที่กัมพูชาในพ.ศ. 2376 เมื่อพระยาอภัยภูเบศร์เชดกลับมาที่พระตะบองในพ.ศ. 2377 ได้ถึงแก่กรรม[2] พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯจีงทรงแต่งตั้งให้เจ้าชายกัมพูชานักองค์อิ่ม[19] เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง และทรงแต่งตั้งพระยาปลัด (รศ) เป็นที่พระยาวิเศษสุนทร เป็นพระยาปลัดเมืองพระตะบองอยู่กับองค์อิ่ม รับพระราชทานกระบี่บั้งทอง[19] ส่วนนักองค์ด้วงนั้น ทรงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองมงคลบุรี

ต่อมาองเตียนกุนเจืองมิญสางเห็นว่า ฝ่ายญวนเวียดนามขาดเจ้าชายกัมพูชาที่เป็นชาย มีเพียงเจ้านายกัมพูชาที่เป็นสตรี หากฝ่ายเวียดนามได้เจ้ากัมพูชาที่เป็นชาย มาเป็นเจ้ากัมพูชาอยู่ภายใต้อิทธิพลของญวน จะสามารถเกลี้ยกล่อมให้ชาวกัมพูชาเชื่อฟังเวียดนามได้ เหมือนอย่างสมัยของนักองค์จัน องเตียนกุนเจืองมิญสางจึงมีแผนการ ที่จะชักจูงให้นักองค์อิ่มเจ้าเมืองพระตะบอง แปรพักตร์มาอยู่กับฝ่ายเวียดนาม ถือเป็นการทำลายอำนาจอิทธิพลของไทยที่พระตะบองในเวลาเดียวกัน องเตียนกุนจึงให้ชาวญวนคนหนึ่ง ซึ่งได้เลยเลี้ยงดูนักองค์อิ่มมาแต่ยังเยาว์ เป็น"ญวนผูกพระหัตถ์"[8] ชื่อ กวา เดินทางมาพบนักองค์อิ่มที่พระตะบอง มอบจดหมายลับจากองเตียนกุนให้แก่นักองค์อิ่ม เกลี้ยกล่อมนักองค์อิ่มให้แปรพักตร์ไปเข้าไปกับฝ่ายญวน แล้วองเตียนกุนจะตั้งขึ้นเป็นเจ้ากัมพูชา[2][8] นักองค์อิ่มยังไม่สามารถกระทำการสิ่งใดได้ เนื่องจากนั้นขณะนั้นเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กำลังกำกับราชการอยู่ที่เมืองพระตะบอง

เจ้าฟ้าทะละหะ (หลง) อัครเสนาบดีกัมพูชา เมื่อทราบว่าองเตียนกุนได้มีจดหมายลับถึงองค์อิ่ม จึงมีจดหมายลับไปถึงนักองค์ด้วงบ้าง เชื้อเชิญให้นักองค์ด้วงแปรพักตร์มาอยู่กับเจ้าฟ้าทะละหะ[2] บรรดาพระยาเขมรเตรียมรอคอยนักองค์ด้วงอยู่ ประกอบกับการเมืองในกรมการเมืองพระตะบองขณะนั้น มีอยู่สองฝ่ายได้แก่ ฝ่ายของพระยาปลัด (รศ) และฝ่ายของพระพิทักษ์บดินทร์ (โสม) บุตรของพระยาอภัยภูเบศร์ (เชด) เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างนักองค์อิ่มและนักองค์ด้วง พระยาปลัดรศจึงเข้ากับนักองค์อิ่ม ส่วนพระพิทักษ์บดินทรโสมเข้ากับนักองค์ด้วง พงศาวดารกัมพูชา ที่เขียนขึ้นในสมัยหลัง ระบุว่านักองค์ด้วงถูกนักองค์อิ่มใส่ความ[3][8] แต่พงศาวดารไทยระบุว่า เจ้าฟ้าทะละหะ (หลง) เป็นผู้ชักจูงให้นักองค์ด้วงก่อการ[2] เมื่อเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) จัดการราชการเรื่องการสร้างเมืองพระตะบอง และการทำบัญชีเลขหัวเมืองลาวเขมรป่าดงเสร็จสิ้นแล้ว จึงเดินทางกลับกรุงเทพฯ นักองค์ด้วงจึงวางแผนร่วมกับพระพิทักษ์บดินทร์ ให้พระยามโนไมตรีเจ้าเมืองระสือ (ซึ่งเป็นเครือญาติกับพระพิทักษ์บดินทร) ยกกำลังพลจากเมืองระสือเข้ามายึดอำนาจที่เมืองพระตะบอง[2]

แต่ทว่าฝ่ายนักองค์อิ่มล่วงรู้แผนการเสียก่อน พระยาณรงค์วิชัย พระศรีผาวังข้าหลวงองค์อิ่ม และพระยาปลัดรศ[2] จึงมีใบบอกเข้ามาที่กรุงเทพ ในเดือนสิบสอง (พฤศจิกายน) พ.ศ. 2381 ว่านักองค์ด้วงและพระพิทักษ์บดินทร์ (โสม) จะร่วมกันก่อการ ในขณะเดียวกัน พระยามโนไมตรีเจ้าเมืองระสือยกทัพเข้ามาที่พระตะบองแต่ไม่สำเร็จเนื่องจากฝ่ายองค์อิ่มทราบแผนแล้ว นักองค์ด้วง และผู้สมรู้ร่วมคิด ได้แก่ พระพิทักษ์บดินทร์ (โสม) พระนรินทรโยธา (พระยาวัง นอง) พระมหาดไทย (จัน) ฯลฯ ถูกนำตัวเข้าไปที่กรุงเทพฯ นักองค์ด้วงถูกจำคุก ต่อมาพระยาศรีสหเทพ (ทองเพ็ง) จึงขอพระราชทานรับตัวนักองค์ด้วงไปดูแล[2] ส่วนพระพิทักษ์บดินทร์ (โสม) นั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงมีพระวินิจฉัยว่า ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาอภัยโทษภาคทัณฑ์ไว้ก่อน "ครั้นจะเอาโทษคนเหล่านั้นก็เป็นบุตรหลานเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นข้าหลวงเดิมคนเก่ามีความชอบมาก"[2] พระพิทักษ์บดินทร์ พระนรินทรโยธา และพระมหาดไทย จึงได้รับการปล่อยตัวกลับไปที่เมืองพระตะบอง นักองค์อิ่มผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง จึงมีบัญชาให้พระพิทักษ์บดินทร์ (โสม) พระนรินทรโยธา (นอง) ไปเป็นกองลาดตระเวนที่ชายแดนเมืองระสือ[18]

นักองค์อิ่มแปรพักตร์ไปเข้ากับเวียดนาม

[แก้]

นักองค์อิ่มเป็นเจ้าชายกัมพูชาที่ทางกรุงเทพได้ให้การสนับสนุนมาเป็นเวลาประมาณยี่สิบปี นับตั้งแต่ที่นักองค์สงวนถึงแก่พิราลัยในพ.ศ. 2359 แต่นักองค์อิ่มมีความผิดหวัง ที่ทางฝ่ายไทยไม่สามารถยกให้นักองค์อิ่มขึ้นเป็นเจ้ากัมพูชาได้เสียที[3] ได้เป็นเพียงเจ้าเมืองพระตะบองเท่านั้น นักองค์อิ่มจึงอาศัยจังหวะที่เจ้าพระยาบดินทรเดชาไม่อยู่ที่พระตะบอง ก่อการกบฏยึดอำนาจขึ้นในเมืองพระตะบอง ในวันแรมสามค่ำ เดือนอ้าย (24 ธันวาคม) พ.ศ. 2382[2] นักองค์อิ่มถือดาบสองมือ นำกองกำลังเข้าโจมตีจวนของพระยาปลัดรศ ฝ่ายนักองค์อิ่มยิงปืนถูกนายทวารประตูและอนุภรรยาของปลัดรศสิ้นชีวิต[2] พระยาปลัดรศยิบปืนหมายจะสู้ แต่ภรรยาหลวงของพระยาปลัดรศห้ามไว้ ด้วยเหตุผลว่า "อย่าสู้เขาเลย คนข้างเขามาก ถ้าสู้รบลูกเมียจะตายหมดทั้งเรือน"[2] สุดท้ายพระยาปลัดรศจึงยอมจำนน นักองค์อิ่มจึงจับกุมตัวพระยาปลัดรศและครอบครัว รวมทั้งข้าราชการกรมการเมืองพระตะบองทั้งหมด และกวาดต้อนชาวเมืองพระตะบองทั้งสิ้นจำนวนประมาณ 5,000 ถึง 6,000 คน[2] ไปทางเมืองโพธิสัตว์ เข้าสวามิภักดิ์กับเวียดนาม บาทหลวงฝรั่งเศสฌ็อง-โคลด มิช (Jean-Claude Miche) ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์นี้บันทึกว่า นักองค์อิ่ม (ฝรั่งเศสเรียกว่า Neac Ang Em) กวาดต้อนชาวเมืองพระตะบอง จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 8,000 ถึง 10,000 คน ล่องเรือออกไปจำนวนมากในเวลากลางคืน พอถึงรุ่งเช้าซึ่งเป็นวันคริสมาส เมืองพระตะบองได้กลายเป็นเมืองร้าง เหลือเพียงชราเจ็บป่วยคนหนึ่ง กับชายเมาสุราคนหนึ่ง ตกค้างอยู่ในเมืองพระตะบอง และต่อมาไม่นานแม่ทัพสยาม (เจ้าพระยาบดินทรเดชา) ก็ได้เข้ามาประจำการที่เมืองพระตะบอง

พระพิทักษ์บดินทร์ (โสม) และพระนรินทรโยธา (นอง) ที่นักองค์อิ่มให้ออกไปลาดตระเวนชายแดนเมืองระสือนั้น จับต้อนไพร่พลชาวเมืองพระตะบองกลับมาได้บ้าง[18]

ด่ายนามถึกหลุก[12] ระบุว่า ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2383 นักองค์อิ่ม (Nặc Yêm) ได้ฉวยโอกาสที่พระยาจักรี (หมายถึง เจ้าพระยาบดินทรเดชา) ไม่อยู่ ก่อการยึดอำนาจในเมืองพระตะบอง จับกุมพระยาปลัดรศ (Ba Lặc Đột) พร้อมทั้งกวาดต้อนชาวเมืองพระตะบอง จำนวน 9,000 คน พร้อมทั้งช้างม้าและยุทโธปกรณ์ ล่องเรือ 800 ลำ ออกมาทางทะเลสาบเขมร มาจนถึงเมืองหายเตยหรือโพธิสัตว์ นักองค์อิ่มส่งจดหมายไปขอความช่วยเหลือจากองเดดกเมืองโพธิสัตว์ ชื่อว่า หวอดึ๊กจุง (Võ Đức Trung)[12] รายงานให้องเตียนกุนเจืองมิญสางที่พนมเปญได้ทราบ องเตียนกุนจึงมีคำสั่งให้จับกุมนักองค์อิ่ม และรายงานไปยังพระเจ้ามินมางที่เมืองเว้ พระเจ้ามินมางมีราชโองการ ให้จับกุมพระปลัดรศ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าฝ่ายไทย ใส่ตรวนส่งไปที่เมืองเว้ ส่วนบรรดาข้ารับใช้ขุนนางของนักองค์อิ่มนั้น ให้ส่งไปที่เวียดนามภาคใต้ เมืองไซ่ง่อน เมืองล่องโห้ เมืองด่งนาย และชาวเมืองพระตะบองที่นักองค์อิ่มกวาดมานั้น ให้ส่งไปตามหัวเมืองเขตเมืองโพธิสัตว์ ได้แก่ เมืองตะคร้อ (Krakor) เมืองตรอง (Krang) เมืองขลุง เมืองบริบูรณ์ (Baribour) เมืองลาดปะเอีย (Rolea B'ier)[2] แล้วนักองค์อิ่มจึงถูกนำตัวไปที่พนมเปญ ในเดือนอ้าย (มกราคม) พ.ศ. 2383

เจ้าพระยาบดินทรเดชาจัดการเมืองพระตะบอง

[แก้]

ทางเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ที่กรุงเทพฯ ได้รับใบบอกจากเมืองพระตะบอง จึงทราบข่าวว่านักองค์อิ่มแปรพักตร์กวาดต้อนชาวเขมรเมืองพระตะบองไปเข้ากับญวนจำนวนมาก เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯจึงรีบรุดยกทัพออกไปจากกรุงเทพฯ ในเดือนยี่ (มกราคม) พ.ศ. 2382 นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. 2383 ที่เมืองพระตะบอง เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯสำรวจความเสียหายพบว่า ครอบครัวขุนนางถูกกวาดต้อนไป 181 ครัวเรือน ราษฏรเมืองพระตะบองถูกกวาดต้อนไป 503 ครัวเรือน[2] นอกจากนี้ องค์อิ่มยังกวาดชาวเมืองระสือไปอีก 316 ครัวเรือน ยังเหลือชาวเมืองพระตะบองอยู่ 119 ครัวเรือน แต่งตั้งให้พระพิทักษ์บดินทร (โสม) ที่ออกไปลาดตระเวนเมืองระสือนั้น ให้เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง ให้พระมหาดไทย (จัน) เป็นพระยามโนไมตรีเจ้าเมืองระสือ และตั้งให้พระนรินทรโยธา (พระยาวัง นอง) เป็นว่าที่ปลัดเมืองพระตะบอง[19]

การที่นักองค์อิ่มแปรพักตร์กวาดต้อนชาวเมืองพระตะบองไปเข้ากับญวนนั้น ทำให้แนวป้องกันที่เมืองพระตะบองอยู่ในภาวะวิกฤต ฝ่ายญวนเวียดนามอาจบุกโจมตีขึ้นมาได้ทุกเมื่อ ในเมืองพระตะบองขาดแคลนกำลังพล เจ้าพระยาบดินทรเดชาไม่อาจนำกองทัพขนาดใหญ่มาประจำที่เมืองพระตะบองได้ เนื่องจากขาดแคลนเสบียง ในเวลาเดียวกันนั้น ทัพหัวเมืองเขมรป่าดง จากขุขันธ์ สุรินทร์ สังขะ และศรีสะเกษ จำนวน 4,300 คน[2] ยกมาถึงเมืองพระตะบองพอดี เจ้าพระยาบดินทรเดชาจำต้องส่งทัพเขมรป่าดงออกไปประจำที่โดยรอบเมืองพระตะบองก่อน ในระหว่างที่เจ้าพระยาบดินทรเดชาฟื้นฟูเมืองพระตะบอง;

นอกจากนี้ เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯยังให้ต่อเรือขึ้นห้าลำ นำกำลัง 400 คน ออกรักษาทะเลสาบเขมร ตระเวณไปจนถึงแดนติดต่อกับเมืองโพธิสัตว์ พระเจ้ามินมางให้ประหารชีวิตขุนนางเมืองพระตะบองที่เมืองพนมเปญ[12] ฝ่ายนักองค์อิ่มและพระยาปลัดรศถูกนำตัวไปที่เมืองเว้ ด่ายนามถึกหลุกระบุว่า พระยาปลัดรศถูกประหารชีวิตที่เมืองเว้ ส่วนนักองค์อิ่มกับขุนนางเมืองพระตะบองคนอื่นถูกกุมขังที่เมืองเว้ ส่วนนักนางรศมารดาของนักองค์อิ่มและนักองค์ด้วงนั้น พระเจ้ามินมางให้บวชเป็นชีกักตัวอยู่ที่เมืองไซ่ง่อน นักองค์พิมพ์โอรสของนักองค์อิ่ม ถูกกุมขังอยู่ที่เมืองไซ่ง่อนเช่นกัน ข้าของนักองค์อิ่มทั้งหมดถูกเนรเทศไปที่เกาะโกนด๋าว (Côn Đảo) พระเจ้ามินมางไม่ได้ประสงค์ที่จะอุปถัมป์ค้ำชูกษัตริย์กัมพูชา แต่ประสงค์จะผนวกกลืนกัมพูชาให้เป็นส่วนหนึ่งของเวียดนาม

พระเจ้ามินมางเห็นว่า ขณะนี้ฝ่ายไทยกำลังอ่อนแอ สูญเสียกำลังไพร่พลเมืองพระตะบองนักองค์อิ่มกวาดต้อนมาหมดสิ้น ในไม่ช้า ฝ่ายไทยจะต้องยกทัพติดตามนักองค์อิ่มเข้ามาในกัมพูชาอย่างแน่นอน ฝ่ายญวนเวียดนามสมควรที่จะชิงลงมือเสียก่อน ด้วยการยกทัพไปโจมตีเมืองพระตะบอง แต่ฝ่ายเวียดนามเมืองเจิ๊นเตย ไม่ควรที่จะยกทัพไปเอง แต่ให้เสนาบดีกัมพูชาเป็นผู้ยกไป จะถือเป็นความขัดแย้งภายในกัมพูชา ไม่ใช่สงครามระหว่างเวียดนามกับสยาม องเตียนกุนเจืองมิญสาง จึงมีคำสั่งให้เสนาบดีทั้งสาม ได้แก่ เจ้าฟ้าทะละหะ (หลง) สมเด็จเจ้าพระยา (โห้ หรือ โสร์) และพระยากลาโหม (กิญ) เตรียมการยกทัพมาโจมตีเมืองพระตะบอง แต่เสนาบดีกัมพูชาทั้งสามปฏิเสธ ให้เหตุผลว่า เมื่อนักองค์อิ่มแปรพักตร์มาจากสยาม ฝ่ายสยามจะระวังตัวเตรียมพร้อมอย่างมาก ถ้าฝ่ายกัมพูชายกไปแล้วจะต้องปราชัยอย่างแน่นอน[3]

ปฏิรูปการปกครองเมืองเจิ๊นเตย

[แก้]
องเตียนกุนจัดการปกครองกัมพูชาเมืองเจิ๊นเตยใหม่ในพ.ศ. 2383 แบ่งกัมพูชาออกเป็นสิบเขต โดยที่สี่เขตองเตียนกุนปกครองโดยตรง เจ้าเมืองใหญ่ทั้งสาม ได้แก่ หายเตย (โพธิสัตว์) เมืองหายดง (กำปงธม) และเมืองเซินติ๋ญ (สมบุก) ได้รับไปคนละสองเขต

พระเจ้าเวียดนามมินมางมีความยินดีที่ชาวกัมพูชาจากเมืองพระตะบองได้เข้ามาเป็นราษฎรของเวียดนาม ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2383 พระเจ้ามินมางมีราชโองการให้เรียกชาวกัมพูชาที่เข้ามาใหม่นี้ว่า "ราษฎรใหม่" (Tân dân,[12] 新民) ให้กรมการเมืองเจิ๊นเตยสำรวจลงทะเบียนชาวกัมพูชาใหม่นี้ ห้ามมิให้กรมการขุนนางเขมรญวนเก็บภาษีหรือเกณฑ์แรงงานจากราษฏรใหม่นี้เด็ดขาด นอกจากนี้ ในต้นปีพ.ศ. 2383 พระเจ้ามินมางยังมีราชโองการให้ทำการสำรวจสำมะโนประชากรทำบัญชีกำลังไพร่พลในกัมพูชาทั้งหมด[3] องเตียนกุนเสนอให้ปฏิรูปการปกครองมณฑลเจิ๊นเตยเสียใหม่ โดยแบ่งแว่นแคว้นในกัมพูชาออกเป็นสิบเขต หรือ ฝู (phủ, 府) ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองขององเตียนกุนโดยตรงสี่เขต ในบริเวณที่อยู่ใกล้กับเมืองพนมเปญ ส่วนเตวียนฝูเจ้าเมืองใหญ่ทั้งสาม ได้แก่ เมืองหายเตย (Hải Tây โพธิสัตว์) เมืองหายดง (Hải Đông กำปงธม) และเมืองเซินติ๋ญ (Sơn Tĩnh สมบุก) ได้ไปคนละสองเขต ในการทำสำรวจกำลังพลในครั้งนี้ กรมการเมืองเจิ๊นเตยสามารถจดลงทะเบียนชายฉกรรจ์กัมพูชาในมณฑลเจิ๊นเตยเป็นจำนวน ประมาณ 40,000 คน[3]

ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2383 เซืองวันฟอง (Dương Văn Phong) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นทามต๊านได่เถิ่นหรือที่ปรึกษาของกรมการเมืองเจิ๊นเตย ได้นำตัวเสนาบดีทั้งสามของกัมพูชา[12] ได้แก่ เจ้าฟ้าทะละหะ (หลง) สมเด็จเจ้าพระยา (โห้) และพระยากลาโหม (กิญ) เดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้ามินมางที่เมืองเว้ พระเจ้ามินมางมีความดีใจ ที่เสนาบดีกัมพูชามาเข้าเฝ้า ได้มอบรางวัลและตำแหน่งให้แก่เสนาบดีกัมพูชาทั้งสาม

พระเจ้าเวียดนามมินมางหมายพระทัยว่าจะผนวกรวมกัมพูชาเข้ากับเวียดนามอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ พระเจ้ามินมางจึงต้องลดทอดบทบาทของเจ้ากัมพูชา ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2383 พระเจ้ามินมางมีราชโองการให้ลดยศของเจ้าสตรีกัมพูชาทั้งสี่พระองค์ นักองค์มี จากเดิมที่เป็น"พระนางเจ้ากัมพูชา" (Chân Lạp quận chúa) กลายเป็น "เจ้าหญิงแห่งหมีเลิม" (Mỹ Lâm quận chúa)[12] นักองค์แบน นักองค์เภา และนักองค์สงวน เจ้าสตรีอีกสามพระองค์ ต่างถูกพระเจ้ามินมางลดยศลงเช่นกัน

เมื่อพระเจ้ามินมางเข้าควบคุมกัมพูชาอย่างเบ็ดเสร็จมากขึ้น ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2383 พระเจ้ามินมางจึงแต่งตั้งเลวันดึ๊ก (Lê Văn Đức, 黎文德) ให้เป็นเคิมซายได่เถิ่น (Khâm sai đại thần,[12] 欽差大臣) หรือองคำสาย เป็นข้าหลวงจากเมืองเว้ไปที่เมืองเจิ๊นเตย ที่กรมการเมืองเจิ๊นเตยนั้น มีเจืองมิญสาง ดำรงตำแหน่งเป็นเตื๊องเกวินหรือองเตียนกุนผู้สำเร็จราชการใหญ่ มีเซืองวันฟองเป็นทามต๊านได่เถิ่นหรือที่ปรึกษา และเลวันดึ๊กเป็นเคิมซายได่เถิ่นหรือข้าหลวงแทนพระเจ้ามินมาง

พระเจ้ามินมางพบว่า ข้าราชการฝ่ายกัมพูชา สมคบคิดกันเบียดบังจำนวนไพร่กำลังพลของกัมพูชา ขาดไปถึง 15,000 คน พระเจ้ามินมางจึงลงโทษเสนาบดีกัมพูชาสามคน ซึ่งอยู่ที่เมืองเว้แล้วนั้น ให้ลดยศแล้วเนรเทศไปยังเวียดนามภาคเหนือ เจ้าฟ้าทะละหะ (หลง) ถูกเนรเทศไปที่เมืองฮานอย สมเด็จเจ้าพระยา (โห้) ถูกเนรเทศไปเมืองบั๊กนิญ (Bắc Ninh) และพระยากลาโหม (กิญ) ถูกเนรเทศไปเมืองฮึงเยน (Hưng Yên)[3]

เวียดนามประหารนักองค์แบนและปลดนักองค์มี

[แก้]

ก่อนหน้านี้ เมื่อทัพไทยได้เผาทำลายเมืองบันทายแก้วพนมเปญและวังของนักองค์จันลงในพ.ศ. 2377 เมื่อฝ่ายญวนได้ช่วยเหลือนักองค์จันให้กลับมาที่พนมเปญแล้ว นักองค์จันยังไม่ทันได้ฟื้นฟูพระราชวัง เพียงแต่สร้างที่ประทับชั่วคราวที่ฝั่งตรงข้ามเมืองพนมเปญริมแม่น้ำบาสัก เรียกว่า ค่ายโพธิ์พระบาท นักองค์จันประทับอยู่ที่โพธิพระบาทได้สิบเดือน จึงถึงแก่พิราลัยในเดือนมกราคม พ.ศ. 2378 ถึงแม้ว่า ฝ่ายเวียดนามกรมการเมืองเจิ๊นเตย ได้สร้างเมืองเจิ๊นเตยขึ้นใหม่ที่พนมเปญ เพื่อทดแทนเมืองบันทายแก้วที่ถูกสยามทำลายไป และเพื่อเป็นศูนย์กลางการปกครอง แต่เจ้าหญิงกัมพูชาทั้งสี่ ได้แก่ นักองค์แบน (Ngọc Bợn) นักองค์มี (Ngọc Vân เป็นพระนางเจ้าแห่งกัมพูชา) นักองค์เภา (Ngọc Thu) และนักองค์สงวน (Ngọc Nguyên) ประทับอยู่ที่ค่ายวังโพธิ์พระบาทโดยตลอด ไม่ได้เข้าไปประทับที่ในเมืองเจิ๊นเตยหรือพนมเปญ ราชินีและเจ้าหญิงกัมพูชาเป็นเพียงหุ่นเชิด ไม่มีอำนาจในการปกครองกัมพูชา ซึ่งอำนาจการปกครองนั้นอยู่ที่ฝ่ายเวียดนาม อยู่ที่องเตียนกุนเจืองมิญสาง ซึ่งองเตียนกุนไม่เคยปรึกษาราชการกับนักองค์มีกษัตรีแห่งกัมพูชาเลย พงศาวดารไทยระบุว่า ฝ่ายเวียดนามจะให้นักองค์มีอภิเษกสมรสกับโอรสของพระเจ้ามินมาง แต่บรรดาขุนนางพระยาเขมรไม่ยินยอม[2]

ที่เมืองพระตะบอง มีนักนางเทพ นักพระสนมของนักองค์จัน และมีพระองค์แก้ว (มา) ทั้งสองคนนี้เป็นบุตรของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) ซึ่งนักนางเทพเป็นมารดาของเจ้าหญิงนักองค์แบน ซึ่งเป็นธิดาองค์โตของนักองค์จัน เมื่อนักองค์อิ่มแปรพักตร์จากเมืองพระตะบอง ไปเข้ากับฝ่ายเวียดนาม ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2382 นั้น นักนางเทพ และพระองค์แก้ว (มา) ไม่ได้ติดตามนักองค์อิ่มไป ยังคงอยู่ที่เมืองพระตะบองตามเดิม พระองค์แก้วมาใช้ให้น้องชายของตนคือ หลวงเมือง ชื่อว่า เม้า แสร้งทำทีว่าติดตามนักองค์อิ่มลงไป แล้วหลวงเมือง (เม้า) ได้นำจดหมายลับจากพระองค์แก้ว (มา) ไปมอบให้แก่นักองค์แบนที่โพธิ์พระบาท แจ้งให้นักองค์แบนเตรียมการหลบหนีญวนเวียดนามขึ้นมาที่เมืองพระตะบอง[2][12]

ในเดือนแปด (กรกฎาคม) พ.ศ. 2383 เซืองกวันเถา (Dương Quan Thảo)[12] ซึ่งเป็นหน่วยสืบราชการลับขององเตียนกุน อยู่ที่เมืองโพธิสัตว์ ล่วงรู้ว่ามีแผนการพานักองค์แบนหลบหนีไปเมืองพระตะบอง จึงแจ้งให้แก่องเตียนกุนเจืองมิญสางที่พนมเปญ องเตียนกุนสอบสวนและจับกุมนายเม้าที่เมืองพนมเปญ องเตียนกุนพบว่านายเม้าได้ลักลอบส่งจดหมายให้แก่นักองค์แบนจริง และนักองค์แบนเตรียมการที่จะหลบหนีไปเมืองพระตะบอง โดยมีสมเด็จเจ้าพระยา (โห้) เสนาบดีกัมพูชา คอยให้ความช่วยเหลือ องเตียนกุนจึงรายงานพระเจ้ามินมางอย่างเป็นความลับ เรื่องที่เจ้าหญิงนักองค์แบนมีแผนการหลบหนีไปพระตะบอง[12] พระเจ้ามินมางพิโรธที่เจ้าหญิงกัมพูชาพยายามที่จะหลบหนีไปเข้ากับสยาม และเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับพระเจ้ามินมาง ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2383 พระเจ้าเวียดนามมีราชโองการให้จับกุมและลงโทษนักองค์แบน รวมทั้งนายเม้า ด้วยข้อหากบฏ

เลวันดึ๊ก ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเคิมซายได่เถิ่น ข้าหลวงของพระเจ้ามินมาง เดินทางมาถึงเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ ในวันแรมหนึ่งค่ำ เดือนเก้า (14 สิงหาคม พ.ศ. 2383) ในวันนั้น กรมการเมืองเจิ๊นเตยตั้งตรีภู[1] (Tri phủ, 知府) เป็นตำแหน่งญวนให้ไปปกครองเมืองทุกเมืองในกัมพูชา และมีคำสั่งให้ขุนนางพระยาเขมร เลิกใช้ตราประจำตำแหน่งของขุนนางกัมพูชา ฝ่ายญวนจะริบเอาตราของขุนนางกัมพูชาไปทั้งหมด[1] แล้วกรมการเมืองเจิ๊นเตยจะทำตราประจำตำแหน่งขึ้นใหม่อย่างเวียดนาม แจกจ่ายให้ขุนนางกัมพูชาทุกคน ปรากฏว่าเมื่อขุนนางกัมพูชาได้รับตราอย่างเวียดนามแล้ว พบว่าตราของขุนนางกัมพูชาทุกคน ไม่มีการบ่งบอกและจำแนกยศถาบรรดาศักดิ์ หมายความว่าฝ่ายเวียดนามให้ขุนนางกัมพูชาทุกคนมียศเท่ากันหมด ไม่คำนึงถึงความอาวุโสและเกียรติยศเดิมของขุนนางกัมพูชา และองเตียนกุนเจืองมิญสาง แจ้งแก่บรรดาขุนนางพระยาเขมรว่า พระเจ้ามินมางมีราชโองการ ให้พระยาเขมรขุนนางกัมพูชาขึ้นไปเข้าเฝ้าพระเจ้ามินมางที่เมืองเว้ทั้งหมด แต่ไม่มีขุนนางกัมพูชาผู้ใดกล้าไปเมืองเว้ตามคำสั่งขององเตียนกุน เนื่องจากเสนาบดีกัมพูชาทั้งสาม ได้แก่ เจ้าฟ้าทะละหะ (หลง) สมเด็จเจ้าพระยา (โห้) และพระยากลาโหม (กิญ) ไปที่เมืองเว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม ยังไม่กลับมายังไม่ได้ข่าวคราว บรรดาขุนนางกัมพูชาเกรงว่า ไปเมืองเว้แล้วจะไม่ได้กลับ[2]

ต่อมาในวันแรมสิบค่ำ เดือนเก้า[1] (23 สิงหาคม) องเตียนกุนเจืองมิญสาง จัดงานเลี้ยงจัดละครงิ้วต้อนรับเลวันดิ๊ก องเตียนกุนมีคำสั่งให้ขุนนางพระยาเขมรทุกคน มาร่วมงานที่จวนขององเตียนกุนในเมืองเจิ๊นเตย รวมทั้งให้พระยาวัง (ตุม) ไปเชิญเจ้าสตรีกัมพูชาทั้งสี่องค์ได้เข้าร่วมด้วย แล้วองเตียนกุนให้ทหารญวนเข้าตรึงกำลังล้อมรอบจวนไว้ และองเตียนกุนจึงประกาศแก่เจ้าสตรีทั้งสี่และขุนนางพระยาเขมรว่า;

บาหงอกเปียนนั้นมีลุงบังเกิดแม่บังเกิดอยู่พึ่งบุญไทยทั้งสิ้น ยังอยู่แต่ตัวคนเดียวพึ่งคุณบุญเจ้าเวียดนามตามบิดา ไม่มีวิมุติสงสัยเลย เจ้าเวียดนามก็ทำนุบำรุงรักเหมือนหนึ่งลูก บัดนี้บาหงอกเปียนคิดขบถ ทำหนังสือให้ชื่อเม้าเป็นน้าบังเกิดบอกไปให้พระองค์มา ให้คิดอ่านเอาไปอยู่ตามไทย บัดนี้จับชื่อเม้าได้ ถามชื่อเม้าให้การว่าเป็นหนังสือบาหงอกเปียนใช้

องเตียนกุนประกาศว่า จะนำตัวเจ้าสตรีสามองค์ ได้แก่ นักองค์มี นักองค์เภา และนักองค์สงวน ไปที่เมืองไซ่ง่อน ส่วนนักองค์แบน ให้คุมตัวสอบสวนอยู่ที่เมืองเจิ๊นเตยพนมเปญก่อน วันรุ่งขึ้น แรมสิบเอ็ดค่ำ (24 สิงหาคม) องเตียนกุนจึงส่งนักองค์มี นักองค์เภา และนักองค์สงวน ออกจากจวนไปที่เมืองไซ่ง่อน และเนื่องจากมีการซัดทอดไปยังสมเด็จเจ้าพระยา (โห้) ซึ่งเป็นโทษเนรเทศไปเวียดนามภาคเหนืออยู่แล้วนั้น องเตียนกุนจึงให้จับกุมตัวนายแป้นบุตรและนักปอดภรรยาสมเด็จเจ้าพระยา (โห้) จับกุมตัวพระยาราชาเสน่หา (ออ) เจ้าเมืองสมบุก ซึ่งเป็นน้องชายของสมเด็จเจ้าพระยา และจับกุมพระยามนตรีเสน่หา (เตง) เจ้าเมืองกำปงเสียม ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง[1]

ต่อมาองเตียนกุนเจืองมิญสางสอบสวนนักองค์แบนแล้ว พบว่ามีความผิดเป็นกบฏต่อเวียดนาม แต่ฝ่ายญวนเวียดนามไม่สามารถทำการสำเร็จโทษประหารเจ้านายเขมรในกัมพูชาได้ มิฉะนั้นชาวกัมพูชาจะลุกฮือขึ้น นักองค์แบนจึงถูกคุมตัวไปอย่างเป็นความลับ ไปที่เมืองล่องโห้ ซึ่งเจ้าหญิงนักองค์แบนถูกสำเร็จโทษด้วยการถ่วงน้ำในแม่น้ำโขง ส่วนเจ้าสตรีอีกสามองค์ที่เหลือ ได้แก่ นักองค์มี นักองค์เภา และนักองค์สงวน ถูกคุมไปประทับที่เมืองไซ่ง่อน ให้ข้าวและเงินเบี้ยหวัดเป็นรายปี[3] ฝ่ายพระยาเขมรและชาวกัมพูชา ไม่ทราบชะตากรรมของบรรดาเจ้านายสตรีและนักองค์อิ่ม

การลุกฮือของกัมพูชาช่วงแรก

[แก้]

การลุกฮือของชาวกัมพูชาขึ้นต่อต้านการปกครองของเวียดนามกรมการเมืองเจิ๊นเตยในกัมพูชา เริ่มต้นขึ้นในเดือนสิบ (กันยายน) พ.ศ. 2383[6] นำโดยออกญาพระยาเขมรเจ้าเมืองต่างๆทั่วทั้งกัมพูชา ที่อยู่ภายใต้การปกครองของเวียดนาม ต่างลุกฮือขึ้นสังหารชาวญวนเวียดนามในพื้นที่ของตน และตั้งตนขึ้นเป็นชุมนุมตามภูมิภาคต่างๆของกัมพูชา ในช่วงแรกการลุกฮือของกัมพูชาต่อต้านเวียดนามยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายไทย เนื่องจากฝ่ายไทยมีอำนาจปกครองอยู่เพียงแค่ทางเมืองพระตะบองและเสียมราฐเท่านั้น ฝ่ายญวนเวียดนามมีกำลังอาวุธที่เหนื่อกว่าฝ่ายกบฏกัมพูชา และทหารเวียดนามได้รับการฝึกอย่างอาชีพ ทำให้ฝ่ายกัมพูชาต้องใช้ยุทธวิธีแบบกองโจร คือการหลีกเลี่ยงการปะทะสู้รบโดยตรงกับเวียดนาม แต่ใช้วิธีซุ่มซ่อนอยู่ในป่าคอยออกลอบโจมตีฝ่ายญวนและถอยกลับเข้าไปซ่อนอยู่ในป่าไม่ให้ฝ่ายญวนสามารถติดตามได้ การที่ฝ่ายกัมพูชาลุกฮือขึ้นต่อต้านเวียดนามโดยทั่วไปนี้ ทำให้ฝ่ายไทยนำโดยเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สามารถส่งทัพไทยเข้าโจมตีเมืองกำปงธมและโพธิสัตว์ ในเดือนสิบสอง (พฤศจิกายน) พ.ศ. 2383[2] เพื่อเข้าสนับสนุนพระยาเขมรให้ลุกฮือสู้รบกับญวน จากนั้นจึงเข้าสู่การลุกฮือช่วงที่สอง ซึ่งฝ่ายไทยเริ่มให้การสนับสนุนต่อกัมพูชาในการต่อต้านเวียดนาม

จุดเริ่มต้นของการลุกฮือของกัมพูชา

[แก้]

ฝ่ายพระยาเขมรขุนนางกัมพูชา เมื่อเห็นว่าบรรดาเจ้านายกัมพูชาถูกฝ่ายญวนเวียดนามนำตัวไป ไม่ทราบชะตากรรม จึงเกิดความตื่นตระหนกและโกรธเคือง การที่ฝ่ายเวียดนามจับกัมตัวเจ้าสตรีกัมพูชาออกไปนั้น ทำให้กัมพูชาขาดเชื้อพระวงศ์ปกครอง ถึงแม้ว่าเจ้าสตรีกัมพูชาจะไร้ซึ่งอำนาจ แต่ในทางพิธีการเจ้ากัมพูชาเป็นผู้แต่งตั้งรับรองขุนนางกัมพูชา หากไม่มีเจ้ากัมพูชาก็จะไม่มีผู้รับรองสถานะและยศถาบรรดาศักดิ์ของบรรดาขุนนางพระยาเขมร เท่ากับว่าขุนนางกัมพูชาต้องสูญสิ้นไปด้วย[6] ประกอบกับชาวกัมพูชามีความไม่พอใจต่อนโยบายการเกณฑ์แรงงานชาวกัมพูชาไปสร้างถนนและสาธารณูปโภค ทำให้ชาวกัมพูชาได้รับความลำบาก และการที่เวียดนามบีบบังคับให้ชาวกัมพูชารับนำวัฒนธรรมเวียดนามไปปฏิบัติ เพื่อลบล้างอัตลักษณ์วัฒนธรรมของกัมพูชา และรวมกัมพูชาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนามอย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ พุทธศาสนาเถรวาทในกัมพูชายังได้รับผลกระทบจากการปกครองของเวียดนาม พงศาวดารกัมพูชาและไทยระบุว่า ฝ่ายเวียดนามให้รื้อวัดวาอารามนำอิฐไปก่อสร้างค่ายป้อมปราการ และหลอมเอาพระพุทธรูปไปทำกระสุนทองเหลือง[2]

บรรดาขุนนางข้าราชการน้อยใหญ่ในเมืองเขมร พากันมีความเดือดร้อนเสียใจเปนอันมาก พากันรู้สึกว่า ในการที่องเลิ้งกุ๋นคิดกลอุบาย สั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่เมืองเขมรไปอยู่เมืองญวน แลจับเจ้านายเขมรสี่พระองค์ส่งไปเมืองญวนดังนี้ ญวนคงคิดทำลายล้างวงษ์กระษัตริย์เมืองเขมร ให้สาบสูญสิ้นวงษ์เจ้านาย ไม่มีพระมหากระษัตริย์ปกครองอีกต่อไป จะให้เมืองเขมรวินาศ แลให้อยู่ในเงื้อมมือของฝ่ายญวนฝ่ายเดียว

[8]

ในวันขึ้นเจ็ดค่ำ เดือนสิบ (3 กันยายน) พ.ศ. 2383 พระยาอุไทยธิราช (หิง) เจ้าเมืองสำโรงทอง อยู่ทางตะวันตกของพนมเปญ พาครอบครัวและกรมการเมืองสำโรงทองหนีเข้าป่า เพื่อกบฏลุกฮือขึ้นต่อต้านเวียดนาม ฝ่ายเมืองเจิ๊นเตยส่งพระยาศรีธรรมาธิราช (เสง) ออกมาเกลี้ยกล่อมเข้าควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ราษฎรกัมพูชาเมืองสำโรงทองแตกตื่น ต่อมาทางเมืองเจิ๊นเตยมีคำสั่งให้จับกุมพระยาวงษานุชิต (มี) เจ้าเมืองบาที อยู่ทางทิศใต้ของพนมเปญ พระยาวงษานุชิตจึงพาครอบครัวและกรมการเมืองบาทีหลบหนีเข้าป่า ในวันขึ้นสิบเอ็ดค่ำ (7 กันยายน) เมืองเจิ๊นเตยส่งพระยาเอกราช (พรม) ออกมาควบคุมสถานการณ์ที่เมืองบาที แต่สุดท้ายพระยาเอกราช (พรม) พร้อมกับขุนนางพระยาเขมรอีกสิบสามคน[1] ได้เข้ากับฝ่ายของพระยาวงษานุชิต (มี)

วันต่อมา ขึ้นสิบสองค่ำ (8 กันยายน) ฝ่ายองเตียนกุนเมืองเจิ๊นเตย ส่งทัพญวนยกทัพออกมาปราบพระยาวงษานุชิต (มี) พระยาวงษานุชิตได้สู้รบกับทัพของเมืองเจิ๊นเตย ที่แพรกโตจ[1] (Preak Touch) หรือคลองน้อย ทางทิศใต้ของเมืองพนมเปญ ฝ่ายพระยาวงษานุชิต (มี) ได้รับชัยชนะ ตีทัพญวนแตกพ่ายไป พระยาวงษานุชิตจึงให้กองกำลังสังหารชาวเวียดนามในเขตของตน "ข้าพเจ้ากับขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อย พระยาพระหลวงและราษฎรพร้อมลุกทำราชการทัพฆ่าฟันอ้ายญวนคนร้ายทั้งนี้ มิได้คิดกลัวเกรงรำพึงแต่คุณพระพุทธ พระธรรม พระรัตนตรัยทั้งสาม"[1] แล้วพระยาวงษานุชิต (มี) จึงส่งจดหมายให้แก่เจ้าเมืองอื่นๆ ได้แก่ พระยาธิเบศร์สงคราม (แก) เจ้าเมืองกำปงโสม พระยาเสนานุชิต (เม้า) เจ้าเมืองกำปอด พระยาพิษณุโลก (เปรียก) เจ้าเมืองตรัง และพระยาไชยโยธาเจ้าเมืองไพรกะบาท ชักชวนให้ลุกฮือขึ้นกบฏต่อเวียดนาม

การลุกฮือของพระยาเชตเมืองกำปงสวาย

[แก้]

ในช่วงการปกครองของเวียดนามนั้น ฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายเวียดนามมักมีศูนย์การปกครองที่แยกจากกัน เช่นในเขตเมืองกำปงสวาย ฝ่ายกัมพูชาตั้งอยู่ที่เมืองกำปงสวาย ส่วนฝ่ายเวียดนามตั้งอยู่ที่กำปงธม ในวันขึ้น 11 ค่ำ เดือนสิบ (7 กันยายน) พระยาเชด หรือ พระยาเชษฐ์ เป็นขุนนางกัมพูชาที่เมืองบาราย หรือเมืองโคกแสะ ได้ทำการปลุกระดมราษฎรกัมพูชาในเขตเมืองกำปงธม ได้แก่ เมืองกำปงสวาย เมืองบาราย เมืองเชิงไพร เมืองกำปงเสียม เมืองสตึงตรอง ให้ลุกฮือขึ้นเป็นกบฏ เข้าสังหารชาวญวนเวียดนามในเขตดังกล่าวนั้น โดยมีพระยาเชตเป็นผู้นำ แล้วพระยาเชตจึงเดินทางไปพบกับพระยาเดโช เจ้าเมืองกำปงสวาย ได้พบกับมหาดเล็กของนักองค์ด้วง[1] ได่นามถึกหลุกระบุว่า การลุกฮือที่เขตเมืองกำปงธมนี้ ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายไทยที่เมืองเสียมราฐและพระตะบอง[22] พระยาเชตร่วมมือกับพระยาเดโชเจ้าเมืองกำปงสวาย นำกำลังกัมพูชา 1,000 คน เข้าโจมตีเมืองกำปงธมของฝ่ายเวียดนาม ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกำปงสวาย เจ้าเมืองกำปงธมฝ่ายญวน ชื่อว่าเจิ่นวันทง (Trần Văn Thông) เป็นเตวียนฝู และองลัญบิญชื่อว่าฮว่างเฟื้อกเหล่ย (Hoàng Phước Lợi) พระยาเชตและพระยาเดโชเข้าโจมตีค่ายเมืองกำปงธมของญวน ฝ่ายญวนสามารถต้านทานได้ พระยาเชตและพระยาเดโชจึงถอยทัพกลับออกมา เจิ่นวันทงเจ้าเมืองกำปงธม ให้องลัญบิญยกติดตามออกมา แต่ฝ่ายพระยาเชตทำการซุ่มโจมตีทัพญวนอย่างไม่ตั้งตัว องลัญบิญถูกสังหารในที่รบ[22]

พระยาสังขโลกเข้าหาเจ้าพระยาบดินทรเดชา

[แก้]

ในวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนสิบ (11 กันยายน)[2] พ.ศ. 2383 พระยาสังขโลก (หมก หรือ ปุก) หรือพระยาสวรรคโลก เป็นเสด็จตรัญเจ้าเมืองโพธิสัตว์ พาครอบครัวของตนเองหลบหนีออกจากเมืองโพธิสัตว์ เดินทางมาพบเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่เมืองพระตะบอง พระยาสังขโลก (หมก) แจ้งแก่เจ้าพระยาบดินทรเดชาว่า ข้าราชการญวนเวียดนามในเมืองโพธิสัตว์ กดขี่ชาวกัมพูชาและขุนนางกัมพูชาได้รับความเดือดร้อน และองอันผู้เมืองโพธิสัตว์ ชื่อว่า เหงียนซองถ่าญ (Nguyễn Song Thành) ไม่ไว้ใจพระยาสังขโลก มีความตึงเครียด พระยาสังขโลกทนไม่ได้ จึงเดินทางมาพึ่งเจ้าพระยาบดินทรเดชา พระยาสังขโลกได้ชักจูงให้พระยาเขมรและราษฎรกัมพูชา ให้มาเข้าร่วมกับฝ่ายไทยแล้วจำนวนหนึ่ง จะตามมาในภายหลัง

ก่อนหน้านี้ พระยาสังขโลก (เกาะ หรือ กต) เจ้าเมืองโพธิสัตว์คนเก่า ได้กบฏต่อนักองค์จัน หลบหนีเข้ามาพึ่งพิงสยามที่กรุงเทพ ในพ.ศ. 2375 นำไปสู่การที่ทัพไทยยกเข้าโจมตีกัมพูชาในพ.ศ. 2376 และในครั้งนี้ การที่พระยาสังขโลก (หมก) หนีเวียดนามเข้ามาหาฝ่ายไทย ในพ.ศ. 2383 ก็จะนำไปสู่การที่ทัพไทยยกเข้าโจมตีกัมพูชา ในปีเดียวกันพ.ศ. 2383 นี้อีกเช่นกัน เมื่อพระยาสังขโลก (หมก) หลบหนีมาเข้ากับฝ่ายไทยแล้ว ฝ่ายเวียดนามที่เมืองโพธิสัตว์ จึงแต่งตั้งพระยาพิบูลย์ หรือ พระยาวิบูลย์ (หลง) ให้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองโพธิสัตว์คนใหม่ แต่เจ้าเมืองโพธิสัตว์คนใหม่นี้ ก็ไม่ต้องการอยู่ภายใต้อำนาจของเวียดนามเช่นกัน จึงพาครอบครัวหลบหนีไปอยู่ในป่า ฝ่ายเวียดนามตั้งให้พระยาสุริวงศ์ จากพนมเปญมาเป็นเจ้าเมืองโพธิสัตว์คนใหม่ พระยาสุริวงศ์ก็หลบหนีไปเข้ากับพระยาพิบูลย์อีกเช่นกัน[2]

การลุกฮือของพระยาจักรี (นวง)

[แก้]

ในวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนสิบ (11 กันยายน) พระยาราชเดชะ (นวง) และพระยาปเทศราช (หมก) ได้หลบหนีออกจากเมืองพนมเปญ ออกมากวาดต้อนชาวกัมพูชาทางตอนใต้ของเมืองพนมเปญ จากโพธิ์พระบาท ระสือชุด แพรกแอง เกียนสวาย เกาะระ และดีอิด รวบรวมกำลังชายฉกรรจ์ได้ถึง 4,000 คน[1] ตั้งอยู่ที่เกียนสวาย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของพนมเปญ ร่วมกับพระยาธรรมเดโช (เมียด) เสด็จตรัญเจ้าเมืองบาพนม แล้วพระยาราชเดชะ (นวง) จึงตั้งตนขึ้นเป็นที่พระยาจักรี และพระยาปเทศราช (หมก) ตั้งตนเป็นพระยากลาโหม วันรุ่งขึ้น 12 กันยายน พระยาจักรี (นวง) มีหนังสือออกไปชักชวนให้พระยาอุไทยธิราช (หิง) เจ้าเมืองสำโรงทอง และพระยาวงษานุชิต (มี) เจ้าเมืองบาที ร่วมกันเข้าโจมตีเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ แต่พระยาอุไทยธิราช และพระยาวงษานุชิต บอกให้พระยาจักรี (นวง) ยับยั้งไว้ก่อน ควรรอให้ระดับน้ำในแม่น้ำลดลง จึงควรโจมตี พระยาจักรี (นวง) และพระยาธรรมเดโช (เมียด) สถาปนาอำนาจขึ้นในหัวเมืองกัมพูชาทางฝั่งตะวันออกของพนมเปญทั้งหมด แล้วพระยาจักรี (นวง) จึงให้ชาวกัมพูชาลุกฮือขึ้นสังหารชาวเวียดนามตลอดในกัมพูชาภาคตะวันออก ทำให้ขุนนางเวียดนามและชาวเวียดนาม ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของกัมพูชา ต่างหลบหนีไปที่เมืองสมิถ่อ[22]

ต่อมาในวันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนสิบเอ็ด (27 กันยายน) พ.ศ. 2383 องเตียนกุนส่งพระยาวัง (ตุม) ขุนนางกัมพูชาที่ฝักใฝ่ญวน ยกทัพออกจากเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ จำนวน 2,500 คน[1] เรือ 70 ลำ เข้าโจมตีพระยาจักรี (นวง) ที่เกียนสวาย พระยาจักรี (นวง) สามารถตีทัพฝ่ายญวนของพระยาวัง (ตุม) แตกพ่ายไปได้สำเร็จ ต่อมาในวันแรมหนึ่งค่ำ เดือนสิบเอ็ด (12 ตุลาคม) ฝ่ายเมืองเจิ๊นเตย ส่งกองกำลังเรือรบ 80 ลำ เข้าโจมตีพระยาจักรี (นวง) อีกครั้ง รบกันที่แพรกตาตะวัน ฝ่ายพระยาจักรี (นวง) ได้รับชัยชนะ ตีทัพญวนเมืองเจิ๊นเตยแตกพ่ายไปอีกครั้ง พระยาจักรี (นวง) ยกทัพติดตามไปจนถึงเมืองละว้าเอม ฝั่งตรงข้ามเมืองพนมเปญบนฝั่งแม่น้ำทางทิศตะวันออก แต่ไม่สามารถเข้าโจมตีเมืองพนมเปญได้ เนื่องจากอาวุธยุทธโธปกรณ์ไม่เพียงพอ จากนั้นพระยาจักรี (นวง) จึงไปตั้งอยู่ที่เมืองบาพนม ส่วนพระยากลาโหม (หมก) นั้น ไปตั้งอยู่ที่เมือไพรแวง

พระยาจักรี (นวง) ให้พระยาธรรมเดโช (เมียด) ยกทัพออกไปโจมตีเมืองทงบิ่ญ (Thông Bình ทางตอนเหนือของจังหวัดด่งท้าปในปัจจุบัน) และเมืองบงเหงวียน (Bông Nguyên ทางตอนเหนือของจังหวัดล็องอานในปัจจุบัน)[22] ซึ่งกัมพูชาเรียกว่าเมืองจีระสือ (Chis Rosey) อยู่ทางตอนเหนือของแคว้นดิ่ญเตื่องเมืองสมิถ่อ พระยาธรรมเดโชสังหารชาวเวียดนามเก้าสิบคน ทำให้ชาวเวียดนามในทงบิ่ญและบงเหงวียนแตกตื่นหลบหนีไปอยู่เมืองสมิถ่อ ต่อมาในเดือนตุลาคม เหงียนดั๊กจี๊ (Nguyễn Đắc Trí)[22] เจ้าเมืองสมิถ่อ ยกทัพเวียดนามใต้เมืองสมิถ่อ จำนวน 1,500 คน เข้าโจมตีขับไล่ชาวกัมพูชาออกจากทงบิ่ญและบงเหงวียน พระยาฦาจักรี (บาง) เจ้าเมืองลำดวน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกัมพูชา ในตอนแรกเข้ากับฝ่ายญวนเวียดนาม เข้าช่วยเวียดนามสู้รบกับพระยาธรรมเดโช แต่ต่อมาพระยาฦาจักรีย้ายกลับมาเข้ากับฝ่ายกัมพูชา แล้วเหงียนดั๊กจี๊ยกทัพรุกเข้าโจมตีชุมนุมของพระยาจักรี (นวง) ทางเมืองบาพนมต่อไป ปรากฏทัพของเหงียนดั๊กจี๊ถูกฝ่ายกัมพูชาลอบซุ่มโจมตี แม่ทัพญวนกองหน้าถูกสังหาร ทหารญวนถูกสังหารจำนวนมาก เหงียนดั๊กจี๊ถวายรายงานเท็จต่อพระเจ้ามินมาง ว่าได้รับชัยชนะต่อกัมพูชา พระเจ้ามินมางจับได้ว่าเหงียนดั๊กจี๊ถวายรายงานเท็จ จึงลงโทษปลดเหงียนดั๊กจี๊จากตำแหน่งเจ้าเมืองสมิถ่อ แล้วให้จำคุกตลอดชีวิต

การลุกฮือทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของกัมพูชา

[แก้]

พระยาพิษณุโลก (เปรียก) เสด็จตรัญเจ้าเมืองเชิงกรรชุม หรือเมืองตรัง นำราษฎรชาวกัมพูชาลุกฮือขึ้นสังหารชาวญวน และกบฏต่อเวียดนามเมืองเจิ๊นเตย ฝ่ายเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญองเตียนกุนส่งกองทัพออกมาล้อมเมืองตรังไว้อย่างแน่นนนา ในวันแรมสิบเอ็ดค่ำเดือนสิบ (21 กันยายน) พระยามโนราชาสงคราม (สุด)[2] ยกทัพเข้าโจมตีญวนที่ล้อมเมืองตรังอยู่แตกพ่ายแพ่ไป พระยามโนราชาสงคราม (สุด) ยกติดตามญวนไปสู้รบที่กำปงปรง (Kampong Prang) สังหารทหารญวนได้ครึ่งหนึ่ง และช่วยเหลือพระยาพิษณุโลก (เปรียก) ออกมาจากที่เชลยของญวน

ที่เมืองกำปอด ฝ่ายญวนเวียดนามตั้งค่ายป้อมขึ้นสองแห่ง ได้แก่ กำปงบาย (Kampong Bay) และกำปงเกษ (Kampong Kes) อยู่ที่ปากแม่น้ำตึกโชเมืองกำปอด ในวันขึ้นหกค่ำ เดือนสิบ (2 กันยายน) พ.ศ. 2383 มีหนังสือเมืองเว้ลงมาแจ้งให้แก่องอันภูขุนนางญวนเมืองกำปอด ว่าทางฝ่ายเวียดนามได้จับกุมตัวนักองค์มี นักองค์เภา และนักองค์สงวน เนรเทศไปประทับอยู่ที่เมืองไซ่ง่อน และนักองค์แบนถูกกุมขังสอบสวนอยู่ที่เมืองพนมเปญ ไม่ทราบชะตากรรม (ขุนนางกัมพูชายังไม่ทราบว่า นักองค์แบนถูกสำเร็จโทษประหารชีวิต) พระยาเสนานุชิต (เม้า) เจ้าเมืองกำปอด ได้ทราบข่าวเรื่องเจ้ากัมพูชาแล้ว เกิดความไม่สบายใจและความโกรธแค้น เมื่อพระยาเสนานุชิต (เม้า) ได้รับหนังสือจดหมายจากพระยาวงษานุชิต (มี) เจ้าเมืองบาที เชื้อเชิญให้กบฏลุกฮือขึ้นต่อต้านเวียดนาม พระยาเสนานุชิต จึงรวบรวมกำลังชาวกัมพูชาและขุนนางกัมพูชาในเมืองกำปอด ลุกฮือขึ้นต่อต้านเวียดนาม เข้าโจมตีค่ายกำปงบายและกำปงเกษในเมืองกำปอด จนสามารถยึดค่ายญวนทั้งสองแห่งได้สำเร็จ ในวันแรมสี่ค่ำเดือนสิบ (15 กันยายน) พ.ศ. 2383[1]

ในวันขึ้นสามค่ำ เดือนสิบเอ็ด (29 กันยายน) พ.ศ. 2383 ฝ่ายญวนเวียดนามเมืองห่าเตียน เลกวังเฮวียน (Lê Quang Huyên) องตวนผูเป็นเจ้าเมืองห่าเตียน ส่งทัพญวน 500 คน เรือ 30 ลำ ยกมาปราบกบฏที่เมืองกำปอด พระยาวงศานุชิต (มี) เจ้าเมืองบาที ส่งกองกำลัง 100 คน มาช่วยเหลือเมืองกำปอด[1] พระยาเสนานุชิต (เม้า) เจ้าเมืองกำปอด สามารถต้านทานทัพญวนจากเมืองห่าเตียนได้ แต่ด้วยความลำบาก

พระยาวงษานุชิต (มี) เจ้าเมืองบาที เป็นหลานของพระยาไชยโยธา (มา) เจ้าเมืองไพรกะบาท พระยาวงษานุชิตมีหนังสือถึงพระยาไชยโยธา เมื่อขึ้นเจ็ดค่ำ เดือนสิบเอ็ด (3 ตุลาคม พ.ศ. 2383) ชักชวนให้เมืองไพรกะบาทลุกฮือขึ้นต่อต้านเวียดนาม พระยาไชยโยธา (มา) เจ้าเมืองไพรกะบาท จึงนำราษฎรเขมรเมืองไพรกะบาทลุกฮือขึ้นต่อต้านเวียดนาม ต่อมาเปลี่ยนตัวเจ้าเมือง เป็นพระยาไชยโยธา (ตน) เจ้าเมืองไพรกะบาทคนใหม่

พระยาเสนานุชิต (เม้า) เจ้าเมืองกำปอด ส่งพระยาโยธาเสนา (เตียง) ยกทัพเขมร 2,000 คน จากเมืองกำปอด ออกไปโจมตีเมืองห่าเตียน ในช่วงปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. 2383 เลกวังเฮวียน เจ้าเมืองห่าเตียน ส่งห่าวันกู๋ (Hà Văn Củ)[22] ยกทัพจากห่าเตียนมาโจมตีเมืองกำปอด พบกับทัพของพระยาโยธาเสนา (เตียง) ที่กลางทาง ที่เขาบัคหมา (Bạch Mã) ใกล้กับเมืองแกบในปัจจุบัน พระยาโยธาเสนา (เตียง) สามารถเอาชนะทัพญวนได้ ห่าวันกู๋ถอยกลับเมืองห่าเตียน พระยาโยธาเสนาจึงสามารถยกทัพเข้าโจมตีเมืองห่าเตียน

ในจังหวัดอานซางของเวียดนามนั้น ฝ่ายเวียดนามมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองโจดก ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาตั้งอยู่ที่เมืองมัตจรูก หรือ เมืองติ่ญเบียน (Tĩnh Biên) ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างเมืองห่าเตียนและเมืองโจดก เมื่อพระยาโยธาเสนาเมืองกำปอดเข้าโจมตีเมืองห่าเตียนนั้น มีผู้นำชาวเขมรกรอมสองคนได้แก่ พระยาราชาเศรษฐีเจ้าเมืองมัตจรูก หรือ ติ่ญเบียน เวียดนามเรียกว่า กี่ลา (Kỳ La) และพระยาอธิกวงศา (โต๊ด) เจ้าเมืองป่าสัก เวียดนามเรียกว่า เวียดโต๊ด (Việt Tốt) อาศัยโอกาสนี้ลุกฮือขึ้นเป็นกบฏต่อต้านเวียดนาม[12] ฝ่ายเวียดนามเมืองห่าเตียน ส่งพระยารวิเดโช (เสา) และพระยาวงศาสงคราม (เมียด) ขุนนางเขมรกรอมเมืองกระมวนสอ (Kramuon Sar เมืองสักซ้า Rạch Giá) ที่รับใช้เวียดนามอยู่ ยกทัพเข้าปราบกบฏเขมรกรอมที่เมืองมัตจรูกติ่ญเบียน แต่ปรากฏว่าทั้งพระยารวิเดโช และพระยาวงศาสงคราม ไปเข้ากับฝ่ายกบฏเขมรกรอมที่เมืองมัตจรูกทั้งสิ้น

ฝ่ายญวนเวียดนามเมืองห่าเตียนไม่ทันตั้งตัว ทัพฝ่ายเขมรสังหารทหารญวนไปจำนวนมาก ห่าวันกู๋แม่ทัพญวนได้รับบาดเจ็บ เซืองวันฟอง เจ้าเมืองโจดก ยกทัพเมืองโจดกเข้ามาช่วยเมืองห่าเตียน[22] จนสามารถขับไล่ทัพกัมพูชาออกไปจากห่าเตียนได้ในที่สุด พระยาโยธาเสนา (เตียง) สิ้นชีวิตในที่รบ

เลกวังเฮวียน เจ้าเมืองห่าเตียน ส่งฝั่มวันสี (Phạm Văn Sĩ) เข้าโจมตียึดค่ายกำปงศิลา (Kampong Seila) ฐานญวนที่กำปงโสมได้สำเร็จ และส่งไมวันติ๊ค (Mai Văn Tích) จากเมืองห่าเตียนเข้าโจมตีเมืองกำปอด ทั้งฝั่มวันสีจากกำปงโสมและไมวันติ๊คจากห่าเตียน ยกทัพกระหนาบเข้าโจมตีเมืองกำปอดพร้อมกันทั้งสองด้าน พระยาเสนานุชิต (เม้า) เจ้าเมืองกำปอด ประสบปัญหาขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ ฝ่ายญวนมีปืน ส่วนฝ่ายเขมรเมืองกำปอดนั้นมีเพียงมีดพร้าและไม้กระบอง ไม่อาจต้านทานทัพญวนได้ ถึงแม้ว่าพระยาวงศานุชิต (มี) เมืองบาที ได้ส่งทัพออกมาช่วย[1] แต่ส่งออกมาได้ไม่มาก เนื่องจากเมืองกัมพูชาทุกเมือง ล้วนแต่ต้องสู้รบกับญวนด้วยกันทั้งสิ้น ฝ่ายเวียดนามจึงสามารถยึดค่ายกำปงบายเมืองกำปอดคืนจากฝ่ายกัมพูชาได้สำเร็จ พระยาเสนานุชิต (เม้า) จำต้องถอยออกมาตั้งอยู่นอกเมือง

ปฏิกิริยาของเวียดนาม

[แก้]

เมื่อเจ้าเมืองกัมพูชา ในอาณาเขตที่ใกล้กับเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ ได้แก่ พระยาอุไทยธิราช (หิง) เจ้าเมืองสำโรงทอง พระยาวงษานุชิต (มี) เจ้าเมืองบาที พระยาไชยโยธา (มา) เจ้าเมืองไพรกะบาทคนเก่า พระยาไชยโยาธา (ตน) เจ้าเมืองไพรกะบาทคนใหม่ พระยาพิษณุโลก (เปรียก) เสด็จตรัญเจ้าเมืองตรัง พระยาเสนานุชิต (เม้า) เจ้าเมืองกำปอด พระยาธิเบศร์สงคราม (แก) เจ้าเมืองกำปงโสม รวมทั้งพระยาราชเดชะ (นอง) ที่ตั้งตนขึ้นเป็นพระยาจักรี ร่วมมือกับพระยาธรรมเดโช (เมียด) เสด็จตรัญเจ้าเมืองบาพนม ตั้งชุมนุมอยู่ที่เกียนสวาย ล้วนแต่ลุกฮือเป็นกบฏขึ้นต่อต้านการปกครองของเวียดนามเมืองเจิ๊นเตย นำกองกำลังเข้าสังหารชาวญวนและสู้รับกับทัพญวน เนื่องจากหัวเมืองในกัมพูชาภาคใต้เหล่านี้ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกรมการเมืองเจิ๊นเตยโดยตรง เนื่องจากอยู่ใกล้กับเมืองพนมเปญ และได้รับทราบข่าวสารเรื่องที่เวียดนามได้นำตัวเจ้ากัมพูชาไปไว้ที่เมืองไซ่ง่อน เลวันดึ๊ก เป็นข้าหลวงที่พระเจ้าเวียดนามมินมางได้แต่งตั้งมาที่กัมพูชา ได้ถวายรายงาน[12]ไปยังเมืองเว้ ว่ากัมพูชาเป็นกบฏขึ้นหลายเมือง

เมื่อได้ทราบข่าวว่ากัมพูชาเป็นกบฏ พระเจ้ามินมางพิโรธอย่างมาก;

บางครั้งพวกเขมรก็ภักดี บางครั้งพวกเขมรก็ทรยศเรา เราช่วยเหลือพวกเขมรเวลาที่พวกเขมรลำบาก เราค้ำชูพวกเขมรขึ้นมาจากโคลนตม แต่บัดนี้พวกเขมรกลับเป็นกบฏ เราโกรธมากเสียจนขนลุกขนชัน ควรจะต้องเอามีดสักร้อยเล่ม ไปทิ่มแทงพวกเขมร สับพวกเขมรเป็นชิ้นๆ

[5]

ฝ่ายญวนเวียดนามมีความตกใจว่า บรรดาขุนนางพระยาเขมรร่วมมือกันเป็นอย่างดีในการลุกฮือขึ้นสู้กับญวน[6] ฝ่ายญวนสงสัยว่าฝ่ายไทยอาจจะคอยปลุกระดมหนุนหลังให้ขุนนางกัมพูชาเป็นกบฏต่อเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกของการลุกฮือ ฝ่ายไทยเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) มีอำนาจสั่งการเพียงแค่ถึงเมืองโพธิสัตว์และกำปงสวายเท่านั้น ยังไม่มีอำนาจลงไปถึงบริเวณโดยรอมเมืองพนมเปญที่เป็นกบฏขึ้น พระยาเขมรลุกฮือขึ้นเองโดยที่ยังไม่มีฝ่ายไทยสนับสนุน จนกระทั่งกลางเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2383 จึงเริ่มมีการติดต่อระหว่างเจ้าพระยาบดินทรเดชาและพระยาเขมรในกัมพูชาภาคใต้ ทำให้บรรดาขุนนางพระยาเขมรในกัมพูชาภาคใต้ ที่ได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านเวียดนาม เข้าสวามิภักดิ์กับฝ่ายไทย

แต่เดิมเจืองมิญสางดำรงตำแหน่งเป็นเตื้องเกวินหรือองเตียนกุน เป็นผู้สำเร็จราชการในกัมพูชา และควบตำแหน่งต๋งด๊กหรือผู้ว่าจังหวัดอานซาง (โจดก) และห่าเตียนด้วย เมื่อเกิดกบฏขึ้นที่มณฑลเจิ้นเตย หรือกัมพูชา ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2383 พระเจ้ามินมางจึงให้เซืองวันฟอง ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งเป็นทามต๊านได่เถิ่นหรือปลัดเมืองเจิ๊นเตย ออกมาเป็นต๋งด๊กจังหวัดอานซางห่าเตียน แล้วให้เลวันดิ๊ก เลื่อนขึ้นเป็นทามต๊านได่เถิ่นหรือปลัดเมืองเจิ๊นเตยแทน[12] ต่อมาเมื่อพระยาโยธาเสนา (เตียง) จากเมืองกำปอด ยกทัพเขมรเข้าโจมตีเมืองห่าเตียนของเวียดนาม ในเดือนตุลาคม ทำให้ในเดือนถัดมา พฤศจิกายน พระเจ้ามินมางแต่งตั้งให้ฝั่มวันเดี๋ยน (Phạm Văn Điển) พงศาวดารไทยเรียกว่า "องตาเตียนกุน" ให้ออกมาเป็นกิญเหลือกได่เถิ่น (Kinh lược đại thần,[12] 經略大臣) มาเป็นที่ปรึกษาทางทหารที่เมืองเจิ๊นเตย

องเตียนกุนเจืองมิญสางประสบปัญหาขาดแคลนกำลังพล ในการปราบกบฏกัมพูชา เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเขมร มีเพียงชาวญวนเวียดนามและชาวเขมรบางส่วน ที่ยังภักดีต่อกรมการเมืองเจิ๊นเตย องเตียนกุนจึงทูลขอกองกำลังจากพระเจ้ามินมาง เข้ามาช่วยปราบกบฏกัมพูชา พระเจ้ามินมางให้ระดมสรรพกำลัง เกณฑ์ชาวเวียดนามภาคใต้จำนวน 10,000 คน[3] เข้ามาช่วงองเตียนกุน

  • ชุดแรก จากเมืองโจดก 1,000 คน เมืองล่องโห้ 1,000 คน เมืองไซ่ง่อน 1,000 คน และจากเมืองสมิถ่อ 500 คน รวม 3,500 คน
  • ชุดที่สอง จากเมืองไซ่ง่อน 1,500 คน เมืองล่องโห้ 2,000 คน สมิถ่อ 1,000 คน โจดก 500 คน เมืองด่งนาย 500 คน รวม 5,500 คน

เมื่อพระยาสังขโลก (หมก) หลบหนีไปเข้ากับฝ่ายไทยนั้น องเตียนกุนส่งองเดดก ชื่อหวอดึ๊กจุง (Võ Đức Trung)[22] นำทัพจากเมืองพนมเปญ ขึ้นมาควบคุมสถานการณ์ที่เมืองโพธิสัตว์ หวอดึ๊กจุงสู้รบกับทัพของพระยาเชตเมืองบาราย และพระยาเสนาราชสงคราม (ปราช) จำนวน 1,000 คน ที่ใกล้กับเมืองกำปงฉนัง สามารถเอาชนะฝ่ายกัมพูชาได้ แล้วองเดดกจึงยกทัพเข้าประจำอยู่ที่เมืองโพธิสัตว์[22]

อย่างไรก็ตาม ยังมีขุนนางกัมพูชาส่วนหนึ่ง ยังอยู่ฝ่ายญวนเวียดนาม "ออกยาพระเขมรยังเข้าอยู่กับอ้ายญวน แต่งตั้งเป็นญวน ช่วยญวนรบอยู่ทุกวันนี้"[1] ได้แก่ เจ้าเมืองต่างๆทางฝั่งแม่น้ำโขง พระยาราชาเสน่หา (ปราบ) เจ้าเมืองสมบุก พระยาเพ็ชรเดโช (ทิด) เจ้าเมืองเชิงไพร พระยามนตรีเสน่หา (เตง) เจ้าเมืองกำปงเสียม และขุนนางฝ่ายกลาง ได้แก่ พระยายมราช (รอด) พระยาวัง (ตุม) พระยาศรีธรรมาธิราช (เสง) ฯลฯ ปรากฏว่าพระยายมราช (รอด) แกล้งป่วยแล้วหลบหนีออกจากเมืองพนมเปญไปเข้ากับชุมนุมของพระยาวรชุน (คง) เจ้าเมืองตะโบงคมุม ทำให้ฝ่ายกรมการเมืองเจิ๊นเตยไม่ไว้วางใจขุนนางกัมพูชาอีกต่อไป จึงจับกุมตัวขุนนางกัมพูชาที่ยังอยู่กับฝ่ายเวียดนามในพนมเปญเข้าคุกทั้งสิ้น พระยาวัง (ตุม) ถูกเนรเทศไปอยู่เมืองล่องโห้[22]

สยามให้การสนับสนุนแก่กัมพูชา

[แก้]

ในวันขึ้นหนึ่งค่ำ เดือนสิบสอง (26 ตุลาคม) พ.ศ. 2383 พระยาเชตเมืองบารายมีหนังสือไปแจ้งถึงเจ้าเมืองอื่นๆ ได้แก่ พระยาอุไทยธิราช (หิง) เจ้าเมืองสำโรงทอง พระยาวงษานุชิต (มี) เจ้าเมืองบาที พระยาไชยโยธา (ตน) เจ้าเมืองไพรกะบาท พระยาพิษณุโลก (เปรียก) เจ้าเมืองตรัง พระยาเสนานุชิต (เม้า) เจ้าเมืองกำปอด พระยาธิเบศร์สงคราม (แก) เจ้าเมืองกำปงโสม พระยาราชาเศรษฐีเจ้าเมืองมัตจรูก (ติ่ญเบียน) และพระยามนตรีเสน่หาเจ้าเมืองอุมร ว่าฯพณฯหัวเจ้าท่านสมุหนายก เจ้าคุณแม่ทัพใหญ่ผู้สำเร็จราชการ (หมายถึงเจ้าพระยาบดินทรเดชา) ได้แต่งตั้งให้พระยาเชตเป็นที่เจ้าฟ้าทะละหะ[1] และพระยาเชตชักชวนให้เจ้าเมืองกัมพูชาเหล่านี้ ให้ทำการลุกฮือขึ้นต่อต้านเวียดนามและสังหารชาวเวียดนาม ฉลองพระเดชพระคุณสมเด็จพระอนุชาคือนักองค์ด้วง ให้เจ้าเมืองกัมพูชาบอกต่อกันให้ลุกฮือขึ้นทุกเมือง จดหมายของพระยาเชตทำให้บรรดาพระยาเขมรตระหนักว่า ฝ่ายไทยพร้อมให้ความช่วยเหลือในการลุกฮือต่อต้านเวียดนาม

ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2383 บรรดาเจ้าเมืองทางฝั่งตะวันตกของพนมเปญ ซึ่งได้กบฏขึ้นต่อเวียดนามนั้น นำกำลังยกเข้ามารายล้อมเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ ทางด้านตะวันตก;[1]

  • พระยาอุไทยธิราช (หิง) เมืองสำโรงทอง ส่งพระยาเสนาราชสงคราม (ปราช) นำกำลัง 1,000 คน ไปตั้งอยู่ที่บ้านเพนียด ปลัดเสน่หาสุข กำลัง 900 คน ตั้งอยู่ที่ไพรพริง ทางสะพานยมราช และกองกำลังอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 2,600 คน ตั้งล้อมเมืองพนมเปญ
  • พระยาวงษานุชิต (มี) เมืองบาที ส่งพระยาเอกราช (พรม) พระยาพหลเทพ (ออย) นำกำลัง 500 คน อยู่ที่กำปงตวน พระยาศรีสุทิพวังวาน กำลัง 500 คน ตั้งที่แพรกโตนดทางเมืองหาร พระยาราชเดชะ (เสา) ตั้งที่แพรกโตนด 200 คน ตั้งที่กำปงตางกอ 200 คน และกองกำลังอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 2,200 คน ตั้งล้อมเมืองพนมเปญ
  • พระยาไชยโยธา (ตน) เมืองไพรกะบาท ส่งพระยาไชยโยธา (มุม) พระยาไชยโยธา (มา) อดีตเจ้าเมืองไพรกะบาทสองคน นำกำลัง 350 คน ตั้งที่คลองนครพนมเปญ พระยาราวีโยธา นำกำลัง 300 ตั้งที่คลองนครพนมเปญฝั่งตะวันออก พระปลัดโยธา (มา) นำกำลัง 300 คน ตั้งที่บ้านบดเหล็ก รวมทั้งสิ้น 950 คน ตั้งล้อมเมืองพนมเปญ

ในช่วงเวลาที่พระยาเขมรเจ้าเมืองกัมพูชาต่างๆ กำลังลุกฮือขึ้นต่อต้านเวียดนามอยู่นี้ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ที่เมืองพระตะบอง มีคำสั่งให้พระยาราชนิกูล (เสือ สนธิรัตน์) ยกทัพลาวเขมรป่าดง 13,000 คน ยกไปทางเมืองสะโตง เมืองกำปงสวาย ช่วยพระยาเดโช เจ้าเมืองกำปงสวาย รบกับญวน เมื่อวันขึ้นสิบสามค่ำเดือนสิบสอง (3 พฤศจิกายน) พ.ศ. 2383[2] ฝ่ายญวนเวียดนามตั้งค่ายอยู่ที่กำปงธมและชีแครง ฝ่ายไทยพระยาราชนิกูล (เสือ) รวมกับทัพกัมพูชาพระยาเดโชเมืองกำปงสวาย เป็น 15,000 คน เข้าโจมตีค่ายญวนที่เมืองชีแครงยึดเมืองชีแครงได้สำเร็จ ต่อมาในวันแรมหนึ่งค่ำ (10 พฤศจิกายน) เจ้าพระยาบดินทรเดชา และพระนรินทรโยธา (นอง) ปลัดเมืองพระตะบอง ส่งจดหมายถึงพระยาเขมร ให้พระยาเขมรรำลึกถึงนักองค์ด้วง และให้ต่อสู้กับญวน และในวันแรมเจ็ดค่ำ เดือนสิบสอง (16 พฤศจิกายน) เจ้าพระยาบดินทรเดชาให้พระพิเรนทรเทพ (ขำ ณ ราชสีมา) ซึ่งเป็นบุตรชายของเจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอินทร์ ณ ราชสีมา) ยกทัพลาว 2,788 คน ออกจากเมืองพระตะบองเข้าโจมตีเมืองโพธิสัตว์ของญวน

เมื่อได้รับจดหมายจากเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) แล้ว วันแรมแปดค่ำ เดือนสิบสอง (17 พฤศจิกายน) พระยาอุไทยธิราช (หิง) เจ้าเมืองสำโรงทอง ขุนนางกัมพูชาที่ได้ลุกฮือต่อต้านเวียดนามนั้น เขียนหนังสือจดหมายถึงเจ้าพระยาบดินทรเดชา แจ้งว่าขณะนี้เจ้าเมืองเขมรทุกเมือง ลุกฮือต่อต้านญวนเวียดนาม แต่ขาดผู้นำ จึงขอนักองค์ด้วงออกมาเป็นผู้นำให้แก่ขุนนางกัมพูชา ในการขับไล่เวียดนามออกไปจากกัมพูชา ในวันเดียวกัน พระยาเสนานุชิต (เม้า) เจ้าเมืองกำปอด เขียนจดหมายถึงเจ้าพระยาบดินทรเดชา ว่าเขมรเมืองกำปอดต่อสู้ญวนอย่างยากลำบาก ขอให้นักองค์ด้วงนำทัพออกมาช่วยเมืองกำปอด และในวันเดียวกัน เจ้าเมืองกัมพูชาสามเมือง ได้แก่ พระยาวงษานุชิต (มี) เจ้าเมืองบาที พระยาธิเบศสงคราม (แก) เจ้าเมืองกำปงโสม และพระยาไชยโยธา (ตน) เจ้าเมืองไพรกะบาท เขียนหนังสือร่วมกัน ถึงเจ้าพระยาบดินทรเดชา ให้นักองค์ด้วงมาเป็นเจ้ากัมพูชา ให้เมืองกัมพูชาเป็นเหมือนอย่างครั้งแผ่นดินนักองค์เอง และเจ้าฟ้าทะละหะ (ปก)[1] ซึ่งไทยมีอำนาจปกครองกัมพูชา ส่วนพระยาจักรี (นวง) ซึ่งตั้งชุมนุมขนาดใหญ่ทางฝั่งตะวันออกของเมืองพนมเปญ ยังไม่เข้าสวามิภักดิ์ต่อฝ่ายไทย ตั้งตนเป็นอิสระอยู่

ต่อมาในวันแรมสิบค่ำ (20 พฤศจิกายน) เจ้าพระยาบดินทรเดชาให้เจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอินทร์) และพระพรหมบริรักษ์ (แก้ว สิงหเสนี) ซึ่งเป็นบุตรชายของเจ้าพระยาบดินทรเดชา ยกทัพไทยลาวนครราชสีมา จำนวน 2,445 คน ยกจากเมืองพระตะบอง เข้าโจมตีเมืองโพธิสัตว์ของญวนอีกทัพหนึ่งล่วงหน้าไปก่อน และวันรุ่งขึ้น แรมสิบเอ็ดค่ำ (21 พฤศจิกายน) เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ยกทัพไทยลาวเขมรป่าดง จำนวน 3,520 คน เข้าโจมตีเมืองโพธิสัตว์ เจ้าพระยาบดินทรเดชา ได้รับหนังสือจดหมายจากเจ้าเมืองกัมพูชาต่างๆ ที่ได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านญวนนั้น จำนวน 18 ฉบับ ล้วนแต่มีเนื้อหาขอให้นักองค์ด้วงออกไปเป็นเจ้ากัมพูชา ช่วยขุนนางกัมพูชาต่อต้านและขับไล่ญวนเวียดนามไปจากกัมพูชา[2]

การลุกฮือของชาวกัมพูชาช่วงที่สอง

[แก้]

การลุกฮือของชาวกัมพูชาต่อต้านเวียดนามช่วงที่สอง เริ่มขึ้นเมื่อทัพฝ่ายไทยนำโดยเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ยกเข้าโจมตีกำปงธมและโพธิสัตว์ ในเดือนสิบสอง (พฤศจิกายน) พ.ศ. 2383 เพื่อเข้าช่วยเหลือพระยาเขมรและชาวกัมพูชา ในการลุกฮือขึ้นต่อสู้ต่อต้านการปกครองของญวนเวียดนาม มณฑลเจิ๊นเตย ฝ่ายบรรดาขุนนางเจ้าเมืองกัมพูชา ประสบปัญหาขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ ต้องต่อสู้กับญวนที่มีอาวุธเพียบพร้อมและกองกำลังที่ได้รับการฝึกอย่างอาชีพ ทำให้พระยาเขมรจึงเข้าสวามิภักดิ์ต่อฝ่ายไทย ขอความช่วยเหลือให้ฝ่ายไทยปล่อยตัวนักองค์ด้วง เจ้าชายกัมพูชา ออกมาเป็นผู้นำกัมพูชาในการต่อสู้ขับไล่ญวนเวียดนามออกไปจากกัมพูชา สงครามระหว่างไทยและญวน ในช่วงเดือนสิบสอง (พฤศจิกายน) ถึงเดือนยี่ (มกราคม) นั้น ไม่มีผลชัดเจน ต่างคุมเชิงกันอยู่ เนื่องจากองเตียนกุนเจืองมิญสางแม่ทัพฝ่ายญวนสามารถขับไล่ทัพไทยออกไปจากทางเมืองกำปงธมได้ ในขณะเดียวกันเจ้าพระยาบดินทรเดชาสามารถขับไล่ฝ่ายญวนออกไปจากเมืองโพธิสัตว์ได้ เมื่อพระเจ้าเวียดนามมินมางทิวงคต ในเดือนยี่ (มกราคม) และพระเจ้าเวียดนามพระองค์ใหม่ คือ พระเจ้าเทียวตรี ขึ้นครองราชสมบัติ นโยบายของเวียดนามราชวงศ์เหงียนต่อกัมพูชาเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมแข็งกร้าวเปลี่ยนเป็นประนีประนอมมากขึ้น เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) นำนักองค์ด้วงจากกรงเทพมาอยู่ที่เมืองพระตะบอง ในเดือนสาม (กุมภาพันธ์) พ.ศ. 2384 เพื่อเกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชาให้เข้ากับนักองค์ด้วง ซึ่งเป็นเจ้ากัมพูชาที่ฝ่ายไทยให้การสนับสนุน และเพื่อฟื้นฟูอำนาจและอิทธิพลของไทยในกัมพูชาขึ้นอีกครั้ง เข้าสู้การลุกฮือของกัมพูชาช่วงที่สาม ซึ่งทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายญวน ต่างตั้งเจ้ากัมพูชาขึ้นมาประชันแข่งขันกัน

สงครามกัมพูชา–เวียดนามที่เตยนิญ

[แก้]

ในพ.ศ. 2359 องเตียนกุนเจืองมิญสาง ได้ยกบ้านดงดำริ หรือโรงดำริ (เขมร: រោងដំរី) ซึ่งชาวกัมพูชาอาศัยอยู่อย่างเบาบางนั้น ให้เป็นจังหวัดเตยนิญ (Tây Ninh) จังหวัดใหม่ของเวียดนาม ขึ้นกับจังหวัดซาดิ่ญหรือเมืองไซ่ง่อน ไม่ขึ้นกับกัมพูชา ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2383 พระยาราชเดชะ (นวง) ได้ตั้งตนขึ้นเป็นพระยาจักรี พระยาปเทศราช (หมก) ตั้งตนขึ้นเป็นพระยากลาโหม ร่วมมือกับพระยาธรรมเดโช (เมียด) เสด็จตรัญเจ้าเมืองบาพนม ตั้งชุมนุมอยู่ที่เมืองบาพนม มีอำนาจอยู่ในพื้นที่ทางตะวันออกของเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ กรมการเมืองเจิ๊นเตย องเตียนกุนเจืองมิญสาง ส่งทัพเรือออกมาปราบพระยาจักรี (นวง) ที่เกียนสวาย พระยาจักรี (นวง) สามารถเอาชนะทัพเมืองเจิ๊นเตยได้ แล้วพระยาจักรี (นวง) จึงส่งให้พระยาธรรมเดโช (เมียด) ยกทัพกัมพูชาเข้าโจมตีเมืองทงบิ่ญ (Thông Bình ทางตอนเหนือของจังหวัดด่งท้าปในปัจจุบัน) และเมืองบงเหงวียน (Bông Nguyên ทางตอนเหนือของจังหวัดล็องอานในปัจจุบัน) บริเวณทางตอนเหนือของแคว้นดิ่ญเตื่องเมืองสมิถ่อเขตแดนติดต่อกับกัมพูชา ซึ่งกัมพูชาเรียกว่าเขตจีระสือ (Chis Rosey) เหงียนดั๊กจี๊ (Nguyễn Đắc Trí)[22] เป็นองพอจันเจ้าเมืองสมิถ่อ ยกทัพเมืองสมิถ่อ จำนวน 1,500 คน เข้าขับไล่ชาวกัมพูชาออกจากทงบิ่ญและบงเหงวียน ในเดือนตุลาคม แล้วเหงียนดั๊กจี๊จึงยกทัพเข้าโจมตีชุมนุมของพระยาจักรี (นวง) ทางเมืองบาพนม ทัพของเหงียนดั๊กจี๊ถูกฝ่ายพระยาจักรี (นวง) ลอบซุ่มโจมตี ทหารญวนถูกสังหารจำนวนมาก เหงียนดั๊กจี๊ถวายรายงานเท็จต่อพระเจ้ามินมาง ว่าได้รับชัยชนะต่อกัมพูชา พระเจ้ามินมางจับได้ว่าเหงียนดั๊กจี๊ถวายรายงานเท็จ จึงลงโทษปลดเหงียนดั๊กจี๊จากตำแหน่งเจ้าเมืองสมิถ่อ แล้วตั้งให้เจืองวันเอยวี๋ยน (Trương Văn Uyển)[22] เป็นองพอจันเจ้าเมืองสมิถ่อคนต่อมาแทน

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2383 พระยาจักรี (นวง) ส่งกองทัพกัมพูชาจำนวน 1,000 คน เข้าโจมตีบ้านดงดำริหรือจังหวัดเตยนิญ ทางใกล้กับเมืองไซ่ง่อน ซึ่งกัมพูชาเรียกว่าเขตกำภพสกาตรี (Kampeap Sreka Trey) เหงียนวันจ่ง (Nguyễn Văn Trọng) เจ้าเมืองไซ่ง่อน เป็นต๋งด๊กดิ่ญเบียน (Tổng đốc Định Biên, 總督定邊) ผู้ว่าจังหวัดซาดิ่ญ (ไซ่ง่อน) และเบียนฮวา ส่งกองกำลังเวียดนามใต้จากเมืองไซ่ง่อนเข้าโจมตีขับไล่ทัพเขมรจากเตยนิญ ฝ่ายกัมพูชาส่งจดหมายให้แก่เวียดนามเมืองไซ่ง่อน ใจความว่าฝ่ายญวนเวียดนามได้จับกุมเจ้ากัมพูชาไปห้าพระองค์ ได้แก่ เจ้าสตรีนักองค์แบน นักองค์มี นักองค์เภา และนักองค์สงวน และเจ้าบุรุษคือนักองค์อิ่ม ญวนจับไปไว้ที่ใดไม่ทราบชะตากรรม บัดนี้ชาวกัมพูชาจึงยกทัพมาค้นหาตัวเจ้ากัมพูชาทั้งห้าพระองค์ และจะไม่ลดละจนกว่าจะได้ตัวเจ้ากัมพูชากลับคืน เหงียนวันจ่งเจ้าเมืองไซ่ง่อนจึงถวายรายงานเนื้อความในจดหมายของพระยาจักรี (นวง) ให้แก่พระเจ้ามินมางได้ทราบ พระเจ้ามินมางพิโรธ ว่าการที่ฝ่ายเวียดนามลงโทษเจ้ากัมพูชานั้นสมควรแล้ว[22] ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ชาวแขกจามซึ่งล้วนแต่โพกศีรษะขาวทั้งสิ้น จำนวน 500 ถึง 700 คน จากเมืองตะโบงคมุม ได้ยกเข้าโจมตีบ้านโรงดำริหรือเตยนิญเช่นกัน

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2383 ทั้งเหงียนวันจ่ง เจ้าเมืองไซ่ง่อน และเจืองวันเอยวี๋ยน เจ้าเมืองสมิถ่อ ต่างยกทัพเวียดนามใต้ขึ้นมาโจมตีชาวกัมพูชาที่เตยนิญ แล้วจึงยกไปโจมตีชุมนุมของพระยาจักรี (นวง) ที่เมืองบาพนม ฝ่ายกัมพูชาใช้ยุทธวิธีแบบกองโจร ซุ่มซ่อมอยู่ในป่า หลีกเหลี่ยงการปะทะโดยตรงกับทัพญวน เมื่อทัพญวนเมืองไซ่ง่อนและสมิถ่อ ยกเข้าไปในกัมพูชา ฝ่ายกัมพูชาเข้าลอบโจมตีทัพญวน แล้วถอยหนีเข้าป่า ฝ่ายญวนไม่สามารถติดตามไปสู้รบได้ เหงียนวันจ่งเจ้าเมืองไซ่ง่อนยกทัพถึงเมืองเตยนิญ พบว่าจังหวัดเตยนิญมีชาวกัมพูชาซุ่มซ่อนอยู่ในป่าทุกหนแห่ง เหงียนวันจ่งจึงทำการกวาดล้างปราบปรามกองกำลังกัมพูชาในจังหวัดเตยนิญ ส่วนเจืองวันเอยวี๋ยนเจ้าเมืองสมิถ่อนั้น มีกำลัง 1,300 คน ยกเข้าโจมตีเมืองลำดวน เจืองวันเอยวี๋ยนพบว่า ชาวกัมพูชารวมกันเข้าเป็นกองโจร กองละ 300 คนบ้าง 500 คนบ้าง 1,000 คนบ้าง[22] เจืองวันเอยวี๋ยนส่งทัพหน้าออกไปถูกฝ่ายกัมพูชาซุ่มโจมตี เมื่อเหงียนวันจ่งเข้าควบคุมเตยนิญแล้ว และเจืองวันเอยวี๋ยนยึดเมืองลำดวนได้แล้ว ทั้งสองทัพเมืองไซ่ง่อนและสมิถ่อ จึงรวมกันยกไปโจมตีชุมนุมของพระยาจักรี (นวง) ที่เมืองบาพนมต่อไป

เหงียนวันจ่งและเจืองวันเอยวี๋ยน นำทัพผสมเมืองไซ่ง่อนและสมิถ่อ ยกเข้าโจมตีชุมนุมของพระยาจักรี (นวง) ที่บาพนม ทัพญวนยกมาถึงเมืองกำปงตระแบก ซึ่งอยู่ระยะทางจากเมืองบาพนมเพียงประมาณสิบห้ากิโลเมตรเท่านั้น แต่ตลอดเส้นทางทัพญวนนี้ถูกกัมพูชาซุ่มโจมตี ทำให้อ่อนเพลียและอ่อนกำลัง เหงียนวันจ่งขอให้องเตียนกุนเจืองมิญสาง ส่งทัพจากเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ เข้าโจมตีเมืองบาพนมจากอีกด้านหนึ่ง เพื่อเป็นการตีกระหนาบเมืองบาพนมทั้งสองด้าน แต่พระเจ้าเวียดนามพระองค์ใหม่คือ พระจักรพรรดิเทียวตรี ไม่เห็นด้วย เพราะลำพังเมืองพนมเปญต้องสู้ศึกไทยอยู่แล้ว ไม่ควรที่จะให้องเตียนกุนแบ่งกำลังมาช่วยเหงียนวันจ่งเจ้าเมืองไซ่ง่อน พระเจ้าเทียวตรีตำหนิเหงียนวันจ่ง ว่าควรที่จะตีเมืองบาพนมให้ได้ด้วยตนเอง สุดท้ายพระเจ้าเทียวตรีเห็นว่า เหงียนวันจ่งนั้นชราภาพและอ่อนกำลังมากแล้ว ทำศึกต่อไปไม่ไหว จึงมีราชโองการให้ทั้งเหงียนวันจ่งเจ้าเมืองไซ่ง่อน และเจืองวันเอยวี๋ยนเจ้าเมืองสมิถ่อ ล้มเลิกการโจมตีเมืองบาพนม เลิกทัพกลับไปยังเมืองไซ่ง่อนและสมิถ่อ[23]

พื้นที่ที่มีชาวเขมรกรอมอาศัยอยู่ในภาคใต้ของประเทศเวียดนามในปัจจุบัน

การลุกฮือของเขมรกรอมที่เกียนซาง

[แก้]

ถึงแม้ว่าในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เวียดนามราชวงศ์เหงียนจะสามารถเข้าควบคุมและยึดครองเวียดนามภาคใต้ ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่การปกครองของกัมพูชา ได้เกือบทั้งหมดแล้ว แต่ยังคงมีเมืองกัมพูชาบางเมืองในเวียดนามใต้ ที่ยังอยู่ภายใต้การปกครองของราชสำนักกัมพูชา มีพระยาเขมรเป็นเจ้าเมือง ได้แก่ พระยาราชาเศรษฐีเจ้าเมืองมัตจรูก พระยามนตรีเสน่หาเจ้าเมืองอุมร พระยารวิเดโชเจ้าเมืองกระมวนสอ และพระยาอธิกวงศาเจ้าเมืองป่าสัก ในพ.ศ. 2378 เจืองมิญสางให้ผนวกเมืองป่าสักของกัมพูชาเข้าเป็นเขตบาเซวียน (Ba Xuyên)[12] ขึ้นกับจังหวัดอานซาง และในพ.ศ. 2382 ให้ผนวกเอาเมืองมัตจรูก เมืองเชิงกรรชุม และเมืองอุมร เข้ากับจังหวัดอานซาง ซึ่งพระอุไทยราชานักองค์จัน กษัตริย์กัมพูชาที่ฝักใฝ่ญวน ได้มอบเมืองมัตจรูกและเมืองเชิงกรรชุมให้แก่เวียดนามไว้ตั้งแต่พ.ศ. 2367 ชาวกัมพูชาที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของเวียดนาม ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนามในเวียดนามภาคใต้ เรียกว่า ชาวกัมพูชาภาคต่ำหรือชาวเขมรกรอม

นับตั้งแต่ที่พระยาเสนานุชิต (เม้า) ได้นำชาวกัมพูชาเมืองกำปอด ลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจของเวียดนาม ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2383 นั้น ต้องทำสงครามผลัดกันรุกผลัดกันรับกับเลกวังเฮวียน (Lê Quang Huyên) เจ้าเมืองห่าเตียนของเวียดนามโดยตลอด และชาวเขมรกรอมที่เมืองมัตจรูก หรือติ่ญเบียน (ตั้งอยู่ระหว่างเมืองโจดกและห่าเตียน) นำโดยพระยาราชาเศรษฐีเจ้าเมืองมัตจรูก และพระยาอธิกวงศา (โต๊ด) เจ้าเมืองป่าสัก เลกวังเฮวียนส่งให้พระยารวิเดโช (พระยาทิด) และพระยาวงษาสงคราม (เมียด) ซึ่งเป็นชาวเขมรกรอมเช่นกัน ยกทัพจากห่าเตียนเข้าปราบกบฏเขมรกรอมเมืองมัตจรูก แต่ทว่าทั้งพระยารวิเดโชและพระยาวงษาสงคราม กลับไปเข้ากับกบฏเขมรกรอม เลกวังเฮวียนเจ้าเมืองห่าเตียนส่งฝั่มวันสีและไมวันติ๊คไปยึดค่ายกำปงบายคืนจากฝ่ายกัมพูชาได้สำเร็จ ในเดือนพฤศจิกายน ทำให้พระยาเสนานุชิต (เม้า) ต้องถอยออกไปตั้งหลักนอกเมืองกำปอด และต่อมาในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2383 เลกวังเฮวียนยกทัพญวน 700 คน จากเมืองห่าเตียน เข้าประจำรักษาการอยู่ที่เมืองกำปอด เพื่อควบคุมสถานการณ์ทางเมืองกำปอดและกำปงโสม ชายฝั่งทะเลของกัมพูชา[22]

ได่นามถึกหลุกเรียกพระยาเขมรกรอมทั้งสองคน คือพระยารวิเดโช (ทิด) และพระยาวงษาสงคราม (เมียด) ว่า เจินเจี๊ยต (Chân Triết) และหั่นเบี่ยน (Hàn Biện)[22] ได้เคยรับราชการอยู่กับฝ่ายญวนเวียดนามอยู่ที่เมืองกระมวนสอ (Kramuon Sar) หรือสักซ้า (Rạch Giá) ในจังหวัดเกียนซาง มาเป็นเวลานาน ต่อมาในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2383 เมื่อเลกวังเฮวียนเจ้าเมืองห่าเตียนยกกองกำลังออกไปอยู่ที่เมืองกำปอด พระยารวิเดโช (ทิด) และพระยาวงษาสงคราม (เมียด) จึงอาศัยโอกาสนี้ ลุกฮือขึ้นที่จีตน (Tri Tôn) ใกล้กับเขาเทิ้ตเซิน (Thất Sơn) หรือเขาบ๋ายนุ้ย (Bảy Núi) พระยารวิเดโชให้หัวหน้าชาวเขมรกรอม ได้แก่ พระยาไชย พระยาทำ พระยาชุน และพระยาโมง จดหมายเหตุไทยเรียกว่า เป็น"นายป่า" เคยรับราชอยู่กับญวนที่เมืองห่าเตียน ยกทัพเขมรกรอม 2,000 คน[22] จากจีตนเข้าโจมตีเมืองกระมวนสอหรือเมืองสักซ้า ในจังหวัดเกียนซาง เข้าสังหารชาวญวนในพื้นที่ ทำให้ชาวญวนแตกตื่นหลบหนี เลกวังเฮวียนเจ้าเมืองห่าเตียนอยู่ที่เมืองกำปอด จำต้องรีบรุดยกทัพกลับเมืองห่าเตียน แล้วล่องทัพเรือออกไปเข้าปราบกบฏเขมรกรอมที่เมืองกระมวนสอหรือสักซ้าได้สำเร็จ ฝ่ายพระยาเขมรกรอม พระยารวิเดโชและพระยาวงษาสงคราม จำต้องล่าถอยไปอยู่ที่จีตนเขาเทิ้ตเซินดังเดิม

ในช่วงปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2383 เซืองวันฟอง (Dương Văn Phong, 楊文豐) เจ้าเมืองโจดก ดำรงตำแหน่งเป็นต๋งด๊กอานห่าหรือผู้ว่าจังหวัดอานซาง (โจดก) และห่าเตียน ได้ยกทัพเข้าปราบพระยาเขมรกรอม พระยารวิเดโช (ทิด) และพระยาวงษาสงคราม (เมียด) ที่เมืองจีตนเขาเทิ้นเซิน บริเวณเมืองเชิงกรรชุมริมคลองหวิญเต๊ โดยที่เซืองวันฟองให้ เลกวังเฮวียน เจ้าเมืองห่าเตียน ยกทัพจากเมืองห่าเตียนโจมตีพระยาเขมรกรอมกระหนาบอีกด้านหนึ่ง เซืองวันฟองยกทัพจากเมืองมัตจรูก (ติ่ญเบียน) เข้าโจมตีพระยาเขมรกรอมที่จีตน ได้รับชัยชนะ สามารถตีกบฏเขมรกรอมแตกพ่ายกระจัดกระจายไปได้ในที่สุด ส่วนเลกวังเฮวียนเจ้าเมืองห่าเตียน สามารถจับกุมตัวและประหารชีวิตพระยามนตรีเสน่หาเจ้าเมืองอุมรได้[23]

ในขณะที่เลกวังเฮวียนกำลังต่อสู้กับพระยาเขมรกรอมอยู่นั้น ฝ่ายชาวกัมพูชาเมืองกำปอด นำโดยพระยาเสนานุขิต (เม้า) เจ้าเมืองกำปอด ได้ยกเข้าโจมตีค่ายกำปงบายของญวนที่เมืองกำปอดอีกครั้ง ในวันขึ้นห้าค่ำเดือนยี่ (28 ธันวาคม)[1] พ.ศ. 2383 โดยที่พระยาวงษานุชิต (มี) เจ้าชุมนุมเมืองบาที ได้ส่งกองกำลังมาช่วยเหลือเมืองกำปอดด้วย ต่อมาในวันขึ้นสิบสี่ค่ำ (6 มกราคม) เดือนยี่ พ.ศ. 2383 นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. 2384 พระยาเสนานุชิตถูกฝ่ายญวนยิงได้รับบาดเจ็บในระหว่างการรบ และต่อมาสิ้นชีวิตลง เมื่อพระยาเสนานุชิต (เม้า) สิ้นชีวิตในการรบแล้ว พระยาวงษานุชิต (มี) เจ้าเมืองบาที จึงเข้ามารับช่วงต่อ ในการจัดทัพเมืองกำปอดเข้าต่อสู้กับญวนเมืองห่าเตียน

ในช่วงต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2383 นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. 2384 ชาวเขมรกรอมได้ส่งมอบหนังสือร้องเรียนให้แก่เลกวังเฮวียนเจ้าเมืองห่าเตียน หนังสือจดหมายมีเนื้อหาร้องเรียนองเตียนกุนเจืองมิญสาง ผู้สำเร็จราชการของญวนในกัมพูชา ว่าเจืองมิญสางนั้นกดขี่ข่มเหงชาวกัมพูชา บีบบังคับพยายามให้เจ้าสตรีกัมพูชามาเป็นภรรยาของตนเอง ส่งให้เซืองกวันเถา (Dương Quan Thảo) เป็นหน่วยสืบราชการลับ คอยสอดส่องหาว่าชาวกัมพูชาผู้ใดที่ต่อต้าน ทำให้ชาวกัมพูชามีความตื่นตระหนกตกใจกลัวโดยทั่วไป และองเตียนกุนยังรีดไถเอาทรัพย์สินของชาวกัมพูชาอีกด้วย เลกวังเฮวียน เจ้าเมืองห่าเตียน จึงให้แปลจดหมายฉบับนี้ จากภาษาเขมรเป็นภาษาเวียดนาม แล้วถวายแด่พระเจ้ามินมางให้ทรงทราบ พร้อมทั้งทูลพระเจ้ามินมางว่า กิจการบ้านเมืองมณฑลเจิ้นเตยกัมพูชานั้น ไม่เกี่ยวข้องกับกรมการเมืองห่าเตียน ตนเป็นเพียงผู้ถ่ายทอดเนี้อความเท่านั้น[12] พระเจ้ามินมางทรงตกพระทัยในเนื้อหาที่ชาวเขมรกรอมได้เขียนร้องเรียนองเตียนกุน มีเนื้อความที่รุนแรง พระเจ้ามินมางมีพระราชโองการให้สอบสวนว่าองเตียนกุนเจืองมิญสางนั้น เป็นอย่างที่ชาวเขมรได้ร้องเรียนจริงหรือไม่ แต่ยังไม่ทันได้ทำการสิ่งใด พระเจ้ามินมางก็ทิวงคตเสียก่อน ในเดือนยี่ (20 มกราคม) พ.ศ. 2383 นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. 2384

สยามโจมตีกำปงธมและโพธิสัตว์

[แก้]

ด้วยสถานการณ์ที่ชาวกัมพูชาลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองของเวียดนามมณฑลเจิ๊นเตยโดยทั่วไป เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) จึงส่งกองทัพฝ่ายไทยเข้าช่วยพระยาเขมรให้ลุกฮือต่อต้านเวียดนาม ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2383 เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ให้พระยาราชนิกูล (เสือ สนธิรัตน์) นำทัพเกณฑ์ชาวลาวและเขมรป่าดง จำนวน 13,000 คน[2] ยกจากเมืองเสียมราฐเข้าไปทางเมืองสะโทงและชีแครง มีเป้าหมายเพื่อช่วยพระยาเชตและพระยาเดโชเจ้าเมืองกำปงสวาย ในการโจมตีฐานของฝ่ายญวนที่กำปงธมหรือเมืองหายดง ส่วนเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) และเจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอินทร์ ณ ราชสีมา) ยกทัพไทยลาวจำนวน 8,753 คน เข้าโจมตีเมืองโพธิสัตว์หรือเมืองหายเตยของญวน ที่เมืองสะโทงและชีแครง มีแม่ทัพญวนคือดว่านวันซ๊าค (Đoàn Văn Sách, 段文策) และเหงียนกงญั่น (Nguyễn Công Nhàn, 阮公閒) ตามลำดับ ฝ่ายไทยมีกำลังจำนวนมากกว่า แต่ล้วนแต่เป็นไพร่ทหารเกณฑ์จากหัวเมืองลาวเขมรป่าดง ฝ่ายญวนเวียดนามมีกำลังน้อยกว่า แต่เป็นทหารฝึกอาชีพ ถึงแม้ว้าดว่านวันซ๊ากและเหงียนกงญั่น จะสามารถต้านทานการโจมตีของไทยที่เมืองชีแครงได้ แต่ด้วยกำลังน้อยกว่าทำให้ดว่านวันซ๊ากและเหงียนกงญั่นจำต้องทิ้งเมืองชีแครง[22] ไปตั้งอยู่ที่เมืองสะโทง พระยาราชนิกูล (เสือ) จึงสามารถเข้ายึดเมืองชีแครงได้สำเร็จ

ในช่วงต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2383 เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) และเจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอินทร์) ให้ตั้งค่ายชักปีกกาล้อมเมืองโพธิสัตว์ทุกด้าน ฝ่ายญวนเมืองโพธิสัตว์มีแม่ทัพเป็นองเดดกชื่อว่าหวอดึ๊กจุง (Võ Đức Trung,[22] 武德忠) ซึ่งองเตียนกุนเจืองมิญสางส่งให้มาคุมเมืองโพธิสัตว์ หลังจากที่พระยาสังขโลก (หมก) ได้ไปเข้าฝ่ายไทยแล้ว และเจ้าเมืองโพธิสัตว์ฝ่ายญวนคือองเตวียนภู ชื่อว่าเหงียนซองถ่าญ (Nguyễn Song Thành)[22] ฝ่ายแม่ทัพญวนหวอดึ๊กจุงใช้ยุทธวิธีแบบตั้งรับ ปิดประตูเมืองอาศัยกำแพงเมืองในการป้องกัน เนื่องจากฝ่ายไทยมีกำลังมากกว่า ฝ่ายเจ้าพระยาบดินทรเดชา และเจ้าพระยานครราชสีมา พยายามที่จะบีบบังคับให้ฝ่ายญวนเมืองโพธิสัตว์ยอมเจรจาสงบศึก เพื่อที่ฝ่ายไทยจะได้เมืองโพธิสัตว์โดยไม่เสียเลือดเนื้อ หวอดึ๊กจุงและเหงียนซองถ่าญปฏิเสธที่จะทำสัญญาสงบศึกเนื่องจากไม่มีอำนาจ เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงโจมตีเมืองโพธิสัตว์รุนแรงขึ้น พูนดินขึ้นนำปืนใหญ่ระดมยิงใส่เมืองโพธิสัตว์[2] เพื่อบังคับให้ฝ่ายญวนยอมสงบศึก

ในขณะที่ฝ่ายไทยพระยาราชนิกูล (เสือ) เข้าโจมตีเมืองสะโทงอยู่นั้น องเตียนกุนเจืองมิญสาง พร้อมทั้งปลัดเลวันดึ๊ก และบุ่ยกงเฮวียน (Bùi Công Huyên, 裴公諠) เจ้าเมืองล่องโห้ นำกองกำลังญวนใหญ่จากเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ จำนวน 3,100 คน[22] ยกเข้ามาช่วยเมืองสะโทง ในปลายเดือนธันวาคม ฝ่ายญวนองเตียนกุนสามารถตีทัพไทยแตกไปจากเมืองสะโทงได้สำเร็จ ฝ่ายพระยาราชนิกูล (เสือ) ถอยไปอยู่เมืองชีแครง ฝ่ายญวนองเตียนกุนยกทัพติดตามมาที่เมืองชีแครง ฝ่ายทัพไทย ทหารเกณฑ์ชาวลาวและเขมรป่าดง เมื่อเห็นทัพญวนยกเข้ามา ก็พากันแตกตื่นวิ่งหนีเข้าป่าหมดสิ้นไม่สู้รบ "ไพร่พลในกองทัพเป็นแต่ลาวเขมรป่าดงทั้งนั้น ไทยน้อยตัว พอได้ยินเสียงกลองรบญวนสนั่นใกล้กระชั้นเข้ามา มันก็ทิ้งค่ายเสีย พากันหนีเข้าป่าไปเหมือนไก่เถื่อน นายทัพนายกองจะกดไว้ก็ไม่อยู่"[2] เป็นเหตุให้ฝ่ายไทยพระยาราชนิกูลจำต้องถอยไปตั้งอยู่ที่เมืองพนมศก ใกล้กับเมืองเสียมราฐ ส่วนพระยาเดโช เจ้าเมืองกำปงสวายนั้น หนีเข้ามาที่เมืองพระตะบอง

ฝ่ายเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) เมื่อทราบว่าฝ่ายไทยได้พ่ายแพ้ต่อญวนที่ทางกำปงธมแล้ว และองเตียนกุนเจืองมิญสางกำลังยกทัพใหญ่มาช่วยทางเมืองโพธิสัตว์ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) จำต้องรีบบรรลุสัญญาสงบศึกกับองเดดกเมืองโพธิสัตว์ ก่อนที่องเตียนกุนจะยกทัพมาถึงเมืองโพธิสัตว์ ในวันขึ้นห้าค่ำเดือนยี่[2] (28 ธันวาคม) พ.ศ. 2383 องเดดกหวอดึ๊กจุงแม่ทัพเมืองโพธิสัตว์ และเหงียนซองถ่าญเจ้าเมืองโพธิสัตว์ ออกมาเจรจากับเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) อีกสองวันต่อมา ในวันขึ้นเจ็ดค่ำ (30 ธันวาคม) เดือนยี่[2] หวอดึ๊กจุงและเหงียนซองถ่าญทำสัญญาสงบศึกกับเจ้าพระยาบดินทรเดชา เนื้อหาสัญญาระบุว่า ฝ่ายญวนจะยินยอมถอนกำลังออกจากกัมพูชา และให้พระเจ้าเวียดนามส่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงเทพดังเดิม องเตียนกุนเจืองมิญสางและปลัดเลวันดึ๊กยกมาทัพจากชีแครงข้ามทะเลสาบเขมร มาถึงเมืองโพธิสัตว์ในวันเดียวกันนั้นเอง เจืองมิญสางและเลวันดึ๊กต่างตกตะลึง[22]เมื่อทราบว่าหวอดึ๊กจุงแม่ทัพญวนเมืองโพธิสัตว์ได้สงบศึกกับฝ่ายไทยเรียบร้อยแล้ว เจ้าพระยาบดินทรเดชาให้ส่งหวอดึ๊กจุง เหงียนซองถ่าญ และชาวเวียดนามเมืองโพธิสัตว์ 1,500 คน[2] ออกไปปล่อยที่กำปงฉนัง โดยไม่ได้รับอันตราย องเตียนกุนกล่าวหาองเดดกว่าทรยศต่อชาติบ้านเมืองญวน องเดดกหวอดึ๊กจุงแย้งว่าสู้รบกับไทยไม่มีประโยชน์มีแต่เสียเลือดเนื้อ

การลุกฮือที่ภาคตะวันออกของกัมพูชา

[แก้]

เมืองสมบุก เวียดนามเรียกว่า เซินติ๋ญ (Sơn Tĩnh) เป็นศูนย์กลางการปกครองของเวียดนามในกัมพูชาภาคตะวันออก บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง เขตแดนที่ติดต่อกับเมืองเชียงแตง อาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ เมืองสมบุกหรือเซินติ๋ญ เป็นหนึ่งในสามเมืองเอกของกัมพูชามณฑลเจิ๊นเตย อีกสองเมืองคือ เมืองกำปงธม (หายดง) และเมืองโพธิสัตว์ (หายเตย) มีองเตวียนภูเป็นเจ้าเมืองฝ่ายญวน ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2383 พระยานเรนทรเสนา (แทน)[22] ขุนนางกัมพูชาที่ดูแลเกี่ยวกับชาวเสตียงและมนอง (ชาวป่าในภูเขาทางตะวันออกของกัมพูชา) ได้ปลุกระดมพระยาเขมรเจ้าเมืองกัมพูชาในภาคตะวันออก ตลอดฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ได้แก่ เมืองศรีสุนทร เมืองตะโบงคมุม เมืองโฉลง เมืองกระจอ และเมืองกระแจะ ให้หลบหนีเข้าป่าตั้งสุมรวมกันเป็นกองโจร (ส่วนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงคือเมืองกำปงเสียม และเมืองสตึงตรองนั้น เป็นอาณาเขตของชุมนุมของพระยาเชต) พระยานเรนทรเสนา (แทน) ตั้งชุมนุมอยู่ที่เมืองโฉลง (Chhloung) ในเดือนตุลาคม พระยานเรนทรเสนา (แทน) ได้รวบรวมกองกำลังชาวกัมพูชาภาคตะวันออก จำนวน 1,000 คน[1] พร้อมบรรดาเจ้าเมืองพระยาเขมร ได้แก่ พระยาวรชุน (คง) เสด็จตรัญเจ้าเมืองตะโบงคมุม พระยาธรรมาธิบดีเจ้าเมืองสมบูรณ์ พระยาเสน่หาธิราชเจ้าเมืองโฉลง และพระยาราชาโชเจ้าเมืองสตึงตรอง ยกทัพเข้าโจมตีเมืองสมบุก หรือเซินติ๋ญของญวน

ที่เมืองสมบุกของฝ่ายเวียดนามนั้น มีกองกำลังรักษาการเพียง 500 คนเท่านั้น ถึงแม้ว่าพระยาราชาเสน่หา (ปราบ) เจ้าเมืองสมบุก จะภักดีมั่นคงอยู่กับฝ่ายญวน แต่องเตวียนภูเจ้าเมืองสมบุกฝ่ายญวน ชื่อว่า ฝุ่งเหงี๋ยเฟือง (Phùng Nghĩa Phương)[22] มีความกังวลว่าตนเองจะถูกกัมพูชาโจมตี จึงร้องขอให้องเตียนกุนเจืองมิญสางส่งกองกำลังจากพนมเปญมาช่วยคุ้มครองเมืองสมบุก องเตียนกุนจึงส่งให้เหงียนเที้ยนเฟื้อก (Nguyễn Tiến Phước) ยกทัพนำกองกำลังญวน จำนวน 1,500 คน เรือรบอีกสามสิบลำ[1] จากเจิ๊นเตยพนมเปญ ออกไปที่เมืองสมบุก ในเดือนพฤศจิกายน เหงียนเที้ยนเฟื้อกนำกำลังญวนล่องเรือไปตามแม่น้ำโขง เข้าสู่อาณาเขตของชุมนุมของพระยานเรนทรเสนา (แทน) ระหว่างทางถูกฝ่ายกัมพูชาทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงซุ่มโจมตีแบบกองโจร ตลอดเส้นทางแม่น้ำโขง ฝ่ายญวนสูญเสียจำนวนมาก สุดท้ายเหงียนเที้ยนเฟื้อก จึงสามารถนำกำลังญวนเข้าประจำที่เมืองสมบุกได้สำเร็จ

ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2383 พระยานเรนทรเสนา (แทน) จึงได้ยกทัพจากเมืองโฉลง ล่องตามแม่น้ำโขงเข้าโจมตีเมืองสมบุก แต่ฝ่ายญวนเมืองสมบุก มีเจ้าเมืองคือฝุ่งเหงี๋ยเฟือง และแม่ทัพคือเหงียนเที้ยนเฟื้อก สามารถป้องกันเมืองสมบุกไว้ได้ พระยานเรนทรเสนาจึงถอยทัพกลับโฉลง ในขณะนั้น เป็นเวลาเดียวกับที่องเตียนกุนเจืองมิญสาง และบุ่ยกงเฮวียน (Bùi Công Huyên) เจ้าเมืองล่องโห้ กำลังขับไล่เอาชนะทัพไทยออกไปจากเมืองสะโทงและชีแครงได้ เมื่อทราบข่าวว่าเมืองสมบุกถูกโจมตี บุ่ยกงเฮวียนเจ้าเมืองล่องโห้จึงอาสานำทัพ 1,400 คน[22] เข้าช่วยคุ้มครองเมืองสมบุก ในขณะที่องเตียนกุนยกไปทางเมืองโพธิสัตว์ และพระยายมราช (รอด) ขุนนางเมืองพนมเปญ ได้หลบหนีจากเมืองพนมเปญ มาเข้ากับชุมนุมของพระยานเรนทรเสนาที่เมืองโฉลง

ฝ่ายไทยเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) เมื่อทราบว่าชาวกัมพูชาได้ลุกฮือขึ้นโจมตีเมืองสมบุก จึงมอบหมายให้หลวงอาสาณรงค์ ข้าหลวงไทยที่เมืองเชียงแตง ยกทัพลาวใต้เข้าช่วยเหลือฝ่ายกัมพูชาเข้าโจมตีเมืองสมบุก หลวงอาสาณรงค์ พร้อมทั้งพระศรีสุลาศเจ้าเมืองเชียงแตง อุปฮาดราชวงศ์กรมการเมืองเชียงแตง เมืองแสนปาง และเมืองโขงศรีทันดร จึงยกทัพลาวใต้ จำนวน 900 คน ล่องลงมาตามแม่น้ำโขง เข้ายึดเมืองสมบูรณ์ (ทางเหนือของเมืองสมบุก) แล้วในวันแรมสามค่ำเดือนยี่[1] (10 มกราคม พ.ศ. 2383 นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. 2384) หลวงอาสาณรงค์ และพระศรีสุลาศ ยกทัพลาวใต้ เข้าถึงเมืองสมบุก ไม่พบการลุกฮือของชาวกัมพูชาแต่อย่างใด หลวงอาสาณรงค์และพระศรีสุลาศจึงยกทัพเข้าประชิดเมืองสมบุก ตั้งค่ายห่างจากเมืองสมบุกสิบห้าเส้น ขณะนั้นในเมืองสมบุกของญวนมีกำลัง 3,000 คน[1] อีกสองวันต่อมา แรมห้าค่ำ (12 มกราคม) ฝ่ายญวนเมืองสมบุก ยกทัพออกมารบกับหลวงอาสาณรงค์ที่ค่าย ได้สู้รบกัน หลวงอาสาณรงค์สามารถรักษาที่มั่นได้ ฝ่ายญวนถอยกลับเข้าเมืองสมบุก หลวงอาสาณรงค์ เรียกตัวพระยาวรชุน (คง) พระยายมราช (รอด) และพระยานเรนทรเสนา (แทน) เข้าพบ เร่งรัดให้เกณฑ์ชาวกัมพูชาเข้าโจมตีเมืองสมบุกโดยเร็ว แต่พระยาวรชุนบ่ายเบี่ยง ว่าชาวกัมพูชาแขวงเมืองศรีสุนทร ตะโบงคมุม โฉลง กระจอ กระแจะ ล้วนแต่อพยพหลบหนีเข้าป่าสิ้นแล้ว ไม่สามารถเกณฑ์ได้

ก่อนหน้าที่ ในพ.ศ. 2377 กรมการเมืองเจิ๊นเตยได้จัดตั้งกองกำลังชาวแขกจามขึ้นสองกอง เรียกว่า กองที่หนึ่ง และกองที่สอง โดยที่กองแขกจามที่หนึ่ง มีโปประหืมเป็นนายกอง ส่วนกองจามที่สองนั้น มีตวนลี้เป็นนายกอง เมื่อชาวกัมพูชาลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองของเวียดนาม ในพ.ศ. 2383 นี้นั้น กองแขกจามทั้งสองกองนี้ยังภักดีต่อเมืองเจิ๊นเตย คอยช่วยเมืองเจิ๊นเตยต่อสู้กับพระยาเขมรที่ลุกฮือขึ้น บุ่ยกงเฮวียน เจ้าเมืองล่องโห้ ยกทัพออกจากเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ พร้อมทั้งกองกำลังญวนและจาม นำโดยแม่ทัพจามโปประหืมและตวนลี้ ยกออกมาวันแรมสามค่ำเดือนยี่[1] (10 มกราคม) พ.ศ. 2384 ยกทัพล่องเรือออกมาจากแม่น้ำโขง บุ่ยกงเฮวียนได้พบกับกองของพระยาธรรมาธิบดีเจ้าเมืองสมบูรณ์ที่บ้านหันไชยเมืองกำปงเสียม จำนวน 1,000 คน[23] บุ่ยกงเฮวียนจึงเข้าตีกองของพระยาธรรมาธิบดีแตกพ่ายไป และกองแขกจามจึงนำบุ่ยกงเฮวียนต่อไปยังแพรกโกรดเมืองสตึงตรอง ฝ่ายพระยานเรนทรเสนา (แทน) เมื่อทราบว่าฝ่ายญวนยกทัพใหญ่จากเมืองพนมเปญออกมาทางเมืองสมบุก จึงมอบหมายให้พระยาวรชุน (คง) เสด็จตรัญเจ้าเมืองตะโบงคมุม ยกกองกำลัง 1,000 คน[1] ลงมารับศึกเจ้าเมืองล่องโห้ พระยาวรชุน (คง) ตั้งทัพอยู่ที่กำปงรัต (Kampong Ratt) บุ่ยกงเฮวียนส่งโปประหืมและตวนลี้เป็นแขกจาม ออกไปเป็นทัพหน้าเข้โจมตีพระยาวรชุนที่กำปงรัต ฝ่ายพระยาวรชุนสู้ไม่ได้ จึงขอกำลังเสริม พระยาวงษาสัตรี[1]จึงยกทัพมาช่วยจากเมืองกำปงเสียม ทำให้ฝ่ายของพระยาวรชุน (คง) ได้รับชัยชนะที่กำปงรัต ฝ่ายญวนแขกจามล่าถอยไปที่สตึงตรอง

ในคืนนั้น หลังจากความพ่ายแพ้ของญวนและจามที่กำปงรัต ตวนลี้นายกองจามกองที่สอง ได้ลุกฮือขึ้นในค่ายญวนของบุ่ยกงเฮวียน แล้วออกมาเข้ากับฝ่ายของพระยาวรชุน (คง) ที่กำปงรัต[1] ฝ่ายหลวงอาสาณรงค์ข้าหลวงไทยที่ได้ยกทัพลงมาโจมตีเมืองสมบุกนั้น เมื่อได้ทราบว่าแม่ทัพญวนบุ่ยกงเฮวียนได้ยกทัพมาตีเมืองสมบุก จึงส่งสาส์นของสงบศึกเป็นไมตรีให้แก่แม่ทัพญวน บุ่ยกงเฮวียน เมื่อได้รับหนืองสือสงบศึกจากฝ่ายไทยแล้ว จึงยกทัพถอยกลับเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ ไม่รุกหน้าต่อ ทำให้พระเจ้าเวียดนามเทียวตรีพิโรธ[23]

เวียดนามเปลี่ยนนโยบายต่อกัมพูชา

[แก้]

หลังจากการลุกฮือของชาวกัมพูชาขึ้นต่อต้านเวียดนามกรมการเมืองเจิ๊นเตย เมื่อครั้งกบฏของสนองเอ๊ยเมืองกำปงสวาย ในพ.ศ. 2380 ฝ่ายเวียดนามพระเจ้ามินมาง และองเตียนกุนเจืองมิญสาง มีนโยบายที่แข็งกร้าวต่อกัมพูชามากขึ้น เริ่มดำเนินนโยบายผนวกกัมพูชาเข้าเป็นส่วนของเวียดนามโดยสมบูรณ์ ลบล้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการปกครองของกัมพูชา กษัตรีพระองค์มี พระนางเจ้าแห่งกัมพูชา ถูกฝ่ายเวียดนามถอดจากราชสมบัติ และถูกเนรเทศไปประทับที่เมืองไซ่ง่อน ในพ.ศ. 2383 นโยบายการกลืนทางวัฒนธรรม การพัฒนาการเกษตรและสาธารณูปโภค ที่เวียดนามได้ดำเนินการในกัมพูชา ทำให้ชาวกัมพูชาถูกเกณฑ์แรงงานได้รับความเดือดร้อนและไม่พอใจ และการที่พระเจ้ามินมางให้ลงโทษจับกุมเนรเทศและกุมขังเจ้านายกัมพูชานั้น ทำให้ชาวกัมพูชาไม่พอใจ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวกัมพูชาลุกฮือขึ้นเป็นกบฏต่อต้านการปกครองของเวียดนามโดยทั่วไป ในปลายปี พ.ศ. 2383 ในที่สุด[5][6]

ฝั่มวันเดี๋ยน (Phạm Văn Điển, 範文典) หรือที่พงศาวดารไทยเรียกว่า องตาเตียนกุน ซึ่งพระเจ้ามินมางได้แต่งตั้งให้เป็นกิญเหลือกได่เถิ่น หรือกุนซือทางทหารของเมืองเจิ๊นเตย ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2383 ฝั่มวันเดี๋ยนใช้เวลาเดินทางร่วมสองเดือนจากเมืองเว้จนมาถึงกัมพูชา ในต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2383 นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. 2384 องตาเตียนกุนฝั่มวันเดี๋ยนล่องเรือจากเมืองเตินเจิว (Tân Châu) จังหวัดอานซาง ล่องเรือตามแม่น้ำโขงเข้ามาในอาณาเขตของชุมนุมของพระยาจักรี (นวง) ฝั่มวันเดี๋ยนได้พบกับชาวกัมพูชา ซึ่งซุ่มซ่อนอยู่ที่ป่าริมแม่น้ำโขง ชาวกัมพูชาออก"ต้อนรับ"ข้าหลวงญวนคนใหม่ เข้ามาถามว่า เสด็จผู้ทรงราชย์ (นักองค์มี) ยังอยู่ดีหรือไม่? ฝั่มวันเดี๋ยนตอบว่านักองค์มียังอยู่ดี ประทับอยู่ที่เมืองไซ่ง่อน จากนั้นฝั่มวันเดี๋ยนล่องเรือไปถึงแพรกโตนด เป็นชุมนุมของพระยาวงศานุชิตเมืองบาที ชาวกัมพูชาจำนวน 500 คน จึงยกเข้าโจมตีกองเรือขององตาเตียนกุนฝั่มวันเดี๋ยน ที่ริมแม่น้ำโขง ฝั่มวันเดี๋ยนสามารถต้านทานการซุ่มโจมตีของกัมพูชาได้ สุดท้ายชาวกัมพูชาจึงถอยหนีเข้าป่ากลับไป และฝั่มวันเดี๋ยนเดินทางถึงเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญในที่สุด[23] เหงียนกงจื๊อ (Nguyễn Công Trứ) ขุนนางญวนที่ติดตามมากับฝั่มวันเดี๋ยน ทำฎีกาถวายรายงานพระเจ้ามินมางที่เมืองเว้ เกี่ยวกับสถานการณ์ในกัมพูชาว่า;

พวกเขมรไม่ได้รวมกันอยู่ที่เดียว แต่แยกกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ป่าทึบรกชัฏ ทุ่งหญ้าที่มีต้นหญ้าสูงระดับสายตา สุดลูกหูลูกตาล้อมรอบอยู่ทุกด้าน ป่าไผ่เขียวชอุ่ม ห้วยหนองคลองบึง น้ำนิ่งน้ำขุ่น ไม่สามารถเดินทัพผ่านได้โดยปลอดภัย จากอานซางถึงเจิ๊นเตย ผ่านโก๋เคในเขตฟองเญือง ที่ซาอันในแม่น้ำเทวี๊ยตโหนดในเขตงีฮว่า [เหล่านี้คือชื่อสถานที่ในกัมพูชา] จากอานซางถึงห่าเตียน ทางฮาเซืองและฮาเอิมริมคลองหวิญเต๊ พวกเขมรตั้งค่ายเป็นกบฏอยู่ทุกหนแห่ง เมื่อทัพเรายกทัพออกไปหรือส่งเสบียง พวกเขมรจะตีชิงเอาเสบียงไปทุกครั้ง พวกเขมรโห่ร้องและล้อมรอบเมืองเจิ๊นเตยไว้ทุกด้าน ทัพฝ่ายเรายกออกไปติดตามโจมตีพวกเขมรแตกพ่ายไป แต่พวกเขมรก็กลับรวมกลุ่มกันขึ้นกลับมาใหม่ได้ทุกครั้งเหมือนฝูงยุง

[22]

ถึงแม้ว่ากองกำลังฝ่ายญวนมีการฝึกอย่างอาชีพและมีอาวุธที่เพียบพร้อมกว่า แต่ฝ่ายญวนประสบปัญหาถูกต่อต้านอย่างหนักจากชาวกัมพูชาในพื้นที่ และต้องเผชิญกับการรบแบบกองโจรของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งโจมตีฝ่ายญวนเวียดนาม"เหมือนฝูงยุง"[6] เหงียนกงจื๊อตระหนักว่าฝ่ายญวนเวียดนามไม่สามารถกอบกู้สถานการณ์ในกัมพูชาได้ด้วยการสู้รบทางทหาร แต่ควรใช้จิตวิทยาในการเกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชา เหงียนกงจื๊อทูลเสนอพระเจ้ามินมางว่า ควรปล่อยตัวนักองค์อิ่ม เจ้าชายเขมรที่ได้แปรพักตร์จากฝ่ายไทยไปเข้ากับฝ่ายญวน ในพ.ศ. 2382 แต่กลับถูกพระเจ้ามินมางกุมขังไว้ที่เมืองเว้ ให้นักองค์อิ่มมาตั้งเกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชาที่เมืองไซ่ง่อน เพื่อให้ชาวกัมพูชาเห็นว่า ฝ่ายเวียดนามได้ยกย่องเจ้ากัมพูชาแล้ว ชาวกัมพูชาจึงจะกลับเข้าสวามิภักดิ์ต่อเวียดนามดังเดิม แต่พระเจ้ามินมางไม่เห็นด้วย เนื่องจากพระเจ้ามินมางมีเป้าหมายที่จะผนวกรวมกัมพูชาเข้ากับเวียดนามอย่างสมบูรณ์ การฟื้นฟูเจ้ากัมพูชาขึ้นมาดังเดิมเท่ากับขัดแย้งต่อเป้าหมายนี้ พระเจ้ามินมางตอบเหงียนกงจื๊อว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยกย่องเจ้ากัมพูชาขึ้นมาอีกต่อไป เนื่องจากแม่ทัพญวนในเมืองเจิ๊นเตยกัมพูชา สามารถปราบปรามกบฏกัมพูชาได้อยู่แล้วทุกครั้ง ที่กบฏกัมพูชายังดำรงอยู่ได้ทุกวันนี้ เป็นเพราะฝ่ายไทยของสนับสนุนอยู่ หากฝ่ายญวนตีฝ่ายไทยให้แตกพ่ายพ้นไปจากกัมพูชาแล้ว การกบฏของกัมพูชาจะจบสิ้นลง[22] อีกประการหนึ่ง นักองค์อิ่มเคยเป็นเจ้านายเขมรที่ฝ่ายไทยให้การสนับสนุน สู้รบกับเวียดนามมาเป็นเวลานาน เป็นความผิดที่ไม่อาจให้อภัยได้

เมื่ององตาเตียนกุนฝั่มวันเดี๋ยนเดินทางเข้ามาถึงเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2384 เกิดความขัดแย้งขึ้น ระหว่างองเตียนกุนเจืองมิญสาง และองตาเตียนกุนฝั่มวันเดี๋ยน หลังจากการเจรจาสงบศึกที่เมืองโพธิสัตว์ องเตียนกุนเจืองมิญสางไม่ยกทัพกลับพนมเปญ เนื่องจากองตาเตียนกุนฝั่มวันเดี๋ยนได้เดินทางมาถึงเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ เข้ามาจัดแจงจัดการการปกครองเมืองเจิ๊นเตย เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ได้ส่งจดหมายถึง"เสนาบดีเมืองเว้" แจ้งว่าฝ่ายไทยจึงต้องเข้าช่วยเหลือชาวเขมร เพราะฝ่ายญวนนั้นกดขี่ชาวเขมรได้รับความเดือดร้อนหนัก เจ้าพระยาบดินทรเดชายังยื่นคำขาดให้ฝ่ายญวนเวียดนามถอนกำลังออกจากกัมพูชาออกไปทั้งหมด และให้พระเจ้าเวียดนามเมืองเว้ แต่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีที่กรุงเทพฯ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทยญวนขึ้นดังเดิม[2] องเตียนกุนร้อนตัวว่าปล่อยให้ฝ่ายไทยเข้ายึดเมืองโพธิสัตว์ จึงเสนอต่อพระเจ้ามินมางว่า ควรรอดูท่าทีของเจ้าพระยาบดินทรเดชาฝ่ายไทย ว่ามีความจริงใจที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเวียดนามหรือไม่ หรือเป็นเพียงกลลวง องเตียนกุนไม่ยกทัพกลับเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ แต่กลับยกไปตั้งอยู่ที่ค่ายกำปงธม องเตียนกุนเจืองมิญสางจำต้องแบ่งสรรอำนาจกับองตาเตียนกุนฝั่มวันเดี๋ยน

พระเจ้ามินมางตรัสว่า "ชาวเขมรนั้นช่างขลาดเขลา"[6] และ "เราต้องขู่ให้พวกเขมรตกใจกลัว เพราะการเกลี้ยกล่อมใช้ไม่ได้ผล"[6] สุดท้ายพระเจ้ามินมางมีราชโองการให้องเตียนกุนเจืองมิญสางเผาทำลายเรือกสวนไร่นาของชาวกัมพูชาทั้งหมด เพื่อบีบบังคับให้ชาวกัมพูชายอมจำนน ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2384 เลกวังเฮวียน เจ้าเมืองห่าเตียน ทูลพระเจ้ามินมางว่า มีชาวเขมรมามอบหนังสือร้องเรียนว่าองเตียนกุนกดขี่ข่มเหงชาวเขมรได้รับความเดือดร้อน พระเจ้ามินมางตกพระทัยในเนื้อความที่ชาวกัมพูชาได้ร้องเรียนต่อองเตียนกุน มีราชโองการมให้สอบสวนว่าองเตียนกุนเจืองมิญสางนั้นเป็นอย่างที่ชาวกัมพูชาได้กล่าวหาจริงหรือไม่ แต่ยังไม่ทันทำสิ่งใด พระเจ้ามินมางทิวงคตไปเสียก่อน ในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2384 ก่อนทิวงคต พระเจ้ามินมางมีกระแสให้เจืองมิญสางและฝั่มวันเดี๋ยนสมัครสมานสามัคคีกันสู้รบกับไทย โอรสองค์โตของพระเจ้ามินมางคือ เจ้าชายเหงียนฟุกเมียนตง (Nguyễn Phúc Miên Tông, 阮福綿宗) ขึ้นครองราชสมบัติเวียดนาม เป็นพระเจ้าเวียดนามองค์ใหม่ พระนามว่า พระจักรพรรดิเถี่ยวจิ (Thiệu Trị, 紹治) หรือ พระเจ้าเวียดนามเทียวตรี ซึ่งพระเจ้าเวียดนามองค์ใหม่นี้ จะมีนโยบายที่ประนีประนอมต่อกัมพูชามากขึ้น

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ได้ส่งจดหมายถึง"เสนาบดีเมืองเว้" สุดท้ายจดหมายฉบับนี้ตกอยู่ในมือขององตาเตียนกุน (ฝั่มวันเดี๋ยน) องตาเตียนกุนจึงเขียนจดหมายตอบเจ้าพระยาบดินทรเดชาฝ่ายไทยว่า;

  • ฝ่ายไทยได้เข้ารุกรานละเมิดกัมพูชาและเวียดนามหลายครั้ง ในขณะที่ฝ่ายเวียดนามไม่เคยเข้าไปกล้ำกรายรุกล้ำฝ่ายไทยเลยสักครั้ง "กรุงเทพมหานครยกกองทัพใหญ่ออกไปตีเมืองพนมเป็ญ แล้วยกกองทัพล่วงเขตต์แดนออกไปถึงเมืองโจฎก เมืองบันทายมาศ เมืองยางพาน กรุงเวียดนามทราบความว่า กองทัพกรุงเทพมหานครยกล่วงเขตต์แดนลงไป กรุงเวียดนามจึ่งให้ขุนนางคุมกองทัพมาป้องกันรักษาเขตต์แดนไว้ กองทัพกรุงก็ยกกลับไป กองทัพกรุงเวียดนามก็หายกติดตามไม่ รักษาแต่เขตต์แดนเมืองโปริสาท เมืองกะพงสวายไว้ หาได้เกินเขตต์แดนกรุงไทยเข้ามาจนก้าวหนึ่งไม่"[2]
  • หากฝ่ายไทยต้องการเจรจากับฝ่ายเวียดนาม ฝ่ายไทยเจ้าพระยาบดินทรเดชาต้องถอนทัพจากเมืองโพธิสัตว์ กลับไปอยู่ที่พระตะบองเสียก่อน และหากฝ่ายไทยต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเวียดนาม ให้ทางราชสำนักกรุงเทพฯเป็นฝ่ายแต่งทูตออกมาที่เมืองเว้ก่อน "โดยจึกยกกองทัพไปเมืองโปริสาท ได้ว่ากล่าวจะเป็นไมตรีกัน โปนจึกก็ได้บอกข้อความขึ้นไปกราบทูลเจ้าเวียดนามให้ทราบ บัดนี้เจ้ากรุงเวียดนามมีรับสั่งว่า สองพระนครจะเป็นไมตรีก็เป็นประโยชน์แก่อาณาประชาราษฎรทั้งสิ้นเป็นการใหญ่ บัดนี้กรุงเทพมหานครคิดจะเป็นไมตรีก่อน ก็ต้องมีราชสาสน์มาก่อน เขตต์แดนของผู้ใดก็ต่างคนต่างรักษาแต่ในเขตต์แดน อย่าล่วงเกินปลายเขตต์ปลายแดนให้เกิดความ"[2]

สยามส่งนักองค์ด้วงออกไปที่กัมพูชา

[แก้]

ถึงปีพ.ศ. 2383 เจ้ากัมพูชาทุกพระองค์ล้วนแต่ถูกกุมขัง จองจำ หรือกักบริเวณอยู่ทั้งสิ้น นักองค์ด้วงหลังจากที่พยายามก่อการยึดอำนาจในเมืองพระตะบอง ในพ.ศ. 2381 พระยาศรีสหเทพ (ทองเพ็ง) ทูลขอพระราชทานรับนักองค์ด้วงไปดูแลที่บ้าน[2] นักองค์ด้วงจึงประทับอาศัยอยู่ที่บ้านของพระยาศรีสหเทพ ส่วนนักองค์อิ่มนั้น แปรพักตร์ไปเข้ากับฝ่ายญวน ในพ.ศ. 2382 แต่กลับถูกพระเจ้ามินมางจองจำไว้ที่เมืองเว้ และเจ้าสตรีกัมพูชาที่ยังเหลืออยู่สามพระองค์ ได้แก่ นักองค์มี นักองค์เภา และนักองค์สงวน เวียดนามให้กักบริเวณอยู่ที่เมืองไซ่ง่อน เมื่อพระยาสังขโลก (หมก) เจ้าเมืองโพธิสัตว์ และพระยาวิบูลย์ราช (หลง) ได้นำหนังสือจดหมายพระยาเขมรสิบแปดฉบับ มอบให้แก่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) แล้วนั้น เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงให้พระยาวิบูลย์ราช (หลง) เดินทางไปที่กรุงเทพฯ เป็นผู้นำจดหมายทั้งสิบแปดฉบับนั้น ขึ้นทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

หลังจากที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) สงบศึกกับแม่ทัพญวนเมืองโพธิสัตว์ และส่งชาวญวนเวียดนามเมืองโพธิสัตว์ ออกไปเมื่อวันขึ้นแปดค่ำเดือนยี่ (31 ธันวาคม) พ.ศ. 2383 นับอย่างปัจจุบันพ.ศ. 2384 แล้วนั้น เจ้าพระยาบดินทรเดชาและทัพไทยทั้งอยู่ที่เมืองโพธิสัตว์อยู่อีกเป็นระยะเวลาสองสัปดาห์ จนกระทั่งฝ่ายไทยหมดสิ้นเสบียงอาหาร เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) เจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอิน) และทัพไทยจึงถอนทัพถอยจากเมืองโพธิสัตว์ ในวันแรมเจ็ดค่ำเดือนยี่[24] (14 มกราคม พ.ศ. 2384) กลับมาที่เมืองพระตะบอง โดยที่เจ้าพระยาบดินทรเดชาให้พระยาสังขโลก (หมก) นำกองกำลังชาวเขมร 1,100 คน รักษาการอยู่ที่เมืองโพธิสัตว์

เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯได้ทรงทราบเนื้อความในจดหมายของพระเขมรทั้งสิบแปดฉบับแล้ว จึงมีพระราชโองการให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) นำนักองค์ด้วงออกไปยกย่องเชิดชูให้เป็นเจ้ากัมพูชา สืบวงศ์กษัตริย์ปกครองอาณาประชาราษฏร์กัมพูชา และพระราชทานจดหมายโอวาทให้แก่นักองค์ด้วงและพระยาเขมร ให้รักษาฟื้นฟูพุทธศาสนาสัมมาทิฏฐิในกัมพูชาให้มั่นคงอยู่ตามเดิม "ให้พระยาเขมรมีความรักใคร่เสียดายพระพุทธศาสนา รักษาชาติสัมมาทิฐิ อย่าให้อ้ายญวนมิจฉาทิฐิครอบงำบ้านเมืองล้างพระพุทธศาสนาเสีย ให้พร้อมมูลกันทำราชการต้านทานสู้รบญวนให้แข็งแรง ไว้ชื่อเสียงให้ปรากฏเป็นเกียรติยศอยู่ในแผ่นดินเมืองเขมร"[24]

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯทรงอาลัยว่าพุทธศาสนาในกัมพูชาถูกฝ่ายญวนเวียดนามมิจฉาทิฏฐิทำลาย วัดวาอารามถูกรื้อถอน นักองค์อิ่มมีความโลภแปรพักตร์ไปเข้ากับญวน แต่ญวนไม่เลี้ยงกลับกุมขังไว้ที่เมืองเว้ ตรัสว่าที่เป็นดังนี้เป็นเพราะพระอุไทยราชานักองค์จันทร์เอาใจออกห่างไทยไปเข้ากับเวียดนาม;[25]

ญวนจะทำลายพระบวรพุททศาสนาที่เมืองเขมรเสีย ให้สัมมาทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ จะแปลงเขมรให้ละเพศเป็นญวน ให้สึกพระสงฆ์ จะให้มีอยู่แต่วัดละองค์ ฯ รื้อพระอุโบสถวัดวาอารามที่เมืองพนมเป็ญเสียหลายวัด พระยาพระเขมรที่มีชาติมีสกุลก็พาลฆ่าเสีย ช้านานมาแล้ว จนพระยาพระเขมรที่มีชาติมีสกุลตายเสียเป็นอันมาก องค์อิ่มคิดกบฏประทุษฐร้ายโดยโลภเจตนากล้า หวังใจจะได้เป็นเจ้านายเมืองเขมร ไม่เห็นภัยในเบื้องหน้า กวาดครอบครัวไพร่พลเมืองปัตบองไปให้เป็นบำเหน็จความชอบกับญวน ๆ ก็ไม่เลี้ยงองค์อิ่มเป็นเจ้านายเมืองเขมรเหมือนตามความปรารถนา ส่งองค์อิ่มไปเสียเมืองเว้ อ้ายญวนคิดจะไม่ให้พระยาพระเขมรผู้ใหญ่มีสืบต่อไป จึงอุบายให้สมเด็จเจ้าพระยาฟ้าทลหะ พระยากลาโหม ขึ้นไปช่วยเจ้าเวียดนามทำวันออก ไปแล้วก็ไม่ได้กลับมา พระยาพระเขมรทั้งปวงก็ยังไม่รู้เท่าทันญวน จนญวนจับองค์มี องค์เภา องค์สงวน ส่งไปเมืองเว้อีก จับองค์แป้นจำไว้ที่ค่ายองเตียนกุน พระยาพระเขมรจึงได้พร้อมกันกลับใจคิดสู้รบญวน มีหนังสือมาขอพระองค์ด้วงออกไปเป็นเจ้านาย ขอพึ่งพระเดชเดชานุภาพพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวสืบต่อไปเหมือนอย่างแต่ก่อนนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงสังเวชพระทัย เสียดายพระบวรพุทธศาสนา สงสารพระยาพระเขมรอาณาประชาราษฎรเมืองเขมรนัก ดำรัสว่า การเป็นไปดังนี้ก็เพราะองค์จันท จนพระศาสนาที่เมืองเขมรจะเสื่อมศูนย์สิ้น ทรงพระราชดำริจะรักษาพระบวรพุทธศาสนาเมืองเขมรไว้ให่ถาวรมั่นคง ไม่ให้ญวนมิจฉาทิฏฐิทำลายล้างเสีย ไม่ให้แปลงเขมรซึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิให้กลับเป็นมิจฉาทิฏฐิ เขมรจะพากันไปสู่อบายเสียทั้งสิ้น จะให้เขมรคงชาติคงสกุลอยู่ตามเดิม

[25]

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯทรงมีพระราโชวาทให้นักองค์ด้วงเชื่อฟังเจ้าพระยาบดินทรเดชา "ถ้าพระองค์ด้วงจะออกไปเถิงเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ แล้ว ก็ให้ฟังบังคับบัญชาพระยาบดินทรเดชาฯ ให้ชอบด้วยราชการจงทุกประการ จะอยู่ใกล้อยู่ไกลประการใด ก็อย่าทำใจสูงล่วงบังคับบัญชา กลัวเกรงเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ ให้เสมอเป็นอารมณ์"[25] ให้อย่ามีฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ "อย่ากอบไปด้วยฉันทาโทษโมหาภยาคติ ตั้งตัวให้เที่ยงธรรม ทำให้คมคาย ให้พระยาพระเขมรกลัวอำนาจ อย่าให้หมิ่นประมาทได้"[25] พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯมีพระราชโองการให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯตั้งนักองค์ด้วงเกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชาอยู่ทีเมืองโพธิสัตว์ และให้นักองค์ด้วงเคารพนับถือขุนนางเขมรผู้ใหญ่ตามสมควร "พระยาพระเขมรนับถือยกย่องพระองค์ด้วงเป็นเจ้านายแล้ว พระองค์ด้วงก็ต้องนับถือคารวะพระยาพระเขมรผู้ใหญ่ผู้น้อยตามสมควร เอาเนื้อเอาใจพระยาพระเขมรให้ดี รสวาจาก็ให้อ่อนหวานให้เป็นที่นิยมนับถือ"[25]

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯทรงมีพระราชกระแสให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) และนักองค์ด้วง อาราธนาพระภิกษุสงฆ์กัมพูชา ที่ได้ลี้ภัยจากญวนมาอยู่ที่เมืองมงคลบุรี ออกไปตั้งแต่งให้เป็นพระราชาคณะฐานานุกรมเมืองกัมพูชา "ให้จัดหาพระสงฆ์เจ้าอธิการที่มีวัสสาอายุผู้ใหญ่ที่เขมรนับถือ กอบไปด้วยคุณธรรม มาให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ ตั้งแต่งเป็นพระราชาคณะถานานุกรมฝ่ายคันถธุระฝ่ายวิปัสนาธุระขึ้นบ้าง พระสังฆราชาเดิมซึ่งเป็นที่เขมรนับถือนั้น ไม่อยู่ที่เมืองพนมเปญ ว่า ญวนเบียดเบียฬพระพุทธศาสนา เข้าไปอยู่เสียที่เมืองมงคลบุรี ให้พระองค์ด้วงคิดอ่านอาราธนาออกไปด้วย ตั้งแต่งพระราชาคณะนานุกรมขึ้นใหม่อาราธนาพระสังฆราชาออกไปได้ ก็จะเป็นที่นิยมกับเขมร"[25] นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯยังพระราชทานพระพุทธรูป เป็นพระแก้วผลึกทรงเครื่องทองคำองค์หนึ่ง และพระราชทานผ้าไตรเนื้อดี เครื่องอัฐบริขาร ให้นักองค์ด้วงออกไปแต่งตั้งพระราชาคณะฐานานุกรมกัมพูชาทั้งปวง[24]

วันขึ้นสิบค่ำเดือนสาม (1 กุมภาพันธ์) ปีชวดโทศก พ.ศ. 2383 นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. 2384 พระยาสีหราชเดโช อัญเชิญท้องตราพระราชสีห์ นำพระราชโองการให้ถึงแก่เจ้าพระยาบดินทรเดชาที่เมืองพระตะบอง พระราชทานให้เจ้าพระยาบดินทรเดชานำนักองค์ด้วงออกไปเป็นเจ้ากัมพูชา และให้ยกย่องพระพุทธศาสนาขึ้นในกัมพูชา[24] พระยาสีหราชเดโชนำนักองค์ด้วงออกเดินทางจากกรุงเทพ ถึงเมืองพระตะบองในวันขึ้นสิบสองค่ำ เดือนสาม[1] (3 กุมภาพันธ์) แล้วเจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงให้นัองค์ด้วงเขียนหนังสือไปบอกพระยาเขมร ว่ากษัตริย์ไทยได้ให้นักองค์ด้วงออกมาตั้งอยู่ที่เมืองโพธิสัตว์ ให้บรรดาขุนนางเจ้าเมืองกัมพูชาพระยาเขมร เดินทางเข้ามาทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยากับนักองค์ด้วง หากพระยาเขมรคนใดติดพันการศึกกับญวน ก็ให้ส่งบุตรหลานเข้ามาถือน้ำฯแทน[24] เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ มีใบบอกเข้าไปกราบทูลฯที่กรุงเทพ ว่าจะให้พระยาเขมรลุกฮือขึ้นต่อสู้กับเวียดนาม ไม่ให้เขมรและเวียดนามเป็นไมตรีกันได้อีก "ข้าพระพุทธเจ้าคิดอ่านเอาเขมรเก่าที่มีสติปัญญาไว้ใจได้ให้แยกไปกำกับพระยาพระเขมรที่ตั้งตัวเป็นนายทัพนายกองอยู่ทุกแขวงเมืองเขมร จะได้ยั่วเย้าให้สู้รบญวนให้แข็งแรงกว่าจะแตกร้าวขาดกัน ไม่กลับใจเข้าหาญวนอีกได้"[24] และหากไม่ได้เมืองกัมพูชามาไว้แก่ไทย จะไม่ให้กัมพูชาไปขึ้นกับเวียดนามอีก "ถ้ามาตแม้นจะไม่ได้เขตต์แดนเมืองเขมรไว้ ก็อย่าให้เมืองเขมรได้ไปกับญวนอีกเลย"[24]

การลุกฮือของชาวกัมพูชาช่วงที่สาม

[แก้]

การลุกฮือของชาวกัมพูชาต่อต้านเวียดนามช่วงที่สาม เริ่มขึ้นเมื่อฝ่ายไทยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯพระราชทานให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) นำนักองค์ด้วงออกไปตั้งเป็นเจ้ากัมพูชา ในเดือนสาม[1] (กุมภาพันธ์) พ.ศ. 2383 นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. 2384 เป็นเหตุให้บรรดาพระยาเขมร ซึ่งได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านเวียดนามโดยพร้อมเพรียงกันแต่ยังปราศจากผู้นำ พระยาเขมรจึงได้น้อบรับพระราชทานนับถือนักองค์ด้วงเป็นผู้นำในการต่อต้านและขับไล่เวียดนามออกจากกัมพูชา ในช่วงแรกเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ตั้งนักองค์ด้วงอยู่ที่เมืองโพธิสัตว์ เกลี้ยกล่อมขุนนางและราษฎรกัมพูชาให้เข้าสวามิภักดิ์กับองค์ด้วงและฝ่ายไทย เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯส่งขุนนางกัมพูชาฝ่ายไทย ได้แก่ พระยาสังขโลก (เกาะ) เจ้าเมืองโพธิสัตว์คนเก่า และพระนรินทรโยธา (นอง) รักษาการปลัดเมืองพระตะบอง ลงไปคอยกำกับพระยาเขมร[1]ที่กำลังสู้รบญวนอยู่โดยรอบเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ และส่งพระยาเสนาภูเบศร์เป็นผู้แทนฝ่ายไทย ลงไปตรวจสอบการสู้รบของพระยาเขมรต่อญวน บรรดาหัวหน้าชุมนุมพระยาเขมรที่สู้รบกับญวนนั้น ได้เข้าสวามิภักดิ์ต่อนักองค์ด้วงและต่อไทยโดยส่วนใหญ่ เว้นแต่เพียงชุมนุมของพระยาจักรี (นวง) ตั้งอยู่ที่เมืองบาพนม ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของกัมพูชา ยังตั้งแข็งเป็นอิสระอยู่

ฝ่ายญวนเวียดนามเหงียนกงจื๊อ (Nguyễn Công Trứ, 阮公著) ได้ขึ้นมาเป็นทามต๊านได่เถิ่นหรือปลัดเมืองเจิ๊นเตยคนใหม่[12] เหงียนกงจื๊อมีแนวคิดให้ฝ่ายเวียดนามใช้วิธีทางจิตวิทยา นำเจ้ากัมพูชากลับมาสร้างความนิยมเกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชาให้กลับเข้าสวามิภักดิ์ต่อเวียดนามดังเดิม แทนที่จะใช้กำลังทางทหารเพียงอย่างเดียว เหงียนกงจื๊อให้องเตียนกุนเจืองมิญสางทำฎีกาขอให้พระเจ้าเวียดนามเทียวตรีปล่อยตัวเจ้ากัมพูชากลับมาที่กัมพูชา พระเจ้าเทียวตรีอนุญาติให้ปล่อยตัวเจ้าสตรีกัมพูชาได้แก่ นักองค์มี (หรือองค์เม็ญ) นักองค์เภา และนักองค์สงวน จากเมืองไซ่ง่อนกลับคืนสู่งเมืองพนมเปญ เพื่อเกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชา ฝ่ายไทยเมื่อเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ทราบว่าฝ่ายญวนนำเจ้าสตรีกัมพูชากลับมา เกรงว่าชาวกัมพูชาบางส่วนจะหันไปสวามิภักดิ์กับนักองค์มีและกับญวน เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯจึงนำนักองค์ด้วงจากเมืองโพธิสัตว์ ออกไปตั้งที่เมืองอุดงฦาชัย อดีตราชธานีของกัมพูชา ในเดือนหก[2] (พฤษภาคม พ.ศ. 2384) เพื่อให้สามารถเข้าถึงราษฎรกัมพูชาได้ทั่วถึงมากขึ้น ทำให้กัมพูชาแบ่งออกเป็นสามฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายนักองค์ด้วงที่ไทยสนับสนุน มีอำนาจในกัมพูชาซีกตะวันตกโดยส่วนใหญ่ ฝ่ายญวนมีอำนาจอยู่เพียงโดยรอบเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ และพระยาจักรี (นวง) อยู่ที่เมืองบาพนม

เมื่อนักองค์มีไม่สามารถเกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชาให้กลับมาสวามิภักดิ์ต่อเวียดนามได้ เนื่องชาวกัมพูชาโดยส่วนใหญ่มีความเบื่อหน่ายต่อการปกครองของเวียดนาม เหงียนกงจื๊อจึงถวายฎีกาแก่พระเจ้าเทียวตรีอีกครั้ง ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2384 ขอให้พระเจ้าเทียวตรีปล่อยตัวนักองค์อิ่ม ซึ่งถูกกุมขังอยู่ที่เมืองเว้ นับตั้งแต่ที่นักองค์อิ่มแปรพักตร์จากฝ่ายไทยไปเข้ากับเวียดนาม ในพ.ศ. 2381 ให้กลับมาที่กัมพูชาเพื่อสร้างความนิยมให้แก่เวียดนาม นักองค์อิ่มเดินทางถึงกัมพูชาในเดือนสิบเอ็ด[2] (ตุลาคม) พ.ศ. 2384 แต่นักองค์อิ่มก็ไม่สามารถสร้างความนิยมเกลี้ยกล่อมราษฎรชาวกัมพูชาได้ ประกอบกับสถานการณ์ของฝ่ายเวียดนามในเมืองเจิ๊นเตยนั้น มีความยากลำบาก ขาดแคลนเสบียง มีโรคระบาด และศัตรูล้อมอยู่ทุกด้าน ฝ่ายญวนเวียดนามจึงตัดสินใจถอนกำลังออกจากกัมพูชา ในปลายเดือนตุลาคม ต่อถึงช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2384 ลงไปอยู่ที่เมืองโจดก องเตียนกุนเจืองมิญสางมีความเสียใจที่สูญเสียกัมพูชา จึงดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย[2] เป็นจุดสิ้นสุดของมณฑลเจิ๊นเตย สิ้นสุดอำนาจการปกครองของเวียดนามในกัมพูชา เป็นชัยชนะของฝ่ายพระยาเขมรที่สามารถขับไล่เวียดนามออกจากกัมพูชาได้ในที่สุด และเป็นชัยชนะของฝ่ายไทยที่สามารถเข้าสถาปนาอำนาจในกัมพูชาได้อักครั้ง

สยามรุกคืบเข้าสู่กัมพูชา

[แก้]

หลังจากที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ได้สงบศึกกับแม่ทัพญวนเมืองโพธิสัตว์ ในเดือนยี่ (ธันวาคม) พ.ศ. 2383 นั้น ทำให้ฝ่ายไทยสามารถยึดครองเมืองโพธิสัตว์ได้ ต่อมาในเดือนสาม (มกราคม) พ.ศ. 2383 นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. 2384 เจ้าพระยาบดินทรเดชายกทัพไทยออกจากโพธิสัตว์กลับคืนสู่พระตะบอง แต่ให้พระยาสังขโลก (หมก) เจ้าเมืองโพธิสัตว์ นำกองกำลังเขมรรักษาการอยู่ที่โพธิสัตว์ ส่วนทางฝั่งเมืองกำปงสวายนั้น ฝ่ายไทยพระยาราชนิกูล (เสือ สนธิรัตน์) ถูกญวนตีแตกพ่ายจำต้องล่าถอยมาอยู่ที่เมืองพนมศก พระยาเดโชเจ้าเมืองกำปงสวายหนีมาอยู่ที่เมืองพระตะบอง ราษฎรกัมพูชาเขตเมืองกำปงสวายแตกหลบหนีเข้าป่า ต่อมาเมื่อฝ่ายญวนเวียดนามได้ถอนกำลังออกจากเขตเมืองกำปงสวาย-กำปงธม ลงไปอยู่ที่กำปงฉนังและพนมเปญแล้ว ฝ่ายไทยเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) จึงแต่งตั้งให้สนองเอ๊ย (Snang Ey) หรือสนองอี ชาวกัมพูชาที่ได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านเวียดนาม เมื่อพ.ศ. 2380 ก่อนหน้านี้ เป็น "พระยาเดโชภักดี" เจ้าเมืองกำปงสวายคนที่สอง ออกกลับไปที่เมืองกำปงสวาย เพื่อรวบรวมผู้คนราษฎรกัมพูชาเมืองกำปงสวายเกณฑ์ทัพไว้คอยต่อสู้กับฝ่ายเวียดนาม และเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯยังส่งพระยาเสนาราชกุเชนทร์ เป็นขุนนางกัมพูชาฝ่ายไทย ออกไปรักษาการที่เมืองสะโทง[1][24]

เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชโองการให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) นำนักองค์ด้วงออกไปตั้งเป็นเจ้ากัมพูชาที่เมืองโพธิสัตว์[25] เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯจึงเตรียมการปูทางให้นักองค์ด้วงออกไปที่เมืองโพธิสัตว์ ส่วนสถานการณ์ทางเมืองพนมเปญ พระยาเขมรผู้นำชุมนุมได้แก่ พระยาอุไทยธิราช (หิง) เจ้าเมืองสำโรงทอง มีกำลัง 1,000 คน ตั้งอยู่ที่สตึงมีชัย (Stueng Meanchey) และพระยาวงษานุชิต (มี) เจ้าเมืองบาที มีกำลัง 1,000 คน ตั้งอยู่ที่แพรกโตนด (Prek Thnot ปัจจุบันคือตาเขมา) ได้ตั้งล้อมเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญมาตั้งแต่เดือนสิบสอง (พฤศจิกายน) พ.ศ. 2383 แต่ยังไม่สามารถยึดครองเมืองพนมเปญได้ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) จึงส่งพระยาสังขโลก (เกาะ) เจ้าเมืองโพธิสัตว์คนเก่า พระยาพิบูลย์ราช (หลง) และพระนรินทรโยธา (นอง) ปลัดเมืองพระตะบอง เป็นเชื้อชาติกัมพูชาด้วยกัน ให้ลงไปสังเกตการณ์พระยาเขมรที่ตั้งล้อมเมืองพนมเปญอยู่ และส่งเสริมให้พระยาเขมรรบญวนให้แข็งแรง ส่วนผู้แทนฝ่ายไทยนั้น พระยาเสนาภูเบศร์ได้อาสาเป็นผู้แทนฝ่ายไทยออกไปสังเกตการณ์พระยาเขมรที่พนมเปญ

พระยาเสนาภูเบศร์เดินทางถึงเมืองบาที ทางทิศใต้ของเมืองพนมเปญ ในวันแรมสิบค่ำเดือนสาม[1] (16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2384) ได้เรียกประชุมพระยาเขมร ผู้นำชุมนุมทั้งหลาย ประกอบด้วย พระยาอุไทยธิราช (หิง) พระยาเอกราช (พรม) พระยาวงษานุชิต (มี) พระยาเชต พระยาพิษณุโลก (เปรียก) บรรดาพระยาเขมรหัวหน้าชุมนุม แจ้งแก่พระยาเสนาภูเบศร์ว่า ขณะนี้ฝ่ายญวนเวียดนามยังครองเมืองพนมเปญอยู่ ขอให้นักองค์ด้วงประทับที่เมืองโพธิสัตว์ไปก่อน แล้วพระยาเสนาภูเบศร์จึงถามบรรดาหัวหน้าชุมนุมเขมรว่า ลำพังพระยาเขมรจะสามารถตีฝ่ายญวนให้แตกพ่ายไปจากกัมพูชาได้หรือไม่ บรรดาพระยาเขมรตอบว่า ลำพังฝ่ายกัมพูชาไม่สามารถเอาชนะฝ่ายญวนเวียดนามได้ เพราะราษฎรชาวกัมพูชาหลบหนีซุ่มซ่อนอยู่ในป่า ไม่สามารถเกณฑ์ออกมารบญวนได้ทั้งหมด อีกทั้งสรรพาวุธปืนกระสุนดินดำขาดแคลน แล้วพระยาเสนาภูเบศร์ผู้แทนฝ่ายไทย จึงสังเกตการณ์กองกำลังของพระยาเขมรที่ล้อมเมืองพนมเปญอยู่ พบว่าฝ่ายกัมพูชาย่อหย่อนควบคุมกำลังพลไม่เข้มงวด ไพร่พลกัมพูชาสามารถเดินทางกลับไปมาจากบ้านได้สะดวก[1]

องเตียนกุนเจืองมิญสาง และปลัดเลวันดึ๊ก เดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าเทียวตรี พระเจ้าเวียดนามพระองค์ใหม่ที่เมืองเว้ แล้วจึงเดินทางกลับเจิ๊นเตย เมื่อองเตียนกุนเจืองมิญสางกลับถึงเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญแล้ว ในวันขึ้นสามค่ำ เดือนสี่ (23 กุมภาพันธ์) องเตียนกุนได้ยกออกมาโจมตีค่ายของชุมนุมเมืองบาที ของพระยาวงษานุชิต (มี) ที่แพรกโตนด ฝ่ายชุมนุมบาทีแตกพ่ายถอยออกมา ทำให้พระยาเสนาภูเบศร์ที่เมืองบาที ต้องเดินทางกลับเมืองโพธิสัตว์ เนื่องจากฝ่ายญวนเข้าโจมตี พระยาเสนาภูเบศร์ให้พระนรินทรโยธา (นอง) ปลัดเมืองพระตะบอง และพระพลเมืองพระตะบอง ชื่อ มา ตั้งอยู่คอยสังเกตการณ์ที่เมืองสำโรงทอง เมื่อเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ได้รับทราบว่า บรรดาขุนนางพระยาเขมรหัวหน้าชุมนุม ย่อหย่อนศึกญวนสู้รบไม่เข้มแข็ง จึงให้นักองค์ด้วงเขียนหนังสือ ให้พระยาพิบูลย์ราช (หลง) นำออกไปแจกจ่ายให้แก่บรรดาพระยาเขมรหัวหน้าชุมนุม ตักเตือนให้พระยาเขมรทำการสู้รบญวนให้เข้มแข็งกว่าเดิม[1] ต่อมาฝ่ายญวนยกทัพออกมาตีชุมนุมเมืองสำโรงทองของพระยาอุไทยธิราช (หิง) จนแตกพ่ายไปจากสตึงมีชัย พระยาอุไทยธิราชสามารถเกณฑ์กำลังเมืองสำโรงทองและเมืองบาที ยกเข้าขับไล่ญวนตั้งที่สตึงมีชัยตามเดิมได้ พระยาเขมรสู้รบกับญวนเป็นเวลาหลายเดือน เริ่มอ่อนกำลังลง

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) นำนักองค์ด้วง ออกจากเมืองพระตะบอง ในวันขึ้นสิบสี่ค่ำเดือนสี่[2] (6 มีนาคม พ.ศ. 2384) ต่อมาเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯสร้างเมืองใหม่ให้แก่นักองค์ด้วง ไว้เป็นป้อมปราการไว้คอยป้องกันทัพญวน ตั้งให้ห่างจากแม่น้ำโพธิสัตว์ห่างจากฝั่งทะเลสาบเขมร ขึ้นไปบนที่สูง ที่ปะเท้เสียดหรือบันทายเลียด เหนือเมืองโพธิสัตว์ เป็นเมืองโพธิสัตว์เก่า เริ่มลงปักไม้เสาเมืองในวันแรมสิบสี่ค่ำ เดือนสี่ (18 มีนาคม) ในขณะที่พระยาเขมรหัวหน้าชุมนุมต่างๆ ได้เข้าสวามิภักดิ์ต่อฝ่ายไทยแล้ว ยังคงเหลือชุมนุมของพระยาจักรี (นวง) ทางฝั่งเมืองบาพนม ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ยังไม่เข้าสวามิภักดิ์กับฝ่ายไทย

การลุกฮือของเขมรกรอมที่เมืองป่าสัก

[แก้]

ก่อนหน้านี้ ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2383 พระยาเขมรกรอมได้แก่ พระยาราชาเศรษฐีเจ้าเมืองมัตจรูก และพระยาอธิกวงศา (โต๊ด) เจ้าเมืองป่าสัก ลุกฮือขึ้นกบฏต่อเวียดนามที่เมืองมัตจรูกหรือ ติ่ญเบียน เซืองวันฟอง (Dương Văn Phong) เจ้าเมืองโจดก เป็นต๋งด๊กอันห่า ปกครองจังหวัดอานซาง (โจดก) และห่าเตียน ยกทัพเข้าปราบกบฏเขมรกรอมที่เมืองมัตจรูกติ่ญเบียน และต่อมาในเดือนธันวาคม พระยาเขมรกรอมจากเมืองกระมวนสอ (สักซ้า) ได้แก่ พระยารวิเดโช (ทิด) และพระยาวงษาสงคราม (เมียด) ลุกฮือขึ้นตั้งค่ายที่เขาเทิ้ตเซินหรือเขาบ๋ายนุ้ย ส่งทัพเขมรกรอมเข้าโจมตีเมืองสักซ้าในจังหวัดเกียนซาง[12] เลกวังเฮวียนเจ้าเมืองห่าเตียนยกทัพเรือไปขับไล่เขมรกรอมจากเมืองสักซ้าได้สำเร็จ แล้วเซืองวันฟองเจ้าเมืองโจดกจึงยกทัพจากติ่ญเบียน และเลกวังเฮวียนเจ้าเมืองห่าเตียน ยกทัพเข้าตีกระหนาบเขมรกรอมที่เขาเทิ้ตเซินแตกพ่ายไป พระยาอธิกวงศา (โต๊ด) และพระยาวงษาสงคราม (เมียด) จึงเดินทางหลบหนีลงไปตามแม่น้ำบาสัก ไปตั้งหลักที่เมืองป่าสัก หรือ ซ็อกจัง (Sóc Trăng) จังหวัดซ็อกจังในปัจจุบัน เพื่อลุกฮือขึ้นต่อต้านเวียดนามอีกครั้ง

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2383 นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. 2384 พระยาอธิกวงศา (โต๊ด) เจ้าเมืองป่าสัก นำชาวเขมรกรอมเมืองป่าสักลุกฮือขึ้นเป็นกบฏต่อเวียดนามที่เมืองป่าสัก พ่อค้าชาวจีนชื่อว่าเฉินหลิน (陳林) หรือ เจิ่นเลิม (Trần Lâm) นำชาวจีนโพนทะเลเข้าร่วมกับพระยาอธิกวงศาต่อต้านเวียดนาม พระยาอธิกวงศาและเฉินหลินยกทัพชาวเขมรกรอมและชาวจีน จำนวน 5,000-6,000 คน ยกเข้าโจมตีเมืองซ็อกจังของเวียดนาม ในวันขึ้นสิบสี่ค่ำเดือนสาม[26] (5 กุมภาพันธ์) เซืองวันฟองเจ้าเมืองโจดก ยกทัพจากติ่ญเบียน เข้าปราบกบฏเขมรกรอมที่เมืองป่าสักได้สำเร็จ พระยาอธิกวงศา (โต๊ด) สิ้นชีวิตในที่รบ ส่วนเฉินหลินหลบหนีไปได้

วัดมหาทัพ หรือ วัดมหาทุบ เป็นวัดเขมรกรอมที่เมืองซ็อกจัง (Sóc Trăng) จังหวัดซ็อกจัง เวียดนามเรียกว่า หมาตก (Mã Tộc)

ฝ่ายพระยาเขมรในกัมพูชา เห็นว่าพระยาเขมรกรอมพ่ายแพ้เสียทีถูกญวนตีแตกพ่าย จึงส่งกำลังกัมพูชา 1,000 คน นำโดยพระยาเสนาราชสงคราม (ปรัก) เจ้าเมืองบริบูรณ์ ยกทัพจากกัมพูชาไปช่วยเขมรกรอมเมืองป่าสัก ฝ่ายเฉินหลินฟื้นฟูรวบรวมกำลังพล ตั้งค่ายอยู่ที่วัดมหาทัพ เวียดนามเรีกว่า หมาตก (Mã Tộc) จนกระทั่งวันขึ้นเจ็ดค่ำ เดือนสี่[26] (27 กุมภาพันธ์) เซืองวันฟองล้มป่วยติดเชื้อที่ขา จึงส่งญาติของตนเองให้นำทัพญวนเมืองซ็อกจังออกไปโจมตีค่ายเขมรกรอมที่วัดมหาทัพ ฝ่ายเขมรกรอมนำโดยพระยาทึกวงษา และพระยาวงษาสงคราม (เมียด) เข้าซุ่มโจมตีทัพฝ่ายญวนพ่ายแพ้ ฝ่ายญวนสูญเสียจำนวนมาก องเตียนกุนเจืองมิญสางที่พนมเปญมีความตกใจ ว่าฝ่ายญวนพ่ายแพ้ให้แก่เขมรกรอมเมืองป่าสัก จึงส่งทัพสนับสนุน 1,000 คน จากเมืองพนมเปญ ให้ไมวันด๋ง (Mai Văn Đổng) นำลงมาช่วยเซืองวันฟองที่เมืองป่าสัก เซืองวันฟองที่ยังล้มป่วยอยู่ ส่งให้ไมวันด๋งยกทัพออกไปโจมตีค่ายวัดมหาทัพอีกครั้ง ในวันแรมสิบสี่ค่ำเดือนสี่[26] (21 มีนาคม พ.ศ. 2384) ฝ่ายเขมรกรอมและชาวจีน นำโดยเฉินหลิน และพระยาเสนาราชสงคราม (ปรัก) สามารถเอาชนะทัพญวนได้ สังหารแม่ทัพนายกองญวนไปจำนวนมาก ไมวันด๋งสิ้นชีวิตในที่รบ

พระเจ้าเทียวตรีพิโรธอย่างมากที่เซืองวันฟองเจ้าเมืองโจดกทำให้ฝ่ายญวนเวียดนามพ่ายแพ้ให้แก่เขมรกรอมเมืองป่าสักหลายครั้ง จึงมีราชโองการให้ปลดเซืองวันฟองออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองโจดก ตำแหน่งต๋งด๊กอันห่า แล้วให้บุ่ยกงเฮวียนเจ้าเมืองล่องโห้จากพนมเปญ และเหงียนวันเจือง (Nguyễn Văn Chương 阮文章 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น เหงียนจิเฟือง Nguyễn Trí Phương) จากเมืองดานัง ลงมาบังคับบัญชาการปราบกบฏเขมรกรอมเมืองป่าสักแทน ต่อมาไม่นานเซืองวันฟองจึงล้มป่วยเสียชีวิต[23]

ชุมนุมของอาจารย์เตียง

[แก้]

ถึงเดือนสี่ (มีนาคม) พ.ศ. 2383 นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. 2384 ฝ่ายไทยสามารถควบคุมกัมพูชาได้จากเมืองพระตะบอง เสียมราฐ ไปจนถึงเมืองโพธิสัตว์และกำปงสวาย รวมทั้งบรรดาชุมนุมพระยาเขมร ที่เมืองสำโรงทองและเมืองบาที ได้เข้าสวามิภักดิ์ต่อฝ่ายไทยแล้ว ยังเหลือแต่เมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ ซึ่งฝ่ายเวียดนามได้ถอนกำลังออกจากภูมิภาคต่างๆของกัมพูชาทั้งหมด มาอยู่ที่เมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ จำนวนประมาณ 20,000 คน และยังมีชุมนุมของพระยาจักรี (นวง) ที่เมืองบาพนม ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของกัมพูชา ที่ยังไม่เข้าสวามิภักดิ์กับฝ่ายไทย เมื่อวันแรมสิบสี่ค่ำเดือนสี่ (21 มีนาคม) ตวนลี้แม่ทัพจามที่หันมาเข้ากับฝ่ายไทย พร้อมทั้งพระยาวงษาสัตรีขุนนางกัมพูชา ยกทัพจากเมืองกำปงเสียม เข้าโจมตีระกาโกง ตีชิงกวาดเอาครัวชาวจามออกมา เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ให้พระยาเดโชเจ้าเมืองกำปงสวาย และพระยาเดโชภักดีสนองอี อยู่ฟื้นฟูรวบรวมไพร่พลราษฎรเมืองกำปงสวายขึ้นใหม่ และให้พระยานุภาพไตรภพเจ้าเมืองเสียมราฐ อยู่รักษาการที่เมืองกำปงธม[26]

ในขณะนั้น ฝ่ายญวนเมืองพนมเปญ ได้ตั้งค่ายเป็นป้อมปราการขึ้นใหม่ ที่จะโรยจังวา ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำกับเมืองพนมเปญ เกณฑ์ชาวจามขึ้นอยู่รักษาคอยป้องกันฝ่ายไทยที่จะมาจากเมืองกำปงฉนังและกำปงธม เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) มีแผนให้พระองค์แก้ว (มา) คุมทัพจากเมืองกำปงธม ออกไปควบคุมชุมนุมของพระยาจักรี (นวง) ที่เมืองบาพนม ให้เข้าสวามิภักดิ์กับฝ่ายไทย เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯตระหนักว่า ฝ่ายญวนจากค่ายจะโรยจังวา อาจส่งทัพขึ้นมาโจมตีทางเมืองกำปงเสียม เมืองเชิงไพร เมืองบาราย ซึ่งเป็นชุมนุมของพระยาเชตที่ฝ่ายไทยควบคุมอยู่ ดังนั้นฝ่ายไทยจึงควรที่จะตีค่ายจะโรยจังวาให้แตกพ่ายไปก่อน ที่จะยกทัพไปเมืองบาพนม เนื่องจากเป็นทางผ่าน แต่แต่เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯคาดการณ์ว่าหากฝ่ายไทยเข้าโจมตีค่ายจะโรยจังวา ฝ่ายญวนเมืองพนมเปญจะต้องส่งทัพหลวงขึ้นมาปกป้องค่ายจะโรยจังวา ฝ่ายไทยจะประาบความลำบากในการโจมตีค่ายจะโรยจังวานี้[26]

ในระหว่างที่ฝ่ายไทยมีแผนที่จะยกทัพเข้าควบคุมส่วนของกัมพูชาที่ยังเหลือนี้ ในเดือนสี่ (มีนาคม) เกิดเหตุการณ์ขึ้นที่เมืองศรีสุนทร มีพระภิกษุชาวกัมพูชา ชื่อว่า อาจารย์เที่ยง หรือ อาจารย์เตียง อายุประมาณสามสิบกว่าปี ประวัติเดิมเคยบวชเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้ตั้งตนขึ้นเป็นนักศิลป์ หรือผู้วิเศษ อยู่ที่เมืองศรีสุนธร มีฤทธิเดชอำนาจปลุกเสกหอกวิเศษ เรียกว่า หอกไชย มีชาวบ้านราษฎรแขวงเมืองศรีสุนทรเข้าร่วมกับอาจารย์เตียง เป็นจำนวนถึง 8,000 คน ตั้งขึ้นเป็นชุมนุม ทุกเข้าอาจารย์เตียงฝึกซ้อมเหนี่ยวธนูเล็งไปทางดวงอาทิตย์ มีเป้าหมายเพื่อที่จะยิงดวงอาทิตย์ และทุกวันพระ แปดค่ำ สิบห้าค่ำ ชาวบ้านที่เข้ากับอาจารย์เตียง จะเข้าหาอาจารย์เตียง ดื่มน้ำมะพร้าวปลุกเสก เชื่อว่ารักษาโรคได้ ฝ่ายพระยาเดโชเสด็จตรัญเจ้าเมืองกำปงสวาย จึงมีคำสั่งให้พระยาแสนสงคราม (รศ) เจ้าเมืองศรีสุนทร ส่งขุนนางกัมพูชาไปแจ้งแก่อาจารย์เตียงว่า พระยาเดโชมีคำสั่งให้อาจารย์ไปเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ด้วง อาจารย์เตียงปฏิเสธไม่ยอม[26]

มีพระยาเขมรคนหนึ่ง คือ พระยาราชสาคร (เสา) เจ้าเมืองอันลงราช ได้เข้ากับอาจารย์เตียง อาจารย์ได้ให้พระยาราชสาคร อัญเชิญหอกวิเศษหรือหอกไชยของอาจารย์เตียง ไปปักไว้ที่บ้านสันแดกแขวงเมืองเชิงไพร ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง อาจารย์เตียงมีคำสั่งให้ลูกศิษย์ปกป้องรักษาหอกวิเศษนี้ อย่าให้พวกญวนมาถอนไปได้ พระยาราชสาครและบรรดาลูกศิษย์ของอาจารย์เตียง ทำบุญแห่หอกไชยเป็นเวลาสามวัน แล้วปลูกโรงขึ้นล้อมรั้วราชวัตรครอบทับหอกไชยไว้ มีโรงเก็นอาวุธและน้ำอบล้อมรอบทั้งแปดทิศ พระยาเชตมีคำสั่งให้พระยาราชสาครมาพบแต่พระยาราชสาครขัดขืน แล้วฝ่ายลูกศิษย์ของอาจารย์เตียง ยกกำลัง 200 คน เข้าปล้นเมืองศรีสุนทร พระยาแสนสงคราม (รศ) ต่อสู้ถูกแทงได้รับบาดเจ็บ พวกอาจารย์เตียงเก็บอาวุธไปไว้ได้[26]

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ตระหนักว่า ฝ่ายอาจารย์เตียงมีราษฎรกัมพูชาเคารพนับถือเข้าอยู่ด้วยจำนวนมาก หากยกทัพเข้าปราบชุมนุมของอาจารย์เตียงโดยตรง จะทำให้เกิดความโกลาหลวุ่นวาย ราษฎรกัมพูชาจะเอาใจออกห่างฝ่ายไทย "จะยกเปนกองทัพไปล้อมจับพระยาราชสาครเสากับสมัครพรรคพวกที่เฝ้าหอกไชยณแขวงเชิงไพรนั้น จะเกิดรบพุ่งฆ่าฟันกัน ไพร่บ้านพลเมืองจะแตกตื่นระส่ำระสาย" ให้พระองค์แก้ว (มา) และพระยาเดโชเจ้าเมืองกำปงสวาย ยกทัพออกไปเกลี้ยกล่อม อาจารย์เตียง พระยาราชสาคร และลูกศิษย์ ที่ล้อมรักษาหอกไชยอยู่นั้น ในวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนห้า[26] (6 เมษายน พ.ศ. 2384) จนสามารถจับกุมอาจารย์เตียงได้ ส่งไปที่กรุงเทพมหานครในที่สุด[8] แต่ด้วยข้อจำกัด ทำให้ฝ่ายไทยยังไม่สามารถเข้าควบคุมชุมนุมของพระยาจักรี (นวง) ที่เมืองบาพนมได้

นักองค์ด้วงไปตั้งที่เมืองอุดงฦาชัย

[แก้]

เลวันดึ๊ก เป็นทามต๊านได่เถิ่น ปลัดกรมการเมืองเจิ๊นเตย ล้มป่วย จึงทูลพระเจ้าเทียวตรีของลาออกจากตำแหน่ง พระเจ้าเทียวตรีจึงแต่งตั้งให้เหงียนกงจื๊อ (Nguyễn Công Trứ) เป็นทามต๊านได่เถิ่นหรือปลัดเมืองเจิ๊นเตยคนใหม่[12] เหงียนกงจื๊อมีความเห็นว่า ควรใช้วิธีนำเจ้ากัมพูชากลับมาเกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชา ให้สวามิภักดิ์ต่อเวียดนามดังเดิม มากกว่าที่จะให้กำลังทหารปราบปราบกัมพูชา ซึ่งไม่สำเร็จ องเตียนกุนเจืองมิญสาง ข้าหลวงใหญ่ของญวน สำเร็จราชการในกัมพูชา จึงทำฎีกาถวายพระเจ้าเทียวตรี ทูลขอให้ปล่อยเจ้าสตรีกัมพูชา นักองค์มี นักองค์เภา นักองค์สงวน จากเมืองไซ่ง่อน ปล่อยตัวนักองค์อิ่มจากเมืองเว้ ปล่อยตัวข้าราชการขุนนางกัมพูชาผู้ใหญ่ ได้แก่ เจ้าฟ้าทะละหะ (หลง) สมเด็จเจ้าพระยา (โห้) พระยากลาโหม (กิญ) ที่ได้ถูกเนรเทศไปเวียดนามภาคเหนือ และปล่อยตัวพระยาวัง (ตุ้ม) ที่ถูกเนรเทศไปเมืองล่องโห้ ให้กลับมาที่เมืองเจิ๊นเตยพนมเปญทั้งหมด เพื่อเกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชาให้มีขวัญกำลังใจ กลับเข้ามาสวามิภักดิ์กลับฝ่ายญวนเวียดนามอีกครั้ง;

เมื่อปีที่แล้วนักองค์แบนวางแผนหลบหนี จึงจำต้องนำนักองค์มีไปอยู่ที่ซาดิ่ญ (ไซ่ง่อน) แล้วพระยาเขมรมีความมักใหญ่ใฝ่สูง จับกุมสังหารขุนนางญวน ปลุกระดมราษฎรชาวเขมรขึ้นเป็นกบฏ สยามได้ฉกฉวยโอกาสนี้เชิดชูตั้งนักองค์ด้วงขึ้นมาเข้าร่วมปลุกระดมชาวเขมร และวางแผนแย่งชิงกัมพูชาไปจากญวนอย่างเป็นความลับ ชาวเขมรซึ่งขลาดเขลาเห็นเราชาวญวนเป็นศัตรูและเห็นสยามเป็นผู้มาโปรด แล้วเมืองกัมพูชาทั้งสิบเขตและยี่สิบสามจังหวัดจึงเป็นกบฏขึ้นต่อเราตามการชี้นำของสยาม แม้แต่ชาวเขมรในหกจังหวัดในนามกี่ (เวียดนามภาคใต้) ยังทำตามสยาม เป็นสถานการณ์ที่ล่อแหลม ถึงแม้ว่าสยามยังไม่ได้ครอบครองกัมพูชาทั้งหมด แต่กัมพูชาทุกวันนี้ไม่ได้สวามิภักดิ์ต่อเราดังแต่ก่อน หากจะยกทัพไปปราบกบฏทั้งหมดตามป่าเขา นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังจะผลักดันให้ชาวเขมรไปเข้ากับสยามมากขึ้น หากปราบกบฏได้สำเร็จเราจะได้เพียงผืนแผ่นดินว่างเปล่าไร้ผู้คน ทุกวันนี้ได้ใช้ให้คนเขียนหนังสือเป็นภาษาเขมรออกไปปักตามที่ต่างๆ เกลี้ยกล่อมให้ชาวเขมรเข้าสวามิภักดิ์ดังเดิม แต่พวกเขมรนั้นยังอาจหาญไม่ยอมเข้าสวามิภักดิ์ ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะยกทัพไปยึดดินแดนและจับชาวเขมรอีกต่อไป

ช่วงนี้ชาวเขมรมักถามถึงนักองค์มีและนักองค์อิ่มอยู่เสมอ ชาวเขมรต้องการเห็นตัวเจ้านายของตน นอกจากนี้ ยังเป็นธรรมเนียมของชาวเขมร ที่จะต้องภักดีต่อเจ้านายไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ โดยเฉพาะนักองค์มีซึ่งเป็นพระนางเจ้าของชาวเขมร จึงขอพระราชทาน ให้มีราชโองการไปที่จังหวัดซาดิ่ญ ให้นักองค์มี นักองค์เภา นักองค์สงวน ให้กลับคืนสู่เมืองเจิ๊นเตย รวมทั้งขอให้พระราชอภัยโทษให้แก่นักองค์อิ่ม เจ้าฟ้าทะละหะ (หลง) สมเด็จเจ้าพระยา (โห้) พระยากลาโหม (กิญ) และพระยาวัง (ตุม) แต่งทัพนำคนเหล่านี้กลับมาที่กัมพูชา แล้วจึงมีพระราชโองการให้ผู้นำเขมรเหล่านี้ เกลี้ยกล่อมและรวบรวมชาวเขมร

[23]

พระเจ้าเทียวตรีมีวินิจฉัยว่า ให้ปล่อยตัวเจ้าสตรี นักองค์มี องค์เภา องค์สงวน และพระยาวัง (ตุม) ให้กลับมาที่เมืองเจิ๊นเตยพนมเปญได้ แต่ยังไม่ให้อภัยโทษแก่นักองค์อิ่ม เจ้าฟ้าทะละหะ (หลง) สมเด็จเจ้าพระยา (โห้) และพระยากลาโหม (กิญ) เนื่องจากยังมีความผิดอยู่ ฝ่ายญวนเวียดนาม จึงนำเรือยี่สิบลำ ให้พระยาวัง (ตุม) แห่นำเจ้าสตรีกัมพูชาทั้งสามองค์ รวมทั้งนักนางรศ มารดาของนักองค์อิ่มและนักองค์ด้วง มาจากเมืองไซ่ง่อน มาถึงเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ ในวันขึ้นเจ็ดค่ำเดือนหก[2] (27 เมษายน พ.ศ. 2384) องเตียนกุนเจืองมิญสางให้รื้อบ้านของเจ้าฟ้าทะละหะ (หลง) ที่ตาแก้ว แล้วปลุกตำหนักให้เจ้ากัมพูชาประทับอยู่[26] แล้วองเตียนกุนให้แต่งหนังสือภาษาเขมรออกไปปักเกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชา ว่าเจ้ากัมพูชาได้นิวัติกลับคืนมาแล้ว ให้ชาวกัมพูชาเข้าสวามิภักดิ์กับญวนดังเดิม

เนื่องจากการลุกฮือของชาวกัมพูชาขึ้นต่อต้านเวียดนาม ในปีพ.ศ. 2383 นี้นั้น เกิดจากการที่ฝ่ายญวนเวียดนามได้ลงโทษและนำตัวเจ้ากัมพูชาออกไปจากกัมพูชา เมื่อฝ่ายเวียดนามได้นำตัวเจ้ากัมพูชากลับคืนสู่กัมพูชาแล้ว เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ฝ่ายเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) เห็นว่า การที่ฝ่ายญวนนำเจ้าสตรีกัมพูชากลับคืนสู่เมืองพนมเปญดังนี้ จะทำให้ราษฎรชาวกัมพูชาเอาใจออกจากฝ่ายไทย ไปเข้ากับฝ่ายญวนดังเดิม ฝ่ายนักพระองค์ด้วง ประทับอยู่ที่เมืองโพธิสัตว์ ยังไม่สามารถเข้าถึงราษฎรชาวกัมพูชาได้อย่างทั่วถึง เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯจึงเห็นว่า นักองค์ด้วงควรย้ายไปประทับอยู่ที่เมืองอุดงฦาชัย เพื่อให้สามารถเข้าถึงและเกลี้ยกล่อมราษฎรกัมพูชาได้มากขึ้น แข่งขันกันกับนักองค์มีที่ฝ่ายญวนให้การสนับสนุน เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯจึงล้มเลิกแผนการสร้างเมืองโพธิสัตว์ แล้วให้พระพรหมบริรักษ์ (แก้ว สิงหเสนี) บุตรชายของเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ และพระพิทักษ์บดินทร์ (โสม) รักษาการเจ้าเมืองพระตะบอง นำกำลังไทยลาวเขมร 5,000 คน[26] แห่นำนักองค์ด้วงออกจากเมืองโพธิสัตว์ ในวันขึ้นเก้าค่ำเดือนหก (29 เมษายน) เดินทางถึงเมืองอุดง ในวันแรมหนึ่งค่ำ (6 พฤษภาคม พ.ศ. 2384) ตั้งอยู่ที่บริเวณที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) เคยตั้งอยู่ เมื่อครั้งสำเร็จราชการกัมพูชา เรียกว่า คลังสแบก[8] (Khleang Sbek) ห่างจากเมืองบันทายเพชรห้าสิบเส้น[2]

เมื่อนักองค์ด้วงได้มาประทับอยู่ที่เมืองอุดงฦาชัย ที่คลังสแบก พร้อมกับเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) แล้วนั้น เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯจึงเชิดชูยกให้นักองค์ด้วงเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชา เกลี้ยกล่อมราษฎรชาวกัมพูชาให้มาเข้าสวามิภักดิ์กับนักองค์ด้วง แข่งขันกันกับฝ่ายนักองค์มี ซึ่งญวนได้ยกย่องเขิดชูให้กลับมาเป็นเจ้ากัมพูชาที่พนมเปญ มีพระยาวัง (ตุม) เป็นเสนาบดี ฝ่ายไทยและนักองค์ด้วง จึงเข้าควบคุมกัมพูชาซีกตะวันตกทั้งหมด ตั้งแต่เมืองโพธิสัตว์ กำปงสวาย ลงไปจนถึงเมืองกำปอด กำปงโสม ชายทะเล ส่วนนักองค์มีฝ่ายเวียดนามนั้น มีอำนาจอยู่ที่เมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ และพระยาจักรี (นวง) ยังตั้งเป็นชุมนุมอิสระอยู่ที่เมืองบาพนม ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกัมพูชา เจ้าสตรีกัมพูชา นักองค์มี นักองค์เภา นักองค์สงวน และนักนางรศ มารดาขององค์ด้วง มีจดหมายลับจากพนมเปญจึงนักองค์ด้วงที่เมืองอุดง ขอให้นักองค์ด้วงส่งพระยาเขมรออกไปรับเจ้าสตรีกัมพูชามาอยู่ด้วยที่เมืองอุดง เมื่อพระยาวัง (ตุม) ทราบจึงให้กวดขันควบคุมเจ้าสตรีเข้มงวดมากขึ้น[2]

ในขณะที่พระเจ้าเวียดนามมินมาง มีนโยบายที่แข็งกร้าวควบคุมเข้มงวดต่อกัมพูชา พระโอรสคือพระเจ้าเวียดนามเทียวตรี มีนโยบายที่โอนอ่อนผ่อนปรนต่อกัมพูชามากขึ้น เพื่อเรียกขวัญกำลังใจของชาวกัมพูชาให้กลับมาสวามิภักดิ์ต่อเวียดนามดังเดิม พระเจ้าเทียวตรีพระราชทานอภัยโทษให้แก่ชาวกัมพูชาเป็นกบฏต่อต้านเวียดนามทั้งหมด ให้ชาวกัมพูชาสมัครใจกลับเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อเวียดนามโดยไม่มีความผิด[23] โดยมีขอบเขตกำหนดถึงสิ้นปี อย่างไรก็ตาม ฝ่ายชาวกัมพูชาซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของเวียดนามมาเป็นเวลาหกปี มีความเบื่อหน่ายต่อเวียดนามและมองว่าสยามนั้นคือผู้มาช่วยเหลือปลดปล่อยกัมพูชาจากการปกครองของเวียดนาม

การลุกฮือของเขมรกรอมที่เมืองพระตะพัง

[แก้]

เมื่อเซืองวันฟองเจ้าเมืองโจดก เป็นต๋งด๊กอันห่า ปกครองจังหวัดอานซาง (โจดก) และห่าเตียน พ่ายแพ้ต่อการลุกฮือของเขมรกรอมที่เมืองป่าสัก หรือ ซ็อกจัง ทำให้พระเจ้าเวียดนามเทียวตรีพิโรธ และปลดเซืองวันฟองออกจากตำแหน่ง ต่อมาไม่นานเซืองวันฟองจึงล้มป่วยเสียชีวิต พระเจ้าเทียวตรีให้บุ่ยกงเฮวียน ซึ่งเป็นต๋งด๊กล็องเตื่อง ปกครองจังหวัดหวิญล็องและดิ่ญเตื่องอยู่แล้ว ให้เป็นต๋งด๊กอันห่า ปกครองอานซางและห่าเตียน เป็นเจ้าเมืองโจดกคนใหม่ ดังนั้น บุ่ยกงเฮวียนจึงได้เป็นทั้งเจ้าเมืองโจดกและเจ้าเมืองล่องโห้ ปกครองสี่แคว้นจากทั้งหมดหกแคว้นของเวียดนามภาคใต้ ส่วนเหงียนวันเจือง (เหงียนจิเฟือง) นั้น ได้เป็นองตวนผู้เมืองโจดก

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2384 เกิดกบฏของชาวเขมรกรอมลุกฮือขึ้นต่อต้านเวียดนามอีกแห่งหนึ่ง คือที่เมืองหลักฮว้า (Lạc Hóa) หรือเมืองจ่าวิญ (Trà Vinh) จังหวัดจ่าวิญในปัจจุบัน กัมพูชาเรียกว่า เมืองพระตะพัง (เขมร: ព្រះត្រពាំង) ซึ่งบริเวณเมืองจ่าวิญหรือเมืองพระตะพังนี้เป็นเมืองของกัมพูชามาช้านาน แต่ถูกผนวกรวมเข้ากับเวียดนามในกระบวนการแผ่ขยายอำนาจลงทางทิศใต้ของเวียดนามเรียกว่านามเที้ยน อย่างไรก็ตามราชสำนักราชวงศ์เหงียนยังให้ชาวเขมรกรอมปกครองตนเองอยู่ในเมืองจ่าวิญ จนกระทั่งในเดือนพฤษภาคม ชาวกัมพูชาชื่อว่า เลิมเซิม (Lâm Sâm)[12] ว่าเดิมเป็นขุนนางในราชสำนักกัมพูชา ได้ตั้งตนขึ้นเป็นนักศิลป์หรือผู้วิเศษ ห่มผ้าเหลืองเป็นพระสงฆ์ ปลุกระดมชาวกัมพูชาเขมรกรอมที่เมืองจ่าวิญให้เป็นกบฏต่อเวียดนาม ซึ่งขบวนการต่อต้านเวียดนามในกัมพูชาภาคต่ำ ที่เมืองป่าสักและเมืองพระตะพัง ในเวียดนามภาคใต้นี้ ได้รับการสนับสนุนจากพระยาเขมรที่กัมพูชา ซึ่งมีฝ่ายไทยคือเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯกำกับอยู่ นอกจากชาวเขมรกรอมแล้ว ยังมีชาวจีนโพ้นทะเลอพยพ และชาวเวียดนามที่ไม่พอใจการปกครอง เข้าร่วมกับการลุกฮือของเลิมเซิมนี้ด้วย ขุนนางเวียดนามที่เมืองจ่าวิญจำต้องหลบหนีและบางคนถูกสังหาร

วัดนครราชบุรี เป็นวัดเขมรกรอม ที่เมืองจ่าวิญ จังหวัดจ่าวิญ ในเวียดตามภาคใต้ เวียดนามเรียกว่า วัดจั่วเอิง Chùa Âng

พระเจ้าเทียวตรีทรงแบ่งงานให้เหงียนวันเจืองยกทัพไปปราบกบฏเขมรกรอมที่เมืองป่าสัก ส่วนบุ่ยกงเฮวียนเจ้าเมืองโจดกและล่องโห้ ยกทัพไปปราบกบฏเขมรกรอมที่เมืองพระตะพังหรือจ่าวิญ บุ่ยกงเฮวียนให้เจิ่นเตวียน (Trần Tuyên) เป็นทัพหน้า ยกทัพเมืองล่องโห้ 1,000 ไปปราบกบฏเลิมเซิมที่เมืองจ่าวิญ แต่ถูกฝ่ายเขมรกรอมซุ่มโจมตีพ่ายแพ้ สูญเสียแม่ทัพนายกองญวนจำนวนมาก เจิ่นเตวียนถูกสังหารในที่รบ พระเจ้าเทียวตรีพิโรธต่อบุ่ยกงเฮวียนอย่างมาก[23]

ฝ่ายเหงียนวันเจือง ปราบกบฏเมืองป่าสัก ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2384 นายกองญวนเมืองป่าสัก ชื่อว่า เหงียนเลืองเญิ่น (Nguyễn Lương Nhàn) แจ้งแก่เหงียนวันเจืองว่า ฝ่ายญวนมีกำลังเพียงแค่ 500 ถึง 600 คน ในขณะที่ฝ่ายเขมรกรอมตั้งค่ายล้อมเมืองซ็อกจังทุกด้าน และนำดินมาถมคลองเมืองซ็อกจังเป็นทำนบ ขัดขวางไม่ให้ฝ่ายญวนล่องเรือเข้าโจมตี เหงียนวันเจืองจึงให้เหงียนเลืองเญิ่นยกทัพทางบก และเหงียนวันเจืองยกทัพเรือทางน้ำ ยกเข้าโจมตีค่ายเขมรกรอมพร้อมกัน ฝ่ายเขมรกรอมพ่ายแพ้แตกพ่าย[23]

ฝ่ายไทยเนื่องด้วยที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯได้ทรงมีพระราชกระแสให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ขัดขวางปิดทางแม่น้ำลำคลองต่างๆ ไม่ให้ฝ่ายญวนล่องทัพเรือได้โดยสะดวก[25] เมื่อเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯได้นำนักองค์ด้วงมาอยู่ที่เมืองอุดงฦาชัยแล้ว นักองค์ด้วงจึงให้พระยาสังขโลก (เกาะ) เจ้าเมืองโพธิสัตว์คนเก่า พร้อมทั้งพระยาวิบูลย์ราช (หลง) ยกกองกำลังกัมพูชาไปทำทำนบปิดกั้นคลองหวิญเต๊ ซึ่งเป็นคลองที่เชื่อมระหว่างเมืองโจดกและเมืองห่าเตียน เป็นเส้นทางลำเลียงขนส่งที่สำคัญของฝ่ายเวียดนาม เหงียนวันเจืองที่เมืองป่าสัก เมื่อทราบว่าฝ่ายนักองค์ด้วงกำลังถมทำลายของหวิญเต๊ จึงใช้ให้เหงียนเลืองเญิ่นอยู่รักษาเมืองป่าสักหรือซ็อกจัง แล้วเหงียนวันเจืองจึงยกทัพขึ้นมาทางแม่น้ำบาสัก เข้าโจมตีพระยาสังขโลก (เกาะ) และพระยาวิบูลย์ราช ที่คลองหวิญเต๊ แตกพ่ายกลับไป แล้วเหงียนวันเจืองจึงให้ทำลายทำนบให้คลองหวิญเต๊ไหลได้ตามเดิม เหงียนวันเจืองทำฎีกาถวายพระเจ้าเทียวตรี ว่าคลองหวิญเต๊เป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ ฝ่ายไทยต้องการที่จะทำลาย จึงขอให้จัดกำลังพลมาอยู่รักษาคลองหวิญเต๊ และสร้างค่ายสร้างป้อมปราการรักษาคลองหวิญเต๊ พระเจ้าเทียวตรีทรงเห็นชอบด้วย เหงียนวันเจืองจึงจัดกำลังทหารและสร้ามป้อมตามแนวคลองหวิญเต๊[23]

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2384 เลิมเซิม ยกทัพ 3,000 คน เข้าโจมตีบุยกงเฮวียน แต่ไม่สำเร็จ บุ่ยกงเฮวียนสามารถตีเลิมเซิมให้ถอยไปได้ พระเจ้าเทียวตรีให้เหงียนเที้ยนเลิม (Nguyễn Tiến Lâm) จากเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญกัมพูชา ลงมาช่วยบุ่ยกงเฮวียน ปราบกบฏเขมรกรอมเมืองพระตะพัง เมื่อเหงียนวันเจืองอยู่ที่คลองหวิญเต๊นั้น ผู้นำกบฏเขมรกรอมที่เมืองพระตะพัง ได้ให้ชาวจีนอีกคนหนึ่งชื่อว่า เจิ่นฮ่ง (Trần Hồng) หรือ เฉินหง รวบรวมกำลังขึ้นที่เมืองป่าสักเตรียมเข้าโจมตีเมืองป่าสัก ในเดือนกรกฎาคม ทำให้บุ่ยกงเฮวียน และเหงียนเที้ยนเลิม ต้องยกทัพจากเมืองพระตะพังจ่าวิญ ออกมาช่วยปราบกบฏเมืองป่าสัก ตีชุมนุมของเฉินหงแตกพ่ายไปได้สำเร็จ[23]

เวียดนามปล่อยนักองค์อิ่มกลับกัมพูชา

[แก้]

เจ้าชายกัมพูชานักองค์อิ่ม เป็นโอรสของพระนารายณ์รามาธิบดีฯนักองค์เอง กษัตริย์กัมพูชาในยุคสมัยที่ไทยมีอำนาจเหนือกัมพูชา ต่อมาในรัชสมัยของพระอุไทยราชาฯนักองค์จัน พระเชษฐาของนักองค์เองอิ่ม นักองค์จันได้นำกัมพูชาออกห่างจากไทยไปเข้ากับฝ่ายเวียดนามราชวงศ์เหงียน ทางฝ่ายราชสำนักกรุงเทพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงแต่งตั้งให้นักองค์สงวนเป็นที่พระมหาอุปโยราช และนักองค์อิ่มเป็นที่พระศรีไชยเชษฐ์พระมหาอุปราช ในพ.ศ. 2352 ต่อมาในพ.ศ. 2354 เมื่อฝ่ายไทยกรีฑาทัพเข้าสู่กัมพูชา (ความขัดแย้งในกัมพูชา พ.ศ. 2354) นักองค์จันหลบหนีไปเมืองบันแงไซ่ง่อน พระศรีไชยเชษฐ์มหาอุปราชนักองค์อิ่ม พร้อมทั้งนักองค์สงวน และนักองค์ด้วง อนุชาร่วมมารดาเดียวกันกับองค์อิ่ม สวามิภักดิ์ฝ่ายไทย[11] และย้ายเข้ามาประทับอยู่ที่วังเจ้าเขมรในกรุงเทพ ตั้งแต่พ.ศ. 2356 ต่อมานักองค์สงวนถึงแก่พิราลัย ในพ.ศ. 2360 ทำให้นักองค์อิ่มกลายเป็นเจ้าชายกัมพูชาที่ฝ่ายไทยให้การสนับสนุน เมื่อฝ่ายไทยนำโดยเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ยกทัพเข้าสู่กัมพูชาในพ.ศ. 2376 (อานามสยามยุทธ พ.ศ. 2376) เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯได้นำนักองค์อิ่มและนักองค์ด้วง เข้าไปรักษาการที่เมืองพนมเปญราชธานีกัมพูชา เกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชาแต่ไม่สำเร็จ ชาวกัมพูชาไม่ยอมรับองค์อิ่มและองค์ด้วงลุกฮือขึ้นต่อต้าน สุดท้ายฝ่ายไทยต้องถอยทัพกลับ[2]

ทางฝ่ายกรุงเทพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งให้นักองค์อิ่มเป็นผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง และนักองค์ด้วงเป็นเจ้าเมืองมงคลบุรี ในพ.ศ. 2377 แต่ทว่าเกิดความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างนักองค์อิ่มและองค์ด้วง จนนักองค์ด้วงวางแผนก่อการยึดอำนาจที่เมืองพระตะบองในพ.ศ. 2381 แต่ไม่สำเร็จนักองค์ด้วงถูกคุมตัวไปอยู่ที่กรุงเทพฯ[2] ปีต่อมาพ.ศ. 2382 นักองค์อิ่มเห็นว่าฝ่ายไทยไม่สามารถส่งเสริมให้ตนเองได้ขึ้นเป็นเจ้ากัมพูชา อีกทั้งยังมีองเตียนกุนเจืองมินสางคอยยุยง นักองค์อิ่มจึงก่อการกบฏยึดอำนาจในเมืองพระตะบอง กวาดต้อนชาวเมืองพระตะบองแปรพักตร์ไปเข้ากับฝ่ายญวนเวียดนาม[2] แต่พระเจ้าเวียดนามมินมางมิได้ยกย่องนักองค์อิ่มขึ้นเป็นเจ้า แต่กลับนำตัวนักองค์อิ่มไปกุมขังไว้ที่เมืองเว้ ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2383 ส่วนนักนางรศมารดาขององค์อิ่มและองค์ด้วงนั้น ถูกกักตัวอยู่ที่ไซ่ง่อน และนักองค์พิมพ์ โอรสของนักองค์อิ่มนั้น เวียดนามกักตัวไว้ที่จังหวัดคั้ญฮหว่าในเวียดนามภาคกลาง

ต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2384 เหงียนกงจื๊อให้องเตียนกุนเจืองมิญสางกราบทูลพระเจ้าเทียวตรี อนุญาตให้เจ้าสตรีกัมพูชา ได้แก่ นักองค์มี นักองค์เภา และนักองค์สงวน รวมทั้งนักนางรศ กลับคืนจากไซ่ง่อนสู่กัมพูชา ที่เมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ เพื่อเกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชาให้เข้ามาสวามิภักดิ์ดังเดิม แต่ไม่ประสบผล ชาวกัมพูชามีความนิยมต่อนักองค์ด้วงมากกว่า เนื่องจากชาวกัมพูชานั้นไม่ต้องการอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของเวียดนามอีกต่อไป เมื่อการเกลี้ยกล่อมไม่ประสบผล เหงียนกงจื๊อจึงทำฎีกาถวายพระเจ้าเทียวตรีด้วยตนเอง ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2384 ให้พระราชทานอภัยโทษและปล่อยตัวนักองค์อิ่มออกจากคุกที่เมืองเว้ กลับมาที่กัมพูชา เพื่อที่จะสามารถเกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชาได้มากขึ้น;[23]

กัมพูชานั้นอยู่ภายใต้ความอารักขาของเรามาเป็นเวลานาน และมีเมืองเจิ๊นเตนสร้างขึ้นเพื่อป้องกันศัตรู เวลาล่วงผ่านไปแปดปี ค่าใช้จ่ายทรัพยากรที่ใช้ไปกับกัมพูชานั้นมากมายเหลือคณา แต่เรายังไม่สามารถเกณฑ์ชาวกัมพูชาเป็นกองกำลังของเราได้ เรายังไม่สามารถสอนหนังสือชาวกัมพูชาได้ ตั้งแต่ที่ชาวกัมพูชาเป็นกบฏขึ้น แม่ทัพนายกองข้าราชการญวนร่วมพันกว่าคนต้องสูญเสียชีวิต อาวุธยุทโธปการณ์กระสุนปืนดินดำได้ถูกใช้ไป ต้องจ่ายเบี้ยหวัดเงินเดือนให้แก่ข้าราชการ และต้องใช้เรือขนส่งเสบียงและสิ่งของ ทั้งทางราษฏร์และทางหลวง เมืองบาเซยวียน (ป่าสัก) และเมืองหลักฮว่า (พระตะพัง) ยังไม่สงบราบคาบ ราษฎรและทหารต้องถูกเกณฑ์ไปรบ เกษตรกรและพ่อค้าวาณิชต่างได้รับความเดือดร้อน อีกทั้งสถานการณ์ในปีนี้แตกต่างจากเมื่อปีที่แล้ว เมื่อปีที่แล้วชาวกัมพูชาเป็นกบฏขึ้นด้วยความกลัว แต่ปีนี้มีชายผู้หนึ่งชื่อซุน (นักองค์ด้วง) ตั้งตนเป็นใหญ่เพื่อกอบกู้กัมพูชาทำให้ชาวกัมพูชาต่อสู้อย่างถวายชีวิต ถึงแม้ว่าจะมีเจ้าหญิงนักองค์มีประทับอยู่ แต่ชาวกัมพูชาไม่ได้เคารพนับถือเจ้าที่เป็นสตรีเท่าใดนัก

[23]

เหงียนกงจื๊อยังทูลอีกว่า ลำพังเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญไม่สามารถป้องกันต้านทานทัพฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยจากทั่วทุกสารทิศได้ พงศาวดารไทยระบุว่า ฝ่ายญวนเมืองพนมเปญนั้น มีโรคระบาดและขาดแคลนข้าวปลาอาหาร ชาวญวนเวียดนามหลบหนีออกจากเมืองเจิ๊นเตยมาเข้ากับเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) จำนวนมาก สถานการณ์ของฝ่ายเวียดนามในกัมพูชาตกต่ำอย่างที่สุด;

เมื่อปีที่แล้ว นักองค์อิ่มได้มาสวามิภักดิ์กับเรา ถวายตัวขอเป็นข้าของพระจักรพรรดิ ถึงแม้ว่าพระจักรพรรดิพระองค์ก่อน [พระเจ้ามินมาง] จะทรงให้จองจำกุมขังนักองค์อิ่มไว้ แต่ยังทรงมีพระกรุณาพระราชทานเบี้ยหวัดเงินเดือนแก่นักองค์อิ่ม ถึง ณ เวลานี้ พระจักรพรรดิ [พระเจ้าเทียวตรี] ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ทรงมีพระเมตตากรุณาล้นพ้นไพศาล แม้แต่นักโทษถึงลานประหารยังพระราชทานอภัยโทษให้ ฉะนั้นข้าพระพุทธเจ้า จึงขอพระราชทานให้มีพระราชโองการส่งตัวนักองค์อิ่มมาที่เมืองเจิ๊นเตย เมื่อนักองค์อิ่มได้ปล่อยตัวออกมาแล้ว ข้าเดิมของนักองค์อิ่มก็จะค่อยกลับเข้าสวามิภักดิ์ต่อเราทีละคนสองคน ชาวกัมพูชาก็จะสับสน ไม่รู้ว่าจะเข้ากับใคร [องค์อิ่มหรือองค์ด้วง] เราก็จะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับกัมพูชาอีกต่อไป แล้วเราจึงใช้วิธีให้เขมรเกลี้ยกล่อมเขมร ให้เขมรอยู่รักษาบ้านเมืองให้ดี

[23]

ฝ่ายพระเจ้าเทียวตรีและราชสำนักเมืองเว้นั้น ไม่ได้ตั้งความหวังกับนักองค์อิ่มไว้มาก เนื่องจากเห็นว่า นักองค์มีเป็นธิดาของนักองค์จันทร์พระเจ้ากัมพูชาองค์ก่อน ชาวกัมพูชายังไม่เข้ามาสวามิภักดิ์ หากปล่อยนักองค์อิ่มกลับมากัมพูชา ชาวกัมพูชาก็คงไม่สวามิภักดิ์ต่อองค์อิ่ม แต่พระเจ้าเทียวตรีดำริว่า ดีกว่าปล่อยให้นักองค์อิ่มถูกกุมขังอยู่ ปล่อยตัวออกไปอาจจะเป็นประโยชน์ต่อเวียดนามบ้าง[23] หลังจากที่นักองค์อิ่มถูกกุมขังอยู่ที่เมืองเว้เป็นเวลาร่วมปีกว่า พระเจ้าเทียวตรีจึงอนุญาตให้ปล่อยตัวนักองค์อิ่มจากเมืองเว้ พร้อมทั้งนักองค์พิมพ์ โอรสขององค์อิ่ม กลับคืนสู่กัมพูชาเมืองพนมเปญ แต่เวียดนามยังคงไม่ปล่อยตัวเสนาบดีกัมพูชาสามคนที่ถูกเนรเทศไปยังเวียดนามภาคเหนือ

เวียดนามถอนกำลังออกจากกัมพูชา สิ้นสุดมณฑลเจิ๊นเตย

[แก้]

สถานการณ์ในกัมพูชา นับตั้งแต่เดือนหก (เมษายน พ.ศ. 2384) มีความสงบสุข ถึงแม้ว่าฝ่ายไทยและฝ่ายญวน ต่างตั้งให้เจ้ากัมพูชาฝ่ายของตนเอง ได้แก่ นักองค์ด้วงและนักองค์มี เกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชาให้เข้าร่วม แต่ยังไม่เกิดการสู้รบ นักองค์อิ่มใช้เวลาเดินทางจากเมืองเว้ร่วมสามเดือน นับตั้งแต่เดือนแปด (กรกฎาคม) จนเดินทางมาถึงเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ ในวันแรมแปดค่ำเดือนสิบเอ็ด[2] (6 ตุลาคม พ.ศ. 2384) อาศัยอยู่ร่วมกับกับนักองค์มีและเจ้าหญิงกัมพูชาอื่นๆที่ตาแก้ว นักองค์อิ่มทำหนังสืออกไปปักเกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชา แต่ไม่ปรากฏว่าชาวกัมพูชาจะนิยมนักองค์อิ่มมากกว่านักองค์ด้วงแต่ประการใด ฝ่ายเวียดนามกรมการเมืองเจิ๊นเตยอยู่ในภาวะขาดแคลนอาหาร ตั้งอยู่ในกัมพูชาได้อย่างยากลำบากขึ้น อีกทั้งยังมีโรคระบาดในเมืองเจิ๊นเตยอยู่เรื่อยๆ ทำให้ทั้งชาวกัมพูชาและชาวเวียดนามต่างหลบหนีออกจากเมืองเจิ๊นเตย

จนสุดท้ายในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2384 บรรดาข้าหลวงญวนทั้งหลายในเมืองเจิ๊นเตย ได้แก่ องเตียนกุนเจืองมิญสาง องตาเตียนกุนฝั่มวันเดี๋ยน องทำตานเหงียนกงจื๊อ องเดดกดว่านวันซ๊าค และองลัญบิญเหงียนกงญั่น ทั้งหมดเข้าชื่อกันทำฎีกาถวายพระเจ้าเทียวตรี;

เมื่อก่อนหน้านี้ ข้าพระพุทธทั้งปวงได้กราบทูลขอให้พระราชทานปล่อยตัวนักองค์อิ่ม หมายว่าจะให้โอกาสนักองค์อิ่มเกลี้ยกล่อมชาวเขมร ตั้งแต่ที่ได้ปล่อยตัวนักองค์อิ่มออกมา นักองค์อิ่มหาได้เป็นราชการงานสิ่งใดไม่ พึ่งพาแต่ข้าพระพุทธทั้งปวง หากข้าพระพุทธทั้งปวงไม่ยกกองทัพใหญ่ออกไปสู้รบ การก็จะไม่เสร็จสิ้นไปตลอด ทแกล้วทหารล้วนแต่สู้รบตรากตรำได้รับความลำบาก ไพร่พลราษฏรล้วนแต่เจ็บป่วยเกิดความไข้ขึ้นทุกวัน หากข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงอยู่รักษาเมืองเจิ๊นเตยตลอดไป จะไม่เกิดประโยชน์ซ้ำยังเสียประโยชน์ จึงขอพระราชทานอนุญาตให้เลิกกำลังทั้งปวงลงไปอยู่ที่อานซาง [โจดก] เพื่อให้กองกำลังทหารได้พักฟื้น และราษฏรนามกี่ [เวียดนามภาคใต้] จะได้เป็นสุข

[23]

พระเจ้าเทียวตรีจึงนำฎีกาเรื่องถอนกำลังออกจากกัมพูชาเข้าปรึกษากับขุนนาง ตะกวังกึ (Tạ Quang Cự) ทูลพระเจ้าเทียวตรีว่า;

เวลานี้เป็นฤดูน้ำ ถนนหนทางถูกน้ำท่วม ถ้ายกทัพออกเวลานี้ จะขนส่งเสบียงได้ยากลำบาก ถ้าเราจะอยู่รักษากัมพูชาต่อ จะไม่เกิดประโยชน์ สิ้นเปลืองพละกำลัง ข้าพระพุทธเจ้าได้ไตร่ตรองอย่างหนัก ว่าไม่มีหนทางอื่นใด นอกจากจำต้องถอนเลิกกำลังออกจากกัมพูชามาอยู่ที่อานซาง [โจดก] เสียก่อนเป็นการชั่วคราว เพื่อรักษาดินแดนของเราก่อน รอวันข้างหน้าโอกาสมาถึง แต่เมื่อเราถอนกำลังออกมา บรรดาข้าราชการญวนจงอย่าแตกตื่น จัดแบ่งทหารกำลังพลเข้ารักษาการตามที่ต่างๆ หาที่อยู่ให้แก่นักองค์อิ่ม นักองค์มี นักองค์เภา และนักองค์สงวน รวมทั้งชาวญวนและชาวเขมร ให้ได้อยู่อย่างเป็นสุข หากไม่สามารถนำช้างลงมาด้วยได้ ให้สังหารช้างแล้วแล่เนื้อแจกจ่ายให้ทหารกิน

[12]

ในขณะที่พระเจ้ามินมางนั้น ดำริว่าชาวกัมพูชานั้นเป็นข้าขัณฑสีมาของพระเจ้าเวียดนาม พระเจ้าเทียวตรีดำริต่างออกไป ว่าความเป็นอยู่ของราษฎรชาวเวียดนามภาคใต้ มีความสำคัญกว่าการรักษากัมพูชา พระเจ้าเทียวตรีดำริว่า นับตั้งแต่ที่เวียดนามได้ยึดครองกัมพูชา ทำให้ชาวญวนใต้ได้รับความลำบากนานับประการ ทั้งถูกเกณฑ์ไปรบและส่งเสบียงอาหารลำเลียง พระเจ้าเทียวตรีจึงอนุญาตให้ถอนกำลังญวนเวียดนามทั้งหมดออกจากกัมพูชา รวมทั้งยกเลิกมณฑลเจิ๊นเตย ยกเลิกตำแหน่งต่างๆของมณฑลเจิ๊นเตยทั้งหมด ทั้งเตื๊องเกวิน กิญเหลือกได่เถิ่น ทามต๊านได่เถิ่น ฯลฯ ให้ขุนนางเหล่านี้คืนเครื่องยศธงตราต่างๆ ให้แก่ราชสำนักเมืองเว้ รวมทั้งให้ส่งตัวข้าหลวงขุนนางข้าราชการเมืองเจิ๊นเตย ให้ศาลไต่สวนความผิดด้วย และพระเจ้าเทียวตรียังมีราชโองการประเทศแก่ชาวเวียดนามภาคใต้ว่า ที่พระเจ้าเทียวตรีตัดสินใจละทิ้งกัมพูชาในครั้งนี้ ทำไปเพื่อความเป็นอยู่ของชาวเวียดนามภาคใต้[23]

ในปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. 2384 นั้น องเตียนกุนเจืองมิญสางให้รื้อทำลายป้อมค่ายจะโรยจังวาลง รวมทั้งรวบรวมราษฏรชาวกัมพูชา ชาวเวียดนาม ชาวจีน และชาวแขกจาม ในเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ ที่ยังภักดีต่อเวียดนาม ได้จำนวน 2,000 คน ยกออกไปจากเมืองเจิ๊นเตย พร้อมกับเจ้ากัมพูชา ได้แก่ นักองค์อิ่ม นักองค์มี นักองค์เภา นักองค์สงวน และนักนางรศ รวมทั้งขนช้างม้าและโคกระบือ ทำแพขนส่งล่องลงไป ด่ายนามถึกหลุกระบุว่า ตลอดทางจากเมืองพนมเปญลงไปเมืองโจดกนั้น เจืองมิญสางมีความเศร้า ไม่พูดคุยกับผู้ใด คณะของเจืองมิญสางเดินทางถึงเมืองโจดกในวันแรมสิบเอ็ดค่ำ เดือนสิบสอง[2] (9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2384) พงศาวดารไทยระบุว่า "องเตียนกุนเสียใจว่าได้รับอาสาต่อเจ้าเวียดนามว่า จะคิดเอาเมืองเขมรให้เป็นสิทธิ์แก่ญวนให้จงได้ ครั้นการไม่สมคะเนก็ต้องตำหนิคาดโทษ ได้ความอายแก่เพื่อนขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อย อยู่ที่เมืองโจฎกได้สองวันก็กินยาตายเสีย"[2] ด่ายนามถึกหลุกระบุว่า เจืองมิญสางถึงเมืองโจดกแล้ว มีความโกรธและอับอาย แจ้งว่าป่วยและไม่ให้ผู้ใดเข้าพบ และถึงแก่กรรมในวันที่เดินทางถึงเมืองโจดกนั้น ฝั่มวันเดี๋ยนและเหงียนกงจื๊อจึงรายงานพระเจ้าเทียวตรีว่า เจืองมิญสางได้ถึงแก่กรรมแล้ว พระเจ้าเทียวตรีจึงตรัสว่า;

สาง [เจืองมิญสาง] มีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ แต่สางใช้วิธีที่ผิดในการปกครองผู้คนและสู้รบกับศัตรู เป็นเหตุให้ชาวกัมพูชาลุกฮือขึ้นเป็นกบฏ และเป็นเหตุให้ราชสำนักต้องส่งออกกำลังออกไปปราบปรามและจับกุม อยู่เป็นระยะเวลายาวนานและไม่ประสบความสำเร็จ เราให้สางขึ้นศาลไต่สวนหาความผิด แต่ด้วยเหตุไม่คาดฝัน สางได้ล้มป่วยและเสียชีวิต [เอกสารเวียดนามว่าองเตียนกุนล้มป่วยเสียชีวิต] เราคิดดูแล้ว เมื่อหลายปีก่อน สางเป็นทามต๊านได่เถิ่น ทำให้กบฏ [เลวันโคย] ที่เบียนฮวาและหวิญล็อง [ล่องโห้] ต้องพ่ายแพ้ และยังเอาชนะทัพสยามได้ที่ถ่วนกั๋ง [คลองวามนาว] ความดีความชอบของสางนั้นชัดเจนอยู่แล้ว และสมควรได้รับการจารึกบนแท่นศิลาประกาศเกียรติคุณ

[23]

การที่ฝ่ายญวนเวียดนามถอนกำลังทางทหารออกจากกัมพูชาทั้งหมด ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2384 นี้ ทำให้อำนาจของเวียดนามในกัมพูชาล่มสลายจบสิ้นลง เป็นการสิ้นสุดมณฑลเจิ้นเตย ที่ปกครองกัมพูชามาตั้งแต่ พ.ศ. 2378 และยังเป็นชัยชนะของฝ่ายพระยาเขมรกัมพูชา ที่ได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองของเวียดนาม ตั้งแต่เดือนสิบ (กันยายน) พ.ศ. 2383 บรรลุเป้าหมายสามารถขับไล่เวียดนามออกไปจากกัมพูชาได้ในที่สุด และยังเป็นชัยชนะของฝ่ายไทย ที่สามารถกำจัดอิทธิพลของเวียดนามออกไปจากกัมพูชาได้สำเร็จ และทำให้สยามกลับเข้ามามีอำนาจปกครองกัมพูชาได้อีกครั้งหนึ่ง

เหตุการณ์สืบเนื่อง

[แก้]

สยามสถาปนาอำนาจในกัมพูชา

[แก้]

เมื่อฝ่ายญวนเวียดนามได้ถอนกองกำลังและข้าราชการ ออกจากเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ ลงไปอยู่ที่เมืองโจดกทั้งหมด ในเดือนสิบสอง (ปลายตุลาคม ถึง ต้นพฤศจิกายน) พ.ศ. 2384 รวมทั้งยุบยกเลิกมณฑลเจิ๊นเตย ฝ่ายไทยจึงสามารถสถาปนาอำนาจและอิทธิพลเหนือกัมพูชาได้อีกครั้งหนึ่ง ก่อนหน้านี้ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้มอบหมายให้บุตรชายคือพระพรหมบริรักษ์ (แก้ว สิงหเสนี) นำนักองค์ด้วงจากเมืองโพธิสัตว์ ไปตั้งอยู่ที่เมืองอุดงฦาชัย ที่คลังสแบก ในเดือนหก (พฤษภาคม) พ.ศ. 2384 ในขณะที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) และกองกำลังหลักของฝ่ายไทย ประกอบด้วยชาวไทย ชาวลาว และชาวเขมรป่าดง ยังคงรักษาการอยู่ที่เมืองโพธิสัตว์ จนกระทั่งเมื่อฝ่ายเวียดนามถอยออกไปจากกัมพูชา เมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ ได้นำเจ้ากัมพูชาฝ่ายเวียดนาม ประกอบด้วยนักองค์อิ่ม นักองค์มี นักองค์เภา นักองค์สงวน รวมทั้งนักนางรศ มารดาขององค์อิ่มและองค์ด้วง ลงไปอยู่ที่เมืองโจดกทั้งสิ้น เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) เห็นว่าฝ่ายเวียดนามสูญสิ้นอำนาจไปจากกัมพูชาแล้ว จึงยกกองทัพฝ่ายไทย จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 10,000 คน จากเมืองโพธิสัตว์ ลงไปถึงนักองค์ด้วงที่เมืองอุดงฦาชัย ในวันแรมสี่ค่ำเดือนอ้าย[2] (2 ธันวาคม พ.ศ. 2384) และต่อมาไม่นาน เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯจึงนำพานักองค์ด้วง ยกลงไปตั้งประจำอยู่ที่เมืองพนมเปญ ถึงเมืองพนมเปญเมื่อวันแรมสิบเอ็ดค่ำเดือนสิบเอ็ด[2] (18 ธันวาคม พ.ศ. 2384) เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯมีความเห็นว่า ชัยภูมิของเมืองพนมเปญนั้น เป็นจุดร่วมของแม่น้ำสี่ด้าน สามารถฟังราชการในกัมพูชาได้ทั้งสี่ทิศ

เมื่อเวียดนามสูญเสียอำนาจการปกครองในกัมพูชาในครั้งนี้ ทำให้ฝ่ายไทยสามารถสถาปนาอำนาจเข้าควบคุมกัมพูชาได้โดยส่วนใหญ่เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่พระอุไทยราชาฯนักองค์จันกษัตริย์กัมพูชาที่ฝักใฝ่ญวน ได้เอาใจออกจากห่างไทย ไปสวามิภักดิ์กับญวนเวียดนามราชวงศ์เหงียน ในเหตุการณ์ความขัดแย้งในกัมพูชา พ.ศ. 2354 ในสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อประมาณสามสิบปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ฝ่ายไทยสูญเสียอำนาจเหนือกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าฝ่ายไทยจะสามารถเข้าควบคุมกัมพูชาได้โดยส่วนใหญ่ ในพ.ศ. 2384 นี้ แต่ทว่ายังมีชุมนุมของพระยาจักรี (นวง) ตั้งอยู่ที่เมืองบาพนมทางตะวันออกเฉียงใต้ของกัมพูชา ตั้งตนเป็นอิสระไม่สวามิภักดิ์ต่อพระองค์ด้วง ไม่สวามิภักดิ์ต่อไทยและญวน

คลองหวิญเต๊ (Vĩnh Tế) ที่เมืองเจิวด๊ก (โจดก) จังหวัดอานซาง

เมื่อฝ่ายไทยสามารถเข้าควบคุมกัมพูชาได้ และเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ได้นำนักองค์ด้วงตั้งประจำอยู่ที่เมืองพนมเปญแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ทำราชการถมทำลายคลองหวิญเต๊ (Vĩnh Tế) หรือที่พงศาวดารไทยเรียกว่า คลองขุด[2] ซึ่งคลองหวิญเต๊เป็นคลองที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองโจดกและเมืองห่าเตียน เป็นเส้นทางการคมนาคมที่สำคัญในเวียดนามภาคใต้ ขุดแล้วเสร็จเมื่อพ.ศ. 2367 ในรัชสมัยของพระเจ้ามินมาง ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 ฝ่ายไทยราชสำนักกรุงเทพฯได้คอยสังเกตการณ์คลองหวิญเต๊อย่างระมัดระวังใกล้ชิด เนื่องจากคลองหวิญเต๊นี้ทำให้เวียดนามสามารถขนถ่ายลำเลียงกองกำลังทางเรือจากเวียดนามภาคใต้เข้าสู่อ่าวไทยได้รวดเร็วและสะดวกมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯมีพระราชดำริที่จะแต่งทัพเข้าโจมตีเวียดนามภาคใต้สองทาง ได้แก่ ทางบกให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ ยกทัพจากกัมพูชาเข้าโจมตีเมืองโจดกทางหนึ่ง และทรงแต่งตั้งแม่ทัพเรือให้ยกกองทัพเรือเข้าโจมตีเมืองห่าเตียนอีกทางหนึ่ง เพื่อให้ฝ่ายญวนพะว้าพะวง แล้วให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯอาศัยโอกาสนี้ ถมทำลายคลองขุดหรือคลองหวิญเต๊ ไม่ให้ฝ่ายญวนใช้ประโยชน์จากคลองหวิญเต๊ได้อีก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯโปรดฯให้มีท้องตราถึงเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ที่เมืองพนมเปญ ในเดือนอ้าย (ธันวาคม) พ.ศ. 2384[2]

อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ของฝ่ายไทย ในการเข้าโจมตีเวียดนามภาคใต้ และถมทำลายคลองหวิญเต๊นั้น มีความท้าทายอย่างยิ่ง[3] หากฝ่ายไทยต้องการถมทำลายคลองหวิญเต๊อย่างถาวร ไม่ให้ฝ่ายเวียดนามขุดลอกคลองได้อีก ฝ่ายไทยจำต้องเข้าควบคุมพื้นที่ทั้งสองฝั่งของคลองหวิญเต๊ ซึ่งเป็นอาณาเขตภายในของเวียดนาม ซึ่งฝ่ายไทยจะต้องใช้กำลังพลทรัพยากรจำนวนมาก เพื่อที่จะแย่งชิงยึดครองพื้นที่ภายในของเวียดนาม ก่อนหน้านี้ เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯและนักองค์ด้วง ได้ส่งให้พระยาสังขโลก (เกาะ) ยกกองกำลังกัมพูชา เข้าถมทำลายคลองหวิญเต๊ เหงียนวันเจือง (Nguyễn Văn Chương ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น เหงียนจิเฟือง) แม่ทัพญวน ได้ยกเข้าโจมตีขับไล่พระยาสังขโลก (เกาะ) ออกไปจากคลองหวิญเต๊ เหตุการณ์นี้ทำให้ฝ่ายเวียดนามตระหนักว่า ฝ่ายไทยมีเป้าหมายที่จะทำลายคลองหวิญเต๊ อันเป็นเส้นทางขนส่งที่สำคัญของเวียดนาม เหงียนวันเจืองจึงสร้างป้อมปราการค่ายหอรบและเกณฑ์คนเข้าอยู่รักษาการป้องกันตลอดแนวคลองหวิญเต๊อย่างแข็งแรง เมื่อเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯได้ทราบเนื้อความในท้องตราแล้ว จึงมีใบบอกเข้าไปกราบทูลฯว่า ฝ่ายญวนสร้างค่ายป้องกันคลองหวิญเต๊อย่างแน่นหนา หากจะทำราชการทำลายคลองขุดให้สำเร็จ จำต้องขอพระราชแม่ทัพนายกองที่มีความสามารถมาช่วยคิดราชการที่กัมพูชา[2]

เวียดนามปราบกบฏเขมรกรอมในเวียดนามภาคใต้

[แก้]

เมื่อองเตียนกุนเจืองมิญสาง ได้ดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย ในวันที่ถอยลงไปถึงเมืองโจดก ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2384 แล้วนั้น ทำให้องตาเตียนกุน หรือ ฝั่มวันเดี๋ยน (Phạm Văn Điển) เป็นขุนนางผู้อาวุโสที่สุด ในบรรดาขุนนางจากกรมการเมืองเจิ๊นเตย ซึ่งพระเจ้าเวียดนามเทียวตรีได้ยกเลิกมณฑลเจิ๊นเตยไปแล้ว ฝั่มวันเดี๋ยนให้นักองค์มีและเจ้านายสตรีกัมพูชาองค์อื่นๆ ประทับอยู่ที่เมืองโจดกไปพลางก่อน การที่เวียดนามถอนกำลังออกจากกัมพูชาลงมาตั้งอยู่ที่เมืองโจดกนี้ ทำให้เวียดนามสามารถระดมทุ่มเทสรรพกำลังในการปราบปรามกบฏของชาวเขมรกรอมในเวียดนามภาคใต้ ซึ่งยืดเยื้อมาเป็นเวลาร่วมปี ในขณะนั้นมีชาวกัมพูชาชื่อว่าเลิมเซิม (Lâm Sâm) ตั้งตนเป็นผู้วิเศษ ปลุกระดมให้ชาวเขมรกรอม และชาวจีนโพ้นทะเลอพยพ ในเวียดนามภาคใต้ ลุกฮือเป็นกบฏขึ้นต่อต้านเวียดนาม ที่เมืองป่าสัก (บาเซวียน Ba Xuyên จังหวัดซ็อกจังในปัจจุบัน) และเมืองพระตะพัง (หลักฮว่า Lạc Hóa จังหวัดจ่าวิญในปัจจุบัน) ที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง พระเจ้าเทียวตรีแต่งตั้งให้อดีตข้าหลวงและข้าราชการมณฑลเจิ๊นเตยที่ยุบไปแล้วนั้น ให้เข้าดำรงตำแหน่งทางราชการและทางทหารในเวียดนามภาคใต้;[23]

  • ฝั่มวันเดี๋ยนได้เป็นต๋งด๊กอานห่า (Tổng đốc An Hà) หรือเจ้าเมืองโจดกคนใหม่ ปกครองจังหวัดอานซางและจังหวัดห่าเตียน
  • เหงียนกงจื๊อ (Nguyễn Công Trứ) เป็นองตวนผูจังหวัดอานซาง เป็นรองเจ้าเมืองโจดก
  • เหงียนวันเจือง ซึ่งไม่เคยรับราชการที่เมืองเจิ๊นเตย แต่มีบทบาทในการต่อสู้กับกบฏเขมรกรอมมาโดยตลอด ได้รับแต่งตั้งเป็นต๋งด๊กล็องเตื่อง (Tổng đốc Long Tường) หรือเจ้าเมืองล่องโห้ ปกครองจังหวัดหวิญล็อง (ล่องโห้) และจังหวัดดิ่ญเตื่อง (สมิถ่อ)
  • เลวันดึ๊ก (Lê Văn Đức) เดิมเป็นปลัดมณฑลเจิ๊นเตย ได้เป็นต๋งด๊กดิ่ญเบียน (Tổng đốc Định Biên) ปกครองจังหวัดซาดิ่ญ (ไซ่ง่อน) และเบียนฮวา เป็นเจ้าเมืองไซ่ง่อนคนใหม่

เมืองป่าสักนั้นอยู่ในเขตของจังหวัดอานซาง (โจดก) ในขณะที่เมืองพระตะพังนั้นอยู่ในเขตของจังหวัดหวิญล็อง (ล่องโห้) ฝ่ายนักองค์อิ่มเมื่อถอยออกไปจากกัมพูชาแล้ว นักองค์อิ่มได้เข้าอาสาต่อเวียดนาม ขอช่วยปราบกบฏและเกลี้ยกล่อมชาวเขมรกรอมในเวียดนามภาคใต้ ฝั่มวันเดี๋ยนเจ้าเมืองโจดกจึงให้เกณฑ์ชาวเขมรกรอมที่ยังภักดีต่อเวียดนาม ให้นักองค์อิ่มยกออกไปช่วยเหงียนวันเจืองสู้รบกับฝ่ายกบฏ ปรากฏว่าชาวเขมรกรอมได้ยินยอมเข้าสวามิภักดิ์ต่อนักองค์อิ่มจำนวนมาก ด้วยเห็นว่านักองค์อิ่มเป็นเจ้ากัมพูชา ทำให้ขบวนการกบฏของเขมรกรอมต่อต้านเวียดนามเสื่อมถอยลง ประกอบกับที่ฝ่ายเวียดนามได้ระดมกองกำลังจากอดีตมณฑลเจิ๊นเตยเข้าปราบกบฏเขมรกรอม ทำให้เหงียนวันเจืองสามารถเข้ายึดฐานที่มั่นของกบฏที่เมืองพระตะพังได้สำเร็จ สามารถจับกุมฝ่ายกบฏได้ 7,683 คน ประกอบด้วยชาวเขมรกรอม ชาวจีนอพยพ และชาวเวียดนามที่ไม่พอใจการปกครอง บรรดาผู้นำกบฏถูกตัดศีรษะเสียบประจานไว้ที่เมืองพระตะพัง แต่ทว่าเลินเซิมหัวหน้าใหญ่ของขบวนการนี้สามารถหลุดรอดหลบหนีไปได้

เมื่อพระเจ้าเทียวตรีทราบว่า แม่ทัพนายกองเวียดนามได้เกณฑ์ชาวเขมรให้นักองค์อิ่มยกทัพเข้าช่วยปราบกบฏ อีกทั้งยังมีชาวเขมรกรอมจำนวนมากเข้าสวามิภักดิ์ต่อนักองค์อิ่ม พระเจ้าเทียวตรีไม่เห็นชอบด้วย ดำริว่าถ้าชาวเขมรกรอมเข้ากับนักองค์อิ่มมากจะเป็นภัยต่อเวียดนาม พระเจ้าเทียวตรีจึงมีราชโองการให้นักองค์อิ่มย้ายไปอยู่ที่เขาเทิ้ตเซิน หรือเขาบ๋ายนุ้ย ทางชายแดนติดกับกัมพูชา เพื่อให้นักองค์อิ่มเกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชา ที่อยู่ในสังกัดของนักองค์ด้วง แทนที่จะเกลี้ยกล่อมชาวเขมรกรอมในเวียดนามภาคใต้ อย่างไรก็ตา พงศาวดารไทยระบุว่า นักองค์อิ่มได้ปกครองหัวเมืองเขมรกรอมได้แก่ เมืองตรังไตรตราษ (เชิงกรรชุม) เมืองตึกเขมา เมืองกระมวนสอ เมืองอุมร เมืองมัตจรูก เมืองป่าสัก และเมืองพระตะพัง (ครั้งนั้นเขมรฝ่ายใต้ เมืองตรังเกรยกราษ เมืองตึกเขมา เมืองประมวลสอ เมืองอุมอ เมืองมัจรุก เมืองปาสัก เมืองพระตะพัง เป็นขององค์อิ่ม เขมรฝ่ายเหนือเป็นขององค์ด้วง)[2]

สยามโจมตีเมืองห่าเตียนและคลองหวิญเต๊ พ.ศ. 2385

[แก้]

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2384 นับอย่างปัจจุบัน พ.ศ. 2385 เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) แม่ทัพใหญ่ฝ่ายไทยในกัมพูชา ได้ล้มป่วย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานให้เจ้าพระยายมราช (บุนนาค ยมนาค) ออกมาทำหน้าที่เป็นแม่ทัพไทยในกัมพูชาแทนที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ที่เจ็บป่วยอยู่ แล้วพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ จึงมีพระราชโองการให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นองค์จอมทัพเรือ พร้อมกับจมื่นไวยวรนารถ (ช่วง บุนนาค) เสด็จยกทัพเรือเข้าโจมตีเมืองฮาเตียน โดยที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เสด็จทรงเรือกำปั่นพุทธอำนาจ (แฟรี่) จมื่นไวยวรนารถ (ช่วง) เดินทางด้วยเรือกำปั่นเทพโกสินทร์เป็นทัพหน้า และบรรดาแม่ทัพนายกองเดินทางด้วยเรือกำปั่นต่างๆ พระยาอภัยพิพิธ (กระต่าย บุตรของเจ้าพระยามหาเสนาบุญมา) เกณฑ์หัวเมืองภาคตะวันออก ได้แก่ เมืองชลบุรี เมืองระยอง เมืองจันทบุรี เมืองตราด ได้ 3,000 คน เข้ารวมกันทัพหลวง เป็นจำนวนทั้งสิ้น 5,000 คน สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เสด็จยกทัพเรือหลวงออกจากพระนครฯไปทางทะเล เมื่อวันขึ้นสิบสามค่ำเดือนสาม (24 มกราคม) พ.ศ. 2385[2]

สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เสด็จยกทัพเรือไทยถึงเกาะฟูโกว๊ก ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2385 มีพระบัญชาให้พระยาราชวังสัน (นก) และพระยาพิไชยรณฤทธิ์ ยกกองเรือเข้าโจมตีเกาะฟูโกว๊ก ฝ่ายญวนมีกำลังน้อยจึงถอยหนีออกไปก่อน ทัพเรือฝ่ายไทยจึงสามารถเข้ายึดครองเกาะฟูโกว๊กได้ ฝ่ายญวนเมืองห่าเตียนในขณะนั้น มีกำลังประมาณ 5,000 คน มีเจ้าเมืองเป็นองตุมภูชื่อว่า เลืองวันเหลียว (Lương Văn Liễu) ส่วนเหงียนกงจื๊อรองเจ้าเมืองโจดกนั้น ส่งให้ดว่านวันซ๊าค (Đoàn Văn Sách) แม่ทัพญวนที่เคยสู้รบกับไทยที่สะโทงและชีแครง มาช่วยเมืองห่าเตียนป้องกันการโจมตีจากฝ่ายไทย เมืองห่าเตียนมีป้อมค่ายป้องกันเมืองอยู่ยนภูเขาสองแห่ง ได้แก่ ป้อมค่ายจูญัม (Chu Nham) พงศาวดารไทยเรียกว่า เขาโกนธม บนเขาทางทิศเหนือของเมืองห่าเตียน และป้อมกิมสือ (Kim Dữ) พงศาวดารไทยเรียกว่า หอลำผี อยู่ที่เขาทางทิศตะวันตกของเมืองห่าเตียน ในวันแรมสิบสี่ค่ำ เดือนสี่ (10 มีนาคม) พ.ศ. 2385[2] สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (ด่ายนามถึกหลุกออกพระนามว่า โอเถียตเวือง Ô Thiệt Vương หรือ "เจ้าชายโอเถียต") ประทับอยู่ที่เกาะฟูโกว๊ก มีพระบัญชาให้จมื่นไวยวรนารถ (ช่วง บุนนาค ด่ายนามถึกหลุกเรียกว่า กาลาฮาม Ca La Hâm มาจากคำว่า กลาโหม) ยกทัพเรือเข้าโจมตีเมืองฮาเตียนทางทะเล จมื่นไวยวรนารถ (ช่วง) มีคำสั่งให้พระยาราชวังสัน (นก) ยกกองเรือป้อมอย่างญวน เข้าโจมตีเมืองห่าเตียนทางหน้าเมือง และให้พระยาพิไชยรณฤทธิ์ เข้าโจมตีทางป้อมกิมสือหรือหอลำผี เลืองวันเหลียวเจ้าเมืองห่าเตียนสู้รบกับพระยาราชวังสันที่หน้าเมือง ส่วนดว่านวันซ๊าคยกกองกำลังออกมาป้องกันค่ายหอลำผีสู้กับพระยาพิไชยรณฤทธิ์ และพระยาอภัยพิพิธ (กระต่าย) ให้พระยาเสนาอันชิต (กน) เจ้าเมืองกำปอด เกณฑ์ชา่วกัมพูชาเมืองกำปอด 2,000 คน เข้ากับทัพไทยหัวเมืองภาคตะวันออก ยกเข้าโจมตีค่ายจูญัมหรือเขาโกนธมเหนือเมืองห่าเตียน[2]

ในขณะที่ทัพเรือฝ่ายไทยเข้าโจมตีเมืองห่าเตียนอยู่นั้น เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ที่เมืองพนมเปญ มีคำสั่งให้เจ้าพระยายมราช (บุนนาค ยมนาค) พร้อมทั้งพระพรหมบริรักษ์ (แก้ว สิงหเสนี) บุตรของเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ และนักพระองค์ด้วง ยกทัพผสมไทยลาวกัมพูชา จากเมืองพนมเปญ จำนวน 11,900 คน ไปที่เขาเชิงกรรชุม ยกเข้าประชิตคลองหวิญเต๊ ซึ่งฝ่ายญวนได้ตั้งป้อมค่ายรายทางตามแนวคลองหวิญเต๊ คอยป้องกันไว้แล้ว ฝ่ายไทยจึงตั้งค่ายเข้าประชิตกับค่ายญวนที่คลองหวิญเต๊ ในวันขึ้นหกค่ำเดือนห้า (17 มีนาคม) พ.ศ. 2385[2] ฝ่ายไทยยกกำลัง 3,000 คน เข้าโจมตีป้อมค่ายหน้าเมืองโจดกสามค่าย ได้แก้ ค่ายเมืองเตินเจิว (Tân Châu) ทางตะวันออกของเมืองโจดก ป้อมค่ายดาเฟื้อก (Đa Phước) ทางหน้าเมืองโจดกทางทิศเหนือ และป้อมค่ายกำปงกระสัง (Kampong Krasang) ทางตะวันตกของเมืองโจดก ฝั่มวันเดี๋ยนเจ้าเมืองโจดก ส่งกองกำลังญวนเมืองโจดก 1,000 คน[23] ออกมาป้องกันเมืองโจดก ฝ่ายไทยยังไม่สามารถยึดเมืองโจดกได้

ในการรบที่เมืองห่าเตียน ฝ่ายเวียดนามสามารถป้องกันและต้านทานการโจมตีจากฝ่ายไทยได้ ฝ่ายเข้าโจมตีเมืองห่าเตียนเป็นเวลาสิบเอ็ดวัน ยังไม่สามารถเข้าพิชิตเมืองห่าเตียนได้ จมื่นไวยวรนารถ (ช่วง) ได้ทราบว่า ฝ่ายญวนเมืองไซ่ง่อนกำลังยกทัพเรือมาเสริมช่วยเมืองห่าเตียน จมื่นไวยวรนารถ (ช่วง) จึงเดินทางจากแนวรบเมืองห่าเตียน มาทูลกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ที่เกาะฟูโกว๊ก ในวันขึ้นสิบเอ็ดค่ำเดือนห้า[2] (22 มีนาคม พ.ศ. 2385) สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ มีพระวินิจฉัยว่า ลมมรสุมตะวันตกกำลังทวีกำลังขึ้น หากฝ่ายไทยไม่สามารถเข้ายึดเมืองห่าเตียนได้ ควรถอยออกไปอยู่ที่เมืองกำปงโสมเสียก่อน "การซึ่งจะทำเมืองบันทายมาศ อ้ายญวนก็เพิ่มเติมมารักษาบ้านเมืองมั่นคง การเป็นปลายมรสุมสิ้นที่อยู่แล้ว เดี๋ยวนี้ลมตะวันตกก็พัดกล้าขึ้น จะรั้งรออยู่ช้านักเรือรบเรือไล่ของหลวงก็ออกมามาก จะยับเยินเสียด้วยคลื่นลม"[2] วันต่อมา วันขึ้นสิบสองค่ำ (23 มีนาคม) มีลมพายุใหญ่พัดจากทางทิศตะวันตก ทำให้ฝ่ายไทย พระยาราชวังสันและพระยาพิไชยรณฤทธิ์ จำต้องถอยทัพออกจากเมืองห่าเตียน ฝ่ายญวนเมืองห่าเตียน จึงสามารถป้องกันรักษาเมืองห่าเตียนได้สำเร็จ

สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พร้อมทั้งจมื่นไวยวรนารถ (ช่วง) เสด็จยกทัพเรือออกจากเกาะฟูโกว๊ก ในวันแรมสิบสองค่ำ เดือนห้า[2] (7 เมษายน พ.ศ. 2385) และในคืนวันนั้นเอง ฝั่มวันเดี๋ยน (พงศาวดารไทยเรียกว่า องเตียนเลือก) เจ้าเมืองโจดก ได้ส่งกองกำลังฝ่ายญวนเวียดนาม ให้เข้าโจมตีแนวค่ายของฝ่ายไทย-กัมพูชา ทั้งสามด้านพร้อมกัน ทั้งทางด้านซ้าย ด้านขวา และบริเวณตรงกลาง เข้าโจมตีในเวลากลางคืน ของวันแรมสิบสองค่ำ (7 เมษายน) จนถึงวันรุ่งขึ้น แรมสิบสามค่ำ (8 เมษายน) ฝ่ายไทย-กัมพูชา ไม่ทันได้ตั้งตัว ถูกฝ่ายเวียดนามโจมตีแตกพ่าย สูญเสียกำลังไพร่พลและแม่ทัพนายกองจำนวนมาก พระองค์แก้ว (มา) สิ้นชีวิตในที่รบ ด่ายนามถึกหลุกระบุว่า ฝ่ายเวียดนามสามารถสังหารฝ่ายไทยและกัมพูชาได้ 1,012 คน[23] เพื่อฝ่ายเวียดนามได้รับชัยชนะ ที่เขาเชิงกรรชุมคลองหวิญเต๊แล้วนั้น ทำให้ฝ่ายไทยปราชัย เจ้าพระยายมราช (บุนนาค) พระพรหมบริรักษ์ (แก้ว) และนักองค์ด้วง จำต้องถอยทัพกลับเมืองพนมเปญ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายไทยในกัมพูชา

ในปลายเดือนเมษายน พ.ศ. 2385 จมื่นไวยวรนารถ (ช่วง บุนนาค) นำเรือกำปั่นขนถ่ายข้าวสารให้แก่เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯที่เมืองพนมเปญ โดยส่งขึ้นที่เมืองท่ากำปอด แต่ทว่าข้าวที่ฝ่ายไทยขนมาทั้งมีจำนวนมาก แต่เรือที่ใช้ในการขนส่งไปที่เมืองพนมเปญมีไม่เพียงพอ ทำให้ส่งข้าวสารได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง จมื่นไวยวรนารถ (ช่วง) จึงยุติการส่งข้าวสาร เดินทางตามเสด็จเข้ามาที่เมืองจันทบุรี แล้วสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พร้อมทั้งจมื่นไวยวรนารถ (ช่วง) และแม่ทัพนายกอง จึงเสด็จนิวัติกลับคืนสู่พระนครฯ[2]

เมื่อฝ่ายไทยแตกทัพปราชัยมาจากทางคลองหวิญเต๊ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ซึ่งอยู่รักษาคุ้มครองนักองค์ด้วงอยู่ที่พนมเปญ คาดการณ์ว่า ฝ่ายเวียดนามจะยกทัพจากเมืองโจดกขึ้นมาโจมตีตอบโต้ถึงเมืองพนมเปญในอีกไม่นาน ในสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อทัพฝ่ายไทยได้เผาทำลายเมืองอุดงบันทายเพชร ราชธานีของกัมพูชา ในพ.ศ. 2355 นั้น พระอุไทยราชาฯนักองค์จันทร์ ได้ย้ายราชธานีกัมพูชา จากเมืองอุดงลงไปอยู่ที่เมืองพนมเปญ ด้วยเหตุผลว่า เมืองพนมเปญนั้นเป็นที่ราบลุ่มติดแม่น้ำ หากฝ่ายไทยยกมาโจมตี ทัพฝ่ายญวนจะสามารถเข้าช่วยเหลือป้องกันนักองค์จันได้อย่างทันท่วงที[11] ด้วยเหตุผลเดียวกันนั้น เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) จึงมีความเห็นว่า เมืองพนมเปญมีชัยภูมิที่ล่อแหลม มีความเสี่ยงต่อการโจมตีจากเวียดนาม เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) จึงตัดสินใจพานักองค์ด้วงถอยกลับออกมาอยู่ที่เมืองอุดง ในเดือนเจ็ด (พฤษภาคม พ.ศ. 2385) โดยที่เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯให้รื้อถอนค่ายญวนเมืองเจิ๊นเตยพนมเปญ ที่ญวนได้สร้างขึ้นในพ.ศ. 2378 เมื่อครั้งแรกตั้งมณฑลเจิ๊นเตย อันเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองของเวียดนามในกัมพูชา เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯให้รื้อถอนลง และสร้างป้อมค่ายใหม่ที่พนมเปญ ให้ชาวลาว 5,000 คน และชาวกัมพูชา 3,000 อยู่รักษาเมืองพนมเปญ และเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ ยังมอบหมายให้เจ้าพระยายมราช (บุนนาค) คุมไพร่ 3,000 คน สร้างเมืองใหม่เป็นป้อมปราการให้แก่นักองค์ด้วง ที่บริเวณคลองพระยาลือ (Ponhea Lueu) ทางทิศใต้ของเมืองอุดง[2]

สภาวะคุมเชิงระหว่างสยามและเวียดนาม

[แก้]

เมื่อ"องเตียนเลือก"หรือฝั่มวันเดี๋ยน แม่ทัพญวนเมืองโจดก สามารถเอาชนะขับไล่ทัพฝ่ายไทยและกัมพูชาให้ถอยไปจากคลองหวิญเต๊ได้สำเร็จ และดว่านวันซ๊าคแม่ทัพญวนเมืองห่าเตียนสามารถป้องกันเมืองห่าเตียนจากการโจมตีของทัพเรือไทยได้สำเร็จแล้ว ฝ่ายเวียดนามจึงมุ่งความสนใจไปที่การปราบปราบกบฏของเขมรกรอมในเวียดนามภาคใต้ ซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่ที่เชาเทิ๊ตเซิน หรือเขาบ๋ายนุ้ย ในจังหวัดอานซาง ทางชายแดนติดกับกัมพูชา ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2385 ฝั่มวันเดี๋ยนเจ้าเมืองโจดก พร้อมทั้งนักองค์อิ่มเจ้าชายกัมพูชาที่ฝักใฝ่ญวน ยกทัพเข้าปราบปรามกบฏเขมรกรอมที่เขาเทิ๊ตเซิน แต่ทว่าในขณะนั้นเกิดไข้ป่วงโรคระบาดขึ้นในเวียดนามภาคใต้ ทำให้แม่ทัพนายกองฝ่ายเวียดนามล้มป่วยสิ้นชีวิตหลายคน ทั้งดว่านวันซ๊าคและฝั่มวันเดี๋ยน ต่างล้มป่วยเสียชีวิต ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2385[23] พระเจ้าเทียวตรีแต่งตั้งให้เหงียนกงญั่นขึ้นเป็นต๋งด๊กอานห่าหรือเจ้าเมืองโจดกคนใหม่แทนที่ฝั่มวันเดี๋ยน ต่อมาในเดือนมิถุนายน เลวันดึ๊กเจ้าเมืองไซ่ง่อน เหงียนวันเจืองเจ้าเมืองล่องโห้ และเหงียนกงญั่นเจ้าเมืองโจดกคนใหม่ ยกทัพเวียดนามเข้าปราบกบฏเขมรกรอมที่เขาเทิ๊ตเซินครั้งสุดท้าย สามารถจับกุมกบฏเขมรกรอมและชาวจีนได้จำนวนหลายพันคน และนักองค์อิ่มสามารถเกลี้ยกล่อมชาวเขมรกรอมให้สวามิภักดิ์ต่อเวียดนามได้กว่า 2,700 คน[23] เมื่อปราบกบฏเขมรกรอมที่เขาเทิ๊ตเซินได้สำเร็จแล้ว เจ้าเมืองญวนทั้งสามได้แก่ เลวันดึ๊กเจ้าเมืองไซ่ง่อน เหงียนวันเจืองเจ้าเมืองล่องโห้ และเหงียนกงญั่นเจ้าเมืองโจดก จึงยกทัพญวน 6,000 คน[23] เข้าโจมตีชุมนุมของพระยาจักรี (นวง) ที่เมืองบาพนม ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2385 พระยาจักรี (นวง) เห็นว่าสู้ญวนไม่ได้ จึงกวาดต้อนคนหลบหนีเข้าป่า ฝ่ายเวียดนามเมื่อเห็นว่าฝ่ายพระยาจักรี (นวง) ไม่ต่อสู้ จึงเผาเมืองบาพนมแล้วยกทัพกลับ

การโจมตีเมืองห่าเตียนและคลองหวิญเต๊ของฝ่ายไทย ในช่วงเดือนห้าถึงเดือนหก (มีนาคม ถึง เมษายน) พ.ศ. 2385 นั้น เป็นการโจมตีเวียดนามของฝ่ายไทย ครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์[3] เนื่องจากฝ่ายไทยได้ปราชัย เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) จึงคาดการณ์ว่า ฝ่ายเวียดนามจะยกทัพขึ้นมาโจมตีกัมพูชาเป็นการตอบโต้ เมื่อฝ่ายเวียดนามมีชัยชนะเหนือฝ่ายไทย ทั้งทางเมืองโจดกและเมืองห่าเตียน พระเจ้าเวียดนามเทียวตรีจึงปรารภที่ยกให้ฝ่ายเวียดนามยกทัพเข้าโจมตียึดครองกัมพูชา แต่เลวันดึ๊กเจ้าเมืองไซ่ง่อนทัดทานพระเจ้าเทียวตรีไว้ว่า การโจมตียึดครองกัมพูชาอาจสามารถทำได้ แต่การรักษากัมพูชาให้คงอยู่ภายใต้อำนาจของเวียดนามนั้นเป็นสิ่งที่กระทำได้ลำบาก หากเวียดนามยกทัพเข้าโจมตีกัมพูชา ชาวกัมพูชาก็จะหลบหนีเข้าป่าตั้งเป็นกองโจรมาต่อสู้กับเวียดนามดังเดิม อีกทั้งชาวเวียดนามภาคใต้ยังอ่อนล้าและบอบช้ำ จากการถูกเกณฑ์กำลังพลและเสบียงอาหารไปในสงครามในกัมพูชาเป็นเวลาหลายปี[23] พระเจ้าเทียวตรีจึงตัดสินพระทัยระงับแผนการโจมตีกัมพูชาออกไปก่อน รอคอยเมื่อฝ่ายไทยและกัมพูชาแตกแยกแตกหักกันเมื่อใด ฝ่ายเวียดนามจึงจะฉวยโอกาสยกทัพเข้าบุกยึดกัมพูชา ให้กลับเข้ามาอยู่ภายใต้อิทธิพลของเวียดนามดังเดิม เมื่อทั้งฝ่ายไทยและเวียดนาม ต่างบอบช้ำสูญเสียกำลังพลและทรัพยากรไปในสงครามในกัมพูชา ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถสู้รบกันได้ เกิดสภาวะสงบศึกและชุมเชิงกันระหว่างไทยและเวียดนาม เป็นเวลาสามปี ตั้งแต่พ.ศ. 2385 ถึงพ.ศ. 2388

ฝ่ายไทยเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ตั้งทัพอยู่ที่เมืองอุดงกัมพูชา ประสบภาวะขาดแคลนเสบียง เนื่องจากกัมพูชาตกอยู่ในภาวะสงครามและจลาจล นับตั้งแต่ที่ชาวกัมพูชาลุกฮือขึ้นต่อต้านเวียดนามในพ.ศ. 2383 ทำให้ชาวกัมพูชาไม่สามารถปลูกข้าวทำการเกษตรใดๆได้ ในเดือนแปด (มิถุนายน) พ.ศ. 2385 เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯมีใบบอกเข้าไปกราบทูลฯที่กรุงเทพ ว่าทัพฝ่ายไทยในกัมพูชาอดอาหารเสียชีวิตแล้วจำนวนพันกว่าคน ราษฎรชาวกัมพูชาต้องเข้าป่าขุดหาเผือกมันกินประทังชีวิต[2] พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระพิโรธแม่ทัพนายกอง ที่ทำราชการโจมตีเมืองฮาเตียนและคลองหวิญเต๊ไม่สำเร็จ และส่งข้าวให้แก่เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯที่กัมพูชาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น[2] เมื่อฝ่ายเวียดนามยังไม่ยกทัพมาโจมตี เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯและนักองค์ด้วงจึงออกไปประจำการที่เมืองพนมเปญ เกณฑ์ชาวลาวและกัมพูชา สร้างป้อมปราการต่างๆทางแม่น้ำบาสักและแม่น้ำโขง ทางต่อกับเวียดนามใต้ เพื่อเตรียมการป้องกันการโจมตีจากเวียดนามที่อาจเกิดขึ้น ในพ.ศ. 2385 เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯและนักองค์ด้วง เรียกตัวให้พระยาจักรี (นวง) ซึ่งเป็นผู้นำชุมนุมกัมพูชา ชุมนุมสุดท้ายที่ยังไม่เข้าสวามิภักดิ์ต่อนักองค์ด้วง ให้เข้ามาสวามิภักดิ์ พระยากลาโหม (หมก) เมืองไพรแวง ซึ่งได้ตั้งตนขึ้นเป็นพระยากลาโหม ยินยอมสวามิภักดิ์ต่อนักองค์ด้วง แต่พระยาจักรี (นวง) ต้องตามตัวถึงสามครั้ง จึงจะยอมจำนน เจ้าพระยาบดินทรเดชาและนักองค์ด้วง จึงตัดสินประหารชีวิตพระยาจักรี (นวง) ด้วยข้อหากระด้างกระเดื่องไม่ภักดี[8] อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยังคงไม่สามารถแผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปในเขตเมืองบาพนม ในกัมพูชาภาคตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งยังคงเป็นปฏิปักษ์ต่อนักองค์ด้วงและต่อฝ่ายไทยอยู่ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2385 พระเจ้าเทียวตรีแต่งตั้งให้เลวันดึ๊กเป็นนามกี่กิญเหลือกได่เถิ่น (Nam Kỳ Kinh lược đại thần,[23] 南圻經略大臣) เป็นแม่ทัพใหญ่ในเวียดนามภาคใต้ เพื่อเตรียมการเข้าโจมตีกัมพูชา แต่ทว่าเลวันดึ๊กเดินทางออกจากเมืองเว้ แล้วล้มป่วยเสียชีวิตเสียก่อนที่จังหวัดกว๋างนาม

ฝ่ายเวียดนามถึงแม้ว่าไม่ได้ยกย่องนักองค์อิ่มให้เป็นเจ้ากัมพูชา อย่างที่ฝ่ายไทยยกย่องนักองค์ด้วง แต่พระเจ้าเทียวตรีได้มอบหมายให้นักองค์อิ่มตั้งอยู่ที่เมืองโจดกคอยเกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชาให้ขัดแย้งกับฝ่ายไทย และในต้นปีพ.ศ. 2386 พระเจ้าเทียวตรีมีราชโองการให้ปล่อยตัวเสนาบดีกัมพูชาทั้งสาม ได้แก่ เจ้าฟ้าทะลหะ (หลง) สมเด็จเจ้าพระยา (โห้) และพระยากลาโหม (กิญ) ซึ่งพระเจ้ามินมางได้เนรเทศไปอยู่ที่เวียดนามภาคเหนือ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2383 ให้กลับลงมาช่วยนักองค์อิ่มและนักองค์มีเกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชา[2][23] อย่างไรก็ตามนักองค์อิ่มเจ้าชายกัมพูชาที่เคยอยู่ฝ่ายไทย แต่ได้แปรพักตร์ไปเข้ากัมฝ่ายเวียดนาม ในปลายปีพ.ศ. 2382 ถูกพระเจ้ามินมางให้กุมขังที่เมืองเว้ จนกระทั่งพระเจ้าเทียวตรีให้ปล่อยตัวนักองค์อิ่มลงมาเกลี้ยกล่อมชาวกัมพูชา ในพ.ศ. 2384 นักองค์อิ่มได้ล้มป่วยถึงแก่พิราลัยที่เมืองโจดก ในเดือนสี่[2] (มีนาคม) พ.ศ. 2386 ทำให้เหลือนักองค์มีเจ้าสตรีกัมพูชา เป็นเจ้านายกัมพูชาที่ฝ่ายเวียดนามให้การสนับสนุน นอกจากนี้ นักองค์อิ่มยังมีพระโอรสองค์หนึ่ง คือ นักองค์พิมพ์ หรือ องค์ภิม พระชนม์ 21 ชันษา

ฝ่ายนักองค์ด้วง เมื่อเวียดนามปล่อยตัวเสนาบดีกัมพูชาลงมาอยู่ฝ่ายนักองค์มี นักองค์ด้วงจึงแต่งตั้เสนาบดีสำรับของตนขึ้นบ้างได้แก่;

  • พระยาเอกราช (พรม) เป็นพระยายมราช และให้ว่าที่รักษาการตำแหน่งเจ้าฟ้าทะละหะ อัครเสนาบดีกัมพูชาฝ่ายพระองค์ด้วงด้วย
  • พระยาอุไทยธิราช (หิง) เจ้าชุมนุมเมืองสำโรงทอง เป็นพระยาวัง
  • พระยาวงษานุชิต (มี) เจ้าชุมนุมเมืองบาที เป็นพระยาจักรี
  • พระยากลาโหม (หมก) ซึ่งได้ตั้งตนขึ้นเป็นพระยากลาโหมที่เมืองไพรแวงนั้น ให้คงที่เป็นพระยากลาโหม

ในพ.ศ. 2386 นักองค์ด้วงได้มอบหมายให้พระยาวัง (หิง) และพระยาสังขโลก (หมก) เจ้าเมืองโพธิสัตว์ซึ่งฝักใฝ่ไทย คุมเครื่องราชบรรณาการจากเมืองอุดงเข้าไปถวายฯที่กรุงเทพฯ[27]อย่างเจ้าประเทศราช เป็นการถวายเครื่องราชบรรณาการครั้งแรกของนักองค์ด้วง และในปีพ.ศ. 2386 พระพิทักษ์บดินทร์ (โสม) ซึ่งเจ้าพระยาบดินทรเดชา ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง นับตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2383 เมื่อนักองค์อิ่มแปรพักตร์ไปเข้ากับญวนนั้น ได้ถึงแก่กรรม เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯจึงให้พระนรินทรโยธา (นอง) ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นรักษาการผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบองคนต่อมา[19]

ในสภาวะทุพภิกขภัยขาดแคลนข้าวในกัมพูชา ฝ่ายไทยเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯได้เกณฑ์ชาวกัมพูชาเข้าก่อสร้างป้อมปราการต่างๆ เพื่อป้องกันการโจมตีจากเวียดนาม และให้กำลังพลกัมพูชาเข้าประจำการในป้อมเหล่านั้น อีกทั้งกองกำลังชาวไทยลาวจำนวนหลายหมื่นคนในกัมพูชา ยังต้องใช้ข้าวปลาอาหารจำนวนมากเลี้ยงดู ทำให้ชาวกัมพูชาเริ่มรู้สึกว่าได้รับความทุกข์ยากลำบาก สถานการณ์เช่นนี้คล้ายคลึงกับเมื่อสมัยที่เวียดนามปกครองกัมพูชาเป็นมณฑลเจิ๊นเตย ซึ่งฝ่ายเวียดนามเกณฑ์กำลังแรงงานไพร่พลกัมพูชาเพื่อปกป้องกัมพูชาจากการรุกรานของไทย ในครั้งนี้ฝ่ายไทยก็ได้เกณฑ์แรงงานไพร่พลกัมพูชาเพื่อปกป้องกัมพูชาจากการรุกรานของเวียดนาม เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ประสบปัญหาเดียวกันกับองเตียนกุนเจืองมิญสางเมื่อก่อนหน้านี้คือ ไม่สามารถเกณฑ์ขุนนางกัมพูชาหรือชาวกัมพูชามาทำงานให้เกิดประโยชน์อันใดได้[6] ด่ายนามถึกหลุกระบุว่า ฝ่ายไทยประสบปัญหาในเกณฑ์แรงงานกัมพูชา ซึ่งชาวกัมพูชานั้นได้หนีเกณฑ์โดยตลอด[23] นอกจากนี้ เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯยังมีนโยบายป้องกันไม่ให้มีการค้าขายสินค้ามีค่าจากลาวภาคใต้และเมืองเชียงแตง (อาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์) ลงไปขายที่เมืองพนมเปญและเวียดนามภาคใต้ เนื่องจากเส้นทางการค้านี้จะทำประโยชน์ให้แก่เวียดนาม เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯจึงมีคำสั่งห้ามไม่ให้นำสินค้าจากลาวใต้ลงไปขายที่พนมเปญและเวียดนาม ให้ผันเปลี่ยนเส้นทางการค้าไปทางเมืองพระตะบองเข้าสู่เมืองกบินทร์บุรีและกรุงเทพฯแทน[20] ทำให้พ่อค้าและขุนนางกัมพูชาสูญเสียประโยชน์ทางการค้า

ต่อมาขุนนางกัมพูชาส่วนกลางในราชสำนักของนักพระองค์ด้วง เริ่มมีความไม่พอใจต่อฝ่ายไทยมากขึ้น และเริ่มติดต่อแปรพักตร์ไปเข้ากับฝ่ายเวียดนาม ในพ.ศ. 2387 เสนาบดีของนักองค์ด้วงได้แก่ พระยาจักรีมี (เดิมคือพระยาวงษานุชิตมีเจ้าเมืองบาที ที่ได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านเวียดนาม ในพ.ศ. 2383) และพระยากลาโหม (หมก) ต่างมีหนังสือลับไปยังเหงียนวันเจืองเจ้าเมืองโจดก อาสาปลุกระดมชาวกัมพูชาให้ลุกฮือเป็นกบฏขึ้นต่อนักองค์ด้วงและฝ่ายไทย ทำให้ฝ่ายเวียดนามพระเจ้าเทียวตรี และเหงียนวันเจือง เริ่มเตรียมการสะสมกำลัง เตรียมการว่าหากชาวกัมพูชาลุกฮือขึ้นเป็นกบฏต่อฝ่ายไทยเมื่อใด ฝ่ายเวียดนามจะใช้โอกาสนี้ยกทัพเข้าโจมตีกัมพูชาเพื่อเข้าควบคุมกัมพูชาอีกครั้งหนึ่ง[23] เจ้าพระยาบดินทรเดชาได้เดินทางออกจากกรุงเทพไปประจำอยู่ที่กัมพูชา ตั้งแต่เดือนยี่[2] (มกราคม) พ.ศ. 2380 เมื่อครั้งที่นักองค์อิ่มแปรพักตร์ เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯประจำเป็นแม่ทัพใหญ่อยู่ในกัมพูชา เป็นเวลาร่วมสี่ปีกว่า เห็นว่าฝ่ายไทยขาดแคลนเสบียง จะตั้งอยู่ในกัมพูชาได้ไม่นาน ฝ่ายไทยจึงริเริ่มเจรจาสงบศึกกับเวียดนาม เพื่อสร้างเสถียรภาพ พระยาณรงค์วิไชยมอบหมายให้พระยากลาโหม (หมก) ไปเชิญเหงียนวันเจืองเจ้าเมืองโจดกออกมาเจรจา ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2387 เหงียนวันเจืองส่งเหงียนบ๊างี (Nguyễn Bá Nghi)[23] เป็นองโบจันเมืองโจดกเป็นผู้แทนฝ่ายญวนออกมาเจรจากันที่นอกเมืองโจดก พระยาณรงค์วิไชยเป็นผู้แทนฝ่ายไทย เสนอว่านักองค์ด้วงจะยอมถวายบรรณการเป็นข้าของพระเจ้าเวียดนาม เป็นเมืองขึ้นของทั้งเวียดนามและไทย เหงียนวันเจืองตอบว่า หากฝ่ายไทยและกัมพูชาต้องการสานสัมพันธไมตรีกับเวียดนาม ฝ่ายไทยและกัมพูชาต้องมีหนังสือไปถวายพระเจ้าเทียวตรีเสียก่อน ซึ่งพระยาณรงค์วิไชยปฏิเสธ ยืนกรานว่าฝ่ายเวียดนามต้องมีสาสน์เข้าไปถวายที่กรุงเทพฯก่อน เมื่อทั้งฝ่ายไทยและเวียดนาม ต่างฝ่ายต่างไม่ยินยอมเริ่มต้นสัมพันธไมตรีก่อน การเจรจาในครั้งนี้จึงล้มเหลว สุดท้ายเจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงตัดสินใจถอยทัพออกจากกัมพูชาและเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในเดือนสาม[2] (กุมภาพันธ์) พ.ศ. 2388 โดยได้มอบหมายให้พระยาณรงค์วิไชย พระพรหมบริรักษ์ (แก้ว สิงหเสนี) และพระนรินทรโยธา (นอง) เป็นผู้รักษาการฝ่ายไทยในกัมพูชา

อ้างอิง

[แก้]
หมายเหตุ
  1. ในบันทึกเวียดนามระบุเป็น Nặc Ông Đôn (匿螉𧑒).
  2. ในบันทึกเวียดนามระบุเป็น Phi nhã Chất tri (丕雅質知).
  3. ในบันทึกเวียดนามระบุเป็น Ngọc Vân (玉雲).
  4. ในบันทึกเวียดนามระบุเป็น Nặc Ông Yêm (匿螉俺).
อ้างอิง
  1. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 จดหมายเหตุเรื่องทัพญวน ครั้งรัชชกาลที่ ๓ จดหมายและใบบอกในปีชวดโทศกจุลศักราช ๑๒๐๒ (พ.ศ. ๒๓๘๓) พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายพลตรี พระยาสิงหเสนี (สอาด สิงหเสนี) ณเมรุวัดเทพศิรินทราวาส ปีระกา พ.ศ. ๒๔๗๖ โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร
  2. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80 81 82 83 84 เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค). พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๓.
  3. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 Bun Srun Theam. "CAMBODIA IN THE MID-NINETEENTH CENTURY:A QUEST FOR SURVIVAL, 1840-1863" (PDF). Open Research. สืบค้นเมื่อ July 2, 2020.
  4. 1 2 3 4 Osborne, Milton E. (2008). Phnom Penh: A Cultural and Literary History. Signal Books. ISBN 9781904955405.
  5. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 A. Dirk Moses. Empire, Colony, Genocide, Conquest, Occupation, and Subaltern Resistance in World History. Berghahn Books, พ.ศ. ๒๕๕๑.
  6. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 David Chandler. A History of Cambodia. Taylor & Francis, พ.ศ. ๒๕๖๑.
  7. 1 2 3 ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๖.
  8. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณแปลใหม่.
  9. ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๖.
  10. 1 2 3 4 5 หนังสือราชพงษาวดารเขมร.
  11. 1 2 3 ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยา. พระราชพงษาวดาร กรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๒. ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปีมโรงอัฐศก พ.ศ. ๒๔๕๙; พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไทย ณสพานยศเส
  12. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 Quốc Triều Chánh Biên Toát Yếu 國朝正編撮要. Quốc Sử Quán Triều Nguyễn, พ.ศ. ๒๔๕๑.
  13. Justin Corfiled. The History of Cambodia. ABC-CLIO, พ.ศ. ๒๕๕๒.
  14. 1 2 3 Alexander Barton Woodside. Vietnam and the Chinese Model: A Comparative Study of Vietnamese and Chinese Government in the First Half of the Nineteenth Century. Brill, พ.ศ. ๒๕๖๓.
  15. 1 2 3 Vũ Đức Liêm. Vietnam at the Khmer Frontier: Boundary Politics, 1802–1847. Cross-Currents: East Asian History and Culture Review, พ.ศ. ๒๕๕๙.
  16. ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๗๐ เรื่อง เมืองนครจำปาศักดิ์
  17. 1 2 Theara Thun. Epistemology of the Past: Texts, History, and Intellectuals of Cambodia, 1855–1970. University of Hawaii Press, พ.ศ. ๒๕๖๗.
  18. 1 2 3 4 ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๗: จดหมายเหตุเกี่ยวกับเขมรและญวนในรัชกาลที่ ๓ ตอนที่ ๑.
  19. 1 2 3 4 5 6 7 8 ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑๖: พงษาวดารเมืองพระตะบอง ของเจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ พระอภัยพิทักษ์ (เลื่อม อภัยวงศ์) พิมพ์ครั้งแรกในงานปลงศพ นางสงวน อภัยพิทักษ์ ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๖๒ พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร.
  20. 1 2 3 4 5 6 พวงทอง รุ่งสวัสดิทรัพย์. War and trade: Siamese interventions in Cambodia, 1767-1851. University of Wollongong Thesis Collection, มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘.
  21. วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ. กรุงเทพ: โรงพิมพ์กรุงเทพ, พ.ศ. 2547.
  22. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 Chính biên – Đệ nhị kỷ Thực lục về Thánh tổ nhân hoàng đế Minh Mạng – quyển 177 – 220 https://dainamthucluc.wordpress.com/2025/04/12/chinh-bien-de-nhi-ky-thuc-luc-ve-thanh-to-nhan-hoang-de-minh-mang-quyen-177-220/
  23. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 Chính biên – Đệ tam kỷ Thực lục về Hiến tổ chương hoàng đế Thiệu Trị – quyển 01 – 72 https://dainamthucluc.wordpress.com/2025/04/12/chinh-bien-de-tam-ky-thuc-luc-ve-hien-to-chuong-hoang-de-thieu-tri-quyen-01-72/
  24. 1 2 3 4 5 6 7 8 ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๘ จดหมายเหตุเกี่ยวกับเขมรและญวนในรัชกาลที่ ๓ ตอนที่ ๒ ที่ระลึกในงานประชุมเพลิงศพ สมบุญ สิงหเสนี ที่วัดจักรวรรดิราชาวาส วันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๑ พิมพ์ที่โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ
  25. 1 2 3 4 5 6 7 8 ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๖: ว่าด้วยเหตุการณ์เมืองเขมรตอนเสร็จสงครามไทยกับญวน พิมพ์ในงานทำบุญที่หน้าศพ นายพลตรี พระยาสิงหเสนี (สอาด สิงหเสนี) ครบ ๑๐๐ วัน ณวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๕, โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร.
  26. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 เรื่องราชการทัพญวนครั้งรัชกาลที่ ๓ ใบบอกเจ้าพระยาบดินทรเดชา
  27. Ernest Doudart de Lagrée, A. B. de Villemereuil. Explorations et missions Cambodge. Tremblay, พ.ศ. 2426.