คริปโทเคอร์เรนซีและความปลอดภัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

คริปโทเคอร์เรนซีและความปลอดภัย (อังกฤษ: cryptocurrency and security) เป็นบทความที่กล่าวถึงการพยายามขโมยเงินดิจิทัลผ่านวิธีการต่าง ๆ รวมทั้งฟิชชิง การหลอก หรือการแฮ็ก และถึงวิธีการป้องกันธุรกรรมทางคริปโทเคอร์เรนซีที่ไม่ได้อนุญาต และเทคโนโลยีเพื่อเก็บคริปโทเคอร์เรนซี

ทั่วไป[แก้]

เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย[แก้]

มีคริปโทเคอร์เรนซีวอลเลตที่รักษาความปลอดภัยในชั้นโพรโทคอลต่าง ๆ หลายรูปแบบรวมทั้งอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์สำหรับระบบปฏิบัติการหรือเว็บเบราว์เซอร์ต่าง ๆ และวอลเลตแบบออฟไลน์

โจรกรรมที่เด่น ๆ[แก้]

ในตลาด[แก้]

การแฮ็กตลาดที่เด่น ๆ แล้วมีผลเป็นโจรกรรมของคริปโทเคอร์เรนซีรวมทั้ง[1]

  • Bitstamp - ในปี 2015 บิตคอยน์มูลค่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 178 ล้านบาท) ถูกขโมย
  • Mt. Gox - ระหว่างปี 2011-2014 บิตคอยน์มูลค่า 350 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 10,896 ล้านบาท) ถูกขโมย
  • Bitfinex - ในปี 2016 บิตคอยน์มูลค่า 72 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2,648 ล้านบาท) ถูกขโมยจากวอลเลตของตลาด ต่อมาผู้ใช้บริการได้เงินคืน
  • NiceHash - ในปี 2017 คริปโทเคอร์เรนซีกว่า 60 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2,122 ล้านบาท) ถูกขโมย[2]
  • Coincheck - โทเค็น NEM มูลค่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 12,452 ล้านบาท) ถูกขโมยในปี 2018[3]

เงินสกุลต่าง ๆ[แก้]

ในเหตุการณ์ปี 2016 ที่เรียกว่า DAO event การถือเอาประโยชน์ของสัญญาสมารต์ในเงินสกุล Ethereum มีผลเป็นการลักเงินมูลค่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,839 ล้านบาท) ต่อมาเงินสกุลนี่จึงแยกแบบ hard fork ออกเป็นเงินสกุล Ethereum Classic และ Ethereum และเงินสกุลหลังดำเนินการโดยไม่รวมธุรกรรมที่เป็นโจรกรรมเข้าในบล็อกเชน

ในปี 2017 บริษัทพึ่งก่อตั้ง Tether ซึ่งทำงานร่วมกับตลาดแลกเปลี่ยนบิตคอยน์ ประกาศว่าบริษัทถูกแฮ็ก และได้เสียเงินมีมูลค่า 31 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,097 ล้านบาท) จากวอลเลตหลักของบริษัท[4] แต่บริษัทก็ได้ติดป้ายเงินที่ถูกขโมยไป โดยหวังว่า จะทำให้ขโมยไม่สามารถใช้เงินได้

บิตคอยน์[แก้]

มีการขโมยบิตคอยน์หลายเหตุการณ์มาก[5] วิธีหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อมีบุคคลที่สามสามารถเข้าถึงกุญแจส่วนตัวสำหรับที่อยู่บิตคอยน์ของเหยื่อ[6] หรือเกิดจากการใช้วอลเลตออน์ไลน์[7] เพราะถ้ากุญแจส่วนตัวถูกขโมย บิตคอยน์ของที่อยู่ซึ่งคู่กันก็สามารถโอนไปที่อยู่อื่นได้ ในกรณีนี้ เครือข่ายจะไม่สามารถระบุว่าใครเป็นขโมย ระงับธุรกรรมเนื่องกับบิตคอยน์ที่ถูกขโมย หรือว่าคืนเงินให้แก่เจ้าของโดยชอบธรรม[8]

การขโมยยังเกิดขึ้นในเว็บไซต์ที่ใช้ซื้อของผิดกฎหมาย ในเดือนพฤศจิกายน 2013 บิตคอยน์มูลค่าประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3,113 ล้านบาท) อ้างว่า ถูกขโมยไปจากตลาดขายของผิดกฎหมายออนไลน์ คือ Sheep Marketplace ซึ่งผู้ดำเนินการได้ปิดตลาดโดยทันที[9] ผู้ใช้ได้พยายามติดตามเหรียญเหล่านั้นเมื่อมีการทำธุรกรรมหรือเปลี่ยนเป็นเงินสด แต่ก็ไม่สามารถได้เงินคืน และไม่พบผู้เป็นขโมย[9] ตลาดมืดอีกแห่งคือ Silk Road 2 ได้อ้างว่า เมื่อถูกแฮ็กในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 บัญชีกลางที่เก็บเงินไว้เพื่อจ่ายให้ผู้ขายเมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าได้ถูกขโมยบิตคอยน์มีมูลค่า 2.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 84 ล้านบาท)[10]

เว็บไซต์ที่ผู้ใช้แลกเปลี่ยนบิตคอยน์เพื่อเงินสด หรือเก็บกุญแจไว้ในวอลเลตของเว็บไซต์ ก็เป็นเหยื่อของขโมยด้วย เช่น

  • บริการวอลเลตในออสเตรเลีย Inputs.io ถูกแฮ็กสองครั้งในเดือนตุลาคม 2013 และได้สูญบิตคอยน์มูลค่ากว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 31.13 ล้านบาท)[11]
  • ในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ตลาดแลกเปลี่ยนเงินเสมือนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกในเมืองโตเกียวคือ Mt. Gox ได้ถึงการล้มละลายและรายงานว่า ได้สูญบิตคอยน์มูลค่า 350 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 10,896 ล้านบาท)[12] โดยในที่สุดประธานบริหารก็ถูกจับในข้อหายักยอกทรัพย์[13]
  • ในเดือนมีนาคม 2014 บริษัทในแคนาดา Flexcoin ซึ่งมีธุรกิจเกี่ยวกับการเก็บบิตคอย์ได้ปิดบริษัทหลังจากพบการขโมยบิตคอยน์มูลค่ากว่า 650,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 20 ล้านบาท)[14]
  • ตลาดค้าเงินดิจิทัล Poloniex ได้รายงานในเดือนเดียวกันว่า ได้สูญบิตคอยน์มูลค่าราว ๆ 50,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.6 ล้านบาท)[15]
  • ในเดือนมกราคม 2015 ตลาดแลกเปลี่ยนบิตคอยน์อังกฤษที่ใหญ่เป็นอันดับสามในโลกคือ bitstamp ถูกแฮ็กและสูญบิตคอยน์มูลค่ากว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ (156 ล้านบาท)[16]
  • ในเดือนกุมภาพันธ์ 2015 ตลาดจีน BTER สูญบิตคอยน์มูลค่ากว่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 62 ล้านบาท) เพราะนักเลงคอมพิวเตอร์[17]

ตลาดแลกเปลี่ยนหลักแห่งหนึ่งคือ Bitfinex ถูกแฮ็กและสูญบิตคอยน์กว่า 120,000 เหรียญมูลค่าราว 60 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,868 ล้านบาท) ทำให้บริษัทต้องหยุดพักตลาดชั่วคราว เป็นการขโมยบิตคอยน์จำนวนมากเป็นอันดับสองของโลก โดยน้อยกว่าการขโมยตลาด Mt. Gox ในปี 2014 เท่านั้น[18] ต่อมาบริษัทจึงได้ค่อย ๆ ใช้เงินคืนให้แก่ลูกค้าทั้งหมด[19][20][21]

โจรกรรมได้สร้างความเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัย ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ที่เปรียบเทียบเงินดิจิทัลสกุลต่าง ๆ ได้กล่าวไว้ว่า "มันเป็นเครื่องเตือนใจถึงความบอบางของโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมที่พึ่งเริ่มใหม่เช่นนี้"[22] ตามการให้การต่อหน้าคณะกรรมการธุรกิจย่อยของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในเดือนเมษายน 2014 "พ่อค้าเหล่านี้ไร้การควบคุมดูแลโดยกฎหมาย ไม่มีมาตรฐานเงินทุน และไม่ป้องกันผู้บริโภคต่อการสูญเสียหรือการขโมย"[23]

คริปโทเคอร์เรนซีวอลเลต[แก้]

ดูบทความหลักที่: คริปโทเคอร์เรนซีวอลเลต

ในปี 2017 ความบกพร่องในคริปโทเคอร์เรนซีวอลเลต คือ Parity Wallet ทำให้ผู้บริโภคเสียคริปโทเคอร์เรนซีมูลค่าราว 30 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,061 ล้านบาท)[1]

การฉ้อฉล[แก้]

ในปี 2014 ผู้จัดตั้งบริษัท GAW Miners และ ZenMiner ได้ให้การตามข้อตกลงว่า บริษัทของเขาเป็นส่วนของธุรกิจแบบพีระมิด และให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดในข้อหาการฉ้อฉลผ่านระบบโทรคมนาคมในปี 2015 ต่อมา องค์กรควบคุมตลาดหลักทรัพย์ คือ SEC ได้ฟ้องคดีแพ่งต่อเจ้าของ ซึ่งศาลตัดสินให้จ่ายค่าเสียหาย/ค่าปรับ 9.1 ล้านเหรียญสหรัฐ บวกดอกเบี้ยอีก 7 แสนเหรียญ (รวมราวมูลค่า 347 ล้านบาท) คำฟ้องคดีของ SEC อ้างว่า เจ้าของได้ทำความผิดผ่านบริษัทของเขา โดยฉ้อฉลขาย "สัญญาการลงทุนเป็นแชร์ในกำไรที่พวกเขาว่าจะสร้างขึ้น" จากการขุดหาเหรียญ[24]

หลังจากปิดการทำการของแพล็ตฟอร์มคริปโทเคอร์เรนซี คือ BitConnect รัฐบาลสหรัฐได้ฟ้องคดีในนามกลุ่มบุคคลเรียกร้องค่าเสียหาย 771,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 24 ล้านบาท)[25] ก่อนหน้านั้น คำเตือนการฉ้อฉลเกี่ยวกับ BitConnect และคำสั่งทางราชการของรัฐเท็กซัสให้งดเว้นการกระทำ ได้อ้างคำสัญญาเพื่อให้กำไรมหาศาลของแพล็ตฟอร์ม[26]

มัลแวร์[แก้]

ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่: มัลแวร์

สำนักข่าว Ars Technica ได้รายงานในเดือนมกราคม 2018 ว่า โฆษณาของยูทูบที่ติดโปรแกรมจาวาสคริปต์ ได้ใช้เพื่อขุดหาเหรียญคริปโทสกุล Monero[27]

บิตคอยน์[แก้]

โจรกรรมโดยมัลแวร์[แก้]

มัลแวร์บางอย่างสามารถขโมยกุญแจส่วนตัวในวอลเลตบิตคอยน์ ซึ่งก็ทำให้สามารถขโมยบิตคอยน์เองได้ แบบที่สามัญสุดจะค้นหาคริปโทเคอร์เรนซีวอลเลตในคอมพ์ แล้วอั๊ปโหลดไปยังคอมพิวเตอร์อื่นเพื่อเจาะหารหัสและขโมยบิตคอยน์[28] แบบจำนวนมากจะบันทึกการพิมพ์เพื่อเก็บรหัสผ่าน ทำให้ไม่จำเป็นต้องเจาะหารหัส[28] บางอย่างจะตรวจดูที่อยู่บิตคอยน์ซึ่งก๊อปปี้ไปยังคลิปบอร์ด แล้วเปลี่ยนให้เป็นที่อยู่อื่น ทำให้ส่งบิตคอยน์ไปยังที่อยู่ผิด ๆ[29] วิธีนี้ได้ผลเพราะธุรกรรมของบิตคอยน์ย้อนคืนไม่ได้[30]

มีไวรัสคอมพิวเตอร์หนึ่งที่กระจายผ่าน Pony botnet[A] ซึ่งรายงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ว่าขโมยคริปโทเคอร์เรนซีมีมูลค่าถึง 220,000 เหรียญสหรัฐ (6.9 ล้านบาท) รวมทั้งบิตคอยน์จากวอลเลต 85 วอลเลต[33] บริษัทรักษาความปลอดภัยข้อมูล คือ Trustwave ซึ่งติดตามมัลแวร์นี้ ได้รายงานว่ารุ่นล่าสุดของมันสามารถขโมยเงินดิจิทัลกว่า 30 สกุล[34]

มัลแวร์ของแม็คที่ออกอาละวาดในเดือนสิงหาคม 2013 คือ Bitvanity ทำตัวเหมือนกับตัวสร้างที่อยู่บิตคอยน์แบบเลขสวย แต่กลับขโมยที่อยู่และกุญแจส่วนตัวจากซอฟท์แวร์ที่ใช้บริการบิตคอยน์อื่น ๆ[35] ส่วนโปรแกรมม้าโทรจันอีกโปรแกรมหนึ่งสำหรับแมคโอเอสซึ่งเรียกว่า CoinThief รายงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ว่าทำโจรกรรมบิตคอยน์หลายกรณี[35] โดยซ่อนอยู่กับแอ๊ปคริปโทเคอร์เรนซีบางรุ่นที่โหลดมาจาก Download.com และ MacUpdate[35]

โปรแกรมเรียกค่าไถ่ (ransomware)[แก้]

โปรแกรมเรียกค่าไถ่หลายชนิดเรียกให้จ่ายเป็นเป็นบิตคอยน์[36][37] โปรแกรมหนึ่งเรียกว่า CryptoLocker ซึ่งปกติจะกระจายเป็นไฟล์แนบติดอีเมลล์ จะเข้ารหัสลับข้อมูลฮาร์ดดิสก์ของคอมพ์ที่ติดเชื้อ แล้วแสดงนาฬิกานับถอยหลัง และเรียกร้องค่าไถ่เป็นบิตคอยน์เพื่อให้ถอดรหัสข้อมูลให้[38] แม้แต่ตำรวจรัฐแมสซาชูเซตส์ก็ยังต้องจ่ายค่าไถ่เป็นบิตคอยน์สองเหรียญในเดือนพฤศจิกายน 2013 ซึ่งมีมูลค่า 1,300 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4 หมื่นบาท) เพื่อถอดรหัสข้อมูลฮาร์ดดิสก์ของตำรวจ[39]

บิตคอยน์ยังใช้เป็นสื่อในโปรแกรมเรียกค่าไถ่ WannaCry อีกด้วย[40] โปรแกรมเรียกค่าไถ่หนึ่งทำให้ต่อเน็ตไม่ได้ และเรียกร้องข้อมูลบัตรเครดิตเพื่อแก้คืน ในขณะที่ขุดหาเหรียญบิตคอยน์อย่างลับ ๆ[38]

การขุดหาเหรียญโดยไม่ได้อนุญาต[แก้]

ในเดือนมิถุนายน 2011 บริษัท Symantec เตือนว่า คอมพิวเตอร์ที่ติดเชื้อเป็นส่วนของบ็อตเน็ต[A] สามารถใช้ขุดหาเหรียญบิตคอยน์ได้อย่างลับ ๆ[41] มัลแวร์นี้ใช้สมรรถภาพการประมวลผลแบบขนานของหน่วยประมวลผลกราฟิกส์ที่มีในการ์ดแสดงผลรุ่นใหม่ ๆ[42] แม้คอมพิวเตอร์ธรรมดา ๆ ที่ใช้หน่วยประมวลผลกราฟิกส์แบบรวม (integrated graphics processor) แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรในการขุดหาเหรียญ แต่คอมพิวเตอร์เป็นหมื่น ๆ ที่มีมัลแวร์ขุดหาเหรียญอาจให้ผลอะไรได้บ้าง[43]

ในกลางเดือนสิงหาคม 2011 มีการตรวจเจอบ็อตเน็ตที่ใช้ขุดหาเหรียญบิตคอยน์[44] และหลังจากนั้นไม่ถึงสามเดือน ก็ได้พบโปรแกรมม้าโทรจันเพื่อขุดหาเหรียญบิตคอยน์ในแมคโอเอส[45]

ในเดือนเมษายน 2013 องค์กรกีฬาอิเล็กทรอนิก E-Sports Entertainment ถูกกล่าวหาว่าจี้เอาคอมพิวเตอร์ 14,000 เครื่องเพื่อขุดหาบิตคอยน์ ต่อมาบริษัทจึงยอมความระงับคดีกับรัฐนิวเจอร์ซีย์[46]

ในเดือนธันวาคม 2013 ตำรวจเยอรมันได้จับผู้ต้องหา 2 คนเนื่องกับการปรับซอฟท์แวร์บ็อตเน็ตที่มีอยู่เพื่อใช้ขุดหาเหรียญบิตคอยน์ ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ได้ใช้ขุดหาเหรียญมีมูลค่าอย่างน้อย 950,000 เหรียญสหรัฐแล้ว (ประมาณ 30 ล้านบาท)[47]

ในช่วงระยะ 4 วันระหว่างเดือนธันวาคม 2013 และมกราคม 2014 บริษัทยาฮู!ยุโรปแสดงโฆษณาที่มีมัลแวร์ขุดหาเหรียญบิตคอยน์ที่ติดคอมพิวเตอร์ประมาณ 2 ล้านเครื่อง[48] ซอฟต์แวร์นี้ คือ Sefnit ตรวจพบเป็นครั้งแรกกลางปี 2013 และได้รวมจำหน่ายกับซอฟต์แวร์ต่าง ๆ หลายอย่างมาก ไมโครซอฟท์ได้กำจัดมัลแวร์นี้ผ่านไมโครซอฟท์ ซีเคียวริตี้ เอสเซนเชียลและซอฟท์แวร์รักษาความปลอดภัยอื่น ๆ[49]

มีรายงานว่า พนักงานหรือนักศึกษาได้ใช้คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยหรือคอมพิวเตอร์สำหรับงานวิจัย เพื่อขุดหาบิตคอยน์[50]

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ตามอีเมลภายในของสถาบัน สมาชิกคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดถูกยุติไม่ให้เข้าถึงสาธารณูปการะคอมพิวเตอร์งานวิจัยของมหาวิทยาลัย หลังจากตั้งระบบขุดหาโดชคอยน์โดยใช้เครือข่ายของมหาวิทยาลัย[51]

ฟิชชิง[แก้]

เว็บไซต์หนึ่งที่ปฏิบัติการแบบฟิชชิงได้หลอกว่า จะช่วยสร้างวลีรหัสผ่านสำหรับคริปโทเคอร์เรนซีวอลเลต IOTA แต่กลับรวบรวมรหัสลับในวอลเลต โดยประมาณว่าได้หลอกขโมยโทเค็น MIOTA มูลค่ากว่า 4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 125 ล้านบาท) เว็บไซต์ที่ทำการไม่ชอบนี้ ปฏิบัติการแล้วเป็นระยะเวลาที่กำหนดไม่ได้ แต่ได้พบเมื่อเดือนมกราคม 2018[52]

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. 1.0 1.1
    แผนภาพแสดงบ็อตเน็ต Stacheldraht ที่กำลังทำการโจมตีโดยปฏิเสธการให้บริการแบบกระจาย นี่ก็เป็นตัวอย่างของรูปแบบระบบรับ-ให้บริการของบ็อตเน็ตด้วย

    บ็อตเน็ต (botnet) เป็นอุปกรณ์ต่ออินเทอร์เน็ต แต่ละเครื่องดำเนินงานบ็อตหนึ่งบ็อตหรือมากกว่านั้น รวม ๆ กันสามารถใช้ทำการโจมตีโดยปฏิเสธการให้บริการแบบกระจาย ใช้ขโมยข้อมูล[31] ใช้ส่งสแปม และปล่อยให้ผู้ทำการโจมตีเข้าถึงอุปกรณ์และการเชื่อมต่อกับเน็ตของอุปกรณ์นั้นได้ ผู้โจมตีสามารถควบคุมด้วยซอฟท์แวร์ command and control[32] คำว่าบ็อตเน็ต มาจากการรวมคำ robot และ network ซึ่งมักใช้ในความหมายเชิงลบ

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 "Coincheck Hacked: "The Biggest Theft in the History of the World"". cryptonews. 2018-01-26. https://cryptonews.com/news/coincheck-hacked-more-than-500-million-xem-stolen-1093.htm. 
  2. "More than $60 million worth of bitcoin potentially stolen after hack on cryptocurrency site". Archived from the original on 2017-12-12. 
  3. "Coincheck Says It Lost Crypto Coins Valued at About $400 Million". Bloomberg. 2018-01-26. https://www.bloomberg.com/news/articles/2018-01-26/cryptocurrencies-drop-after-japanese-exchange-halts-withdrawals. 
  4. Russell, Jon. "Tether, a startup that works with bitcoin exchanges, claims a hacker stole $31M". TechCrunch (ใน English). Archived from the original on 2017-11-21. สืบค้นเมื่อ 2017-11-22. 
  5. "Bitcoin: Bitcoin under pressure". The Economist. 2013-11-30. สืบค้นเมื่อ 2013-11-30. 
  6. Jeffries, Adrianne (2013-12-19). "How to steal Bitcoin in three easy steps". The Verge. สืบค้นเมื่อ 2014-01-17. 
  7. Everett, David (2012-04). "So how can you steal Bitcoins". Smartcard & Identity News. สืบค้นเมื่อ 2014-01-17. 
  8. Grocer, Stephen (2013-07-02). "Beware the Risks of the Bitcoin: Winklevii Outline the Downside". Moneybeat (The Wall Street Journal). สืบค้นเมื่อ 2013-10-21. 
  9. 9.0 9.1 Hern, Alex (2013-12-09). "Recovering stolen bitcoin: a digital wild goose chase". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 2014-03-06. 
  10. "Silk Road 2 loses $2.7m in bitcoins in alleged hack". BBC News. 2014-02-14. สืบค้นเมื่อ 2014-02-15. 
  11. Hern, Alex (2013-11-08). "Bitcoin site Inputs.io loses £1m after hackers strike twice". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 2015-09-18. 
  12. "MtGox bitcoin exchange files for bankruptcy". bbc.com. BBC. 2014-02-28. http://www.bbc.com/news/technology-25233230. เรียกข้อมูลเมื่อ 2014-04-18. 
  13. "Ex-boss of MtGox bitcoin exchange arrested in Japan over lost $390m". The Guardian. 2015-08-01. 
  14. Ligaya, Armina (2014-03-05). "After Alberta's Flexcoin, Mt. Gox hacked, Bitcoin businesses face sting of free-wheeling ways". Financial Post. สืบค้นเมื่อ 2014-03-07. 
  15. Truong, Alice (2014-03-06). "Another Bitcoin exchange, another heist". Fast Company. สืบค้นเมื่อ 2014-03-07. 
  16. Zack Whittaker (2015-01-05). "Bitstamp exchange hacked, $5M worth of bitcoin stolen". CBS Interactive.. http://www.zdnet.com/article/bitstamp-bitcoin-exchange-suspended-amid-hack-concerns-heres-what-we-know/. เรียกข้อมูลเมื่อ 2015-01-06. 
  17. Millward, Steven (2015-02-16). "Nearly $2M in bitcoins feared lost after Chinese cryptocurrency exchange hack". techinasia.com. Tech In Asia. https://www.techinasia.com/bitcoins-lost-after-china-cryptocurrency-exchange-hack-bter/. เรียกข้อมูลเมื่อ 2015-02-18. 
  18. Coppola, Frances (2016-08-06). "Theft And Mayhem In The Bitcoin World". Forbes. สืบค้นเมื่อ 2016-08-15. 
  19. "Bitfinex Reimburses First Bitcoin Exchange Hack Victims". http://www.coindesk.com/bitfinex-reimburses-first-bitcoin-exchange-hack-victims/. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-10-26. 
  20. "Bitcoin Price Back Above $600 for First Time since Bitfinex Hack". http://www.financemagnates.com/cryptocurrency/trading/bitcoin-price-back-above-600-for-first-time-since-bitfinex-hack/. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-10-26. 
  21. "Bitfinex". bitfinex. https://www.bitfinex.com/posts. เรียกข้อมูลเมื่อ 2017-04-03. 
  22. Heller, Matthew (2016-08-04). "Bitfinex Hack Fuels Bitcoin Security Concerns -". CFO (ใน en-US). สืบค้นเมื่อ 2017-01-11. 
  23. "Testimony of Mark T. Williams Bitcoin: Examining the Benefits and Risks for Small Business" (PDF). U.S. House of Representatives Committee on Small Business Hearing. 2014-04-02. http://smallbusiness.house.gov/uploadedfiles/4-2-2014_williams_final_testimony.pdf. เรียกข้อมูลเมื่อ 2017-01-10. 
  24. "GAW Miners founder owes nearly $10 million to SEC over Bitcoin fraud". Ars Technica. 2017-10-05. Archived from the original on 2017-12-29. 
  25. "Class Action Lawsuit Filed Against BitConnect". 2018-01-26. https://discover.coinsquare.io/business/bitconnect-class-action-lawsuit. 
  26. "5 reasons to tread carefully in cryptocurrencies". CBS. 2018-01-05. https://www.cbsnews.com/news/bitcoin-cryptocurrencies-5-reasons-to-tread-carefully/. 
  27. "Now even YouTube serves ads with CPU-draining cryptocurrency miners". ArsTechnica. 2018-01-26. https://arstechnica.com/information-technology/2018/01/now-even-youtube-serves-ads-with-cpu-draining-cryptocurrency-miners. 
  28. 28.0 28.1 Hajdarbegovic, Nermin (2014-02-27). "Nearly 150 strains of malware are after your bitcoins". CoinDesk. สืบค้นเมื่อ 2014-03-07. 
  29. Gregg Keizer (2014-02-28). "Bitcoin malware count soars as cryptocurrency value climbs". http://www.computerworld.com/article/2488144/malware-vulnerabilities/bitcoin-malware-count-soars-as-cryptocurrency-value-climbs.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2015-01-08. 
  30. Barski, Conrad; Wilmer, Chris (2014-11-14). Bitcoin for the Befuddled. No Starch Press. p. 57. ISBN 978-1-59327-573-0. 
  31. "Thingbots: The Future of Botnets in the Internet of Things". Security Intelligence. 2016-02-20. https://securityintelligence.com/thingbots-the-future-of-botnets-in-the-internet-of-things/. 
  32. "botnet". techopedia. https://www.techopedia.com/definition/384/botnet. เรียกข้อมูลเมื่อ 2016-06-09. 
  33. "Bitcoins, other digital currencies stolen in massive 'Pony' botnet attack". 2014-02-24. สืบค้นเมื่อ 2015-01-08. 
  34. Finkle, Jim (2014-02-24). "'Pony' botnet steals bitcoins, digital currencies: Trustwave". Reuters. สืบค้นเมื่อ 2014-03-07. 
  35. 35.0 35.1 35.2 "Watch out! Mac malware spread disguised as cracked versions of Angry Birds, Pixelmator and other top apps". ESET. 2014-02-26. สืบค้นเมื่อ 2015-11-20. 
  36. "You're infected—if you want to see your data again, pay us $300 in Bitcoins". Ars Technica. https://arstechnica.com/security/2013/10/youre-infected-if-you-want-to-see-your-data-again-pay-us-300-in-bitcoins/. เรียกข้อมูลเมื่อ 2013-10-23. 
  37. "Criminals continue to defraud and extort funds from victims using cryptowall ransomware schemes". FBI. https://www.ic3.gov/media/2015/150623.aspx. เรียกข้อมูลเมื่อ 2017-11-13. 
  38. 38.0 38.1 "How Ransomware turns your computer into a bitcoin miner". The Guardian. 2014-02-10. สืบค้นเมื่อ 2014-03-07. 
  39. Gibbs, Samuel (2013-11-21). "US police force pay bitcoin ransom in Cryptolocker malware scam". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 2014-03-07. 
  40. Usborne, Simon (2017-05-15). "Digital gold: why hackers love Bitcoin". https://www.theguardian.com/technology/2017/may/15/digital-gold-why-hackers-love-bitcoin-ransomware. 
  41. "Bitcoin Botnet Mining". Symantec.com. 2011-06-17. http://www.symantec.com/connect/blogs/bitcoin-botnet-mining. เรียกข้อมูลเมื่อ 2012-01-24. 
  42. Goodin, Dan (2011-08-16). "Malware mints virtual currency using victim's GPU". The Register. สืบค้นเมื่อ 2014-10-31. 
  43. Ryder, Greg (2013-06-09). "All About Bitcoin Mining: Road To Riches Or Fool's Gold?". Tom's hardware. http://www.tomshardware.com/reviews/bitcoin-mining-make-money,3514.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2015-09-18. 
  44. "Infosecurity - Researcher discovers distributed bitcoin cracking trojan malware". Infosecurity-magazine.com. 2011-08-19. http://www.infosecurity-magazine.com/view/20211/researcher-discovers-distributed-bitcoin-cracking-trojan-malware/. เรียกข้อมูลเมื่อ 2012-01-24. 
  45. "Mac OS X Trojan steals processing power to produce Bitcoins: Security researchers warn that DevilRobber malware could slow down infected Mac computers". TechWorld. IDG communications. 2011-11-01. http://www.techworld.com.au/article/405849/mac_os_x_trojan_steals_processing_power_produce_bitcoins. เรียกข้อมูลเมื่อ 2012-01-24. 
  46. "E-Sports Entertainment settles Bitcoin botnet allegations". BBC News. 2013-11-20. สืบค้นเมื่อ 2013-11-24. 
  47. Mohit Kumar (2013-12-09). "The Hacker News The Hacker News +1,440,833 ThAlleged Skynet Botnet creator arrested in Germany". สืบค้นเมื่อ 2015-01-08. 
  48. McGlaun, Shane (2014-01-09). "Yahoo malware turned Euro PCs into bitcoin miners". SlashGear. สืบค้นเมื่อ 2015-01-08. 
  49. Liat Clark (2014-01-20). "Microsoft stopped Tor running automatically on botnet-infected systems". สืบค้นเมื่อ 2015-01-08. 
  50. Hornyack, Tim (2014-06-06). "US researcher banned for mining Bitcoin using university supercomputers". PC world.com (IDG Consumer & SMB). สืบค้นเมื่อ 2014-06-13. 
  51. "Harvard Research Computing Resources Misused for ‘Dogecoin’ Mining Operation". The Harvard Crimson. 2014-02-20. 
  52. "IOTA Founder On Stolen Funds: Lots of People Will “Screw You Over”". Finance Magnates. 2018-01-25. https://www.financemagnates.com/cryptocurrency/news/iota-founder-stolen-funds-lots-people-will-screw. 

แม่แบบ:คริปโทเคอร์เรนซี