การออกแบบอย่างสากล

การออกแบบอย่างสากล[1], การออกแบบเพื่อทุกคน[2], การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล[3] หรือ อารยสถาปัตย์[4] (อังกฤษ: Universal Design) หมายถึง การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือสภาพแวดล้อมที่ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้เท่าที่เป็นไปได้มากที่สุด โดยไม่มีข้อจำกัดทางด้านอายุและสภาพร่างกาย[5] ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าวได้รับการผลักดันจากกลุ่มผู้สูงอายุและคนพิการ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของการออกแบบอย่างสากล
อารยสถาปัตย์ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1950 ซึ่งเป็นแนวคิดการออกแบบใหม่สำหรับคนพิการในยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา จากแนวคิดเรื่องการออกแบบที่ปราศจากสิ่งกีดขวาง (Barrier-free design) พัฒนาขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับคนที่มีความพิการทางร่างกาย ตามแนวทางของเครือข่ายทางสังคมในการดูแลคนพิการ โดยพัฒนาจากการดูแลแบบสถาบัน (Institutional care) เช่น โรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ เป็นต้น ไปสู่การดูแลแบบชุมชน (Community care) การออกแบบนี้จะแยกการออกแบบพิเศษเป็นการเฉพาะ โดยเฉพาะกับผู้มีข้อจำกัดทางร่างกายที่รุนแรง
ในปี ค.ศ. 1970 บางส่วนของยุโรปและสหรัฐอเมริกา เริ่มเปลี่ยนแนวคิดจากการออกแบบเฉพาะเจาะจง (Exclusive design) มาเป็นแนวคิดการออกแบบที่ครอบคลุม (Inclusive design) และเริ่มใช้คำว่าการออกแบบที่สามารถเข้าถึงได้ (Accessible design) ในประเทศสหรัฐอเมริกา การเคลื่อนไหวสิทธิของคนพิการเป็นรูปเป็นร่างในช่วงกลางทศวรรษ 1970 บนวิสัยทัศน์ของสิทธิมนุษยชน โดยรัฐบัญญัติสำหรับชนกลุ่มน้อย ค.ศ. 1964 ที่มีจุดประสงค์เพื่อความเท่าเทียมกันของโอกาสและการดูแล เป็นครั้งแรกที่การออกแบบนี้ได้รับการยอมรับเป็นเงื่อนไขเพื่อให้บรรลุถึงสิทธิมนุษยชน[6] พัฒนาการของการออกแบบอย่างสากลในแต่ละประเทศจึงมีรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้างตามสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการผลักดันของกลุ่มคนพิการและผู้สูงอายุ
ประวัติ
[แก้]ในช่วงต้นของการออกแบบแบบอารยสถาปัตย์ เป็นแนวคิดที่ต้องการความร่วมมือกันของคนทั่วไปและคนพิการ แต่กลายเป็นว่ามีการออกแบบส่วนที่เข้าถึงได้แบบพิเศษแยกออกมาต่างหาก ส่งผลให้งบประมาณการก่อสร้างแพงขึ้นและมักจะดูไม่สวยงาม ทั้งที่จุดประสงค์ของการออกแบบคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่จำเป็นเพื่อรองรับผู้มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย โดยที่คนทั่วไปก็ได้รับประโยชน์เช่นกัน จนกระทั่งการออกแบบดังกล่าวเป็นที่รับรู้และยอมรับกันโดยทั่วไป จนทำให้งบประมาณการก่อสร้างสิ่งดังกล่าวถูกลง ไม่ต้องติดป้ายเป็นการเฉพาะ มีความสวยงามและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ถือเป็นการเคลื่อนไหวและเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการออกแบบอย่างสากลในเวลาต่อมา
ในปี ค.ศ. 1987 กลุ่มของนักออกแบบชาวไอร์แลนด์ประสบความสำเร็จในการเรียกร้องต่อที่ประชุมการออกแบบโลก (The World Design Congress) จนได้มีมติให้นักออกแบบทุกคนควรคำนึงถึงปัจจัยความพิการและความชราในผลงานการออกแบบของพวกเขา
ในสหรัฐอเมริกา โรนัลด์ เมซ (Ronald Mace) ผู้ก่อตั้งศูนย์การออกแบบสากลในมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาสเตต (North Carolina State University) สถาปนิกที่เป็นโรคโปลิโอตั้งแต่เด็ก ผู้ซึ่งใช้รถเก้าอี้ล้อเลื่อนและเครื่องช่วยหายใจ เริ่มใช้คำว่า “การออกแบบอย่างสากล” (Universal Design) และหาวิธีการที่จะกำหนดให้ “การออกแบบอย่างสากล” สัมพันธ์กับ “การออกแบบที่สามารถเข้าถึงได้” เขากล่าวว่าการออกแบบอย่างสากลไม่ได้เป็นศาสตร์ใหม่ ไม่ได้เป็นสไตล์ใหม่ หรือไม่ซ้ำกับแนวทางใดแนวทางหนึ่ง มันเป็นการรับรู้ของความต้องการและวิธีการที่จะใช้สามัญสำนึกในการออกแบบ ทุกอย่างที่เราออกแบบและผลิตใช้งานสามารถใช้งานได้กับทุกคน มีขอบเขตการใช้งานที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่เป็นไปได้[7] และศูนย์การออกแบบอย่างสากลมหาวิทยาลัยนอร์ทคาโรไลนาสเตต (The Center for Universal Design, North Carolina State University) ได้ตีพิมพ์หลัก 7 ประการของการออกแบบอย่างสากล[8] ที่ทุกคนยอมรับและอ้างอิงมาจนถึปัจจุบัน
แนวคิด
[แก้]การออกแบบอย่างสากล (Universal Design) นี้ เริ่มต้นจาก การออกแบบที่ปราศจากสิ่งกีดขวาง (The "Barrier-Free" concept) หรือ การออกแบบที่สามารถเข้าถึงได้ (Accessibility Design) ซึ่งเป็นการออกแบบสำหรับคนพิการหรือผู้มีความบกพร่องทางร่างกายเข้าใช้ประโยชน์ได้ และต่อมาได้ถูกขยายขอบเขตมาถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้น บริการ วัฒนธรรม และข้อมูล หรือที่เรียกว่า การออกแบบสำหรับคนทั้งมวล (Design for All: DFA) การออกแบบที่ครอบคลุม (Inclusive Design) และนำมาสู่แนวคิด การออกแบบอย่างสากล (Universal Design) ซึ่งเป็นการออกแบบที่ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้ครอบคลุมแนวคิดทั้งหมดดังกล่าว
การออกแบบที่ปราศจากสิ่งกีดขวาง (The "Barrier-Free" Design)
[แก้]เป็นแนวคิดการออกแบบหรือการดัดแปลงอาคารเพื่อให้คนพิการหรือผู้มีความบกพร่องทางร่างกายเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงการออกแบบที่ต้องวิเคราะห์ผู้ใช้อาคารทุกกลุ่มความพิการ พื้นที่ที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึง ทั้งที่เป็นโครงสร้างและรายละเอียดการออกแบบ การออกแบบที่ปราศจากสิ่งกีดขวาง (The "Barrier-Free" Design) นี้ใช้สำหรับประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมัน สำหรับประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา มักใช้คำว่า การออกแบบที่สามารถเข้าถึงได้ (Accessibility Design) การออกแบบที่ปราศจากสิ่งกีดขวางได้ถูกนำมาใช้กับการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่นพระราชบัญญัติความพิการของชาวอเมริกัน (Americans with Disabilities Act of 1990) อย่างไรก็ตามการออกแบบที่ปราศจากสิ่งกีดขวางนี้ ได้ถูกแทนที่โดยแนวคิดของการออกแบบอย่างสากล (Universal design)
การออกแบบสำหรับคนทั้งมวล (Design for All: DFA)
[แก้]คือการออกแบบเพื่อความหลากหลายของมนุษย์ในสังคม แสดงถึงความเท่าเทียมกัน เป็นการออกแบบที่เป็นองค์รวม ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายความคิดสร้างสรรค์และจริยธรรมสำหรับนักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้นำทางการเมือง การออกแบบสำหรับคนทั้งมวลนี้เป็นการออกแบบที่มีเป้าหมายให้คนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สามารถใช้ประโยชน์ได้ และเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ สภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นในชีวิตประจำวันและบริการข้อมูลต่าง ๆ ทุกอย่างที่ได้รับการออกแบบ ต้องสามารถเข้าถึงได้สะดวกสำหรับทุกคนในสังคมและตอบสนองต่อการพัฒนามนุษย์ การออกแบบนี้ต้องมีการวิเคราะห์ความต้องการของมนุษย์และต้องมีส่วนร่วมของผู้ใช้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการออกแบบ ทั้งนี้สหภาพยุโรปเป็นผู้กระตุ้นและสนับสนุนให้ผู้ผลิตและผู้ให้บริการผลิตเทคโนโลยีสำหรับทุกคน เทคโนโลยีนี้มีความเหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ อาจจะกล่าวได้ว่า จุดเริ่มต้นของการออกแบบสำหรับคนทั้งมวลนี้ คือ การคำนึงถึงการออกแบบที่ปราศจากสิ่งกีดขวาง[9] นั้นเอง
การออกแบบที่ครอบคลุม(Inclusive Design)
[แก้]ในปี ค.ศ. 2000 รัฐบาลสหราชอาณาจักรกำหนดให้ “การออกแบบที่ครอบคลุม” (Inclusive Design) หมายถึง “สินค้า บริการ และสภาพแวดล้อมที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคจำนวนที่มากที่สุด รวมถึงการดูแลสุขภาพและที่อยู่อาศัยสำหรับทุกคน” Inclusive Design ถูกนำมาใช้ในยุโรป ซึ่งนอกเหนือไปจากกลุ่มผู้สูงอายุและคนพิการแล้ว ยังมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในกระแสหลักของการบริโภคเช่น กลุ่มเด็ก อีกด้วย
หลัก 7 ประการ
[แก้]การออกแบบอย่างสากล (Universal Design) เป็นแนวความคิดสากลที่องค์การสหประชาชาติได้พยายามเผยแพร่และส่งเสริม จากแนวความคิดดั้งเดิมที่ให้คนพิการได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตในอาคารและสิ่งแวดล้อมตามโครงการ Promotion of Non-Handicapping Physical Environment for Disabled Persons และได้มีการพัฒนามาเป็นลำดับเป็น Accessible Design, Adaptable Design, Barrier Free Design ซึ่งในที่สุดก็เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปในหลักการของ Universal Design ซึ่งประกอบด้วย หลัก 7 ประการ[10] ดังรายละเอียด
ทุกคนใช้ได้อย่างเท่าเทียมกัน (Equitable Use)
[แก้]เป็นการออกแบบที่เป็นประโยชน์และตรงความต้องการของกับคนทุกกลุ่มโดยมีรายละเอียดดังนี้
การออกแบบที่สามารถสร้างความเท่าเทียมกันในการใช้สอยของผู้ใช้ที่ต่างวัยและต่างความสามารถ เช่น ประตูบานเลื่อนแบบเซ็นเซอร์ ที่ผู้ใช้ทุกสภาพร่างกายสามารถใช้งานอย่างเท่าเทียมกัน
ภาพแสดงประตูบานเลื่อนแบบเซ็นเซอร์ผู้ใช้ทุกสภาพร่างกายสามารถใช้ได้อย่าสะดวกสบาย

มีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนการใช้ได้ (Flexible Use)
[แก้]เป็นการออกแบบที่รองรับความสามารถที่หลากหลายของแต่ละบุคคลทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางเท่าที่เป็นไปได้มากที่สุด ทำให้งานออกแบบต้องมีความยืดหยุ่น โดยมีรายละเอียดดังนี้
การออกแบบสามารถรองรับการใช้สอยจากผู้ใช้ที่หลากหลาย โดยอาจมีหลายทางเลือกที่สามารถใช้งานได้

สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามความต้องการของผู้ใช้

ใช้งานง่าย (Simple and Intuitive Use)
[แก้]เป็นการออกแบบที่ง่ายต่อความเข้าใจ โดยไม่คำนึงถึงประสบการณ์ระดับความรู้หรือทักษะการใช้ภาษาของผู้ใช้ การควรง่ายต่อการเข้าใจ โดยไม่คำนึงถึงประสบการณ์ความรู้ภาษาหรือระดับความชำนาญของผู้ใช้ เป็นการออกแบบที่เรียบง่าย
ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้โดยง่ายจากสามัญสำนึก

การสื่อความหมายเป็นที่เข้าใจง่าย (Perceptible Information)
[แก้]เป็นการสื่อสารข้อมูลที่จำเป็นในการออกแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมหรือความสามารถทางประสาทสัมผัสของผู้ใช้ มีรายละเอียดดังนี้
1 งานออกแบบสามารถสื่อสารข้อมูลที่จำเป็นกับผู้ใช้งานได้ โดยปราศจากข้อจำกัดของผู้มีความบกพร่องทางประสาทสัมผัส เช่น การใช้พื้นผิวต่างสัมผัสหรือสีสันที่ตัดกัน
การออกแบบที่เผื่อการใช้งานที่ผิดพลาดได้ (Tolerance for Error)
[แก้]เป็นการออกแบบที่สามารถลดอันตรายจากอุบัติเหตุและผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ หรือการกระทำที่ไม่ได้ตั้งใจ การออกแบบควรลดอันตรายหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ อันอาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่ตั้งใจ

ใช้แรงน้อย (Low Physical Effort)
[แก้]เป็นการออกแบบที่สามารถนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกสบาย และไม่เกิดความเมื่อยล้า
การออกแบบที่มีความสะดวกต่อการใช้งานง่ายด้วยท่าทางปรกติ โดยใช้กำลังตามปรกติ ไม่ต้องออกแรงมาก หรือต้องพยายามใช้งานหลายครั้ง


มีขนาดและพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเข้าถึงและใช้งาน (Size and Space for Approach and Use)
[แก้]เป็นการออกแบบที่มีขนาดที่เหมาะสมและมีพื้นที่ให้สำหรับการเข้าถึงและการใช้งานที่เพียงพอ โดยคำนึงถึงขนาดร่างกายท่าทางหรือการเคลื่อนไหวของผู้ใช้ที่หลากหลาย ขนาดและพื้นที่ใช้งานที่เหมาะสม สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ทั้งการเอื้อม การหยิบจับ โดยปราศจากเงื่อนไขของข้อจำกัดทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว

ระดับของหลักการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวก
[แก้]จากหลักการออกแบบอย่างสากล 7 ประการ ดังกล่าว เมื่อนำไปประยุกต์กับงานออกแบบในพื้นที่จริง กับกลุ่มเป้าหมายจริง จะพบว่ามีข้อจำกัด ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์เต็มที่ เช่น มีข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างอาคารเดิม ข้อจำกัดเรื่องทำเลที่ตั้ง ไม่สามารถออกแบบเพื่อทุกคนครบทั้ง 7 ประการ ซึ่งเป็นระดับที่ 1 ได้ ในทางปฏิบัติสามารถใช้การออกแบบระดับที่ 2 คือ เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (Assistive Technology) และ/หรือ เป็น การให้ความช่วยเหลืออย่างสมเหตุสมผล (Reasonable Accommodation) ซึ่งเป็นระดับที่ 3 ได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้
ระดับที่ 1 การออกแบบอย่างสากล (Universal Design)
[แก้]คือการปรับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ อาคารสถานที่ รวมถึงการคมนาคมขนส่ง สารสนเทศและการสื่อสาร และบริการต่าง ๆ ให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไป โดยการออกแบบที่เป็นสากลและเป็นธรรมต่อคนทุกกลุ่ม เช่น การออกแบบและก่อสร้างห้องน้ำให้คนทุกกลุ่ม รวมถึงคนพิการที่ใช้รถเก้าอี้ล้อเลื่อนคนพิการสามารถใช้ได้อย่างเท่าเทียม การออกแบบบริการข้อมูลผ่านเว็บไซต์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นใดให้อยู่ในรูปแบบที่ทุกคนรวมถึงคนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ เป็นต้น
ระดับที่ 2 การจัดให้มีเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (Assistive Technology)
[แก้]ในบางกรณีการออกแบบอย่างสากล (Universal Design) ก็ไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้คนพิการและผู้สูงอายุได้ โดยเฉพาะคนพิการบางประเภท จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น เครื่องช่วยฟังสำหรับคนหูหนวก โปรแกรมอ่านจอภาพคอมพิวเตอร์สำหรับคนตาบอด หรือป้ายบอกทางซึ่งใช้ภาษาที่ง่ายต่อความเข้าใจ เป็นต้น การจัดให้มีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นในลำดับถัดมา
วิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพ (Rehabilitation Engineering) และเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (Assistive Technology) เริ่มในกลางศตวรรษที่ 20 ด้วยความพยายามที่จะปรับปรุงขาเทียมและกายอุปกรณ์ให้มีมากขึ้น พร้อมกับการกลับมาของทหารผ่านศึกพิการจากสงครามโลกครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1940 ในช่วงปี ค.ศ. 1950 ศูนย์การวิจัยทางวิศวกรรมได้รับการสนับสนุนจากทหารผ่านศึกและรัฐบาลกลาง และองค์กรถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาทางเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อการฟื้นฟู รวมทั้งการสื่อสารและการขนส่ง ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพด้านวิศวกรรมขยายตัวในช่วงปี ค.ศ. 1960 และ ปี ค.ศ. 1970 “เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (Assistive technology)” ถูกนำไปใช้กับอุปกรณ์สำหรับการใช้งานส่วนบุคคลที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มความสามารถทางกายภาพ ทางประสาทสัมผัส และความรู้ความเข้าใจของคนพิการ และช่วยให้พวกเขาทำงานได้อย่างอิสระในข้อจำกัดของสภาพแวดล้อม
ระดับที่ 3 การให้ความช่วยเหลืออย่างสมเหตุสมผล (Reasonable Accommodation)
[แก้]สำหรับบางพื้นที่ที่มีข้อจำกัดมาก ๆ เป็นอาคารเก่าหรือสภาพแวดล้อมไม่เอื้อในการออกแบบ เช่น สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ท่าเทียบเรือ ทะเล เกาะ แก่งภูเขา น้ำตกต่าง ๆ และเพื่อลดความเสียเปรียบทางสังคมของคนพิการแต่ละประเภทและผู้สูงอายุ การจัดให้มีบริการให้ความช่วยเหลือบางอย่าง เช่น การจัดบริการล่ามภาษามือให้แก่คนหูหนวก การให้มีผู้ช่วยคนพิการสำหรับคนพิการที่มีความต้องการพิเศษ (อันที่ไม่อาจตอบสนองได้โดยวิธีการทั่วไป) รวมถึงความช่วยเหลือเพื่อให้สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น
การนำหลักการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวก 3 ระดับนี้ไปประยุกต์ใช้กับการออกแบบนั้น จะเริ่มต้นจากความพยายามออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) ก่อน หลังจากการพยายามอย่างเต็มความสามารถแล้ว ยังไม่สามารถออกแบบเพื่อทุกคนได้ครบถ้วน จึงใช้เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (Assistive Technology) ช่วย และสุดท้ายหากจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลืออย่างสมเหตุสมผล (Reasonable Accommodation) ก็สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องบอกคนพิการและผู้สูงอายุก่อนการใช้พื้นที่ การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวก 3 ระดับนี้ จึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน และเป็นลำดับ ขั้นตอนของการนำไปใช้งาน

อ้างอิง
[แก้]- ↑ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. "ศัพท์บัญญัติ ๔๐ สาขาวิชา สำนักงานราชบัณฑิตยสภา (สืบค้นคำว่า universal design)". สืบค้นเมื่อ 4 ตุลาคม 2024.
- ↑ อภิชัย ไพรสินธุ์; อัษฎา วรรณกายนต์; ลลิลทิพย์ รุ่งเรือง (2020). "การออกแบบที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ และคนพิการด้านการเคลื่อนไหว ตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน". วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์. 7 (11): 298–313. สืบค้นเมื่อ 4 ตุลาคม 2024.
- ↑ จันทร์แจ่มใส มณฑล (2022). "การปรับปรุงที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในชุมชนริมคลองลาดพร้าวตามแนวทางการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล". วารสารวิชาการคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. 35 (2): 37–53. สืบค้นเมื่อ 4 ตุลาคม 2024.
- ↑ พรศิริ กองนวล; สุชาดา ธโนภานุวัฒน์; วิไล ตั้งจิตสมคิด (2020). "การพัฒนาอารยสถาปัตย์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในชุมชนเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร". วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี. 14 (1): 41–56. สืบค้นเมื่อ 4 ตุลาคม 2024.
- ↑ "Ronald L. Mace on NC State University, College of Design". Design.ncsu.edu. Retrieved 2013-07-26.
- ↑ The Institute for Human Centered Design (IHCD), Boston, 2015.
- ↑ Institute for Human Centered Design, 2008.
- ↑ Connell, et al, 1997; North Carolina State University, 1997.
- ↑ The EIDD (European Institute for Design and Disability). Stockholm Declaration©, 2004. The EIDD Stockholm Declaration© Adopted on 9 May 2004, at the Annual General Meeting of the European Institute for Design and Disability in Stockholm. “Good design enables, bad design disables”.
- ↑
- ในปี 1997 ผู้เข้าร่วมประชุมการออกแบบอย่างสากล ได้แก่: Bettye Rose Connell, Mike Jones, Ron Mace, Jim Mueller, AbirMullick, Elaine Ostroff, Jon Sanford, Ed Steinfeld, Molly Story, Gregg Vanderheiden. ได้สรุปหลัก 7 ประการ การออกแบบอย่างสากลขึ้น หลัก 7 ประการดังกล่าวเป็นลิขสิทธิ์ของ The Center for Universal Design, School of Design, State University of North Carolina at Raleigh [USA].