การยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เฮลิคอปเตอร์ยูเอช-60 แบล็กฮอว์ก ลำเลียงกองทหารเพื่อฝึกการยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศ

การยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศ (อังกฤษ: air assault) เป็นการเคลื่อนที่ของกองกำลังทางทหารภาคพื้นดินโดยอากาศยานบินขึ้นและลงในแนวดิ่ง (VTOL) — เช่น เฮลิคอปเตอร์ — เพื่อยึดและครองภูมิประเทศที่สำคัญซึ่งยังไม่ได้รับการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ และสู้รบโดยตรงกับกองกำลังศัตรูหลังแนวข้าศึก[1][2] นอกเหนือจากการฝึกทหารราบตามปกติแล้ว หน่วยการยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศมักได้รับการฝึกเรื่องการโรยตัวและการขนส่งทางอากาศ รวมถึงอุปกรณ์ของพวกเขาบางครั้งได้รับการออกแบบหรือดัดแปลง เพื่อให้การขนส่งภายในอากาศยานดีขึ้น

คู่มือภาคสนามของกองทัพสหรัฐเอฟเอ็ม 1-02 (เอฟเอ็ม 101-5-1) อธิบายถึง "ปฏิบัติการการยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศ" ในฐานะการปฏิบัติการซึ่งกองกำลังจู่โจม (การรบ, การสนับสนุนการรบ และการสนับสนุนการช่วยรบ) โดยใช้กำลังยิง, ความคล่องตัว และการบูรณาการโดยรวมของเฮลิคอปเตอร์ การดำเนินกลยุทธ์ในสนามรบภายใต้การควบคุมของภาคพื้น หรือผู้บังคับบัญชาการดำเนินกลยุทธ์ทางอากาศเพื่อสู้รบและทำลายกองกำลังของศัตรู หรือยึดและครองภูมิประเทศที่สำคัญซึ่งมักจะอยู่หลังแนวข้าศึก[3]

เนื่องจากข้อจำกัดในการโหลดลำเลียงของเฮลิคอปเตอร์ กองกำลังการยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศจึงมักเป็นทหารราบเบา แม้ว่าจะมียานรบหุ้มเกราะบางอย่าง เช่น บีเอ็มดี-1 ของรัสเซียที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนัก ซึ่งช่วยให้กองกำลังจู่โจมสามารถผสานความคล่องตัวทางอากาศในระดับหนึ่งของการใช้เครื่องยนต์ภาคพื้น กองทหารจู่โจมแบบต่อเนื่องมักจะขึ้นอยู่กับการยิงสนับสนุนทางอากาศจากเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธ หรืออากาศยานปีกตรึงที่คุ้มกันพวกเขา

การยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศไม่ควรสับสนความหมายกับการจู่โจมทางอากาศ (air attack), การโจมตีทางอากาศ (air strike) หรือการตีโฉบฉวยทางอากาศ (air raid) ซึ่งทั้งหมดอ้างถึงการโจมตีโดยใช้อากาศยานเพียงลำพัง (เช่น การทิ้งระเบิด, การยิงกราดจากเครื่องบิน ฯลฯ) นอกจากนั้น การยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศไม่ควรสับสนความหมายกับการยุทธ์ส่งกำลังทางอากาศ (airborne assault) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อพลร่ม และอาวุธกับเสบียงของพวกเขา ถูกทิ้งโดยร่มชูชีพจากอากาศยานขนส่ง ที่มักเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการยุทธศาสตร์เชิงรุก

การจัดระเบียบและงาน[แก้]

คอมมานโดราชนาวิกโยธินเตรียมโรยตัวลงจากเฮลิคอปเตอร์ลิงซ์ของราชนาวิกโยธิน จากฝูงบินนาวี 847 (NAS) ซึ่งใช้ในการสนับสนุนอเนกประสงค์ของกองพลน้อยคอมมานโด 3 นอกจากนี้ ยังสามารถทำหน้าที่ในฐานะเฮลิคอปเตอร์โจมตีด้วยการเพิ่มจรวดต่อต้านรถถังนำวิถีแบบเส้นลวด โทว์ (TOW) อีกสี่ตัว

การยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศและลำเลียงทางอากาศเป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกัน อย่างไรก็ตาม การยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศเป็นการส่งกำลังเข้าไปรบอย่างชัดเจนมากกว่าการขนส่งไปยังพื้นที่ใกล้เคียงกับการสู้รบ

หน่วยการยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศอาจแตกต่างกันไปในแต่ละองค์กร การใช้เฮลิคอปเตอร์ไม่เพียงแต่ในการขนส่งเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงการยิงสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด, เฮลิคอปเตอร์การส่งกลับสายแพทย์ และภารกิจการจัดหาจัดส่งอาวุธ ส่วนปืนใหญ่เคลื่อนที่ในอากาศมักถูกกำหนดให้ใช้ในการโจมตีทางอากาศ หน่วยมีขนาดแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปแล้วจะเป็นหน่วยขนาดกองร้อยหรือกองพลน้อย

หน่วยการยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศประเภทหนึ่งที่เฉพาะเจาะจงคือทหารม้าอากาศของกองทัพบกสหรัฐ ซึ่งแตกต่างจากหน่วยการยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศปกติเฉพาะในการปฏิบัติหน้าที่การลาดตระเวนทหารม้าแบบดั้งเดิมและบทบาทการตีโฉบฉวยโจมสั้น ๆ กองพลน้อยเคลื่อนที่ทางอากาศ 16 ของอังกฤษก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1999 หลังจากการรวมหน่วยของกองพลน้อยทหารราบที่ 5 (กองพลน้อยส่งกำลังทางอากาศ 5) และกองพลน้อยปีกหมุน 24 ซึ่งนำความคล่องตัวและการเข้าถึงของกองกำลังส่งกำลังทางอากาศเข้าด้วยกันด้วยความสามารถของเฮลิคอปเตอร์โจมตี[4] ในทำนองเดียวกัน กองพลส่งกำลังทางอากาศที่ 101 ของสหรัฐ เดิมได้รับการจัดประเภทเป็นการส่งกำลังทางอากาศ จากนั้นเป็นกองบินปีกหมุน และปัจจุบันเป็นการยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศ

ประวัติ[แก้]

การเคลื่อนที่ทางอากาศเป็นแนวคิดหลักในการปฏิบัติการรุกตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1930 แนวทางเบื้องต้นในการเคลื่อนที่ทางอากาศมุ่งเน้นไปที่กองส่งกำลังทางอากาศและเครื่องร่อน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมีการโจมตีหลายครั้งโดยเครื่องร่อนทางทหาร ซึ่งพลร่มส่งกำลังทางเครื่องร่อนฟัลเชียร์มเยเกอร์, บรันเด็นบัวร์เกอร์ส และกองพลทหารราบที่ 22 ของเยอรมันในยุคสงครามโลกครั้งที่สองได้เป็นรากฐานสำหรับการยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศในปัจจุบัน[5][6] ใน ค.ศ. 1941 กองทัพบกสหรัฐได้นำแนวคิดการปฏิบัติการเชิงรุกนี้มาใช้อย่างรวดเร็วโดยใช้เครื่องร่อนไม้ก่อนการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์[7] หลังจากสงคราม อากาศยานที่เร็วกว่าได้นำไปสู่การละทิ้งเครื่องร่อนไม้ที่บอบบางโดยเฮลิคอปเตอร์รุ่นใหม่เข้ามาแทนที่ โดยเฮลิคอปเตอร์วายอาร์-4บี สี่ลำได้ประจำการอย่างจำกัดในเขตสงครามจีนพม่าอินเดียร่วมกับกองบินปฏิบัติการพิเศษที่ 1[8]

ใน ค.ศ. 1943 ทางเยอรมันได้ดำเนินการตีโฉบฉวยกรันซัสโซซึ่งใช้แนวคิดการยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศหลายแง่มุม ส่วนอีกตัวอย่างหนึ่งคือการปฏิบัติการส่งทางเครื่องร่อนของบรันเดนบัวร์เกอร์เยอรมันที่อีเปนเบิร์กในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง[9]

ใน ค.ศ. 1946 นายพลนาวิกโยธินสหรัฐ รอย เอส. กายเกอร์ ได้สังเกตการทดสอบระเบิดปรมาณูที่บิกีนีอะทอลล์ และรับรู้ได้ทันทีว่าระเบิดปรมาณูอาจทำให้การยกพลสะเทินน้ำสะเทินบกทำได้ยาก เนื่องจากมีกองทหาร, เรือ และยุทโธปกรณ์ที่ยึดหัวหาดหนาแน่น ในช่วงเวลานี้ ผู้บัญชาการเหล่านาวิกโยธิน อเล็กซานเดอร์ แวนเดกริฟต์ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการพิเศษที่เรียกว่าคณะโฮกาบูม คณะกรรมการนี้ได้แนะนำให้เหล่านาวิกโยธินสหรัฐพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ขนส่งเพื่อให้สามารถโจมตีแบบกระจัดกระจายบนชายฝั่งของศัตรู นอกจากนี้ ยังแนะนำให้เหล่านาวิกโยธินสหรัฐจัดตั้งฝูงบินเฮลิคอปเตอร์ทดลอง เอชเอ็มเอกซ์-1 ได้รับหน้าที่ใน ค.ศ. 1947 พร้อมด้วยเอชโอ3เอส-1 ของซิคอร์สกี[10] ส่วนใน ค.ศ. 1948 โรงเรียนเหล่านาวิกโยธินได้ออกแอมฟิเบียสโอเปอเรชันส์—เอมพลอยเมนต์ออฟเฮลิคอปเตอส์ (เทนทาทีฟ) หรือฟิบ-31 ซึ่งเป็นคู่มือฉบับแรกสำหรับปฏิบัติยุทธการเคลื่อนย้ายทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์[11] ทั้งนี้ นาวิกโยธินได้ใช้คำว่ายุทธวิธีตีโอบแนวดิ่งแทนการเคลื่อนที่ทางอากาศหรือการยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศ ซึ่งเอชเอ็มเอกซ์-1 ได้ทำยุทธวิธีตีโอบแนวดิ่งครั้งแรกจากดาดฟ้าเรือบรรทุกอากาศยานในการฝึกเมื่อ ค.ศ. 1949

ต่อมา กองกำลังอเมริกันได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ในการสนับสนุนและขนส่งเพื่อให้ได้ผลดีในช่วงสงครามเกาหลี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเฮลิคอปเตอร์อาจเป็นเครื่องมือทางทหารที่หลากหลายและทรงพลัง[12]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Air Assault Operations". GlobalSecurity.org. สืบค้นเมื่อ October 12, 2013.
  2. Russ & Susan Bryant P.63
  3. https://www.scribd.com/doc/2513344/Army-FM1-02-Operational-Terms-and-Graphics
  4. 16 Air Assault Brigade Archived 2011-03-02 at the Wayback Machine.
  5. http://semo.edu/pdf/showmegold-AA-guide.pdf
  6. Ailsby P.18,19,91
  7. semo.edu/pdf/showmegold-AA-guide.pdf
  8. pp.49–51 Boyne, Walter J. How the Helicopter Changed Modern Warfare Pelican Publishing, 2011
  9. Ailsby P.91
  10. Rawlins, Eugene W. (1976). Marines and Helicopters 1946–1962. Washington, D.C.: United States Marine Corps History and Museums Division. p. 20.
  11. Rawlins, Marines and Helicopters 1946–1962, p. 35
  12. Helicopters at War Archived 2010-04-14 at the Wayback Machine. – US Centennial of Flight Commission

แหล่งที่มา[แก้]

  • Arthur, Max, There Shall Be Wings, Hodder and Stoughton, 1994, ISBN 0-340-60386-0
  • Scales, Robert H. & Scales, Jr., Robert H., Certain Victory: The U.S. Army in the Gulf War, Brassey's, 1994
  • Ailsby, Christopher (2000). Hitler's Sky Warriors: German Paratroopers in Action, 1939–1945. Staplehurst, UK: Spellmount Limited. ISBN 1-86227-109-7.
  • Screaming Eagles 101st Airborne Division by Russ & Susan Bryant

อ่านเพิ่ม[แก้]

  • Burns, Richard R. Pathfinder: First In, Last Out. New York: Ballantine Books, 2002. ISBN 0804116024

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]