กฎของเมอร์ฟี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

กฎของเมอร์ฟี (อังกฤษ: Murphy's Law) เป็นภาษิตที่มีการกล่าวถึงการอย่างกว้างขวางว่า "สิ่งใดก็ตามหากผิดพลาดได้ มันก็จะผิดพลาด" (Anything that can go wrong, will go wrong)

ภาษิตดังกล่าวยังถูกใช้ในความหมายที่ประชดประชันว่าเหตุการณ์ทั้งหลายมักจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังหรือเกิดการผิดพลาด หรือหากจะเจาะจงกว่านั้น อาจเป็นการสะท้อนแนวคิดทางคณิตศาสตร์ที่ว่า ภายใต้เวลานานในระดับหนึ่งนั้น เหตุการณ์ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากยิ่งจะมีโอกาสเกิดขึ้นอย่างแน่นอน (เนื่องจากความน่าจะเป็น มีค่ามากกว่า 0) ถึงแม้ว่า ส่วนใหญ่มักจะใช้กับเหตุการณ์ในแง่ร้ายมากกว่าแง่ดีก็ตาม

ประวัติ[แก้]

มีเหตุการณ์มากมายหลายอย่างในจักรวาลที่มนุษย์เห็นว่าเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุผล ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์สนใจมาเป็นเวลายาวนานแล้ว เครื่องแสดงถึงแนวคิดดังกล่าวก่อนหน้ากฎของเมอร์ฟี่นี้สามารถพบได้ไม่ยาก ตัวอย่างเช่น หนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งในนอร์วอล์ก รัฐโอไฮโอ ในปี ค.ศ. 1841 ได้ตีพิมพ์กลอนบทหนึ่ง ซึ่งเป็นการล้อเลียนกลอนในหนังสือ Lalla-Rookh ของโธมัส มัวร์[1]):

I never had a slice of bread,
Particularly large and wide,
That did not fall upon the floor,
And always on the buttered side.[2]

ผมไม่เคยได้กินขนมปังแผ่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อันที่ใหญ่และกว้าง
ซึ่งไม่ได้ตกลงบนพื้น
และหันเอาด้านทาเนยลงเสมอ

จากการศึกษาใหม่ในของเขตดังกล่าว มักจะได้มาจากสมาชิกของสมาคมภาษาถิ่นอเมริกัน (American Dialect Society) สมาชิกของสมาคมภาษาถิ่นอเมริกันคนหนึ่ง ชื่อว่า สตีเฟน โกเรนสัน ได้พบอีกรูปแบบหนึ่งของกฎดังกล่าว แต่ในขณะนั้นยังไม่พบการใช้กันหรือชื่อเรียกโดยทั่วไป ดังที่ปรากฏในการประชุมในสมาคมวิศวกรรม ในปี ค.ศ. 1877 ซึ่งรายงานโดยอัลเฟรด ฮอลต์:

ได้มีการค้นพบแล้วว่าเหตุผิดพลาดทุกอย่างซึ่งเกิดขึ้นได้ในทะเลมักจะเกิดขึ้นเร็วกว่าหรือช้ากว่า ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นที่แปลกใจเลยว่าเจ้าของมักจะมองความปลอดภัยไปในทางวิทยาศาสตร์มากกว่า... ความฉุกเฉินอันเกินขึ้นนั้นมักจะเด่นขึ้นจากความเรียบง่ายของมัน ปัจจัยของมนุษย์ไม่อาจละเลยได้ในการวางแผนในเครื่องกลไก ถ้าหากการพิจารณาถือเป็นการบรรลุได้ เครื่องจักรนั้นก็จำเป็นจะต้องมีวิศวกรที่ให้การเอาใจใส่มันเป็นอย่างดี[3]

สมาชิกอีกคนหนึ่งของสมาคม บิล มัลลินส์ (Bill Mullins) ได้ค้นพบอีกรูปแบบหนึ่งของกฎที่มีชื่อเสียงกว่าแบบแรกอยู่เล็กน้อย ซึ่งเป็นพังเพยที่พาดพิงไปถึงการแสดงมายากล โดยนักมายากลชาวอังกฤษ เนวิลล์ มัสคีลีน (Nevil Maskelyne) ซึ่งเขียนไว้ในปี ค.ศ. 1908 ว่า:

มันเป็นประสบการณ์สำหรับมนุษย์โดยทั่วไปที่จะพบว่า ในทุกโอกาส อย่างเช่น การแสดงผลกระทบทางเวทมนตร์เป็นครั้งแรกในที่สาธารณะ หากสิ่งใดมีโอกาสที่จะผิดพลาด มันก็จะผิดพลาด เราจะต้องพยายามหาเหตุผลต่อความร้ายกาจจากสถานการณ์นี้ หรือความเลวทรามของสิ่งไม่มีชีวิตนี้ และถึงแม้ว่าเหตุจากความตื่นเต้นนั้นจะมาจากความหิว ความวิตกกังวล หรืออาจมิใช่ก็ตาม ความจริงก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอยู่เช่นเดิม[4]

กฎของเมอร์ฟีสมัยใหม่เกิดขึ้นก่อนหน้าปี ค.ศ. 1952 ในหนังสือปีนเขา ซึ่งเขียนขึ้นโดย แจ็ค แซ็ค ผู้ซึ่งอธิบายว่ากฎดังกล่าวเป็น "กฎการปีนเขานับตั้งแต่สมัยโบราณ" ว่า:

ทุกสิ่งที่มีโอกาสผิดพลาด มันก็จะเกิดขึ้น (Anything that can possibly go wrong, does.)[5]

เฟรด อาร์. ชาพีโร บรรณาธิการของ The Yale Book of Quotations ยังได้ปรากฏภาษิตนี้ในปี ค.ศ. 1952 ซึ่งได้ถูกเรียกว่า "กฎของเมอร์ฟี" ในหนังสือของแอน โรล์ (Anne Roe) ซึ่งอ้างคำพูดจากนักฟิสิกส์คนหนึ่งว่า:

รอบตัวเราได้มีเหตุการณ์อันน่ายินดีอย่างไม่ปกติอยู่เสมอ อย่างเช่น มีนักฟิสิกส์ผู้หนึ่งได้มาแนะนำให้รู้จักกับ "กฎ" ที่ผมชื่นชอบมาก ซึ่งเขาอธิบายว่ามันเป็น "กฎของเมอร์ฟี หรือกฎข้อที่สี่ของเทอร์โมไดนามิกส์ (ซึ่งอันที่จริงแล้ว ก่อนหน้านั้นผมเคยได้ยินมาแค่สาม) และมีใจความว่า "ถ้าทุกสิ่งมีโอกาสผิดพลาด สิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้น" (If anything can go wrong, it will.)[6]

ทว่าชื่อว่า กฎของเมอร์ฟี นั้นไม่ใช่เป็นเพียงชื่อเดียวที่มีการใช้กัน โดยพบว่าจาก Astounding Science Fiction ของจอร์จ สไตน์ (George Harry Stine) ได้ให้ชื่อว่า "กฎของรีลลี" (Reilly's Law) ซึ่งกล่าวถึงความพยายามทางวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมใด ๆ หากสิ่งใดมีโอกาสที่จะผิดพลาด มันก็จะผิดพลาด"[7] หรือประธานของคณะกรรมการพลังงานปรมาณู ลูอิส สแตรส (Lewis Strauss) ได้ยกคำพูดลงใน Chicago Daily Tribune เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1955 โดยระบุว่า "ผมหวังว่ากฎนี้จะชื่อว่ากฎของสแตรส ซึ่งมีใจความว่า: หากอะไรแย่ ๆ มีโอกาสที่จะเกิดขึ้น มันก็จะเกิดขึ้น"[8]

เกี่ยวกับกฎของเมอร์ฟี[แก้]

จากหนังสือ A History of Murphy's Law โดยผู้ประพันธ์ นิค ที. สปาร์ค ซึ่งได้กล่าวว่าเนื่องมีส่วนร่วมจำนวนมาก ทำให้การสืบหาตัวผู้ที่เริ่มต้นใช้คำว่า "กฎของเมอร์ฟี" จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ โดยชื่อดังกล่าวสันนิษฐานว่ามาจากความพยายามในการใช้อุปกรณ์ใหม่โดยเอ็ดเวิร์ด เมอร์ฟี ซึ่งเป็นคำที่เมอร์ฟีแต่งขึ้นจากปฏิกิริยาที่เมอร์ฟีแสดงออกมาเมื่อสิ่งประดิษฐ์ของเขาประสบความล้มเหลว และได้มีการเปลี่ยนแปลงมาสู่รูปแบบในปัจจุบันโดยสื่อในอีกหลายเดือนต่อมา

อ้างอิง[แก้]

  1. Mason, David; John Frederick Nims (1999). Western Wind: An Introduction to Poetry. McGraw-Hill Humanities/Social Sciences/ Languages. p. 110.  The attribution to James Payn there is apparently incorrect.
  2. Huron Reflector (November 23, 1841), reprinted in Shapiro, Fred R., ed., The Yale Book of Quotations 668 (2006).
  3. http://listserv.linguistlist.org/cgi-bin/wa?A2=ind0710B&L=ADS-L&P=R432&I=-3 Holt, Alfred. "Review of the Progress of Steam Shipping during the last Quarter of a Century," Minutes of Proceedings of the Institution of Civil Engineers, Vol. LI, Session 1877-78—Part I, at 2, 8 (November 13, 1877 session, published 1878).
  4. http://listserv.linguistlist.org/cgi-bin/wa?A2=ind0712B&L=ADS-L&P=R8234&I=-3 Maskelyne, Nevil. "The Art In Magic", The Magic Circular, June 1908, p. 25.
  5. Sack, John. The Butcher: The Ascent of Yerupaja epigraph (1952), reprinted in Shapiro, Fred R., ed., The Yale Book of Quotations 529 (2006).
  6. http://listserv.linguistlist.org/cgi-bin/wa?A2=ind0712C&L=ADS-L&P=R3767&I=-3 Roe, Anne, The Making of a Scientist 46 - 47 (1952, 1953).
  7. http://listserv.linguistlist.org/cgi-bin/wa?A2=ind0511B&L=ADS-L&P=R4728 Astounding Science-Fiction, February 1955, p. 54.
  8. http://listserv.linguistlist.org/cgi-bin/wa?A2=ind0507B&L=ADS-L&P=R3975 Chicago Daily Tribune, February 12, 1955, p. 5.

หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]