โฟล์กสวาเกน เจ็ตตา
| บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงจากเอกสารอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูล โปรดช่วยพัฒนาบทความนี้โดยเพิ่มแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ เนื้อหาที่ไม่มีการอ้างอิงอาจถูกคัดค้านหรือนำออก |
|
|
|
| โฟล์กสวาเกน เจ็ตตา | |
|---|---|
| ผู้ผลิต: | โฟล์กสวาเกน |
| ปี: | พ.ศ. 2522 - ปัจจุบัน |
| ขนาด: | รถยนต์นั่งขนาดเล็กมาก(รุ่นที่1) รถยนต์นั่งขนาดเล็ก(รุ่นที่ 2-ปัจจุบัน) |
| ลักษณะ: | ซีดาน 2 ประตู ซีดาน 4 ประตู วากอน 4 ประตู |
| รุ่นก่อนหน้า: | โฟล์กสวาเกน บีเทิล |
| รุ่นต่อ: | ยังไม่มี |
| เครื่องยนต์: | |
| ใช้ชิ้นส่วนเดียวกับ: | |
| รุ่นที่ใกล้เคียง: | ฮอนด้า ซีวิค โตโยต้า โคโรลล่า มิตซูบิชิ แลนเซอร์ นิสสัน ซันนี่/ทีด้า มาสด้า 323/3 เฟชโรเลต ออพตร้า ฟอร์ด โฟกัส |
โฟล์กสวาเกน เจ็ตตา (อังกฤษ: Volkswagen Jetta) เป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กรุ่นหนึ่งที่ผลิตโดยโฟล์กสวาเกน บริษัทรถยนต์สัญชาติเยอรมนี เริ่มผลิตครั้งแรกใน พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา โดยชื่อเจ็ตตา เป็นภาษาเยอรมัน แปลว่า กระแสลมกรด (กระแสลมแรงที่พัดอยู่ในบริเวณ โทรโพพอส มีความเร็วลมเฉลี่ย 150 กม./ช.ม. แต่อาจเพิ่มได้ถึง 480 กม./ช.ม. ในช่วงฤดูหนาว)
เจ็ตตา เป็นรถที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกันกับ โฟล์กสวาเกน กอล์ฟ แต่จะแตกต่างตรงที่ กอล์ฟ จะเป็นรถแบบแฮทช์แบค (ท้ายกุด ไม่มีกระโปรงหลัง) แต่เจ็ตตา จะเป็นรถแบบซีดาน (มีกระโปรงหลัง) ในภาพรวมแล้ว กอล์ฟดูจะมียอดขายสูงกว่าเจ็ตตา แต่ยอดขาย 6.6 ล้านคัน ใน 26 ปี ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงแล้ว
ในประเทศไทย โฟล์กสวาเกน เจ็ตตา เคยเข้ามีทำตลาดในเมืองไทยครั้งหนึ่งในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1990 โดยขายในชื่อ โฟล์กสวาเกน เวนโต (อังกฤษ: Volkswagen Vento) ซึ่งก็ได้รับการตอบรับพอสมควรอยู่ในช่วงหนึ่ง แต่ก็เงียบไป
โฟล์กสวาเกน เจ็ตตา มีวิวัฒนาการแบ่งตามยุคสมัยแบ่งได้ 5 รุ่น ดังนี้
เนื้อหา |
รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2522 - 2527) [แก้]
เจ็ตตารุ่นแรก ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากหลายตลาดทั่วโลก ด้วยความที่ครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้รถซีดานได้มาก ตั้งแต่การเลือกซื้อที่มีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งเบนซินและดีเซล เครื่องเบนซินเลือกขนาดได้ตั้งแต่แบบประหยัด 1,100 ซีซี ไปจนถึงแบบกำลังสูง 1,800 ซีซี และระบบขับขี่ที่ดี
เจ็ตตามีภาพรวมที่ค่อนข้างดี ผู้ใช้หลายคนบอกว่าเป็นรถที่ขับขี่ควบคุมได้ง่าย จะมีปัญหาเพียงเล็กน้อยขณะการถอยจอดหรือกรณีอื่นๆ ที่ขับขี่ด้วยความเร็วต่ำมาก เพราะยุคนี้ ยังไม่มีพวงมาลัยแบบ Power (พวงมาลัยพาวเวอร์ คือ มีระบบหล่อลื่นจากน้ำมันหล่อลื่นพวงมาลัย และแรงไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ช่วยให้หมุนพวงมาลัยได้ง่ายขึ้น ดังนั้น รถเก่าที่ไม่มีระบบนี้ จะใช้เพลาเพียงอย่างเดียว และผู้ขับขี่ต้องใช้แรงมากในการหมุนพวงมาลัยขณะรถจอดหรือวิ่งความเร็วต่ำ รถเกือบทุกรุ่นในปัจจุบัน เป็นระบบพวงมาลัยพาวเวอร์หมดแล้ว) อาจะมีข้อเสียอยู่บ้างในด้านของเสียงเครื่องยนต์ในห้องโดยสารค่อนข้างดัง
เจ็ตตารุ่นแรกมีการพัฒนาความปลอดภัยอย่างดี ทั้งระบบเตือนผู้ขับขี่ไม่ให้ลืมใส่เข็มขัดนิรภัย และยังมีตัวถังที่แข็ง ระบบกันกระแทกดี จากการทดสอบการชน (Crash Test) ขององค์กรบริหารความปลอดภัยทางการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (อังกฤษ: National Highway Traffic Safety Administration : NHTSA) ได้ให้คะแนนความปลอดภัยของเจ็ตตารุ่นแรกสูงถึง 5 ดาว (ได้คะแนนเต็ม)
โฟล์กสวาเกน เจ็ตตา รุ่นแรก มียอดการผลิตรวม 571,030 คัน
รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2527 - 2535) [แก้]
เจ็ตตารุ่นที่ 2 ประสบความสำเร็จในวงกว้าง และมีการผลิตที่นานที่สุดในประวัติศาสตร์เจ็ตตา ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน มีการออกแบบตัวรถให้ใหญ่ขึ้นในทุกมิติ ทั้งความกว้าง ความยาว ความสูง และระยะฐานล้อ ห้องโดยสารมีปริมาตรเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อน 14% สามารถบรรทุกผู้โดยสารผู้ใหญ่ขนาดตัวปานกลางได้ 5 คน, ห้องบรรทุกของใต้กระโปรงหลังมีปริมาตร 470 ลิตร เกือบเท่ารถขนาดใหญ่ ฟูลไซส์หายรุ่น และการออกแบบใหม่ช่วยให้รถลู่ลมได้มากขึ้น ค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานของรถต่ำลงเหลือ 0.36 ช่วยให้เครื่องยนต์ที่งานน้อย ประหยัดน้ำมัน เครื่องยนต์มีขนาดตั้งแต่ 1,300 - 2,000 ซีซี และมีเครื่องดีเซล 1,600 ซีซี ได้มีภาพรวมในแง่บวกเช่นเดิม โดยมีแต้มนำเรื่องความกว้างขวางภายใน และการขับขี่ที่สะดวกเป็นหลัก
แต่อย่างไรก็ตาม จากการทดสอบของ NHTSA เจ็ตตารุ่นที่ 2 คะแนนตก เหลือ 3 ดาว แต่ก็ถือว่าปลอดภัยพอตัวเมื่อเทียบกับรถเกรดเดียวกัน และมีระบบป้องกันการขโมย หากเจ้าของต้องการ สามารถตั้งรหัสได้ และหลังจากดับเครื่อง เครื่องจะไม่สตาร์ทจนกว่าจะใส่รหัสได้ถูกต้อง
โฟล์กสวาเกน เจ็ตตา รุ่นที่ 2 มียอดการผลิตรวมทั้งสิ้น 1,708,390 คัน
รุ่นที่ 3 (พ.ศ. 2535 - 2542) [แก้]
สำหรับเจ็ตตารุ่นที่ 3 โฟล์กสวาเกนเกือบทั่วโลกขายเจ็ตตารุ่นที่ 3 นี้ในชื่อ โฟล์กสวาเกน เวนโต (อังกฤษ: Volkswagen Vento) ซึ่งชื่อเวนโตมีความหมายในภาษาโปรตุเกส และภาษาอิตาลี ว่า ลม เวนโตได้เข้ามาขายในเมืองไทยด้วย เป็นที่รู้จักของคนไทยมากที่สุด มีการออกแบบใหม่โดยลู่ลมมากขึ้น (ค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานลดลงอีกเหลือ 0.32) มีการออกแบบรถยนต์ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น โดยยกเลิกการใช้สาร CFC เป็นสารทำความเย็น และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ โดยมีประสิทธิภาพถึง 17.5 กิโลเมตรต่อลิตร มีถุงลมนิรภัย ขับขี่ได้ง่าย คล่องตัว เครื่องยนต์มีขนาด 1,600 - 2,800 ซีซี มีเครื่องดีเซล 1,900 ซีซี ตัวรถมีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งกว้างขึ้น ยาวขึ้น สูงขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่นที่ 2 แต่ระยะฐานล้อเท่าเดิม มีภาพรวมในแง่บวกเช่นเดียวกัน ด้วยความกว้างขวางใช้สอยสะดวกเช่นเดียวกัน
แต่ทว่า จากการทดสอบของ NHTSA เจ็ตตารุ่นที่ 3 ได้คะแนน 3 ดาว และจากการทดสอบของสถาบันทดสอบความปลอดภัยทางการจราจร สหรัฐอเมริกา (อังกฤษ: Insurance Institute for Highway Safety : IIHS) เจ็ตตารุ่นที่ 3 ได้รับเกรด Marginal หรือ พอใช้ (ผลการทดสอบของ IIHS จะรายงานโดยมี 4 เกรด คือ Poor รถอันตราย, Marginal ปลอดภัยพอใช้, Acceptable ปลอดภัยน่าพอใจ และ Good ปลอดภัยดีเยี่ยม)
รุ่นที่ 4 (พ.ศ. 2541 - 2548) [แก้]
สำหรับเจ็ตตารุ่นที่ 4 โฟล์กสวาเกนเกือบทั่วโลกขายในชื่อ โฟล์กสวาเกน โบรา (อังกฤษ: Volkswagen Bora) ซึ่งโบราคือลมประจำฤดูหนาวซึ่งจะพัดผ่านชายฝั่งทะเลเอเดรียติก เป็นครั้งคราว เจ็ตตารุ่นที่ 4 เครื่องยนต์มีขนาดตั้งแต่ 1,400 - 2,800 ซีซี มีเครื่องดีเซล 1,900 ซีซี ซึ่งในการออกแบบครั้งนี้ ระยะฐานล้อเพิ่มขึ้น ตัวรถกว้างขึ้น สูงขึ้น แต่สั้นลงเล็กน้อย เจ็ตตารุ่นที่ 4 มีการใช้เทคโยโลยีขั้นสูงอยู่พอสมควร (ต่างจากรุ่นที่ 1-3) เช่น ระบบเซนเซอร์ที่ปัดน้ำฝน ปรับสปีดที่ปัดได้อัตโนมัติ และระบบเครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ และอื่นๆ แต่ก็ทำให้ราคาสูงเกินไป เจ็ตตารุ่นที่ 4 มีภาพรวมปานกลาง (ไม่ใช่แง่ดีเหมือนแต่ก่อน) โดยสิ่งที่ฉุดกระแสนิยมดังกล่าวลงมาคือ จากการสำรวจความคิดเห็น พบว่าผู้ใช้หลายคนมองเห็นว่ารูปร่างของโบราอัปลักษณ์ (Ugly) และแพงเกินไปสำหรับ Compact Car รถ Compact Car รุ่นอื่นๆ ในตลาด มีราคาถูกกว่าโบรามาก แต่ผู้ใช้ยอมรับว่า เป็นรถที่ขับง่าย และกว้างขวางสะดวกสบาย
ในการทดสอบความปลอดภัย ครั้งนี้ เจ็ตตารุ่นที 4 ได้ปรับปรุงความปลอดภัยมาอย่างดี โดยจากการทดสอบของ NHTSA ได้คะแนนเต็ม 5 ดาว ในการชนจากด้านหน้า และได้คะแนน 4 ดาว ในการชนทางข้าง ส่วนการทดสอบของ IIHS ได้คะแนนในภาพรวมเป็นเกรดความปลอดภัยสูงสุด คือ "Good"
รุ่นที่ 5 (พ.ศ. 2548 - 2553) [แก้]
เจ็ตตารุ่นที่ 5 มีเป็นรุ่นที่มีชื่อเรียกเยอะมาก ในเม็กซิโก และโคลอมเบีย ขายในชื่อโบรา, ในชิลี ขายในชื่อเวนโต, ในจีน ขายในชื่อซากิตาร์ (Sagatar), ในแคนาดา ขายในชื่อ กอล์ฟ วากอน ฯลฯ เจ็ตตารุ่นนี้ ระยะฐานล้อเพิ่มขึ้น ตัวรถยาวขึ้น กว้างขึ้น สูงขึ้น เครื่องยนต์มีตั้งแต่ 1,600 - 2,500 ซีซี แต่ใน ค.ศ. 2009 ได้มีการผลิตเครื่องยนต์รุ่นใหม่ของเจ็ตตาขึ้น โดยที่ใช้เกียร์ดีเอสจี (เกียร์ DSG เป็นเกียร์ที่ออกแบบมาเพื่อรถที่ต้องการอัตราเร็วและอัตราเร่งที่สูงมาก มักติดตั้งในกลุ่มรถซูเปอร์คาร์ เช่น บูกัตติ เวย์รอน ที่ติดตั้งเกียร์ดีเอสจี ควบคู่กับเครื่องยนต์ 8,000 ซีซี แล้วมีกำลังสูงถึง 987 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 406 กม./ช.ม.) เพื่อให้เครื่องยนต์มีกำลัง แล้วลดขนาดเครื่องยนต์ลง โดยได้ทำเครื่องยนต์รุ่นใหม่เป็นเครื่องยนต์ 1,400 ซีซี แต่ให้กำลังมากกว่าเครื่องยนต์เกียร์อัตโนมัติ 2,000 ซีซี จึงได้มีการขายเจ็ตตา เครื่องยนต์ใหม่ดังกล่าว ในบางประเทศ
ส่วนภาพรวมของเจ็ตตา แม้ราคาจะยังค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรถ Compact Car รุ่นอื่นๆ ในตลาด แต่ชื่อเสียงของเจ็ตตากลับมาอยู่ในแง่ดี โดยยังมีจุดแข็งในการขับง่ายเช่นเดิม และข้อบกพร่องใดๆ ที่ทำให้รุ่นที่ 4 มีกระแสตอบรับไม่ดีนัก ก็ได้แก้ไข จนตัวรถมีคุณภาพกว่ารุ่นที่ 4 มาก (แต่หลายคนก็ยังคลางแคลงใจ ที่คิดว่าเจ็ตตาไม่ดี ซึ่งเป็นความคิดที่ตกค้างมาจากรุ่นก่อน)
ด้านความปลอดภัย จากการทดสอบของ NHTSA ได้คะแนน 4 ดาว ในการชนทางหน้า และ 5 ดาว จากการชนทางข้าง ส่วนการทดสอบจาก IIHS ได้เกรดสูงสุด "Good"
รุ่นที่ 6 (พ.ศ. 2553 - ปัจจุบัน) [แก้]
เจ็ตตารุ่นที่ 6 พัฒนาขึ้นในคอนเซปต์ NCS (New Compact Sedan) เริ่มลงตลาดในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2553 เป็นรุ่นล่าสุดของเจ็ตตา ในช่วงนี้ โฟล์กสวาเกน ต้องการเพิ่มยอดจำหน่ายให้ได้มากที่สุด โฟล์กสวาเกน ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบของเจ็ตตาไปอย่างเกือบสิ้นเชิง โดยจากรถรุ่นที่ 4-5 ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงอยู่ค่อนข้างมาก (ไฮเทค) กลายเป็นรถยนต์มาตรฐานต้นทุนต่ำในรุ่นที่ 6 เพื่อให้มีราคาถูกลง ผู้ซื้อสามารถซื้อได้ง่ายขึ้น (คล้ายรุ่นที่ 1-3) องค์ประกอบหลายส่วนถูดลดเกรดลง เช่น เบาะ เปลี่ยนเบาะหนัง เป็นวัสดุชนิดอื่น, แผงปุ่มกดต่างๆ เปลี่ยนไปใช้วัสดุพื้นฐานราคาถูก, ระบบปรับอากาศ เปลี่ยนไปใช้ระบบที่ โฟล์กสวาเกน เคยใช้เมื่อปลายทศวรรษ 1990, ที่เท้าแขน เป็นแบบพื้นฐาน สวิตช์ต่างๆ จะติดตั้งไว้เท่าที่จำเป็น อุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่เคยมีที่ในที่เท้าแขนของเจ็ตตารุ่นที่ 5 ถูกนำออกไปทั้งหมด, เครื่องยนต์ที่ใช้มิได้มีการคิดค้นพัฒนาใดๆ เพิ่มเติมจากรุ่นที่ 5 เลย เป็นการออกแบบตัวรถใหม่เท่านั้น แล้วยกเอาเครื่องที่เคยใช้ในรุ่นที่ 5 มาใช้ รวมทั้งอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่ไม่จำเป็น โฟล์กสวาเกนตัดออกเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ราคารถ ถูกลงมา ให้เท่ารถรุ่นอื่นๆ ที่ใกล้เคียง
การตัดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ออกเป็นจำนวนมาก จะทำให้เจ็ตตากลับคืนสู่สภาพรถเกรดทั่วไป แต่ราคาจะถูกลงมาก ดังนั้น ภาพรวมของรถจะเป็นอย่างไร การขับขี่ยังง่ายดายหรือไม่ การตัดอุปกรณ์เสริมออกอยู่ในระดับที่รับได้หรือไม่ กำลังอยู่ในช่วงการรอผลตอบรับจากลูกค้าในประเทศต่างๆ แต่ในประเทศไทย บริษัท ไทยยานยนตร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายโฟล์กสวาเกนในปัจจุบัน ไม่มีแผนจะนำเจ็ตตารุ่นนี้มาขายในประเทศไทย