นิสสัน ซันนี่

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นิสสัน ซันนี่ B14
นิสสัน ซันนี่
ผู้ผลิต: นิสสัน
ปี: พ.ศ. 2509-ปัจจุบัน
ประเภท: รถยนต์นั่งขนาดเล็กมาก (รุ่นที่ 1-5)
รถยนต์นั่งขนาดเล็ก (รุ่นที่ 6-ปัจจุบัน)
ลักษณะ: 2 ประตู รถคูเป้
รถซีดาน 4 ประตู
รถกระบะ
เครื่องยนต์:
รุ่นก่อนหน้า: ไม่มี
รุ่นต่อไป: นิสสัน ทีด้า
นิสสัน อัลเมร่า
นิสสัน พัลซาร์
นิสสัน เซนทรา นิสสัน บลูเบิร์ด ซิลฟี่
รุ่นที่ใกล้เคียง: โตโยต้า โคโรลล่า
มาสด้า 323/3
ฮอนด้า ซีวิค
นิสสัน ทีด้า
ฟอร์ด เลเซอร์/ฟอร์ด โฟกัส
มิตซูบิชิ แลนเซอร์
เปอโยต์ 307
ซีตรอง C4
โฟล์กสวาเกน กอล์ฟ
เชฟโรเลต ครูซ/เชฟโรเลต ออพตร้า
สโกด้า ออกตาเวีย

นิสสัน ซันนี่ เป็นรถขนาดเล็กของบริษัทนิสสัน เริ่มการผลิตใน พ.ศ. 2509-2547 และมีนิสสัน ทีด้าและนิสสัน อัลเมร่า เข้ามาทดแทน ในช่วงที่มีการผลิต ซันนี่เป็นคู่แข่งทางธุรกิจกับ โตโยต้า โคโรลล่า, ฮอนด้า ซีวิค และ มิตซูบิชิ แลนเซอร์

จุดเด่นของ นิสสัน ซันนี่ ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงรุ่นปัจจุบัน คือ การประหยัดน้ำมัน ซันนี่โดยภาพรวมแล้วถือว่าใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่าและประหยัดมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญทั้ง 3 รุ่น แต่ก็จะเสียเปรียบในเรื่องของอัตราเร่ง ซึ่งซันนี่จะไม่ค่อยเน้นความเป็นรถสปอร์ต เครื่องยนต์มีแรงค่อนข้างน้อย สมรรถนะค่อนข้างต่ำ (เพราะแลกไปกับการประหยัดน้ำมันที่เหนือชั้น)

นิสสัน ซันนี่ มีวิวัฒนาการตามช่วงเวลาได้ 12 Generation (รุ่น) ดังนี้

Generation ที่ 1 (พ.ศ. 2509-2512)[แก้]

นิสสัน ซันนี่ โฉมที่ 1

ซันนี่โฉมแรก หรือ B10 ซีรีส์ จะเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ ดัตสัน 1000 (Datsun 1000) เพราะในช่วงนั้น บริษัทใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า ดัทสัน แล้วเปลี่ยนเป็นนิสสันในภายหลัง เปิดตัวครั้งแรกในเดือนกันยายน พ.ศ. 2509 ใช้เครื่องยนต์ 988 ซีซี 56 แรงม้า ใช้เกียร์ธรรมดาซิงโครเมช 4 สปีด มีตัวถัง 2 แบบ คือ ซีดาน 2 ประตู และ รถสเตชันวากอน ซึ่งตัวถังแต่ละแบบจะมี 2 เกรดให้เลือก คือ แบบมาตรฐาน(Standard) กับแบบพิเศษ (Deluxe)

ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2510 ได้มีการเพิ่มตัวถังรูปแบบที่ 3 คือ ซีดาน 4 ประตู และในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2511 ได้มีการเพิ่มตัวถังแบบคูเป้ (รถกึ่งสปอร์ต มีขนาดเล็ก 2 ประตู)

Generation ที่ 2 (พ.ศ. 2513-2519)[แก้]

นิสสัน ซันนี่ โฉมที่ 2

ซันนี่โฉมที่ 2 หรือ B110 ซีรีส์ จะเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในชื่อ ดัทสัน 1200 (Datsun 1200) มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าโฉมแรก และประสบความสำเร็จมากขึ้น มีกระแสความนิยมที่เท่าเทียมกับ โตโยต้า โคโรลล่า ในช่วงเดียวกันนั้น และซันนี่โฉมนี้ ได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพเครื่องยนต์ในด้านเชื้อเพลิง ทำให้ซันนี่มีจุดเด่นในเรื่องความประหยัดน้ำมัน ซึ่งจุดเด่นตรงนี้ก็คงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน รถรุ่นนี้ ถึงจะผลิตในช่วงหลายสิบปีก่อนที่เทคโนโลยีไม่พัฒนา รถรุ่นอื่นๆ ใช้น้ำมัน 1 ลิตร วิ่งได้ไม่ถึง 10 กม. แต่ซันนี่โฉมนี้ น้ำมัน 1 ลิตร วิ่งได้ 12.2 กิโลเมตรในการขับในเมือง และ 16.1 กิโลเมตรในการขับออกต่างจังหวัด

ในโฉมที่ 2 นี้ มีการผลิตรถซันนี่ในรูปแบบรถกระบะขึ้นในชื่อรุ่น Bakkie ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากไม่แพ้รถยนต์นั่ง โดยในแถบประเทศแอฟริกา Bakkie ยังมีขายอยู่ต่อเนื่องกว่า 30 ปี ก่อนที่จะเลิกขายใน พ.ศ. 2551

Generation ที่ 3 (พ.ศ. 2516-2526)[แก้]

นิสสัน ซันนี่ โฉมที่ 3

ซันนี่โฉมที่ 3 หรือ B210 ซีรีส์ จะเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในชื่อ ดัทสัน 120Y (Datsun 120Y) กับอีกรุ่นคือ 140Y ซันนี่โฉมนี้ ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม เพราะในช่วงนี้ ได้เกิดวิกฤติน้ำมันแพงขึ้นมาครั้งหนึ่ง ก่อนที่วิกฤติดังกล่าวจะคลี่คลายลง เพราะซันนี่มีทุนเดิมอยู่แล้วในจุดเด่นด้านความประหยัดน้ำมัน และเมื่อยิ่งโฉมนี้ได้มีการออกแบบให้มีเหล็กที่บางลงและออปชันบางอย่างถูกตัดออก เพื่อลดต้นทุน ราคาของรถจึงถูกมาก จึงดึงดูดใจลูกค้าได้มาก

ในโฉมนี้ รถซีดานขายได้น้อยลง ในขณะที่รถคูเป้ขายได้ดีขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามกระแสความนิยมในช่วงนั้น

Generation ที่ 4 (พ.ศ. 2521-2525)[แก้]

นิสสัน ซันนี่ โฉมที่ 4

ซันนี่โฉมที่ 4 หรือ B310 ซีรีส์ เป็นโฉมสุดท้ายที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในชื่อ Datsun 130Y, 150Y ขายควบคู่ไปกับ 120Y และ 140Y

ซันนี่โฉมนี้ สามารถใช้น้ำมัน 1 ลิตร วิ่งได้ถึง 20 กิโลเมตร (เฉพาะรุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ส่วนเกียร์แบบอื่นๆ ไม่สามารถทำได้)เช่นเดียวกับ นิสสัน มาร์ชรุ่นปัจจุบัน

ซันนี่โฉมนี้ ยังเป็นโฉมสุดท้ายที่มีการใช้ชื่อดัทสันด้วย

Generation ที่ 5 (พ.ศ. 2525-2539)[แก้]

นิสสัน ซันนี่ โฉมที่ 5

ซันนี่โฉมที่ 5 หรือ B11 ซีรีส์ เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของคนไทย โดยกลุ่มพ่อค้ารถในไทยตั้งชื่อเล่นให้ว่า โฉม FF เนื่องจากเป็นโฉมแรกของซันนี่และโฉมแรกๆ ของไทย ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และนอกจากนี้ โฉมที่ 5 เป็นโฉมแรกที่ยกเลิกการใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่าดัทสัน และเปลี่ยนมาใช้ชื่อนิสสันอย่างถาวร โฉมนี้เป็นโฉมที่ทันสมัยมากในช่วงเวลานั้น ได้รับความนิยมพอสมควร แต่ก็มีกระแสในแง่ลบออกมาบ้างเล็กน้อย โดยมี รัชนก พูนผลิน เป็น Presenter ในยุคนั้น

ในญี่ปุ่น ซันนี่โฉมนี้ ขายถึงปี พ.ศ. 2529 เท่านั้น แต่ในเมืองไทยนั้นขายต่อไปจนถึงปี พ.ศ. 2539 เลยทีเดียว เพราะโฉมที่ 6 นั้น ไม่มีการส่งออกหรือผลิตในต่างประเทศมากนัก

นับตั้งแต่โฉมนี้ ไปจนถึงโฉมที่ 9 นิสสัน ซันนี่ มี 2 ชื่อที่ใช้ คือ ซันนี่ และ เซนทรา (Sentra) โดยทั้ง 2 ชื่อนั้น ไม่มีรายละเอียดใดๆ ที่ต่างกัน ซึ่งในประเทศไทย เคยขายซันนี่โดยใช้ชื่อเซนทราครั้งหนึ่ง ในช่วงโฉมที่ 7 เพื่อแยกตลาดให้ชัดเจน โดยขายควบคู่กันไปจนถึง พ.ศ. 2539 สาเหตุที่ยังขายซันนี่รุ่นที่ 5 และรุ่นที่ 7 ไปด้วยกันเพื่อให้ Sunny FF สามารถทำตลาดรถราคาถูกต่อไปได้ จนกระทั่งการเลิกผลิตในปี พ.ศ. 2539 เนื่องจากมีรุ่น Sunny B14 เข้ามาทำตลาดแทน

Generation ที่ 6 (พ.ศ. 2528-2533)[แก้]

นิสสัน ซันนี่ รุ่นที่ 6

นิสสัน ซันนี่ โฉมที่ 6 หรือ B12 มีวางตลาดเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น และในประเทศไทย มีแบบซีดาน 4 ประตูและแฮทช์แบค ใช้เครื่องบล็อก CA

Generation ที่ 7 (พ.ศ. 2533-2537)[แก้]

นิสสัน ซันนี่ โฉมที่ 7

ซันนี่โฉมที่ 7 หรือ B13 ซีรีส์ พบเห็นได้บ้างในประเทศไทย และเป็นโฉมแรกที่เป็นที่รู้จักของคนไทยโดยไม่ใช้ชื่อซันนี่ โดยได้ขายทั้งโฉมนี้และโฉมที่ 5 ควบคู่กันไปด้วย (โดยในประเทศไทยและในบางประเทศ รุ่น B13 นี้จะใช้ชื่อ นิสสัน เซนทรา (อังกฤษ: Nissan Sentra)) ก่อนที่จะทดแทนโดยรุ่น B14 ในปี พ.ศ. 2538 ทำให้ Sunny FF และ B13 ต้องยุติการทำตลาดในช่วงนั้น สำหรับ Sentra B13 มีพรีเซ็นเตอร์คือ แอน ทองประสม

Generation ที่ 8 (พ.ศ. 2537-2541)[แก้]

นิสสัน ซันนี่ โฉมที่ 8

ซันนี่โฉมที่ 8 หรือ B14 ซีรีส์ เริ่มเป็นที่รู้จักของคนไทยในชื่อ โฉมพระอาทิตย์ ในช่วงปี พ.ศ. 2538 จนถึงกระทั่งปี พ.ศ. 2543 โดยมีมณฑล จิรา เป็นพรีเซ็นเตอร์

Generation ที่ 9 (พ.ศ. 2541-2547)[แก้]

นิสสัน ซันนี่ โฉมที่ 9

โฉมที่ 9 หรือ B15 ซีรีส์ มีรูปร่างคล้าย B14 ซึ่งเป็นรุ่นต่อจาก B14 ในประเทศไทย ทางนิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) (สยามกลการในยุคนั้น)ไม่ได้นำมาทำตลาด เนื่องจากตัวถังมีขนาดเล็ก ไม่สามารถขายแข่งกับเจ้าตลาดในขณะนั้นได้ แต่ใน พ.ศ. 2547 นิสสันได้ออกผลิตภัณฑ์รถรุ่นใหม่ คือ นิสสัน ทีด้า เข้ามา ซึ่งมีคุณลักษณะคล้ายซันนี่ เข้ามาทดแทนรุ่นซันนี่ โดยในประเทศญี่ปุ่น นิสสันได้หยุดการผลิตรุ่นซันนี่ในปีเดียวกับการเปิดตัวของทีด้า สำหรับซันนี่ในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย ได้ยกเลิกการผลิตรุ่น B14 ในพ.ศ. 2543 และได้นำรถรุ่น นิสสัน พัลซาร์ (Nissan Pulsar) มาขายในชื่อ ซันนี่ นีโอ (Sunny Neo) ต่อจาก B15 ส่วน นิสสัน ซันนี่ (ตระกูลจริง) นั้น หลังจากได้หยุดการผลิตโฉมที่ 9 นี้แล้ว โฉมที่ 10 ยังมีการผลิตต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แต่ไม่มีการใช้ชื่อซันนี่ จะใช้ชื่อเซนทรา เพียงชื่อเดียว ซึ่งไม่มีการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย

Generation ที่ 10 (พ.ศ. 2543-2549)[แก้]

นิสสัน ซันนี่ โฉมที่ 10

หลังจากที่ B15 เลิกผลิตแล้ว ในประเทศไทย รวมทั้งในบางประเทศ ก็ได้มีการผลิตซันนี่มาขายต่อ โดยในประเทศไทยใช้ชื่อในการขายว่า นิสสัน ซันนี่ นีโอ (อังกฤษ:Nissan Sunny Neo) โดยเป็นการยืมชื่อเฉยๆ ไม่ใช่ซันนี่ของแท้ เพราะแท้จริงแล้ว เป็นการนำ Bluebird Sylphy มาจำหน่าย(ก่อนที่รุ่นไมเนอร์เชนจ์จะเป็นการนำ Nissan Pulsar มาขายในชื่อเดียวกัน) โดยเริ่มจำหน่ายในปี พ.ศ. 2543

Generation ที่ 11 (พ.ศ. 2549-2554)[แก้]

นิสสัน ซันนี่ โฉมที่ 11

ดังที่กล่าวมาว่า ในช่วงซันนี่รุ่นที่ 5 หรือ B11 เป็นต้นมา ได้มีการผลิตซันนี่ แต่มีการใช้ 2 ชื่อ คือ ซันนี่ กับเซนทรา โดยทั้ง 2 ชื่อ ตัวรถไม่มีความแตกต่างกัน แต่หลังจาก B15 เลิกผลิต นิสสันยกเลิกการใช้ชื่อซันนี่ โดยหันมาใช้ชื่อเซนทราเพียงชื่อเดียว ดังนั้น ถึงแม้จะไม่ได้ใช้ชื่อซันนี่ แต่ได้พัฒนาโดยตรงจากซันนี่นับได้ว่าเป็นซันนี่ของแท้ (ต่างจากกรณีของพัลซาร์และบลูเบิร์ด ซิลฟี่ ที่ใช้ชื่อซันนี่ แต่ไม่ใช่ซันนี่) แต่ไม่มีขายในประเทศไทย และไม่ประสบความสำเร็จในยุโรป ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับ Bluebird Sylphy และ Tiida ในเอเชีย

Generation ที่ 12 (พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน)[แก้]

ไฟล์:2012-Nissan-Sunny-showroom.jpg
นิสสัน ซันนี่ โฉมที่ 12

ถึงแม้ว่า นิสสัน ทีด้า จะเข้ามาขายแทนซันนี่แล้ว แต่ในประเทศจีน มีการเปิดตัวนิสสัน อัลเมร่า หรือซันนี่รุ่นที่ 12 แล้วในปี 2554 แล้ว ซึ่งจะขายเป็นรุ่นที่เล็กกว่าทีด้าเล็กน้อย ซึ่งทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกจะมีการเปิดตัวในเร็วๆ นี้ เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่ จะเปลี่ยนชื่อรุ่นเป็น "อัลเมร่า" (Almera) และในประเทศไทยจะมีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นขนาด 1200 ซีซีเพื่อให้เข้าข่ายอีโคคาร์ในประเทศ ไทย ต่างจากที่ประเทศจีนและอินเดียที่ใช้เครื่องยนต์ 1500 ซีซี ถึงแม้ในบางประเทศจะใช้ชื่อนิสสัน ซันนี่แต่รุ่นนี้ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลเลยเป็นเพียงแค่การยืมชื่อมาเฉยๆ เช่นเดียวกับซันนี่ นีโอ ในประเทศไทยจะเปิดตัวในวันที่ 8-9 ตุลาคม 2554 นิสสัน อัลเมร่านี้จะเป็นอีโคคาร์แบบ 4 ประตูคันแรกของไทย โดยสาเหตุที่ใช้ชื่อว่า อัลเมร่า ในประเทศไทยเพื่อไม่ให้ซ้ำกับประเทศจีน ส่วนในประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดตัวแล้วโดยใช้ชื่อว่า นิสสัน ลาติโอ (อังกฤษ: Nissan Latio)

อ้างอิง[แก้]