โตโยต้า โคโรลล่า

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โตโยต้า โคโรลล่า รุ่นที่ 10
โตโยต้า โคโรลล่า
ผู้ผลิต: โตโยต้า
ปี: พ.ศ. 2509-ปัจจุบัน
ประเภท: รถยนต์นั่งขนาดเล็กมาก (รุ่นที่ 1-5)
รถยนต์นั่งขนาดเล็ก (รุ่นที่ 6-ปัจจุบัน)
ลักษณะ: รถซีดาน 4 ประตู
5 ประตู วาก้อน
เครื่องยนต์:
รุ่นก่อนหน้า: ไม่มี
รุ่นต่อไป: ยังไม่มี
รุ่นที่ใกล้เคียง: ฮอนด้า ซีวิค
มาสด้า 323/3
นิสสัน ซันนี่/ทีด้า
ฟอร์ด โฟกัส
มิตซูบิชิ แลนเซอร์
เปอโยต์ 307
ซีตรอง C4
โฟล์กสวาเกน กอล์ฟ
เชฟโรเลต ออพตร้า
สโกด้า ออกตาเวีย

โตโยต้า โคโรลล่า (Toyota Corolla) (Corolla แปลว่า กลีบดอกไม้)เป็นรถโตโยต้ารุ่นที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านการขายและการเป็นที่นิยมมายาวนาน โดยเฉพาะในเมืองไทย รู้จักรถโคโรลล่านี้มาอย่างกว้างขวางและยาวนาน โดยเฉพาะในปัจจุบัน นิยมเอารถโตโยต้า โคโรลล่า อัลติส (Toyota Corolla Altis) มาทำรถแท็กซี่ในเมืองไทย โดยรถโตโยต้า โคโรลล่า จัดอยู่ในระดับรถยนต์นั่งขนาดเล็กมาก (Subcompact) ในโฉมที่ 1-5 ส่วนโฉมที่ 6 เป็นต้นมา จัดอยู่ในระดับรถยนต์นั่งขนาดเล็ก (Compact)

โคโรลล่า เป็นคู่แข่งทางธุรกิจกับ ฮอนด้า ซีวิค นิสสัน ซันนี่/ทีด้า เชฟโรเลต ออพตร้า และ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ ในฐานะที่เป็นรถที่ไม่เล็กเกินไปในการใช้เป็นรถครอบครัว แต่ไม่เทอะทะสำหรับการใช้เป็นรถส่วนตัว ใช้งานได้หลากหลาย รถรุ่นโคโรลล่าเป็นรถที่พบเห็นได้ค่อนข้างมากบนท้องถนนไทยในปัจจุบัน มีวิวัฒนาการตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน แบ่งเป็น 11 รูปโฉม ได้แก่

Generation ที่ 1 (ผลิตระหว่าง พ.ศ. 2509-2513)[แก้]

โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 1

เปิดตัวครั้งแรกใน พ.ศ. 2509 รหัสตัวถัง KE10 โดยในช่วงแรก ผลิตเพียงตัวถังแบบ Sedan 2 ประตู แล้วตัวถังแบบ Sedan 4 ประตูเริ่มมีใน พ.ศ. 2510 และตัวถัง station wagon 4 ประตู ก็เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2511 และตามด้วยรถ coupe 2 ประตูปิดท้ายรุ่น โดยรถคูเป้ 2 ประตู โคโรลล่าได้ตั้งชื่อเฉพาะให้ว่า โคโรลล่า สปรินเตอร์ รหัสตัวถัง KE15 โดยในระหว่างโฉมแรกนี้ มี 2 ขนาดเครื่องยนต์ให้เลือก คือ 1.1 ลิตรในช่วงแรก และ 1.2 ลิตรในช่วง พ.ศ. 2512 เป็นต้นไป

ระบบเกียร์ในสมัยนั้น ไม่เน้นการประหยัดน้ำมัน และเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า ระบบเกียร์ในรถโคโรลล่า จึงมี 2 ระบบให้เลือก คือ เกียร์ธรรมดาเพียง 4 สปีด และเกียร์อัตโนมัติเพียง 2 สปีด แต่การที่มีเครื่องยนต์ลูกสูบขนาดเล็ก ทำให้รถประหยัดน้ำมัน ชดเชยการที่เกียร์มีไม่กี่สปีด

ในประเทศไทยมีการนำเข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการโดยโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2509 โดยเป็นรถนำเข้าจากต่างประเทศ ยังไม่มีการประกอบในประเทศไทยแต่อย่างใด

เลิกผลิตใน พ.ศ. 2513 เนื่องจากมีการเปิดตัว โคโรลล่า โฉมที่ 2

Generation ที่ 2 (ผลิตระหว่าง พ.ศ. 2513-2521)[แก้]

โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 2

เปิดตัวครั้งแรกใน พ.ศ. 2513 รหัสตัวถัง KE20 โดยรถรุ่นโคโรลล่า สปรินเตอร์ (Corolla Sprinter) มีการเพิ่มรูปแบบตัวถัง sedan เข้าไปในเมนูผลิต และมีการเปิดตัวรถรุ่น โคโรลล่า เลวิน (Corolla Levin) และ โคโรลล่า สปรินเตอร์ ทรูโน (Corolla sprinter Trueno) โดยนำตัวถังแบบ coupe GT มาใช้ และทางโตโยต้า เห็นว่า รถโคโรลล่าประสบความสำเร็จสูงมาก จึงแยกธุรกิจการขายรถโตโยต้า โคโรลล่า ออกเป็น 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจขายรถโคโรลล่า สปรินเตอร์ , โคโรลล่า สปรินเตอร์ ทรูโน กับ ธุรกิจขายรถโคโรลล่า , โคโรลล่า เลวิน

รูปแบบตัวถังมีความหลากหลายมากขึ้น ได้แก่ coupe 2 ประตู , station wagon 3 กับ 5 ประตู , sedan 4 ประตู และ van 5 ประตู และมีการเพิ่มขนาดเครื่องยนต์ เป็น 1.2 , 1.4 , 1.6 ลิตรให้เลือก และรถโฉมนี้ประสบความสำเร็จสูงมาก ดังจะเห็นได้จากการที่ถึงแม้โคโรลล่าจะเปิดตัวโฉมที่ 3 ใน พ.ศ. 2517 แต่โฉมที่ 2 นี้ ผลิตอย่างต่อเนื่องไปจนถึง พ.ศ. 2521 จึงเลิกผลิต ในประเทศไทยเป็นโคโรลล่ารุ่นแรกที่ประกอบในประเทศไทย

Generation ที่ 3 (ผลิตระหว่าง พ.ศ. 2517-2524)[แก้]

โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 3

โฉมนี้ เปิดตัวครั้งแรกใน พ.ศ. 2517 รหัสตัวถัง KE30 , KE40 , KE50 และ KE60 มีการเพิ่มรูปแบบตัวถัง hardtop coupe 2 ประตูเข้าไป ส่วนตัวถังแบบอื่นมีดังเดิม มีและเริ่มมีการพัฒนาและได้ผลิตระบบเกียร์ให้เลือกเพิ่มเป็น 4 ระบบ คืออัตโนมัติ 2 กับ 3 สปีด และ ธรรมดา 4 กับ 5 สปีด ขนาดเครื่องยนต์ 1.2 กับ 1.4 ลิตร

หลังจากการเปิดตัวรถโคโรลล่าโฉมที่ 4 ใน พ.ศ. 2522 ทั่วโลกก็เริ่มทยอยหยุดขายหยุดผลิตโฉมที่ 3 และโฉมนี้ได้หยุดผลิตอย่างสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2524

Generation ที่ 4 (ผลิตระหว่าง พ.ศ. 2522-2526)[แก้]

โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 4

โฉมนี้ เปิดตัวครั้งแรกใน พ.ศ. 2522 รหัสตัวถัง KE70 ในโฉมนี้ ได้เพิ่มความหลากหลายของรูปตัวถังขึ้น โดยเพิ่มรูปตัวถัง sedan 2 ประตู และ liftback 3 ประตูเข้าไปเพิ่ม แต่ได้ระงับการผลิตตัวถังแบบ coupe 2 ประตู

ระบบเกียร์ 4 ระบบดังเดิม ขนาดเครื่องยนต์ 3 ขนาด ได้แก่ 1.3 , 1.6 และ 1.8 ลิตร

และรูปโฉมนี้ เป็นรูปโฉมสุดท้ายที่รถโคโรลล่าขับเคลื่อนล้อหลังเพียงอย่างเดียว ซึ่งโฉมต่อจากนี้ จะค่อยๆ ยกเลิกระบบขับเคลื่อนล้อหลังของโคโรลล่าไป และจะแทนที่ด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหน้า

และโฉมนี้ก็เป็นโฉมสุดท้ายที่มีการผลิตระบบเกียร์อัตโนมัติ 2 สปีด และระบบเกียร์ธรรมดา 4 สปีดด้วยเช่นกัน

โฉมนี้ เลิกผลิตในปีเดียวกับการเปิดตัวรถโคโรลล่าโฉมที่ 5 ใน พ.ศ. 2526

Generation ที่ 5 (ผลิตระหว่าง พ.ศ. 2526-2530)[แก้]

โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 5

โฉมนี้ เปิดตัวครั้งแรกใน พ.ศ. 2526 เป็นโฉมแรกของโคโรลล่า ที่ขับเคลื่อนล้อหน้า รหัสเครื่องยนต์ AE80 แต่ยกเว้น โคโรลล่า เลวิน และโคโรลล่า สปรินเตอร์ ทรูโน ที่ยังเป็นขับเคลื่อนล้อหลัง ใช้รหัสตัวถัง AE86 โฉมนี้ โคโรลล่าได้ปรับรูปแบบตัวถังใหม่ ได้แก่ coupe 2 ประตู , hatchback 3 ประตู , sedan และ station wagon 4 ประตู , liftback 5 ประตู และโฉมนี้ เป็นโฉมแรกที่โคโรลล่า มีการผลิตรถที่ใช้น้ำมันดีเซล(สำหรับเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร) และใช้เบนซิน (สำหรับเครื่องยนต์ 1.3 และ 1.6 ลิตร) พร้อมๆ กัน โดยโฉมนี้ มีระบบเกียร์เหลือให้เลือก 2 ระบบ คือ อัตโนมัติ 3 สปีด และธรรมดา 5 สปีด ลักษณะโฉมแบบนี้ วงการรถไทยมักเรียกว่า "โฉมท้ายตัด"

โฉมนี้ ได้รับการออกแบบทั้งสมรรถนะ การขับเคลื่อน 3 แบบให้เลือก (ล้อหน้า,ล้อหลัง,4 ล้อ) ในช่วงนี้ รถขับเคลื่อนล้อหลังเริ่มมียอดขายลดลง เพราะคนเริ่มไปซื้อรถขับเคลื่อนล้อหน้า แต่ในภาพรวมทั้งหมด เทคโนโลยีต่างๆในรถและรูปทรงที่ล้ำสมัยมากในยุคนั้น ทำให้ในปัจจุบัน โฉมนี้ไม่ถือเป็นสิ่งล้าสมัย ยอดขายรถโคโรลล่าโฉมนี้ รวมยอดผลิตได้มากกว่า 3.3 ล้านคัน ในขณะที่รถโคโรลล่าทั้ง 10 โฉมรวมกันแล้ว ได้ยอดขาย 31 ล้านคัน และจนถึงปัจจุบัน นักเลงรถในญี่ปุ่น ก็จะยังรู้จักและขับรถโคโรลล่าโฉมนี้อยู่ โดยไม่ถือว่าล้าสมัย และโฉมนี้ ก็เป็นโฉมสุดท้ายที่จัดเป็นรถขนาด Subcompact ที่อยู่ในตระกูลโคโรลล่า

โฉมนี้ เลิกผลิตในปีเดียวกับการเปิดตัวรถโคโรลล่าโฉมที่ 6 ใน พ.ศ. 2530

Generation ที่ 6 (ผลิตระหว่าง พ.ศ. 2530-2536)[แก้]

โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 6

เมื่อความนิยมในการซื้อรถโคโรลล่าโฉมที่ 5 ไปถึงจุดอิ่มตัว ก็ได้มีการเปิดตัวรถโคโรลล่า โฉมที่ 6 ใน พ.ศ. 2530 และส่งเข้าตีตลาดขายแทนโฉมที่ 5 ในปีพ.ศ. 2531 โฉมนี้ เป็นโฉมที่รถโคโรลล่า ได้เลื่อนขั้นจากรถขนาดเล็กมาก (Subcompact) เป็นรถขนาดเล็ก (Compact) โฉมนี้ ระบบขับเคลื่อนล้อหลังหายไป ได้มีการเพิ่มการผลิตรูปแบบตัวถัง hatchback 5 ประตู และโฉมนี้ ผลิตในช่วงที่ระบบเกียร์อัตโนมัติถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รถโฉมนี้ ได้เริ่มมีการผลิตเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด มา แต่ก็ยังผลิตรถรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีดอยู่ เครื่องยนต์ก็ยังมีทั้งระบบเบนซิน ในขนาดเครื่องยนต์ 1.3 (2E) , 1.5 (5A-F) , 1.6 ลิตร (4A-F,4A-FE,4A-GE 16v.) *เตรื่องยนต์4A-FEมีขายในเฉพาะญี่ปุ่น และแบบดีเซล ในขนาดลูกสูบ 2.0 ลิตร (1C) และยังมีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อด้วย นอกจากนี้ ในช่วงโฉมนี้ โคโรลล่า เลวิน , โคโรลล่า ทรูโน และโคโรลล่า สปรินเตอร์ ได้เปลี่ยนมาเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และโฉมนี้ พ่อค้าเต๊นท์รถในประเทศไทยนิยมเรียกว่า "โฉมโดเรมอน"

โฉมนี้ ในเมืองไทยจะรู้จักกันดีในฐานะของโฉมที่มีเทคโนโลยีเครื่องยนต์ 16 วาล์ว รุ่นแรกที่มีขายในไทย ในช่วงนั้น มักมีสัญลักษณ์อักษรเขียนว่า "TWINCAM 16 VALVE" ไว้เป็นสัญลักษณ์ที่ประตูรถในรถบางคัน และเป็นเอกลักษณ์ของโคโรลล่าโฉมนี้ด้วย นอกจากนี้ รุ่นท้ายๆ ของโฉม โคโรลล่าในไทยได้เริ่มเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ระบบหัวฉีด (เฉพาะรุ่นGTiเครื่องยนต์ 4A-GE 16v.) ซึ่งประหยัดน้ำมันกว่า และสามารถเติมแก๊สโซฮอล์ ได้ รถรุ่นนี้ในปัจจุบันถือว่าหายากมาก เพราะเพราะจำนวนรถในตลาดถึอว่าน้อยพอสมควร และยังเป็นที่ต้องการของนักสะสมรถในเมืองไทยเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม โฉมโดเรมอนส่วนใหญ่ ยังเป็นคาร์บูเรเตอร์ ซึ่งไม่เหมาะกับเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์

โฉมนี้ เลิกผลิตใน พ.ศ. 2535 หนึ่งปีหลังจากการเปิดตัวรถโคโรลล่า โฉมที่ 7

Generation ที่ 7 (ผลิตระหว่าง พ.ศ. 2534-2540)[แก้]

โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 7

โฉมนี้ เปิดตัวครั้งแรกใน พ.ศ. 2534 โฉมนี้ ได้เริ่มมีการผลิตเกียร์ธรรมดา 6 สปีดขึ้น ควบคู่กับการผลิตรถเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 และ 3 สปีด เครื่องยนต์ยังมีระบบดีเซล (2.0 ลิตร) และเบนซิน (1.3 , 1.5 , 1.6 , 1.8 ลิตร) ทันทีที่เปิดตัวในไทย โคโรลล่าโฉมนี้ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ยอดการจองรถทะลุ 10,000 คันอย่างรวดเร็วกว่าที่โรงงานคิดไว้มาก และยอดจองยังมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้โรงงานทุกโรงงานในไทยจะเร่งผลิตเต็มที่ งัดแผนสำรองมาใช้ ก็ยังไม่ทัน ต้องสั่งนำเข้ารุ่น LX Limited จากญี่ปุ่นมา 1,000 คัน และเพิ่มราคาขายคันละ 5,000 บาท (เพื่อลดการจองซื้อด้วย)

รูปแบบตัวถังมี 6 รูปแบบ เหมือนโฉมโดเรมอน ได้แก่ sedan 4 ประตู , hatchback 3 กับ 5 ประตู , coupe 2 ประตู , liftback 3 ประตู และ station wagon 4 ประตู โฉมนี้ พ่อค้ารถในไทย เรียกว่า "โฉมสามห่วง" เพราะเป็นโฉมแรกของโคโรลล่า ที่ตราสัญลักษณ์วงรีไขว้สามวง(สามห่วง)ถูกนำมาใช้เป็นตราสัญลักษณ์ของโตโยต้า (ก่อนหน้านี้ใช้เขียนเป็นอักษร TOYOTA ไม่ใช่สัญลักษณ์สามห่วง) โฉมสามห่วง เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตระกูลโคโรลล่า เพราะก่อนนี้ โคโรลล่าจะมีลักษณะเป็นรูปทรงเหลี่ยมๆ แต่โฉมนี้ จะเริ่มเปลี่ยนจากความเหลี่ยม เป็นความโค้งมน และรถตั้งแต่โฉมสามห่วงเป็นต้นมา ก็มีความโค้งมนมากขึ้นเรื่อยๆ และโคโรลล่าโฉมนี้ เครื่องยนต์แบบคาร์บูเรเตอร์ในรถเก๋งค่อยๆ หายไป จนในที่สุดก็เลิกผลิตไป กลายเป็นแบบหัวฉีดทั้งหมด

โฉมสามห่วง เลิกผลิตในปี พ.ศ. 2540 สองปีหลังการเปิดตัวรถโคโรลล่า โฉมที่ 8

Generation ที่ 8 (ผลิตระหว่าง พ.ศ. 2538-2545)[แก้]

โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 8

โฉมนี้ เปิดตัวครั้งแรกใน พ.ศ. 2538 แต่กว่าจะได้โด่งดังแทนที่โฉมสามห่วง ก็ล่วงไปถึง พ.ศ. 2541 ทางโตโยต้า ต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้มีความหลากหลายและสร้างความเป็นที่นิยมให้ประสบความสำเร็จสูงเหมือนโฉมสามห่วง ดังนั้น ผลการปรับปรุงคือ โฉมที่ 8 แตกแขนงออกเป็น 2 โฉมย่อย คือ โฉมตองหนึ่ง ผลิตระหว่าง พ.ศ. 2538 - พ.ศ. 2540 , โฉมไฮทอร์ก เริ่มผลิตเมื่อ พ.ศ. 2541 - พ.ศ. 2544 ซึ่งโฉมไฮทอร์กนี้ได้สร้างความนิยมโดยมีคนซื้อไปทำแท๊กซี่เป็นจำนวนมาก และนอกจากนี้ ในช่วงโฉมไฮทอร์กนี้ โคโรลล่า ยังได้เปิดตัวเนื้อหน่อใหม่ในตระกูลโคโรลล่า ที่เป็นที่นิยมในไทยจนถึงปัจจุบัน 2รุ่นนั่นคือโคโรลล่า วีออส (Corolla Vios) 1500 ซ๊ซ๊ และ โคโรลล่า อัลติส (Corolla Altis) โดย Altis จะเป็นรถที่มีความหรูหรา มีอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย Options ต่างๆ ดีกว่า แต่รูปโฉมตัวรถจะคล้ายโคโรลล่าทั่วไป

โฉมที่ 8 นี้ ระงับการผลิตรูปแบบตัวถังประเภท hatchback 5 ประตู liftback 3 ประตู และ station wagon 4 ประตู แต่ได้เอา liftback hatchback และ station wagon 5 ประตูมาผลิตแทน

โฉมที่ 8 เลิกผลิตในปี พ.ศ. 2545 สองปีหลังการเปิดตัวของรถโคโรลล่า โฉมที่ 9

Generation ที่ 9 (ผลิตระหว่าง พ.ศ. 2543-2550)[แก้]

โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 9

โฉมนี้ เปิดตัวครั้งแรกใน พ.ศ. 2543 แต่กว่าจะเป็นอันดับหนึ่งแทนโฉมที่ 8 ก็ล่วงไปถึง พ.ศ. 2546 และเป็นครั้งแรกที่เวอร์ชันทำตลาดของโคโรลล่ามี 2 ตัวถังคือ แบบแคบและแบบกว้าง ในญี่ปุ่นจะใช้แบบแคบ เพื่อลดการเสียภาษี แต่สำหรับทั่วโลกจะใช้แบบกว้าง เหมือนที่เคยใช้ในการออกแบบ Toyota Camry generation ที่ 3 เมื่อได้รับความนิยมแล้ว ก็มีชื่อเสียงมาถึงปัจจุบัน เมื่อทางโตโยต้า ตัดสินใจผลิตโคโรลล่า อัลติสต่อในโฉมที่ 9 และยังมีการปรับปรุงทั้งขนาด ความสะดวก และสิ่งอื่นๆอีกมาก โดยรุ่นที่เป็นที่นิยมในเมืองไทยมากที่สุดก็ยังเป็น อัลติส และโฉมที่ 9 ยกเลิกการผลิตเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด และยกเลิกการผลิตตัวถัง coupe 2 ประตู และ liftback 5 ประตู แล้วเอาแบบ van และ hatchback 5 ประตูมาผลิตแทน และยังคงผลิตรุ่นเครื่องดีเซล ขนาดเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร (ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย) ส่วนรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน ก็เป็น 1.4 , 1.5 , 1.6 , 1.8 ลิตรเหมือนเดิม โฉมนี้ กลุ่มพ่อค้ารถในไทยมักเรียก "โฉมหน้าหมู" หรือ "โฉมตาถั่ว" เพราะไฟหน้ามีลักษณะคล้าย เมล็ดถั่ว โดยในประเทศไทยมีนักแสดงชื่อดัง แบรด พิตต์ (อังกฤษ: Brad Pitt) เป็นพรีเซ็นเตอร์อีกด้วย

โฉมนี้ ในประเทศไทย โคโรลล่าได้มีการออกรุ่นใหม่ คือ LIMO (ลิโม) โดยจะเป็นรถโคโรลล่า ที่มี Options ต่างๆ น้อย แต่รถจะมีราคาถูกกว่าโคโรลล่าทั่วไป และโคโรลล่า อัลติส อย่างมาก อย่างไรก็ตาม LIMO จะไม่มีขายเป็นรถนั่งส่วนบุคคล โตโยต้าประเทศไทย ขาย LIMO โฉมนี้ เพื่อทำเป็นแท็กซี่เท่านั้น

โฉมที่ 9 ยังมีการผลิตขายอยู่ที่ประเทศจีนในชื่อรุ่น Corolla EX ใช้เครื่องยนต์ Dual VVT-I บล็อก 4ZR-FE 1.6 ลิตร

Generation ที่ 10 (ผลิตระหว่าง พ.ศ. 2551- 2556)[แก้]

โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 10

โฉมนี้ เปิดตัวครั้งแรกใน พ.ศ. 2549 แต่ใช้เวลาค่อนข้างนานในการพิชิตตลาดต่างๆเพื่อไปแทนโฉมที่ 9 โดยเฉพาะในไทย โฉมที่ 10 เพิ่งเข้ามาในไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 เวอร์ชันที่ทำตลาดของโคโรลล่ามี 2 ตัวถังเหมือนโฉมที่แล้วคือ แบบแคบและแบบกว้าง ระบบเกียร์ในครั้งนี้ จะผลิตระบบเกียร์แบบธรรมดา 5 หรือ 6 สปีด สำหรับเกียร์อัตโนมัติ จะเป็นระบบเกียร์อัตโนมัติแบบใหม่ 4 หรือ สปีด และ CVT 7 สปีด ซึ่งมี พัชฏะ นามปาน เป็น Presenter

โฉมนี้ เครื่องยนต์ดีเซลยังผลิตอยู่ในบางประเทศประเทศขนาด 1.4 ลิตร และมีเครื่องเบนซินขนาด 1.5 , 1.6 , 1.8 , 2.0 , 2.4 ลิตร และได้ยกเลิกรูปแบบตัวถังออกไปมาก เหลือแต่แบบ sedan station wagon 4 ประตู และ hatchback 5 ประตู ในออสเตรเลีย จะใช้ชื่อในการทำตลาดคือ corolla hatchback นอกนั้นเช่นในญี่ปุน,ยุโรปและในบางประเทศจะใช้ชื่อในการทำตลาดคือ Toyota Auris

ส่วน LIMO ในโฉมนี้ มีการผลิตรถรุ่น LIMO CNG ซึ่งเป็นรถลิโม ที่ติดระบบการใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ มาตั้งแต่ในโรงงานโตโยต้า และ LIMO โฉมนี้ ได้เปิดขายให้กับประชาชนทั่วไปอยู่ช่วงหนึ่งด้วย ก่อนที่จะกลับไปขายทำแท็กซี่โดยเฉพาะเหมือนเดิม โดยโตโยต้าได้ทำรถรุ่น Advanced CNG มาขายให้ประชาชนทั่วไปแทน LIMO CNG

รุ่น TRDsportivo ผลิตจำนวนจำกัดโดยผลิตออกมา 3 โฉม โดยโฉมแรกนั้นมีทั้งเครื่องยนต์ 1.6 และ 1.8 ลิตร และโฉมที่ 2 และ 3 ได้ผลิตจากรุ่น 1.8E ที่รองรับการใช้เชื้อเพลิง E85 และมีรุ่นพิเศษอีกคือรุ่น 50ปี ที่ตกแต่งภายในสีดำจากรุ่น 1.8E อีกด้วย

Generation ที่ 11 (ผลิตระหว่าง พ.ศ. 2557- ปัจจุบัน)[แก้]

โตโยต้า โคโรลล่า โฉมที่ 11

โฉมนี้ ได้ทำการเปิดตัวในรอบสื่อมวลชนในวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557 โดยมีสโลแกนใหม่ "So Excited" โดยทางด้านโตโยต้าได้ทำการปรับปรุงโฉมให้ดูทันสมัยและหรูหรายิ่งขึ้น ในโตโยต้าโคโรลล่าโฉมใหม่นี้มีเฉดสีใหม่ให้เลือกทั้งหมด 6 สีได้แก่

1.สีเงิน 2.สีขาวมุกในรุ่น 1.8ลิตร 3.สีขาวในรุ่น 1.6ลิตร 4.สีดำ 5.สีเทาดำ 6.สีน้ำตาล และได้ทำการจำหน่ายออกเป็นรุ่นปลีกย่อยดังนี้

  • รุ่น 1.6J MT ราคาที่จำหน่าย 769,000 บาท
  • รุ่น 1.6J CNG MT ราคาที่จำหน่าย 819,000 บาท (ถังก๊าซ 75ลิตร)
  • รุ่น 1.6E CNG ราคาที่จำหน่าย 889,000 บาท (ถังก๊าซ 75ลิตร)
  • รุ่น 1.6G ราคาที่จำหน่าย 829,000 บาท
  • รุ่น 1.8E ราคาที่จำหน่าย 839,000 บาท
  • รุ่น 1.8S ราคาที่จำหน่าย 899,000 บาท
  • รุ่น 1.8G ราคาที่จำหน่าย 979,000 บาท
  • รุ่น 1.8V Navi ราคาที่จำหน่าย 1,069,000 บาท (สำหรับสีขาวมุก (White Pearl) เฉพาะรุ่น 1.8V NAVI/G/ESPORT/E ราคาเพิ่มขึ้น 10,000 บาท)
  • เกียร์อัตโนมัติ CVT 7 สปีดมีตั้งแต่รุ่น 1.6E CNG เป็นต้นไป

ราคา ณ วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

สรุปยอดขาย[แก้]

ตลอดเวลาตั้งแต่ พ.ศ. 2509 - พ.ศ. 2550 รถโคโรลล่าถูกขายไปมากกว่า 30 ล้านคัน เฉลี่ยแล้ว จะมีรถโคโรลล่า 1 คัน ถูกซื้อทุกๆ 40 วินาที นับเป็นรถที่ประสบความสำเร็จสูงมากของโตโยต้า

อ้างอิง[แก้]