แม่น้ำเซนต์จอห์น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

แม่น้ำเซนต์จอห์น (อังกฤษ: St. Johns River) เป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดในรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา มีความสำคัญทั้งในทางเศรษฐกิจและเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ด้วยความยาว 310 ไมล์ (500 กิโลเมตร) มีความลาดเอียงจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ (หรือปากแม่น้ำ) น้อยกว่า30 ฟุต (9 เมตร) โดยมีลักษณะเช่นเดียวกับแม่น้ำสายอื่นๆในรัฐฟลอริดา คือมีอัตราการไหลของน้ำต่ำมาก คือเพียง 0.3 ไมล์/ชม. (0.13 เมตร/วินาที) จึงมักจะถูกเรียกว่าเป็น "แม่น้ำขี้เกียจ" (lazy)[1] และยังเป็นหนึ่งในแม่น้ำไม่กี่สายในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีทิศทางการไหลสู่ทิศเหนือ ส่วนที่กว้างที่สุดของแม่น้ำ มีขนาดความกว้างเกือบ 3 ไมล์ (5 กิโลเมตร) มีประชากรอาศัยในเขตลุ่มน้ำของแม่น้ำเซนต์จอห์นมากถึง 3.5 ล้านคน[2]

ด้วยพื้นที่ลุ่มน้ำขนาดใหญ่ถึง 8,840 ไมล์² (22,900 กม²) ทำให้แม่น้ำเซนต์จอห์นเป็นหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำ (wetlands) ที่สำคัญของรัฐฟลอริดา[3][4] ประกอบด้วยพื้นที่ลุ่มน้ำ็หลัก 3 แห่ง และ 2 สันปันน้ำ สำหรับทะเลสาบจอร์จ (Lake George) และ แม่น้ำอ็อกลาวาฮา (Ocklawaha River) ซึ่งทั้งหมดนี้มีการบริหารจัดการน้ำโดยหน่วยงานบริหารจัดการแม่น้ำเซนต์จอห์น (St. Johns River Water Management District)

แม้ว่ารัฐฟลอริดาจะเป็นบริเวณที่ตั้งของชุมชนอาณานิคมยุโรปถาวรแห่งแรกที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่รัฐฟลอริดากลับเป็นรัฐสุดท้ายที่ได้รับการพัฒนาในช่วงศตวรรษที่่ 20 จนกระทั่งกลายเป็นรัฐหนึ่งซึ่งมีความเจริญอย่างมาก แม่น้ำเซนต์จอห์นก็เช่นเดียวกับแม่น้ำสายอื่นๆในรัฐฟลอริดาซึ่งถูกใช้เป็นปัจจัยสำคัญในการทำเกษตรกรรมและเป็นชุมชนที่อยู่อาศัย จึงทำให้เกิดมลภาวะที่ทำลายธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่โดยรอบ

ในปี ค.ศ. 1998 แม่น้ำเซนต์จอห์นได้รับการขนานนามให้เป็นหนึ่งใน 14 แม่น้ำมรดกของประเทศสหรัฐอเมริกา (American Heritage Rivers) แต่ในปี ค.ศ. 2008 กลับมีชื่อเป็นหนึ่งในแม่น้ำที่เป็นอันตรายที่สุด 10 อันดับแรกของประเทศสหรัฐอเมริกา (America's Ten Most Endangered Rivers)[5]

ภูมิศาสตร์และนิเวศวิทยา[แก้]

ลุ่มน้ำตอนบน[แก้]

ลุ่มน้ำตอนบนอยู่ในบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำเซนต์จอห์น คลอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,000 ไมล์² (5,200 กม²) โดยมีความยาวของสายน้ำผ่านบริเวณลุ่มน้ำตอนบนนี้ประมาณ 75 ไมล์ (121 กิโลเมตร).[ต้องการอ้างอิง] มีช่วงที่แม่น้ำมีความแคบที่สุดอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำนี้ และเต็มไปด้วยทะเลสาบมากถึง 3,500 แห่ง ซึ่งมักเป็นทะเลสาบที่มีความลึกไม่มากนัก ประมาณ 3 ถึง 10 ฟุต (1 ถึง 3 เมตร)[6][7] ทะเลสาบที่อยู่ในบริเวณนี้ เช่น ทะเลสาบเฮลแอนด์เบลซเซส (Lake Hell 'n Blazes) ทะเลสาบวอร์ชิงตัน (Lakes Washington) ทะเลสาบไวน์เดอร์ (Winder) และ ทะเลสาบพอยน์เซท(Poinsett)

A swamp dominated by tall trees with buttressed trunks standing in water, their bark gray. As the trunks get closer to the water the color gradually becomes more brown
Cypress trees in the Tosohatchee Wildlife Management Area showing dark water marks on the flared trunks, evidence of water level flux

ลุ่มน้ำตอนกลาง[แก้]

The river as a shallow and ill-defined channel dominated by grasses and weeds with few trees; white birds are present in the foreground
The St. Johns immediately south of Sanford shows a narrow channel with large areas of aquatic plants and wetlands.

ลุ่มน้ำตอนกลางมีพื้นที่ประมาณ 1,200-square-mile (3,100 กม²) โดยแม่น้ำเซนต์จอห์นที่ไหลผ่านบริเวณนี้่่มีช่วงความยาว 37 ไมล์ (60 กิโลเมตร) มีประชากรอาศัยประมาณ 2 ล้านคน และมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่งในบริเวณนี้ ทะเลสาบขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ ทะเลสายฮาร์นี่ (Lake Harney) ซึ่งมีขนาด 9-square-mile (23 กม²) และทะเลสาบมอนโร (Lake Monroe) ขนาด 15 ไมล์2 (39 กม2) ก็อยู่ในบริเวณนี้ด้วย

ลุ่มน้ำตอนล่าง[แก้]

บริเวณลุ่มน้ำตอนล่างของแม่น้ำเซนต์จอห์นมีิพื้นที่ประมาณ 2,600 ไมล์² (6,700 กม²) โดยมีสายน้ำยาวถึง 101 ไมล์ (163 กิโลเมตร) ไหลผ่านบริเวณนี้ลงสู่มหาสมุทรแอทแลนติก (the Atlantic Ocean) เมืองที่ตั้งอยู่ในแถบลุ่มน้ำตอนล่างนี้ส่วนมากเป็นเมืองเก่าในรัฐฟลอริดาโดยมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาคู่กับสายน้ำแห่งนี้ เช่น เมือง Palatka และเมือง Green Cove Springs ก็เคยเป็นเมืองท่องเที่ยงที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมในอดีต ซึ่งเสื่อมถอยความนิยมลงหลังจากมีการก่อสร้างทางรถไฟและทางหลวงอินเตอร์สเตตเลียบชายฝั่งแอทแลนติกขึ้น[8]

ช่วง 35 ไมล์ (56 กิโลเมตร) สุดท้ายของแม่น้ำเซนต์จอห์นไหลผ่านเมืองแจ็คสันวิลล์ (Jacksonville) ซึ่งเป็นเมืองที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในรัฐฟลอริดา ในปี พ.ศ. 2550 เป็นเมืองที่มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับที่ 12 ของประเทศ คือประมาณ 805,605 คน [9] เมืองนี้ก็อาศัยแม่น้ำเซนต์จอห์นเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจที่สำคัญของเมือง เช้น ในด้านระบบการขนส่งสินค้าต่างๆ โดยมีสินค้ามากถึง 18,000,000 short ton (16,000,000 t) ผ่านเข้าออกเมืองในแต่ละปี ท่าเรือที่เมืองแจ็คสันวิลล์สร้างความเจริญทางเศาษฐกิจถึง 1.38 พันล้านเหรียญสหรัฐ และสร้างงานแก่ประชากรถึง 10,000 ตำแหน่ง[10]

A city with several tall buildings and a bridge spanning the river, running in front of the buildings
Downtown Jacksonville's commercial district on the St. Johns River

ดูเพิ่ม[แก้]

หมายเหตุ[แก้]


อ้างอิง[แก้]

  1. Whitney, p. 215.
  2. Belleville, p. xxi.
  3. The St. Johns River: Nominated as an American Heritage River, Environmental Protection Agency. Retrieved on July 17, 2009.
  4. Whitney, p. 136.
  5. Ball, David (April 14, 2008).St. Johns River Makes ‘Endangered’ List, Jacksonville Financial and Daily Record, Retrieved on July 17, 2009.
  6. Benke and Cushing, p. 100.
  7. Belleville, p. 14.
  8. McCarthy, p. 88–100.
  9. US Census July 1, 2006 est.
  10. The St. Johns River: Nominated as an American Heritage River, Environmental Protection Agency (Part 2). Retrieved on July 17, 2009.

บรรณานุกรม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]