เรือประจัญบานบิสมาร์ค
บิสมาร์ค ในปี ค.ศ. 1940 |
|
| ประวัติ (เยอรมนี) | |
|---|---|
| ชื่อเรือ: | บิสมาร์ค Bismarck |
| ตั้งชื่อตาม: | ออทโท ฟอน บิสมาร์ค |
| สั่งต่อเรือ: | 16 พฤศจิกายน 1935 |
| ต่อขึ้นที่: | Blohm & Voss ฮัมบูร์ก |
| วางกระดูกงู: | 1 กรกฎาคม 1936 |
| ปล่อยลงน้ำ: | 14 กุมภาพันธ์ 1939 |
| ขึ้นระวาง: | 24 สิงหาคม 1940 |
| จุดจบ: | จมในการรบ วันที่ 27 พฤษภาคม 1941 ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ พิกัด 48°10′N 16°12′W / 48.167°N 16.200°W |
| ลักษณะเฉพาะ | |
| ชั้น: | เรือประจัญบานชั้นบิสมาร์ค |
| ขนาด (ระวางขับน้ำ): | 41,700 ตัน (มาตรฐาน) 50,900 ตัน (เต็มที่) |
| ความยาว: | 251 เมตร (ตลอดลำ) 241.5 เมตร (แนวน้ำ) |
| ความกว้าง: | 36 เมตร (แนวน้ำ) |
| กินน้ำลึก: | 9.3 เมตร (มาตรฐาน) 10.2 เมตร (เต็มที่) |
| ใบจักร: |
|
| ความเร็ว: | 30.1 นอตขณะทำการทดสอบ (มีบทความหนึ่งอ้างถึง 31.1 นอต[1]) |
| ระยะทางเชื้อเพลิง: | 8,525 ไมล์ทะเลที่ 19 นอต |
| อัตราเต็มที่: | 2,092: นายทหาร 103 นาย ลูกเรือ 1,989 นาย (1941) |
| ยุทโธปกรณ์: |
|
| เกราะ: |
|
| อากาศยาน: | 4×Arado Ar 196 A-3, with 1 double-ended catapult |
บิสมาร์ค เป็นเรือประจัญบานของเยอรมนี และหนึ่งในเรือรบที่มีชื่อเสียงที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง บิสมาร์คเป็นเรือลำแรกในเรือประจัญบานชั้นบิสมาร์ค ซึ่งตั้งตามชื่อนายกรัฐมนตรีของเยอรมนีสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 ออตโต ฟอน บิสมาร์ค บิสมาร์คมีระวางขับน้ำเต็มที่ถึง 50,000 ตัน และเป็นเรือประจัญบานขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่เข้าประจำการในสมัยนั้น[2]
บิสมาร์คได้ปฏิบัติการเพียงครั้งเดียวตลอดอายุการใช้งานอันสั้นของมัน โดยจมลงในตอนเช้าของวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1941 ระหว่างปฏิบัติการไรนือบุง ซึ่งบิสมาร์คและเรือลาดตระเวนหนักอีกลำหนึ่งพยายามที่จะขัดขวางและทำลายขบวนเรือซึ่งแล่นระหว่างอเมริกาเหนือและสหราชอาณาจักร ขณะที่บิสมาร์คและเรือรบเยอรมันอีกลำหนึ่งกำลังพยายามที่จะแล่นออกไปยังมหาสมุทรแอตแลนติก เรือรบทั้งสองถูกค้นพบโดยกองทัพเรืออังกฤษ และถูกดึงเข้าสู่ยุทธนาวีช่องแคบเดนมาร์ก ระหว่างการรบเวลาสั้น ๆ เรือลาดตระเวนประจัญบานฮู้ด เรือธงของกองเรือหลวงและความภาคภูมิใจของกองทัพเรืออังกฤษ ถูกจมลงหลังจากถูกยิงเพียงไม่กี่นาที นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร วินสตัน เชอร์ชิลล์ ออกคำสั่ง "จมเรือบิสมาร์ค"[3] ซึ่งกระตุ้นให้กองทัพเรืออังกฤษติดตามเรือบิสมาร์คไปอย่างไม่ลดละ
สองวันถัดมา เมื่อบิสมาร์คเกือบจะไปถึงน่านน้ำที่ปลอดภัยแล้ว เครื่องบินปีกสองชั้นของกองทัพเรืออังกฤษได้ยิงตอร์ปิโดถล่มเรือและทำให้หางเสือเรือขัดของ ทำให้เรือรบหนักของอังกฤษสามารถตามทันบิสมาร์คได้ ในการรบที่เกิดขึ้นตามมาในช่วงเช้าของวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1941 บิสมาร์คถูกโจมตีอย่างหนักเป็นเวลานานเกือบสองชั่วโมงก่อนที่จะจมลงสู่ก้นทะเล[4][5] การจมของบิสมาร์คได้รับการรายงานบนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์หลายฉบับทั่วโลก[6][7][8][9]
เนื้อหา |
การจัดสร้างและลักษณะเรือ [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ เรือประจัญบานชั้นบิสมาร์ค
เรือบิสมาร์คถูกสั่งสร้างภายใต้ชื่อ แอร์ซัทซ์ ฮานโนเฟอร์ (Ersatz Hannover) ภายใต้ข้อตกลง "เอฟ" เพื่อทดแทนเรือปืน เอสเอ็มเอส ฮันโนเฟอร์ (SMS Hannover) ที่จัดสร้างขึ้นก่อนเรือรบเดรดนอต[10] ในข้อตกลงได้มอบหมายให้อู่ต่อเรือโบลมและฟอสส์ (Blohm & Voss) ในเมืองฮัมบูร์กเป็นผู้จัดสร้าง มีการวางกระดูกงูในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1936 ที่ Helgen IX[11][12] เรือปล่อยลงน้ำในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1939 ระหว่างพิธีการ โดโรเท วอน เลอเวนเฟลด (Dorothee von Löwenfeld) หลานสาวนายกรัฐมนตรีออทโท ฟอน บิสมาร์คเป็นผู้ทำพิธีตั้งเรือและปล่อยเรือลงน้ำ และมีอดอล์ฟ ฮิตเลอร์เป็นผู้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธี[12] งานปรับปรุงและติดตั้งอุปกรณ์ได้ดำเนินงานหลังการปล่อยเรือลงน้ำ ในเวลานั้น หัวเรือเดิมแบบมุมตรงได้ถูกแทนที่ด้วยหัวเรือเอียงลาดแบบแอตแลนติก (Atlantic bow) ซึ่งคล้ายกับเรือประจัญบานชั้นชันฮอร์ซท (Scharnhorst) [13] บิสมาร์คเข้าประจำการในกองเรือวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1940 ขณะทำการแล่นเรือทดสอบ[14] มีหน้าที่ควบคุมทะเลบอลติก โดยมีนาวาเอก (Kapitän zur See[note 1]) แอร์นซท ลินเดมัน (Ernst Lindemann) เป็นผู้บังคับการเรือในขณะเรือเข้าประจำการ[15]
เรือบิสมาร์คมีระวางขับน้ำมาตรฐาน 41,700 ตัน (41,000 ลองตัน[note 2]) และมีระวางขับน้ำเต็มที่ 50,300 ตัน (49,500 ลองตัน) มีความยาวตลอดลำ 251 เมตร (823 ฟุต 6 นิ้ว), กว้าง 36 เมตร (118 ฟุต 1 นิ้ว) และกินน้ำลึกสูงสุด 9.9 เมตร (32 ฟุต 6 นิ้ว) [10] เรือบิสมาร์คเป็นเรือประจัญบานเยอรมันที่ใหญ่ที่สุด[16] และมีระวางขับน้ำมากกว่าเรือประจัญบานของชาติอื่นๆ ในยุโรป ยกเว้นเรือ เอชเอ็มเอส แวนการ์ด (HMS Vanguard) [17] เรือมีแหล่งกำลังเป็นกังหันไอน้ำโบลมและฟอสส์แบบเปลี่ยนเกียร์ได้ 3 กังกัน และหม้อไอน้ำความร้อนยวดยิ่งวักเนอร์ (Wagner) ซึ่งใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง 12 หม้อ ให้กำลังถึง 150,170 แรงม้า (shaft horsepower) (111,980 กิโลวัตต์) ให้ความเร็วสูงสุด 30.01 นอต (55.58 กม./ชม.; 34.53 ไมล์/ชม.) ในตอนแล่นทดสอบ มีระยะทำการ 8,870 ไมล์ทะเล (16,430 กม.; 10,210 ไมล์) ที่ความเร็ว 19 นอต (35 กม./ชม.; 22 ไมล์/ชม.)[10] เรือบิสมาร์คติดตั้งเรดาร์ค้นหา FuMO 23 สามชุด ติดไว้ด้านหน้าเรือ กล้องวัดระยะท้ายเรือ และยกพื้นที่อยู่ส่วนบนสุดของเสาหน้ากระโดงเรือ[18]
ตามมาตราฐานของเรือ เรือจะมีลูกเรือเป็นนายทหาร 103 นาย และพลทหาร 1,962 นาย[14] ลูกเรือจัดแบ่งเป็น 12 กองพล กองพลละ 180 ถึง 220 นาย หกกองพลแรกรับผิดชอบอาวุธยุทธภัณฑ์ กองพลที่ 1 ถึงกองพลที่ 4 ดูแลหมู่ปืนหลักและหมู่ปืนรอง กองพลที่ห้าและหกรับผิดชอบปืนต่อต้านอากาศยาน กองพลที่ 7 ประกอบด้วยผู้ชำนาญเฉพาะทางซึ่งรวมถึงพ่อครัวและช่างไม้ กองพลที่ 8 มีหน้าที่ดูแลจัดการอาวุธยุทธภัณฑ์ พนักงานวิทยุ เจ้าหน้าที่ให้สัญญาณ และเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายพลาธิการ ประจำกองพลที่ 9 สามกองพลสุดท้ายประจำในห้องเครื่องยนต์ เมื่อบิสมาร์คออกจากท่า เรือจะมีลูกเรือมากกว่า 2,200 นาย เพราะจะนับรวมพนักงานกองเรือ ลูกเรือที่มีหน้าที่นำส่งเรือเชลย และนักข่าวสงครามบนเรือด้วย[19] พนักงานห้องเครื่องยนต์ราว 200 นายมาจากเรือลาดตระเวนเบาคาร์ลซรู (Karlsruhe) ที่สูญเสียไประหว่างปฏิบัติการเวเซรือบุง (Operation Weserübung) ซึ่งเป็นปฏิบัติการการรุกรานนอร์เวย์ของเยอรมัน[20]
เรือบิสมาร์คติดอาวุธปืน SK C/34 ลำกล้อง 38 ซม. แปดกระบอกในป้อมปืนแฝด 4 ป้อม ป้อมปืนติดตั้งแบบซูปเปอร์ไฟร์อิ้ง (super-firing[note 3]) ป้อมปืนหน้าชื่อ "อันทอน (Anton)" และ "บรูโน (Bruno)" ป้อมหลังชื่อ "เคซาร์ (Caesar)" และ "โดรา (Dora)"[note 4] อาวุธรองประกอบด้วยปืน L/55 ลำกล้อง 15 ซม. 12 กระบอก ปืน L/65 ลำกล้อง 10.5 ซม. 16 กระบอก ปืน L/83 ลำกล้อง 3.7 ซม. 16 กระบอก และปืนต่อสู้อากาศยาน ลำกล้อง 2 ซม. 12 กระบอก เรือบิสมาร์คยังบรรทุกเครื่องบินทุ่นลอยน้ำลาดตระเวนอาราโด อาแอร์ 196 (Arado Ar 196) โรงเก็บเครื่องบินขนาดใหญ่ และเครื่องดีดแบบหัวท้ายเหมือนกัน (double-ended catapult) [14] เกราะข้างหนา 320 มม. (13 นิ้ว) และปกคลุมโดยเกราะคู่ส่วนบนและเกราะหลักของดาดฟ้าเรือหนา 50 มม. (2.0 นิ้ว) และ 100 ถึง 120 มม. (3.9 ถึง 4.7 นิ้ว) ตามลำดับ ป้อมปืนหลักได้รับการปกป้องด้วยเกราะหนา 360 มม. (14.2 นิ้ว) บริเวณด้านหน้า และหนา 220 มม. (8.7 นิ้ว) บริเวณด้านข้าง[10]
ประวัติการปฏิบัติการ [แก้]
วันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1940 สามสัปดาห์หลังเข้าประจำการ เรือบิสมาร์คออกจากฮัมบูร์กเพื่อเริ่มแล่นเรือทดสอบในอ่าวคีล (Kiel Bay) [21] เรือซแพร์แบร์เชอร์ (Sperrbrecher) 13 ได้ทำหน้าที่คุ้มกันเรือเดินทางไปแหลมอาร์โคนา (Cape Arkona) ในวันที่ 28 กันยายน แล้วจึงไปถึงเมืองโกเทนฮาเฟน (Gotenhafen) เพื่อแล่นเรือทดสอบในอ่าวดันซิก (Gulf of Danzig) [22] โรงไฟฟ้าของเรือได้รับการทดสอบอย่างละเอียด มีการปรับการวัดไมล์ทะเลให้ถูกต้องแม่นยำ และการแล่นเรือความเร็วสูง ขณะที่ความเสถียรและการจัดการกลยุทธ์ที่เริ่มทดสอบ พบว่ามีข้อบกพร่องในการออกแบบ ขณะที่ความพยายามที่จะคัดท้ายเรือด้วยคนเพียงลำพังด้วยการพัฒนาปรับเปลี่ยนการพัฒนาใบจักรเรือ ลูกเรือเรียนรู้ว่าการปฏิบัตินั้นด้วยตัวคนเดียวปฏิบัติยากมาก แม้ว่า สกรูท้ายเรือจะทำงานเต็มกำลังในทิศตรงข้าม แต่ก็เพิ่มความสามารถในการเลี้ยวเพียงเล็กน้อย[23] หมู่ปืนเรือหลักทำการทดสอบยิงครั้งแรกปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจากการทดสอบพบว่าเรือเป็นแท่นปืนใหญ่ที่มีความเสถียรมาก[24] เรือได้แล่นทดสอบจนถึงเดือนธันวาคม บิสมาร์คได้เดินทางกลับไปถึงฮัมบูร์กในวันที่ 9 ธันวาคม สำหรับการปรับเปลี่ยนอีกเล็กน้อยและการติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นให้สมบูรณ์[21]
เรือบิสมาร์คมีแผนเดินทางกลับคีลในวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1941 แต่มีเรือสินค้าอับปางในคลองคีลส่งผลให้ใช้ทางน้ำไม่ได้ สภาพอากาศที่เลวร้ายได้ขัดขวางการกู้ซากเรือที่จมลง เรือบิสมาร์คจึงเดินทางกลับคีลไม่ได้จนกระทั่งเดือนมีนาคม[21] ความล่าช้าสร้างความผิดหวังให้แก่ลินเดมันเป็นอย่างมาก เขากล่าวว่า "เรือบิสมาร์คติดอยู่ที่ฮัมบูร์กถึงห้าสัปดาห์... เวลาอันมีค่าที่จะล่องเรือในทะเลสูญเสียไปด้วยเหตุที่ไม่ได้ก่อขึ้น และเป็นความล่าช้าอย่างมีนัยยะในการเคลื่อนกำลังในขั้นสุดท้ายด้วยเหตุซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้"[25] ขณะที่รอให้เดินทางไปถึงคีล เรือบิสมาร์คเป็นที่รับรองเรือเอกแอนเดอร์ ฟอร์เชลล์ (Anders Forshell) ผู้ช่วยทูตกองทัพเรือสวีเดนไปยังเบอร์ลิน เขากลับไปยังสวีเดนพร้อมรายละเอียดลักษณะของเรือ และได้เผยความลับนี้กับอังกฤษ โดยทหารที่สนับสนุนอักฤษในกองทัพเรือสวีเดน ข้อมูลถูกจัดเตรียมไว้ให้กองทัพเรืออังกฤษกับรายละเอียดแรกทั้งหมดของเรือ แม้ว่าจะขาดลักษณะจำเพาะที่สำคัญ ซึ่งประกอบด้วยความเร็วสูงสุด, ระยะทำการ, และระวางขับน้ำ[26]
วันที่ 6 มีนาคม เรือบิสมาร์คได้รับคำสั่งแล่นเรือไปคีล โดยมีเครื่องบินขับไล่เมสเซอร์ชมิท เบเอฟ 109 (Messerschmitt Bf 109) จำนวนหลายลำ และเรือสินค้าติดอาวุธจำนวน 2 ลำทำหน้าที่คุ้มกันระหว่างเส้นทาง พร้อมเรือตัดน้ำแข็ง เมื่อเวลา 08:45 น. วันที่ 8 มีนาคม บิสมาร์คได้เกยตื้นที่ชายฝั่งด้านใต้ของคลองคีลเป็นเวลาสั้นๆ แม้ว่าจะหลุดออกมาใต้ภายในหนึ่งชั่วโมง เรือเดินทางถึงคีลในวันถัดมา ลูกเรือได้ทำการกักตุนอาวุธยุทธภัณฑ์ เชื้อเพลิง และเสบียงอื่นๆ และดำเนินการพรางเรือด้วยลายพรางแบบแดซเซิล (dazzle paint) วันที่ 12 มีนาคม เครื่องบินทิ้งระเบิดของอังกฤษได้เข้าโจมตีท่าเรือแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ[27] วันที่ 17 มีนาคม เรือประจัญบานเก่า เอสเอ็มเอส เชลซีน (SMS Schlesien) ซึ่งปัจจุบันดัดแปลงเป็นเรือตัดน้ำแข็ง คุ้มกันฝ่าน้ำแข็งไปถึงเมืองโกเทนฮาเฟน เพื่อฝึกความพร้อมในการรบ[28]
กองบัญชาการสูงสุดกองทัพเรือ (Oberkommando der Marine หรือ OKM) ซึ่งบัญชาการโดยพลเรือเอกเอริช เรเดอร์ (Erich Raeder) มีเป้าหมายที่จะคงภารกิจที่ใช้เรือขนาดหนักโจมตีเส้นทางการค้าของฝ่ายสัมพันธมิตรในมหาสมุทรแอตแลนติกต่อไป เรือประจัญบานชั้นชาร์นฮอร์ชต (Scharnhorst) สองลำที่ประจำอยู่ที่เมืองแบรสต์ (Brest) ประเทศฝรั่งเศส เป็นหัวหอกหลักในการโจมตีในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งเวลานั้นปฏิบัติการเบอร์ลิน (Operation Berlin) เพิ่งจบลง เรือเทียร์พิตส์ซึ่งเรือพี่น้องของเรือบิสบาร์คถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว เรือบิสมาร์คและเรือเทียร์พิตส์เข้าโจมตีเข้าไปในเขตศัตรูจากทะเลบอลติกและนัดพบกับเรือชั้นชาร์นฮอร์ชตทั้งสองลำในแอตแลนติก ปฏิบัติการมีแผนเริ่มดำเนินการประมาณวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1941 ในช่วงเดือนมืดซึ่งจะทำให้ปัจจัยแวดล้อมช่วยอำนวยประโยชน์[29]
การจัดสร้างและติดตั้งอุปกรณ์บนเรือเทียร์พิตส์เสร็จสมบูรณ์ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ อย่างไรก็ตามเรือยังคงไม่ขึ้นระวางจนกระทั่งวันที่ 25 กุมภาพันธ์ และเรือยังไม่พร้อมเข้าทำการรบจนกระทั่งปลายปี ด้วยสถานการณ์ที่ซับซ้อน เรือประจัญบานไกเซเนา (Gneisenau) ได้รับความเสียหายจากตอร์ปิโดขณะอยู่ในแบรสต์และจากระเบิดขณะอยู่ในอู่แห้ง เรือประจัญบานชาร์นฮอร์ชต (Scharnhorst) ต้องการยกเครื่องหม้อไอน้ำเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการเบอร์ลิน ระหว่างการยกเครื่อง คนงานพบว่าหม้อไอน้ำมีสภาพเลวร้ายกว่าที่คาด เรือต้องถอนตัวจากแผนการโจมตี[30] การโจมตีของเครื่องบินทิ้งระเบิดที่คลังสรรพาวุธในคีลทำให้เกิดความล่าช้าในการซ่อมแซมเรือลาดตระเวนหนักพลเรือเอกเชร์ (Admiral Scheer) และพลเรือเอกฮิพเพอร์ (Admiral Hipper) เรือทั้งสองไม่พร้อมที่จะปฏิบัติการไปจนถึงเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม[31] พลเรือเอกกึนเธอร์ ลึทเจนต์ นายทหารซึ่งได้รับเลือกเป็นผู้นำปฏิบัติการ ปรารถนาถ้ายืดเวลาปฏิบัติการออกไปอีกอย่างน้อยจนกว่าเรือชาร์นฮอร์ชตหรือเรือเทียร์พิตส์จะพร้อม[32] แต่กองบัญชาการสูงสุดกองทัพเรือตัดสินใจที่จะดำเนินการปฏิบัติการชื่อรหัส ปฏิบัติการไรนือบุง ต่อไป ซึ่งกองเรือประกอบด้วยบิสมาร์คและเรือลาดตระเวนหนักพรินซ์ออยเกน (Prinz Eugen) เท่านั้น[30]
ปฏิบัติการไรนือบุง [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ ปฏิบัติการไรนือบุง
ยุทธนาวีช่องแคบเดนมาร์ก [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ ยุทธนาวีช่องแคบเดนมาร์ก
การไล่ล่า [แก้]
การอับปาง [แก้]
อ้างอิง [แก้]
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: Bismarck (ship, 1939) |
เชิงอรรถ
- ↑ เป็นยศเทียบเท่ายศ Captain at Sea ซึ่งมีหน้าที่บังคับบัญชาเรือหลวงหรือเรือรบขนาดใหญ่
- ↑ มีขนาดเท่ากับ 2,240 ปอนด์ (1,016 กก.)
- ↑ เป็นการติดตั้งป้อมปืนสองป้อมในแถวเดียวกัน โดยให้ป้อมที่สองอยู่สูงกว่า (super) ป้อมปืนแรก เพื่อให้สามารถทำการยิงไปที่เป้าหมายส่วนเดียวกันได้หรือยิงไปด้านหน้าหรือด้านหลังของเรือได้ทั้งสองป้อม
- ↑ SK แทน schiffskanone (ปืนเรือ), C/34 แทน Constructionjahr (ปีผลิต) 1934, และ L/52 หมายถึงความยาวของปืนภายใต้เงือนไขของลำกล้อง หมายความว่าปืนยาว 52 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางภายในลำกล้อง
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "FOOTNOTECampbell.2C_.22Naval_Weapons_of_World_War_II.22219" มีนิยามใน <references> แต่ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้านี้
อ้างอิง
- ↑ Jackson 2002, p. 24
- ↑ "Bismarck Technical Data and Battleship Comparison; retrieved 14 November 2009
- ↑ "Channel 4 - Hood v Bismarck - History - The Battles". Pbs.org. สืบค้นเมื่อ 2011-04-02.
- ↑ von Mullenheim-Rechberg, B., Battleship Bismarck, a survivor's story; new improved edition. Annapolis: United States Naval Institute Press (1990). ISBN 978-0870210969, pp. 246-76
- ↑ "The Final Battle (A desperate fight against impossible odds)"; retrieved 27 November 2009
- ↑ Los Angeles Times, front page “BATTLE RAGING IN ATLANTIC – Bismarck Torpedoed, Crete Defences Crack” – 26 May 1941.
- ↑ New York Times, front page “The Hood Avenged – Nazi Ship is Sent Down West of Brest After 1,750 Mile Chase” – 28 May 1941.
- ↑ Sydney Morning Herald, front page “Bismarck Sunk” – 28 May 1941.
- ↑ Winnipeg Free Press, front page “NAVY SINKS BISMARCK – British Get Revenge For Hood Destruction” – 27 May 1941.
- ↑ 10.0 10.1 10.2 10.3 Gröner, p. 33.
- ↑ Campbell, "Germany 1906–1922", p. 43.
- ↑ 12.0 12.1 Gaack & Carr, p. 10.
- ↑ Williamson, pp. 21–22.
- ↑ 14.0 14.1 14.2 Gröner, p. 35.
- ↑ Williamson, p. 22.
- ↑ Garzke & Dulin, p. 203.
- ↑ Gardiner & Chesneau, pp. 16, 224.
- ↑ Williamson, p. 43.
- ↑ von Müllenheim-Rechberg, pp. 29–30.
- ↑ Gaack & Carr, p. 26.
- ↑ 21.0 21.1 21.2 Garzke & Dulin, p. 210.
- ↑ von Müllenheim-Rechberg, p. 38.
- ↑ von Müllenheim-Rechberg, p. 39.
- ↑ von Müllenheim-Rechberg, pp. 44–45.
- ↑ Bercuson & Herwig, p. 39.
- ↑ Bercuson & Herwig, pp. 39–40.
- ↑ Bercuson & Herwig, p. 40.
- ↑ Bercuson & Herwig, p. 41.
- ↑ Garzke & Dulin, pp. 210–211.
- ↑ 30.0 30.1 Garzke & Dulin, p. 211.
- ↑ Bercuson & Herwig, p. 43.
- ↑ Bercuson & Herwig, pp. 44–45.
บรรณานุกรม [แก้]
- Ballard, Robert D. (1990). Bismarck: Germany's Greatest Battleship Gives Up its Secrets. Toronto, ON: Madison Publishing. ISBN 978-0-7858-2205-9.
- Ballard, Robert D. (2008). Archaeological Oceanography. Princeton, NJ: Princeton University Press. ISBN 9780691129402.
- Bercuson, David J.; Herwig, Holger H. (2003). The Destruction of the Bismarck. New York, NY: The Overlook Press. ISBN 978-1-58567-397-1.
- Campbell, John (1985). Naval Weapons of World War II. London: Conway Maritime Press. ISBN 978-0-87021-459-2.
- Campbell, John (1987). "Germany 1906–1922". In Sturton, Ian. Conway's All the World's Battleships: 1906 to the Present. London: Conway Maritime Press. pp. 28–49. ISBN 978-0-85177-448-0.
- Gaack, Malte; Carr, Ward (2011). Schlachtschiff Bismarck—Das wahre Gesicht eines Schiffes—Teil 3 (ใน German). Norderstedt, Germany: BoD – Books on Demand GmbH. ISBN 978-3-8448-0179-8.
- Gardiner, Robert; Chesneau, Roger, eds. (1980). Conway's All the World's Fighting Ships, 1922–1946. Annapolis, Maryland: Naval Institute Press. ISBN 978-0-87021-913-9. OCLC 18121784.
- Garzke, William H.; Dulin, Robert O. (1985). Battleships: Axis and Neutral Battleships in World War II. Annapolis, MD: Naval Institute Press. ISBN 978-0-87021-101-0.
- Gröner, Erich (1990). German Warships: 1815–1945. Annapolis, MD: Naval Institute Press. ISBN 978-0-87021-790-6.
- Grützner, Jens (2010). Kapitän zur See Ernst Lindemann: Der Bismarck-Kommandant – Eine Biographie (ใน German). Zweibrücken, DE: VDM Heinz Nickel. ISBN 978-3-86619-047-4.
- Jackson, Robert (2002). The Bismarck. London: Weapons of War. ISBN 978-1-86227-173-9.
- Kennedy, Ludovic (1991). Pursuit: The Sinking of the Bismarck. London: Fontana. ISBN 978-0-00-634014-0.
- McGowen, Tom (1999). Sink the Bismarck: Germany's Super-Battleship of World War II. Brookfield, CT: Twenty-First Century Books. ISBN 0761315101.
- Miller, Nathan (1997). War at Sea: A Naval History of World War II. New York, NY: Oxford University Press. ISBN 978-0-19-511038-8.
- Niemi, Robert (2006). History in the Media: Film and Television. Santa Barbara, CA: ABC-CLIO. ISBN 978-1-57607-952-2.
- Polmar, Norman; Cavas, Christopher P. (2009). Navy's Most Wanted. Washington, DC: Potomac Books. ISBN 978-1-59797-226-0.
- von Müllenheim-Rechberg, Burkhard (1980). Battleship Bismarck, A Survivor's Story. Annapolis, MD: Naval Institute Press. ISBN 978-0-87021-096-9.
- Williamson, Gordon (2003). German Battleships 1939–45. Oxford, England: Osprey Publishing. ISBN 978-1-84176-498-6.
- Die Wehrmachtberichte 1939–1945 Band 1, 1. September 1939 bis 31. Dezember 1941 (ใน German). München: Deutscher Taschenbuch Verlag GmbH & Co. KG. 1985. ISBN 978-3-423-05944-2.
- Zetterling, Niklas; Tamelander, Michael (2009). Bismarck: The Final Days of Germany's Greatest Battleship. Drexel Hill, PA: Casemate. ISBN 978-1-935149-04-0.
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
- Broad, William J. (3 December 2002). "Visiting Bismarck, Explorers Revise Its Story". New York Times. สืบค้นเมื่อ 16 June 2011.
- Jurens, Bill; Garzke, William H.; Dulin, Robert O.; Roberts, John; Fiske, Richard (2002). "A Marine Forensic Analysis of HMS Hood and DKM Bismarck". สืบค้นเมื่อ 31 October 2012.