เพชรโฮป

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เพชรโฮป
Hope Diamond.jpg
เพชรโฮปในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติสมิธโซเนียน
น้ำหนัก 45.52 กะรัต (9.10 กรัม)
ลักษณะสีของเพชร น้ำเงินเข้ม
รูปแบบเหลี่ยมเพชร Antique cushion
สถานที่ค้นพบ อินเดีย
แหล่งกำเนิด เหมืองคอลเลอร์
วันที่ค้นพบ ไม่ทราบ รูปแบบปัจจุบันพบบันทึกครั้งแรกในรายการสิ่งของของพ่อค้าอัญมณี แดเนียล เอเลียสัน ใน ค.ศ. 1812
ผู้เจียระไน ไม่ทราบ เจียระไนใหม่จากเพชรน้ำเงินฝรั่งเศส เปลี่ยนรูปทรงเล็กน้อยโดย แฮร์รี วินสตัน ระหว่าง ค.ศ. 1949 และ 1958
ผู้ค้นพบ ไม่ทราบ เจ้าของมีทั้ง ฌอง แบบติสต์ ทาเวิร์นเนียร์
พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส
เฮนรี ฟิลิป โฮป
ผู้ครอบครอง สถาบันสมิธโซเนียน
มูลค่าโดยประมาณ 200-250 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ

เพชรโฮป (อังกฤษ: Hope Diamond) เป็นเพชรขนาดใหญ่ หนัก 45.52 กะรัต (9.10 กรัม)[1][2][3] สีน้ำเงินเข้ม ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติสมิธโซเนียนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพชรโฮปมองด้วยตาเปล่าเห็นเป็นสีน้ำเงินเพราะมีธาตุโบรอนปริมาณเล็กน้อยอยู่ในโครงสร้างผลึก แต่จะเรืองแสงสีแดงเมื่ออาบแสงอัลตราไวโอเล็ต[4][5] เพชรดังกล่าวจัดเป็นเพชรประเภท 2 บี และดังกระฉ่อนเพราะเล่าว่าเป็นเพชรต้องคำสาป มันมีประวัติศาสตร์บันทึกยาวนานโดยมีช่องว่างอยู่บ้างเมื่อมันได้เปลี่ยนมือหลายครั้งระหว่างทางจากอินเดียไปฝรั่งเศส ไปอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เพชรโฮปได้รับการอธิบายว่าเป็น "เพชรที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก"[6] และเป็นงานศิลปะที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองจากภาพโมนาลิซา[7]

คุณสมบัติทางกายภาพ[แก้]

  • น้ำหนัก เดือนธันวาคม ค.ศ. 1988 ห้องทดสอบพลอยของสถาบันอัญมณีวิทยาแห่งอเมริกาพิจารณาว่า เพชรนี้หนัก 45.52 กะรัต (9.10 กรัม)[8]
  • ขนาดและรูปทรง เพชรนี้ได้รับการเปรียบเทียบขนาดและรูปทรงกับไข่นกพิราบ[7], ลูกวอลนัต[9], "ฮอสเชสนัต (horse chestnut) ขนาดดี"[10] ที่มี "ทรงลูกแพร์"[10] มิติในแง่ความยาว ความกว้างและความลึกเป็น 25.60 มม. × 21.78 มม. × 12.00 มม. (1 นิ้ว × 7/8 นิ้ว × 15/32 นิ้ว)[8]
  • สี ถูกอธิบายว่ามี "สีน้ำเงินออกเทาเข้มสวยงาม" (fancy dark greyish-blue)[8] เช่นเดียวกับมี "สีน้ำเงินเข้ม"[10] หรือสี "น้ำเงินเหล็กกล้า" (steely-blue)[11] ตามที่ผู้เชี่ยวชาญเพชรสี สตีเฟน โฮเฟอร์ ชี้ เพชรสีน้ำเงินคล้ายกับโฮปสามารถแสดงโดยการวัดปริมาณสีให้ผลว่าสีเทากว่าไพลินสีน้ำเงิน (คือ มีความอิ่มตัวสีน้อยกว่า)[12] ใน ค.ศ. 1996 ห้องทดสอบพลอยของสถาบันอัญมณีวิทยาแห่งอเมริกาตรวจสอบเพชร และ โดยใช้ระบบการวัดของตน จัดว่ามันเป็น สีน้ำเงินออกเทาเข้มสวยงาม[13] โดยการมองเห็น ตัวดัดแปรสีเทา (มาสก์) นั้นเข้มมาก (สีคราม) เสียจนมันเกิดปรากฏการณ์ "เปื้อนหมึก" (inky) ปรากฏเป็นสีน้ำเงินออกดำในหลอดความร้อน[14] ภาพถ่ายปัจจุบันของเพชรโฮปซึ่งอาศัยแหล่งแสงความเข้มสูงนั้นมีแนวโน้มจะทำให้ความสุกใสของอัญมณีมีมากที่สุด[15]
  • ปลดปล่อยแสงเปล่งสีแดง เพชรนี้แสดงประเภทการเปล่งแสงแรงและสีเข้มผิดปกติ หลังอาบแสงอัลตราไวโอเล็ตคลื่นสั้น เพชรจะเรืองแสงสีแดงโชติช่วง (ปรากฏการณ์เปล่งแสงในความมืด) ซึ่งยังคงอยู่ขณะหนึ่งหลังปิดแหล่งแสง และคุณภาพแปลกอันนี้อาจช่วยโหมกระพือ "ชื่อเสียงการต้องสาปของมัน"[7] แสงเปล่งสีแดงนั้นช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ "พิมพ์ลายนิ้วมือ" เพชรสีน้ำเงิน ทำให้พวกเขา "แยกแยะของจริงออกจากของทำเลียนแบบ"[2] แสงเปล่งสีแดงนั้นชี้ว่า มีของผสมโบรอนและไนโตรเจนแตกต่างกันอยู่ภายใต้เพชร[2]
  • องค์ประกอบทางเคมี ใน ค.ศ. 2010 เพชรถูกนำออกจากชั้นแสดงเพื่อวัดองค์ประกอบทางเคมีอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ หลังจากเจาะรูลึกหนึ่งนาโนเมตรแล้ว ผลขั้นต้นพบโบรอน ไฮโดรเจนและอาจมีไนโตรเจน ความเข้มข้นของโบรอนนั้นอยู่ในช่วงตั้งแต่ศูนย์ถึงแปดส่วนในล้านส่วน[16] ตามข้อมูลของภัณฑารักษ์สมิธโซเนียน ดร. เจ็ฟฟรี โพสต์ ธาตุโบรอนอาจเป็นเหตุให้เพชรมีสีน้ำเงินหลังการทดสอบโดยใช้แสดงอินฟราเรดตรวจพบสเปกตรัมเคมีของเพชร[17]

อ้างอิง[แก้]

  1. Hevesi, Dennis (2008-04-06). "George Switzer, 92, Dies; Started a Gem Treasury". New York Times. สืบค้นเมื่อ 2008-04-09. 
  2. 2.0 2.1 2.2 Randolph E. Schmid, Associated Press (January 8, 2008). "Blue diamonds have a red glow about them". USA Today. สืบค้นเมื่อ 2011-07-09. 
  3. David Beresford and Lee Glendinning (28 August 2007). "Miners unearth world's biggest diamond". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 2011-07-09. 
  4. Schmid, Randolph E. Strangely and uniquely, the diamond glows only after the light has been switched off. The glow can last for anything up to 2 minutes. "UV Light Makes Hope Diamond Glow Red". ABC News. January 7, 2008.
  5. Hatelberg, John Nels. "The Hope Diamond phosphoresces a fiery red color when exposed to ultraviolet light". Smithsonian Institution.
  6. Glenn Osten Anderson -- Dr. Jeffrey Post (Smithsonian) (2 October 2009). "The Hope Diamond revealed: The Smithsonian Institution in Washington displays the Hope Diamond without a setting for the first time in history". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 2011-07-09. "(video)" 
  7. 7.0 7.1 7.2 AFP (20 November 2010). "Storied Hope Diamond gets a new necklace". France 24. สืบค้นเมื่อ 2011-07-09. 
  8. 8.0 8.1 8.2 "The Hope Diamond". The Smithsonian. 2011-07-11. สืบค้นเมื่อ 2011-07-11. 
  9. "HOPE DIAMOND AGAIN OFFERED FOR SALE; Price Said to be Only $150,000, Though It Once Was Bought for $400,000. MAY COME TO AMERICA Prospective Buyers Inspect it in London -- Stone Has a Remarkable History.". The New York Times. October 30, 1910. สืบค้นเมื่อ 2011-07-09. 
  10. 10.0 10.1 10.2 "J.R. M'LEAN'S SON BUYS HOPE DIAMOND; $300,000 for Jewel Owned by Louis XVI. and Worn by Marie Antoinette and May Yohe.". The New York Times. January 29, 1911. สืบค้นเมื่อ 2011-07-09. 
  11. Agence France-Presse (November 18, 2008). "U.S. has Sun King's stolen gem, say French experts". Canada.com. สืบค้นเมื่อ 2011-07-09. 
  12. Hofer, Stephen, Collecting and Classifying Colored Diamonds, p.414
  13. King,et al., "Characterizing Natural-color Type IIb Blue Diamonds", Gems & Gemology, Vol. 34, #01, p.249
  14. Wise, Richard W., Secrets Of The Gem Trade, The Connoisseur's Guide To Precious Gemstones, Ch. 38, p.235 ISBN 0972822380
  15. Wise, ibid. p.29-30
  16. Caputo, Joseph (November 2010). "Testing the Hope Diamond". Smithsonian. สืบค้นเมื่อ 2011-01-15. 
  17. Associated Press (October 3, 2003). "Hope Diamond still holds allure". USA Today. สืบค้นเมื่อ 2011-07-09. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]