ดีร์ก เบาตส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก เดียริค เบาท์)
เดียริค เบาท์
Meeting of abraham and melchizadek.jpg
เอบราฮัมพบเมลชิเซเด็ค”


วันเกิด ราว ค.ศ. 1410/ค.ศ. 1420
ฮาร์เล็ม
วันเสียชีวิต ค.ศ. 1475
เชื้อชาติ เนเธอร์แลนด์
สาขา จิตรกรรม
ประเภทงาน จิตรกรรมแผง, บานพับภาพ
ยุค เรอเนซองส์
อิทธิพลจาก ยาน ฟาน เอค, โรเจียร์ ฟาน เดอ เวย์เด็น

เดียริค เบาท์ หรือ เดิร์ค เบาท์ (ภาษาอังกฤษ: Dieric Bouts หรือ Dirk Bouts หรือ Dirk) (ราว ค.ศ. 1410/ค.ศ. 1420 - ค.ศ. 1475) เป็นจิตรกรสมัยเรอเนซองส์ของยุคเนเธอร์แลนด์ตอนต้นคนสำคัญของประเทศเนเธอร์แลนด์ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 มีความเชี่ยวชาญทางการเขียนภาพสีน้ำมัน และการเขียนบานพับภาพ

จากหนังสือ “Het Schilderboeck” (ค.ศ. 1604) โดยคาเรล ฟาน มานเดอร์ (Karel van Mander), เบาท์เกิดที่ฮาร์เล็มและทำงานส่วนใหญ่ที่ลูแวง มานเดอร์เขียนชีวประวัติของจิตรกรสองคน “เดียริคแห่งฮาร์เล็ม” และ “เดียริคแห่งลูแวง” ซึ่งเป็นคนคนเดียวกัน ชีวิตเบื้องต้นไม่มีหลักฐานเท่าใดนักแต่เดิร์ค เบาท์ได้รับอิทธิพลจากยาน ฟาน เอค และ โรเจียร์ ฟาน เดอ เวย์เด็น ซึ่งอาจจะเป็นผู้ที่เดิร์คศึกษาด้วย หลักฐานครั้งแรกเกี่ยวกับเดิร์คพบครั้งแรกที่ลูแวงเมื่อปี ค.ศ. 1457 และบ่งว่าเดิร์คทำงานที่นั่นจนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1475

เดิร์ค เบาท์เป็นจิตรกรคนแรกทางตอนเหนือของยุโรปที่ใช้จุดลับตาจุดเดียวเช่นในงานเขียน “พระกระยาหารมื้อสุดท้าย” งานของเดิร์คจะลักษณะแข็งแต่เต็มไปด้วยการแสดงออกทางอารมณ์ และการวางองค์ประกอบที่ดีและมีสีสันสวยงาม

งานเขียน (ก่อน ค.ศ. 1464)[แก้]

งานเขียนชิ้นแรกๆ ของเดียริค เบาท์ ก็ได้แก่งาน “บานพับภาพพระบุตร” (Infancy Triptych) ที่เขียนราวปี ค.ศ. 1445. ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ปราโดที่ มาดริดในประเทศสเปน งานฉากแท่นบูชา “ชะลอร่างจากกางเขน” ที่กรานาดาก็เขียนในระยะเวลาเดียวกันราวระหว่างปี ค.ศ. 1450 ถึงปี ค.ศ. 1460 และงานฉากแท่นบูชาที่ถูกแบ่งเป็นชิ้นๆ ที่ตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ต่างๆ—พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์แห่งชาติที่บรัสเซลส์[1], ที่พิพิธภัณฑ์เจ พอล เก็ตติที่ลอสแอนเจลิส[2], ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่กรุงลอนดอน[3], ที่พิพิธภัณฑ์นอร์ตันไซมอนที่พาซาดีนา[4], และที่เป็นของเจ้าของส่วนบุคคล—และงานที่มีขนาดเดียวกับ “Altarpiece of the Holy Sacrament” ที่เขียนในสมัยนี้ และภาพ “ปีเอต้า”[5] ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ที่ปารีส

งานที่มีหลักฐาน: “ฉากแท่นบูชาศีลศักดิสิทธิ์” (ค.ศ. 1464-1468) และ “ความยุติธรรม” (ค.ศ. 1470-1475)[แก้]

“พระกระยาหารมื้อสุดท้าย”, ค.ศ. 1464-1467

“พระกระยาหารมื้อสุดท้าย” เป็นแผงกลางของ “ฉากแท่นบูชาศีลศักดิสิทธิ์” ในวัดเซนต์ปีเตอร์ลูแวง ที่จ้างโดยสมาคมภราดรภาพแห่งศีลศักดิสิทธิ์แห่งลูแวงในปี ค.ศ. 1464. เส้นเชิงตั้งฉาก (orthogonal line) ทุกเส้นในห้องกลางมุ่งไปสู่จุดอันตรธานจุดเดียวที่เตาผิงเหนือพระเศียรของพระเยซู แต่ห้องเล็กด้านข้างมีจุดอันตรธานต่างหาก และทั้งห้องเล็กและจุดอันตรธานของห้องหลักตรงกับเส้นขอบฟ้าของภูมิทัศน์ที่มองเห็นจากหน้าต่าง ภาพ “พระกระยาหารมื้อสุดท้าย” เป็นงานชิ้นที่สองที่ลงวันที่ (หลังจากภาพ “พระแม่มารีและพระบุตรบนบัลลังก์กับนักบุญเจอโรมและนักบุญฟรานซิส” โดยเพทรัส คริสตัส ที่ฟรังเฟิร์ต ใน ค.ศ. 1457) ที่แสดงความเข้าใจในการเขียนภาพที่ใช้ทัศนมิติของอิตาลี

นอกจากนั้นนักวิชาการยังตั้งข้อสังเกตว่างาน “พระกระยาหารมื้อสุดท้าย” เป็นงานจิตรกรรมแผงของตระกูลการเขียนแบบเฟล็มมิช ที่เขียนหัวเรื่องพระกระยาหารมื้อสุดท้าย แต่แผงกลางของเบาท์มิได้เน้นเหตุการณ์ตามคำบรรยายในคัมภีร์ไบเบิลแต่แสดงภาพพระเยซูในบทของนักบวชผู้ทำพิธีศีลศักดิ์สิทธิในพิธีมิซซา ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากภาพพระกระยาหารมื้อสุดท้ายอื่นๆ ที่เขียนกันมาที่มักจะเน้นความทรยศของนักบุญจูดาส์ หรือการที่พระเยซูปลอบนักบุญจอห์น นอกจากนั้นเบาท์ก็ยังเพิ่มความซับซ้อนในภาพโดยเพิ่มผู้รับใช้อีกสี่คน (สองคนที่โผล่หน้าต่างอีกสองคนยืนอยู่ในห้อง) ทั้งหมดแต่งตัวแบบเฟล็มมิช ที่เคยกล่าวกันว่าเป็นภาพเหมือนของเบาท์เองและลูกชายสองคน แต่อันที่จริงแล้วผู้รับใช้ทั้งสี่น่าจะเป็นสมาชิกของสมาคมภราดรภาพผู้จ้างให้เบาท์วาดภาพมากกว่า

นอกไปจากแผงกลาง “ฉากแท่นบูชาศีลศักดิสิทธิ์” แล้วฉากแท่นบูชาเดิมก็ยังมีแผงข้างประกบอีกข้างละสองแผง แต่เพราะแผงอื่นเป็นของพิพิธภัณฑ์ในเบอร์ลินและมิวนิคในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ฉะนั้นการพยายามสร้างบานพับภาพทั้งแผงตามแบบฉบับเดิมจึงเป็นการยากที่จะทำได้ ในปัจจุบันเชื่อกันว่าแผงที่มีภาพเอบราฮัมและเมลชิเด็ค (Melchizedek) อยู่เหนือภาพการฉลองปัสกา (Passover Feast) ทางด้านซ้าย และแผงการเตรียมอาหาอยู่เหนืออีไลจาห์และเทวดาทางปีกขวา แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น

หลังจากที่ได้รับตำแหน่งจิตรกรประจำเมืองลูแวงในปี ค.ศ. 1468 แล้วเบาท์ก็ได้รับงานเขียนภาพอีกสองภาพจากสำนักงานเทศบาลเมือง ชิ้นแรกเป็นการเขียนภาพ “พระกระยาหารมื้อสุดท้าย” ระหว่างปี ค.ศ. 1468-1470 ซึ่งมีเพียงแผงปีสองแผงที่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน “ถนนสู่สวรรค์” และ “Fall of the Damned” ในพิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์ที่เมืองลาย (Lille) ในประเทศฝรั่งเศส และอีกชิ้นหนึ่ง “ภาพครึ่งตัวของพระเยซู” จากแผงกลางที่อยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่กรุงสตอคโฮล์ม หลังจากนั้นเบาท์ก็เขียนงานชิ้นใหญ่สำหรับงานเขียนจิตรกรรมแผง “ความยุติธรรม” (Justice Panels) [6][7]ระหว่างปี ค.ศ. 1470-1475 ซึ่งเป็นงานที่เขียนจนกระทั่งเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1475 เบาท์เขียนแผงหนึ่งเสร็จและเริ่มเขียนแผงที่สอง ทั้งสองแผงเป็นภาพชีวิตของพระเจ้าอ็อตโตที่ 3 แห่งอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีชีวิตอยู่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 11 ปัจจุบันทั้งสองแผงตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ที่บรัสเซลส์ แต่อีกสองแผงที่ตั้งใจจะเขียนเขียนไม่เสร็จ

จิตรกรรมศาสนาและภาพเหมือน[แก้]

“พระแม่มารีและพระบุตร”, ค.ศ. 1460-1465

งานหลายชิ้นของเบาท์เป็นงานจิตรกรรมแผงชิ้นเล็กที่มักจะเป็นภาพพระแม่มารีและพระบุตร เช่นภาพ “พระแม่มารีและพระบุตรเดวิส”[8] ที่พิพิธภัณฑ์เมโทรโปลิตัน, นครนิวยอร์ก ที่การวางองค์ประกอบทำตามสูตรของภาพไอคอนที่ Notre-Dame-des-Grâces ที่ตั้งอยู่ที่ มหาวิหารคองแบรในประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1454 และ “พระแม่มารีและพระบุตรซอลท์ติง”[9] ที่หอศิลป์แห่งชาติ, ลอนดอน ที่ถือกันว่าเป็นงานชิ้นที่ดีที่สุดในบรรดางานวาดพระแม่มารีที่เบาท์เขียน

ในการเขียนภาพเหมือน เบาท์ขยายลักษณะการเขียนจากวิธีการเขียนภาพเหมือนที่ก่อตั้งโดยโรแบร์ต แคมแพง, ยาน ฟาน เอค, โรเจียร์ ฟาน เดอ เวย์เด็น, และเพทรัส คริสตัส ภาพ “ภาพเหมือนชาย”[10] ที่เขียนในปี ค.ศ. 1462 ที่หอศิลป์แห่งชาติ, ลอนดอน เป็นภาพแรกที่ผู้เป็นแบบแสดงหน้าสามในสี่และฉากหลังที่เป็นทิวทัศน์ที่มองเห็นจากหน้างต่าง งานอีกชิ้นหนึ่งที่น่าจะเป็นงานของเบาท์คือ “ภาพเหมือนชาย” ที่พิพิธภัณฑ์เมโทรโปลิตัน ซึ่งใบหน้าคล้ายกับตัวแบบบางคนในจิตรกรรมแผง “ความยุติธรรม” ที่เขียนระหว่างปี ค.ศ. 1470-1475 ภาพเหมือนอื่นที่เกี่ยวข้องกับเบาท์ก็เช่นงานที่หอศิลป์แห่งชาติ, วอชิงตัน ดี.ซี. และอันท์เวิรพแต่ก็ยังเป็นงานที่ยังเป็นปัญหาในการสันนิษฐาน

งานเขียนที่เป็นปัญหาที่มิวนิค[แก้]

งานสองชิ้นของเบาท์ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเดิมในมิวนิคยังทำความกังขาให้กับนักประวัติศาสตร์ งานชิ้นหนึ่งบานพับภาพ “ไข่มุกแห่งบราบันท์”[11] ที่นักเขียนพยายามแยกจากงานเขียนที่แท้จริงของเบาท์มาตั้งแต่ ค.ศ. 1902 แต่จากการค้นคว้าเมื่อไม่นานมานี้ไม่สนับสนุนข้อเสนอนี้ อีกชิ้นหนึ่งเป็นแผงคู่ภาพทุกขกิริยาของพระเยซูที่ประกอบด้วย — “การทรยศต่อพระเยซู” และ “พระเยซูคืนชีพ” ซึ่งเดิมเชื่อกันเป็นเวลานานว่าเป็นงานสมัยแรกของเบาท์ แต่จากการตรวจสอบวงแหวนของไม้ก็ตกอยู่ประมาณปี ค.ศ. 1475 ใกล้ๆ กับเวลาที่เบาท์เสียชีวิต แต่งานเขียน “Master of the Munich Betrayal” ของเชินในปี ค.ศ. 1938 ตั้งข้อสันนิษฐานที่น่าเชื่อถือมากกว่า

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ เดียริค เบาท์

สมุดภาพ[แก้]