อุรังอุตังสุมาตรา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อุรังอุตังสุมาตรา[1]
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Mammalia
อันดับ: Primates
วงศ์: Hominidae
วงศ์ย่อย: Ponginae
สกุล: Pongo
ชนิด: P. abelii
ชื่อทวินาม
Pongo abelii
Lesson, 1827
การกระจายพันธุ์ในอินโดนีเซีย
ชื่อพ้อง
  • Pongo pygmaeus abelii

อุรังอุตังสุมาตรา (Pongo abelii) เป็นหนึ่งในอุรังอุตังสองสปีชีส์ ซึ่งพบเฉพาะบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซียเท่านั้น ลิงชนิดนี้หายากและมีขนาดตัวเล็กกว่าอุรังอุตังบอร์เนียว อุรังอุตังสุมาตราเพศผู้มีความสูงได้ถึง 1.4 เมตร และหนัก 90 กิโลกรัม ขณะที่เพศเมียจะมีขนาดตัวเล็กกว่า โดยเฉลี่ยแล้วจะสูง 90 เซนติเมตร และหนัก 45 กิโลกรัม

พฤติกรรม[แก้]

เมื่อเปรียบเทียบกับอุรังอุตังบอร์เนียวแล้ว อุรังอุตังสุมาตราค่อนข้างที่จะมีพฤติกรรมกินผลไม้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กินแมลงมากกว่า ผลไม้ที่ลิงชนิดนี้ชื่นชอบ รวมไปถึง จิกและขนุน นอกจากนี้มันยังกินไข่นกและสัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กด้วย[3] อุรังอุตังสุมาตราใช้เวลากินอาหารในเปลือกต้นไม้น้อยกว่ามาก

มีการสังเกตพบว่า อุรังอุตังสุมาตราป่าในบึง Suaq Balimbing สามารถใช้เครื่องมือได้[4] อุรังอุตังจะหักกิ่งไม้ที่มีขนาดยาวประมาณหนึ่งฟุต จากนั้นจึงหักกิ่งอ่อนออกและเสียดสีปลายด้านหนึ่ง จากนั้น มันจะใช้แท่งไม้ดังกล่าวเพื่อขุดเข้าไปในโพรงต้นไม้เพื่อหาปลวก พวกมันยังใช้แท่งไม้แหย่ผนังรังผึ้ง โดยขยับไปมา แล้วจึงจับเอาน้ำผึ้ง นอกเหนือจากนั้น อุรังอุตังยังใช้เครื่องมือในการกินผลไม้ด้วย เมื่อผลของต้นช้างไห้สุก สันเปลือกที่แข็งของมันจะอ่อนลงจนกระทั่งเปิดออก ภายในผลของมันคือเมล็ดที่อุรังอุตังชอบกิน แต่เมล็ดจะถูกหุ้มด้วยขนคล้ายเส้นใยแก้ว ซึ่งจะสร้างความเจ็บปวดให้แก่ลิงหากกินเข้าไป ลิงที่กินผลช้างไห้จะเลือกแท่งไม้ยาวห้านิ้ว แล้วหักเปลือกไม้ออก แล้วจึงค่อย ๆ รวบรวมเส้นขนโดยใช้แท่งไม้ดังกล่าว เมื่อผลไม้ปลอดภัยที่จะกินแล้ว มันก็จะกินเมล็ดโดยใช้แท่งไม้หรือนิ้วมือ ถึงแม้ว่าบึงที่คล้ายกันจะสามารถพบได้บนเกาะบอร์เนียว แต่อุรังอุตังบอร์เนียวไม่ใช้อุปกรณ์ประเภทนี้

อุรังอุตังสุมาตรามีความเกี่ยวข้องกับต้นไม้มากกว่าอุรังอุตังบอร์เนียว ซึ่งอาจเป็นเพราะเนื่องจากการมีนักล่าที่มีขนาดใหญ่กว่า อย่างเช่น เสือสุมาตรา มันจึงเคลื่อนที่จากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งโดยการห้อยโหน

วัฏจักรชีวิต[แก้]

อุรังอุตังสุมาตราเป็นสัตว์สังคมมากกว่าอุรังอุตังบอร์เนียว กลุ่มของลิงเหล่านี้จะรวมตัวกันเพื่อหาอาหารบนต้นฟิกที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เพศผู้โตเต็มวัยมักจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเพศผู้ตัวเต็มวัยอีกตัวหนึ่ง เพศผู้ที่ยังโตไม่เต็มวัยจะพยายามจับคู่กับเพศเมีย ถึงแม้ว่าพวกมันมักจะประสบความล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเพศเมียตัวเต็มวัยสามารถหลีกหนีเพศผู้เหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย เพศเมียตัวเต็มวัยมักจะจับคู่กับเพศผู้ตัวเต็มวัยมากกว่า

ช่วงอัตราการเกิดของอุรังอุตังสุมาตรายาวนานกว่าอุรังอุตังบอร์เนียว และถือว่ายาวนานที่สุดในหมู่พวกลิงใหญ่ อุรังอุตังสุมาตราพร้อมที่จะมีลูกเมื่ออายุได้ 15 ปี ลูกอ่อนอุรังอุตังจะอยู่ใกล้กับแม่ของมันจนกระทั่งอายุได้ 3 ปี และแม้กระทั่งหลังจากนั้น พวกมันจะยังคงรวมกลุ่มกับแม่ของมัน อุรังอุตังทั้งสองชนิดมักจะมีชีวิตอยู่หลายทศวรรษ มีประมาณการอายุขัยว่าอาจสูงถึงมากกว่า 50 ปี ค่าเฉลี่ยของการผสมพันธุ์ครั้งแรกของอุรังอุตังสุมาตราอยู่ที่ 12.3 ปี ไม่มีสัญญาณระบึถึงภาวะหมดประจำเดือนในลิงชนิดนี้[5]

สถานะ[แก้]

อุรังอุตังสุมาตราเป็นสัตว์ประจำถิ่นเกาะสุมาตรา และมีถิ่นที่อยู่อาศัยจำกัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตอนเหนือของเกาะ ในธรรมชาติ อุรังอุตังสุมาตรารอดชีวิตอยู่ในจังหวัดนังกรูอาเจะห์ดารุสสลาม (NAD) ซึ่งตั้งอยู่ทางปลายเหนือสุดของเกาะ[6] ลิงชนิดนี้เคยมีถิ่นที่อยู่อาศัยอย่างกว้างขวาง เนื่องจากพบว่ามันได้เคยอาศัยห่างออกไปทางใต้ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อย่างเช่น ในจำบีและปาดัง[7] อุรังอุตังสุมาตราจำนวนน้อยยังได้อาศัยอยู่ในจังหวัดสุมาตราเหนือ ตามแนวที่ติดต่อกับ NAD โดยเฉพาะอย่างยิ่งในป่าทะเลสาบโทบา ลิงชนิดดังกล่าวได้ถูกจัดอันดับเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤตในบัญชีแดงของ IUCN ตั้งแต่ พ.ศ. 2543[2] และได้รับการพิจารณาว่าเป็นหนึ่งใน "ไพรเมตที่ใกล้สูญพันธุ์ที่สุดในโลก 25 ชนิด"[8]

การสำรวจใน พ.ศ. 2547 ประเมินว่ามีอุรังอุตังสุมาตราเหลืออยู่ประมาณ 7,300 ตัว[6] บางส่วนอยู่ในพื้นที่คุ้มครองในห้าบริเวณของอุทยานแห่งชาติกุนุงลูเซอร์ ส่วนที่เหลืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง

อ้างอิง[แก้]

  1. Groves, C. (2005-11-16). Wilson, D. E., and Reeder, D. M. (eds), ed. Mammal Species of the World (3rd edition ed.). Johns Hopkins University Press. ISBN 0-801-88221-4. 
  2. 2.0 2.1 Singleton, I., Wich, S. A. & Griffiths, M. (2008). Pongo abelii. In: IUCN 2008. IUCN Red List of Threatened Species. Downloaded on 4 January 2009.
  3. "Science & Nature - Wildfacts - Sumatran orangutan". BBC. สืบค้นเมื่อ 2009-07-03. 
  4. Zimmer, Carl. "Tooling through the trees - tool use by wild orangutans" Discover Magazine, November 1995.
  5. S. A. Wich; S. S. Utami-Atmoko; T. M. Setia; H. D. Rijksen; C. Schürmann, J.A.R.A.M. van Hooff and C. P. van Schaik (2004). "Life history of wild Sumatran orangutans (Pongo abelii)". Journal of Human Evolution 47 (6): 385–398. doi:10.1016/j.jhevol.2004.08.006. PMID 15566945. 
  6. 6.0 6.1 Singleton, I., S. Wich, S. Husson, S. Stephens, S. Utami Atmoko, M. Leighton, N. Rosen, K. Traylor-Holzer, R. Lacy, O. Byers (2004). "Orangutan Population and Habitat Viability Assessment". Final Report. IUCN/SSC Conservation Breeding Specialist Group (CSG). IUCN. 
  7. Rijksen, H. D. (1978). "A Field Study on Sumatran Orang utans (Pongo pygmaeus abelli, Lesson 1827)". Ecology, Behavior and Conservation (Wageningen: Veenaman and Zonen). 
  8. Oates, R.A.; Wallis, J.; Rylands, A.B. และคณะ, eds. (2009). Primates in Peril: The World's 25 Most Endangered Primates 2008–2010 (PDF). Illustrated by S.D. Nash. Arlington, VA.: IUCN/SSC Primate Specialist Group (PSG), International Primatological Society (IPS), and Conservation International (CI). pp. 1–92. ISBN 978-1-934151-34-1.  More than one of |editor1-last= และ |editor-last= specified (help); More than one of |editor1-link= และ |editor-link= specified (help);