อัลเบร์โต ฟุจิโมะริ
| อัลเบร์โต ฟุจิโมะริ 藤森 謙也 Alberto Fujimori |
|
|---|---|
| ประธานาธิบดีเปรูคนที่ 45 | |
| ดำรงตำแหน่ง 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1990 – 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 2000 |
|
| รองประธานาธิบดี | มักซีโม ซาน โรมัน (1990) โรเก มาร์เกซ (1995) ฟรันซิสโก ตูเดลา (2000) |
| สมัยก่อนหน้า | อาลัน การ์ซีอา |
| สมัยถัดไป | บาเลนติน ปาเนียกวา |
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |
| เกิด | 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1938 (74 ปี) กรุงลิมา ประเทศเปรู |
| พรรคการเมือง | กัมเบียว 90 (1990-1999) เปรู 2000 (2000) ซีกุมเปล (2006) ประชาชนใหม่ (2007) |
| คู่สมรส | ซูซานา ฮิงุจิ (หย่าร้าง) ซะโตะมิ คะตะโอะกะ |
| ศาสนา | โรมันคาทอลิก |
อัลเบร์โต เคนยะ ฟุจิโมะริ หรือ อัลเบร์โต เคนยะ ฟูคีโมรี ตามการออกเสียงในภาษาสเปน (สเปน: Alberto Ken'ya Fujimori; ญี่ปุ่น: 藤森謙也) (28 กรกฎาคม พ.ศ. 2481-) เป็นชาวเปรูเชื้อสายญี่ปุ่นซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศเปรูระหว่าง 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 - 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ฟุจิโมะริเป็นผู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจเปรูที่ตกอยู่ในภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง (Hyperinflation) และจัดการกับผู้ก่อการร้ายในประเทศ แต่ภายหลังเขาโดนข้อหาคอร์รัปชันและละเมิดสิทธิมนุษยชนจนต้องหลบหนีออกนอกประเทศในปี พ.ศ. 2543 ไปอาศัยที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2549 ฟุจิโมะริโดนจับหลังเดินทางมาประเทศชิลี เขาถูกนำตัวไปดำเนินคดีและโดนลงโทษจำคุก 6 ปีในข้อหาการใช้อำนาจโดยมิชอบ[1] [2]
เนื้อหา |
ประวัติ[แก้]
ประวัติการศึกษา[แก้]
อัลเบร์โต ฟุจิโมะริ เกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ในกรุงลิมา[3] พ่อแม่ของเขาเป็นชาวญี่ปุ่นที่อพยพมาอยู่ในประเทศเปรู โดยบิดามีชื่อว่านะโอะอิชิ ฟุจิโมะริ (สกุลเดิม มินะมิ) ส่วนมารดาชื่อ มะสึเอะ มิโนะโมะโตะ ฟุจิโมะริ (สกุลเดิม มิโนะโมะโตะ) โดยอพยพมาจากเมืองคุมะโมะโตะ และเข้ามาในเปรูในปี ค.ศ. 1934[4][5] ทำให้ฟุจิโมะริมีทั้งสัญชาติเปรูและสัญชาติญี่ปุ่น เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมการเกษตรจากมหาวิทยาลัยการเกษตรแห่งชาติลาโมลีนา และปริญญาโทสาขาคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-มิลวอกีในสหรัฐอเมริกา[6]
ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก[แก้]
ฟุจิโมะริลงสมัครประธานาธิบดีใน พ.ศ. 2533 เศรษฐกิจของประเทศเปรูในขณะนั้นตกอยู่ในภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง ฟุจิโมะรินำเสนอนโยบายแก้ปัญหาโดยการปฏิรูปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แตกต่างจากบาร์กัส โยซา คู่แข่งที่เสนอจะใช้นโยบายรุนแรง เขาชนะการเลือกตั้งไปอย่างเหนือความคาดหมาย และกลายเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับตำแหน่งผู้นำประเทศในทวีปอเมริกาใต้
แต่เมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งจริง ฟุจิโมะริได้ทำการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแตกต่างจากนโยบายที่เขาใช้หาเสียง โดยใช้วิธีเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ส่งผลกระทบรุนแรง (ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "ฟูจิช็อก") เช่น ยกเลิกการควบคุมค่าสาธารณูปโภคซึ่งมีผลทำให้ราคาสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมไปถึงน้ำมันถีบตัวสูงขึ้นอย่างมาก ยกเลิกการควบคุมค่าเงิน เปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศ ปรับระบบการเก็บภาษี การปรับเปลี่ยนนโยบายเหล่านี้มีจุดประสงค์อย่างหนึ่งคือ เพื่อให้องค์การการเงินระหว่างประเทศยอมยื่นมือช่วยเหลือประเทศเปรูซึ่งในขณะนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยตัวเองได้[7] หลังจากที่ฟุจิโมะริดำเนินนโยบายดังกล่าว กองทุนการเงินระหว่างประเทศจึงยอมให้เปรูกู้ยืมเงิน เงินเฟ้อลดลงอย่างรวดเร็ว และการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มมากขึ้น[8] นอกจากนี้ เขายังทำการแปรรูปองค์กรรัฐวิสาหกิจจำนวนมาก และเปลี่ยนค่าเงินของเปรูจากอินตีเป็นนวยโบซอล
อย่างไรก็ตาม ฟุจิโมะริไม่สามารถปฏิรูปเศรษฐกิจหรือจัดการกับกบฏลัทธิเหมากลุ่มเซนเดโร ลูมิโนโซได้ตามที่เขาต้องการเพราะอำนาจในสภาตกอยู่กับพรรค APRA และ FREDEMO เขาจึงทำรัฐประหารตนเอง (auto-coup) ในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2535 การทำรัฐประหารครั้งนี้นอกจากจะเป็นที่ยอมรับของประชาชนแล้วยังทำให้คะแนนความนิยมของรัฐบาลนายฟุจิโมะริสูงขึ้นด้วย ฟุจิโมะริมักใช้การสนับสนุนของประชาชนเป็นข้อแก้ตัวในการทำรัฐประหารครั้งนี้ว่า “มันไม่ใช่การกระทำที่ขัดแย้งกับประชาธิปไตย แต่เป็นการตามหาการเปลี่ยนแปลงที่จะรับประกันประชาธิปไตยที่ถูกต้องและมีประสิทธิผล”[9]
การทำรัฐประหารของฟุจิโมะริโดนต่อต้านจากนานาชาติ องค์การรัฐอเมริกันต่อต้านการทำรัฐประหารและเรียกร้องให้กลับคืนสู่ระบอบระบอบประชาธิปไตย[10] หลังการเจรจาระหว่างองค์การรัฐอเมริกัน รัฐบาล และกลุ่มผู้คัดค้าน ฟุจิโมะริต้องการให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ยอมรับรัฐประหาร แต่องค์การรัฐอเมริกันปฏิเสธ ฟุจิโมะริจึงเสนอให้มีการเลือกตั้ง Democratic Constituent Congress (CCD) ซึ่งมีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และให้มีการทำประชามติรับรอง ข้อเสนอนี้ได้รับยอมรับจากการประชุมเฉพาะกิจขององค์การรัฐอเมริกันในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และการเลือกตั้ง CCD ถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 1992[9]
นอกจากนี้ ประเทศต่าง ๆ ก็แสดงท่าทีต่อต้านรัฐประหารครั้งนี้ เวเนซุเอลาตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและอาร์เจนตินาถอนทูตออกจากประเทศเปรู ชิลีเข้าร่วมกับอาร์เจนตินาในการเรียกร้องให้เปรูถูกถอดออกจากการเป็นสมาชิกองค์การรัฐอเมริกัน ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่างยืดเวลาการส่งความช่วยเหลือออกไป สหรัฐอเมริกา เยอรมัน และสเปน ยกเลิกการช่วยเหลืออื่นที่ไม่ใช่การช่วยเหลือในด้านมนุษยชน รัฐประหารครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อแผนการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจและสร้างความยุ่งยากต่อการคืนเงินให้แก่ IMF
อ้างอิง[แก้]
- ↑ "Profile: Alberto Fujimori". BBC NEWS.เรียกข้อมูลวันที่ 2008-06-17(อังกฤษ)
- ↑ "Fujimori jailed for abusing power". BBC NEWS.เรียกข้อมูลวันที่ 2008-06-17 (อังกฤษ)
- ↑ Champion, Margaret Y. (2006). Peru and the Peruvians in the Twentieth Century: Politics and Prospects. New York: Vantage Press. p. 476. ISBN 0-533-15159-7.
- ↑ McClintock, Cynthia; Fabián Vallas. The United States and Peru. New York: Routledge. p. 50. ISBN 0-415-93463-X.
- ↑ González Manrique, Luis Esteban (1993). La encrucijada peruana: de Alan García a Fujimori. Madrid: Fundación CEDEAL. p. 467. ISBN 8487258387. (สเปน)
- ↑ Famous people major in Mathematics, University of Rochester website. Retrieved on June 29, 2008
- ↑ "The Fujishock". 2003. (อังกฤษ)
- ↑ Gouge, Thomas. Exodus from Capitalism: The End of Inflation and Debt. 2003, page 364.
- ↑ 9.0 9.1 Barry S. Levitt. 2006 “A desultory defense of democracy: OAS Resolution 1080 and the Inter-American Democratic Charter. (Organization of American States).” Latin American Politics and Society 48(3):93-123.
- ↑ Smith, Peter H. Latin America in Comparative Perspective: New Approaches to Methods and Analysis. 1995, page 238.