อัลเบร์โต ฟุจิโมะริ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อัลเบร์โต ฟุจิโมะริ
藤森 謙也
Alberto Fujimori
ประธานาธิบดีเปรูคนที่ 45
ดำรงตำแหน่ง
28 กรกฎาคม ค.ศ. 1990 – 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 2000
รองประธานาธิบดี มักซีโม ซาน โรมัน (1990)
โรเก มาร์เกซ (1995)
ฟรันซิสโก ตูเดลา (2000)
สมัยก่อนหน้า อาลัน การ์ซีอา
สมัยถัดไป บาเลนติน ปาเนียกวา
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1938 (76 ปี)
กรุงลิมา ประเทศเปรู
พรรคการเมือง กัมเบียว 90 (1990-1999)
เปรู 2000 (2000)
ซีกุมเปล (2006)
ประชาชนใหม่ (2007)
คู่สมรส ซูซานา ฮิงุจิ (1974-1994)
ซะโตะมิ คะตะโอะกะ[1]
ศาสนา โรมันคาทอลิก

อัลเบร์โต ฟุจิโมะริ ฟุจิโมะริ หรือ อัลเบร์โต ฟูคีโมรี ฟูคีโมรี[2] ตามการออกเสียงในภาษาสเปน (สเปน: Alberto Fujimori Fujimori; ภาษาสเปน: [alˈβeɾto fuxiˈmoɾi] หรือ [fuʝiˈmoɾi]) หรือชื่อญี่ปุ่นปัจจุบันว่า เคนยะ คะตะโอะกะ (ญี่ปุ่น: 片岡 謙也) มีชื่อแต่เดิมว่า เคนยะ ฟุจิโมะริ (ญี่ปุ่น: 藤森 謙也; เกิด: 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2481) เป็นชาวเปรูเชื้อสายญี่ปุ่นซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศเปรูระหว่าง 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 - 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ฟุจิโมะริเป็นผู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจเปรูที่ตกอยู่ในภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง (Hyperinflation) และจัดการกับผู้ก่อการร้ายในประเทศ แต่ภายหลังเขาโดนข้อหาคอร์รัปชันและละเมิดสิทธิมนุษยชนจนต้องหลบหนีออกนอกประเทศในปี พ.ศ. 2543 ไปอาศัยที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2549 ฟุจิโมะริโดนจับหลังเดินทางมาประเทศชิลี เขาถูกนำตัวไปดำเนินคดีและโดนลงโทษจำคุก 6 ปีในข้อหาการใช้อำนาจโดยมิชอบ[3] [4]

ประวัติ[แก้]

ประวัติการศึกษา[แก้]

อัลเบร์โต ฟุจิโมะริ เกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ในกรุงลิมา[5] พ่อแม่ของเขาเป็นชาวญี่ปุ่นที่อพยพมาอยู่ในประเทศเปรู โดยบิดาชื่อ นะโอะอิชิ ฟุจิโมะริ (สกุลเดิม: มินะมิ) ส่วนมารดาชื่อ มะสึเอะ มิโนะโมะโตะ ฟุจิโมะริ (สกุลเดิม: มิโนะโมะโตะ) โดยอพยพมาจากเมืองคุมะโมะโตะ และเข้ามาในเปรูในปี พ.ศ. 2477[6][7] ทำให้ฟุจิโมะริมีทั้งสัญชาติเปรูและสัญชาติญี่ปุ่น เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมการเกษตรจากมหาวิทยาลัยการเกษตรแห่งชาติลาโมลีนา และปริญญาโทสาขาคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-มิลวอกีในสหรัฐอเมริกา[8]

ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก[แก้]

ฟุจิโมะริลงสมัครประธานาธิบดีใน พ.ศ. 2533 เศรษฐกิจของประเทศเปรูในขณะนั้นตกอยู่ในภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง ฟุจิโมะรินำเสนอนโยบายแก้ปัญหาโดยการปฏิรูปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แตกต่างจากบาร์กัส โยซา คู่แข่งที่เสนอจะใช้นโยบายรุนแรง เขาชนะการเลือกตั้งไปอย่างเหนือความคาดหมาย และกลายเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับตำแหน่งผู้นำประเทศในทวีปอเมริกาใต้

แต่เมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งจริง ฟุจิโมะริได้ทำการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแตกต่างจากนโยบายที่เขาใช้หาเสียง โดยใช้วิธีเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ส่งผลกระทบรุนแรง (ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "ฟูจิช็อก") เช่น ยกเลิกการควบคุมค่าสาธารณูปโภคซึ่งมีผลทำให้ราคาสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมไปถึงน้ำมันถีบตัวสูงขึ้นอย่างมาก ยกเลิกการควบคุมค่าเงิน เปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศ ปรับระบบการเก็บภาษี การปรับเปลี่ยนนโยบายเหล่านี้มีจุดประสงค์อย่างหนึ่งคือ เพื่อให้องค์การการเงินระหว่างประเทศยอมยื่นมือช่วยเหลือประเทศเปรูซึ่งในขณะนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยตัวเองได้[9] หลังจากที่ฟุจิโมะริดำเนินนโยบายดังกล่าว กองทุนการเงินระหว่างประเทศจึงยอมให้เปรูกู้ยืมเงิน เงินเฟ้อลดลงอย่างรวดเร็ว และการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มมากขึ้น[10] นอกจากนี้ เขายังทำการแปรรูปองค์กรรัฐวิสาหกิจจำนวนมาก และเปลี่ยนค่าเงินของเปรูจากอินตีเป็นนวยโบซอล

อย่างไรก็ตาม ฟุจิโมะริไม่สามารถปฏิรูปเศรษฐกิจหรือจัดการกับกบฏลัทธิเหมากลุ่มเซนเดโร ลูมิโนโซได้ตามที่เขาต้องการเพราะอำนาจในสภาตกอยู่กับพรรค APRA และ FREDEMO เขาจึงทำรัฐประหารตนเอง (auto-coup) ในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2535 การทำรัฐประหารครั้งนี้นอกจากจะเป็นที่ยอมรับของประชาชนแล้วยังทำให้คะแนนความนิยมของรัฐบาลนายฟุจิโมะริสูงขึ้นด้วย ฟุจิโมะริมักใช้การสนับสนุนของประชาชนเป็นข้อแก้ตัวในการทำรัฐประหารครั้งนี้ว่า “มันไม่ใช่การกระทำที่ขัดแย้งกับประชาธิปไตย แต่เป็นการตามหาการเปลี่ยนแปลงที่จะรับประกันประชาธิปไตยที่ถูกต้องและมีประสิทธิผล”[11]

การทำรัฐประหารของฟุจิโมะริโดนต่อต้านจากนานาชาติ องค์การรัฐอเมริกันต่อต้านการทำรัฐประหารและเรียกร้องให้กลับคืนสู่ระบอบระบอบประชาธิปไตย[12] หลังการเจรจาระหว่างองค์การรัฐอเมริกัน รัฐบาล และกลุ่มผู้คัดค้าน ฟุจิโมะริต้องการให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ยอมรับรัฐประหาร แต่องค์การรัฐอเมริกันปฏิเสธ ฟุจิโมะริจึงเสนอให้มีการเลือกตั้ง Democratic Constituent Congress (CCD) ซึ่งมีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และให้มีการทำประชามติรับรอง ข้อเสนอนี้ได้รับยอมรับจากการประชุมเฉพาะกิจขององค์การรัฐอเมริกันในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และการเลือกตั้ง CCD ถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 1992[11]

นอกจากนี้ ประเทศต่าง ๆ ก็แสดงท่าทีต่อต้านรัฐประหารครั้งนี้ เวเนซุเอลาตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและอาร์เจนตินาถอนทูตออกจากประเทศเปรู ชิลีเข้าร่วมกับอาร์เจนตินาในการเรียกร้องให้เปรูถูกถอดออกจากการเป็นสมาชิกองค์การรัฐอเมริกัน ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่างยืดเวลาการส่งความช่วยเหลือออกไป สหรัฐอเมริกา เยอรมัน และสเปน ยกเลิกการช่วยเหลืออื่นที่ไม่ใช่การช่วยเหลือในด้านมนุษยชน รัฐประหารครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อแผนการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจและสร้างความยุ่งยากต่อการคืนเงินให้แก่ IMF

อ้างอิง[แก้]

  1. "Fujimori gets married from cell". BBC News. 6 April 2006. 
  2. Official electoral data file
  3. "Profile: Alberto Fujimori". BBC NEWS. เรียกข้อมูลวันที่ 2008-06-17(อังกฤษ)
  4. "Fujimori jailed for abusing power". BBC NEWS. เรียกข้อมูลวันที่ 2008-06-17 (อังกฤษ)
  5. Champion, Margaret Y. (2006). Peru and the Peruvians in the Twentieth Century: Politics and Prospects. New York: Vantage Press. p. 476. ISBN 0-533-15159-7. 
  6. McClintock, Cynthia; Fabián Vallas. The United States and Peru. New York: Routledge. p. 50. ISBN 0-415-93463-X. 
  7. González Manrique, Luis Esteban (1993). La encrucijada peruana: de Alan García a Fujimori. Madrid: Fundación CEDEAL. p. 467. ISBN 8487258387.  (สเปน)
  8. Famous people major in Mathematics, University of Rochester website. Retrieved on June 29, 2008
  9. "The Fujishock". 2003.  (อังกฤษ)
  10. Gouge, Thomas. Exodus from Capitalism: The End of Inflation and Debt. 2003, page 364.
  11. 11.0 11.1 Barry S. Levitt. 2006 “A desultory defense of democracy: OAS Resolution 1080 and the Inter-American Democratic Charter. (Organization of American States).” Latin American Politics and Society 48(3):93-123.
  12. Smith, Peter H. Latin America in Comparative Perspective: New Approaches to Methods and Analysis. 1995, page 238.