มหาวิหารลูว์ซง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Logo monument classe.svg อาสนวิหารแม่พระรับเกียรติ
ยกขึ้นสวรรค์แห่งลูว์ซง
Notre-Dame-de-l'Assomption de Luçon

Cathedral of The Assumption of Mary

ด้านข้างของมหาวิหารซึ่งเป็นที่ตั้งของมุขทางเข้าของวิหารเก่าแบบโรมาเนสก์
ด้านข้างของมหาวิหารซึ่งเป็นที่ตั้งของมุขทางเข้าของวิหารเก่าแบบโรมาเนสก์
สิ่งก่อสร้าง
ฐานะ อาสนวิหาร
นิกาย โรมันคาทอลิก
เสก ค.ศ. 1317
ที่ตั้ง ลูว์ซง จังหวัดว็องเด
ประเทศ Flag of France.svg ประเทศฝรั่งเศส
การก่อสร้าง
ปัจจุบัน คริสต์ศตวรรษที่ 13
สร้างเสร็จ คริสต์ศตวรรษที่ 14
แบบสถาปัตยกรรม กอทิก
แบบผัง กางเขน
ผู้ออกแบบ/ตกแต่ง
ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว
พิกัด 46°27′16″N 1°10′00″W / 46.45444°N 1.16667°W / 46.45444; -1.16667
หมายเหตุ Logo monument classe.svg อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์
(ค.ศ. 1906 และ 1915)
(ค.ศ. 1992)- ระดับแคว้น

มหาวิหารลูว์ซง หรือชื่อเต็มว่า อาสนวิหารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์แห่งลูว์ซง (ฝรั่งเศส: Cathédrale Notre-Dame-de-l'Assomption de Luçon) เป็นอาสนวิหารโรมันคาทอลิก และเป็นที่ตั้งของมุขนายกประจำมุขมณฑลลูว์ซง (Diocese of Luçon) ตั้งอยู่ในเขตเมืองลูว์ซง จังหวัดว็องเด ในแคว้นเปอีเดอลาลัวร์ ประเทศฝรั่งเศส สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่แม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์

มหาวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นในแบบกอทิก และยังมีองค์ประกอบบางส่วนในแบบโรมาเนสก์ รวมทั้งในยุคที่ใหม่กว่านั้น คือ เรอแนซ็องส์ (หรือคลาสสิก) ซึ่งองค์ประกอบต่าง ๆ นี้ได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1906, ค.ศ. 1915 และของระดับแคว้นเมื่อปี ค.ศ. 1992[1]

ประวัติ[แก้]

ระเบียงคดสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14

มหาวิหารแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของโบสถ์ของอารามเก่าตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 5 ซึ่งได้ถูกทำลายโดยการรุกรานของนอร์มันในปี ค.ศ. 853 และอีกครั้งในปี ค.ศ. 877 และตามมาด้วไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1068 โดยกีโยมที่ 8 เคานต์แห่งปัวตู ทำให้โบสถ์ได้ถูกทำลายลงสิ้น ซึ่งทำให้สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 2 มีพระบัญชาคว่ำบาตรระหว่างคริสตจักรกับเคานต์แห่งปัวตู จึงทำให้บุตรชายคนโตของเคานต์แห่งปัวตู กีโยมที่ 9 ต้องสร้างวิหารใหม่ขึ้นทดแทนด้วยเงินของตัวเอง ในที่สุดจึงเริ่มการก่อสร้างในปี ค.ศ. 1091 โดยอธิการอารามฌอฟรัว ซึ่งกินเวลานานถึง 30 ปี และวิหารแบบโรมาเนสก์แห่งใหม่นี้ได้รับการเสกเมื่อปี ค.ศ. 1121 โดยอธิการอารามแฌร์แบร์

ในปัจจุบันยังสามารถพบเห็นซากของวิหารโรมาเนสก์เก่านี้ในมหาวิหารปัจจุบัน โดยที่เหลืออยู่เป็นบริเวณแขนกางเขนฝั่งทิศเหนือ และมุขทางเข้า ซึ่งอยู่ที่ปลัสโซเช เด ตูฌ (Sochet des Touches) ในบริเวณใกล้เคียง

ต่อมาอารามแห่งนี้ได้รับการเลื่อนฐานะขึ้นเป็นอาสนวิหารในปี ค.ศ. 1317 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 22 ซึ่งเป็นที่ตั้งของมุขนายกแห่งมุขมณฑลปัวตีเย ต่อมาได้มีการบูรณะซ่อมแซมและปรับปรุงครั้งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 และ 15 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมให้เป็นแบบกอทิก และภายหลังได้ผ่านการบูรณะปรับปรุงเป็นระยะเนื่องจากตกอยู่ท่ามกลางสมรภูมิเป็นช่วง ๆ ในระหว่างสงครามร้อยปี นอกจากนี้ยังมีระเบียงคดของมหาวิหารซึ่งอยู่ในสภาพดีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 ชาเปลบริเวณทางเดินข้างทิศใต้ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1530 ถึงค.ศ. 1550

ต่อมาในสมัยสงครามศาสนา มหาวิหารถูกทำลายโดยกลุ่มโปรเตสแตนต์เป็นจำนวนทั้งสิ้น 4 ครั้งในปี ค.ศ. 1562, 1568, 1570 และ 1622 ซึ่งได้ถูกปล้นเอาวัตถุต่าง ๆ ด้านในไปจนหมดสิ้น

ต่อมาในปี ค.ศ. 1665 หอระฆังได้ถล่มลงบนบริเวณกลางโบสถ์ช่วงที่ 1 ทำให้ต้องมีการบูรณะก่อสร้างขึ้นใหม่ซึ่งหน้าตาเป็นแบบที่เห็นจนถึงปัจจุบันภายใต้การควบคุมของมุขนายกอ็องรี เดอ บารียง (Henri de Barrillon)' ซึ่งบริเวณยอดแหลมแบบนีโอกอทิกนั้นสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 19

ในปี ค.ศ. 1722 เป็นช่วงเวลาก่อสร้างชาเปลข้างฝั่งทิศเหนือ และต่อมาในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นการสร้างแท่นบูชาจนถึงเบญจาคริสต์ บริเวณเก้าอี้ร้องเพลงสวดงานไม้แกะสลักผีมือเซบัสเตียง แลเน (Sébastien Leysner)

ในสมัยการปฏิวัติฝรั่งเศส เครื่องเรือนและเครื่องตกแต่งของมหาวิหารถูกขายทอดตลาดและผ่านมือไปมากมาย ซึ่งมหาวิหารได้ถูกใช้เป็นทั้งคอกม้า ค่ายทหาร และคลังแสงอาวุธ ซึ่งโชคดีที่เหล่าแท่นบูชาด้านข้างต่าง ๆ ฉากประดับแท่นบูชา และเก้าอี้ร้องเพลงสวดยังอยู่ในสภาพดี

สัดส่วน[แก้]

แหล่งข้อมูล[2]

อ้างอิง[แก้]

  1. [1] on Base Mérimée กระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
  2. Patrimoine - La cathédrale Notre-Dame-de-l'Assomption

ดูเพิ่ม[แก้]