พระไภรวะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระศิวะ ในร่างของพระไภรวะ, ราว ค.ศ. 1820

พระไภรวะ (สันสกฤต: भैरव; การถอดรูปเป็นอักษรไทยบางครั้งอาจเขียนเป็น "ไภรพ") หรือ พระอิศวรปางดุร้าย เป็นปางหนึ่งของพระศิวะ ซึ่งชาวไทย เรียกว่า พระพิราพ ซึ่งเป็นครูในนาฏกรรม มีในนิกายตันตระ สาเหตุที่ทำให้มีลักษณะที่น่ากลัว เนื่องจากจะทำให้ศาสนิกเกรงกลัวพลอำนาจของเทพเจ้า พระอิศวรไภรพนั้นมีอยู่มี 2 แบบ คือ

  1. กาฬไภรพ ชาวเนปาล เรียกว่า "กาฬไภราพ" ผิวกายเป็นสีดำ สวมเครื่องประดับสีแดงและเหลือง มีสีแดงที่คนเอามาป้ายทาต่างเลือดสังเวยเปรอะทั้งองค์ พระเนตรของพระองค์โปนถลน เขี้ยงโง้ง พระหัตถ์ทั้ง 6 ถือดาบและอาวุธต่างๆ รวมทั้งหัวคนด้วย เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ สามารถลงโทษคนพูดเท็จให้เลือดออกจนตายได้ เวลาจะสาบานอะไร ต้องมาสาบานที่กาฬไภรพ
  2. เศวตไภรพ ชาวเนปาล เรียกว่า "เสโตไภราพ" เป็นแบบเดียวกับกาฬไภรพ แต่แตกต่างกับกาฬไภรพตรงที่ เศวตไภรพนี้ผิวกายจะเป็นสีขาว

บางคนเข้าใจกันว่ากาฬไภรพ และเศวตไภรพ เป็นองค์เดียวกับพระแม่กาลี เพราะเห็นความดุร้าย แยกเขี้ยวยิงฟัน และมีการนำเลือดมาสังเวย แต่ความจริง ไภรพ ก็คือพระนามของพระอิศวรปางดุร้าย

กาศีลิงคพิราปปา[แก้]

กาศีลิงคพิราปปา เป็นไภรวะปางที่มีผู้นับถือมากในพาราณสี ใเป็นปางดุของพระอิศวรที่ตัดเศียรที่ห้าของพระพรหม หลังจากนั้นไภรวะต้องใช้บาปด้วยเป็นขอทาน มีศีรษะพระพรหมเป็นบาตรติดมือไป จนมาถึงเมืองพาราณสี ศีรษะพระพรหมหลุดจากมือ ไภรวะจึงเป็นเทพประจำเมืองพาราณสี มีหน้าที่กินบาปของผู้นำเนื้อดิบกับเหล้ามาเซ่น ชาวพาราณสีสร้างรูปเคารพของท่านเป็นเสาแบบหลักประหาร มีหัวยักษ์อยู่บนยอด ในบันทึกระบุว่าเมื่ออังกฤษเข้ายึดพาราณสีนั้น ชาวบ้านยังเซ่นเสานี้โดยการเชือดคนและควายบูชา ในเนปาลมีการบูชาเทพลักษณะนี้เช่นกัน แต่ใช้การเชือดแพะบูชา และยังทำต่อมาถึงปัจจุบัน คำว่าพิราปปานี้ ในรามเกียรติ์เรียกว่าพระพิราพหรือพระพิราพป่า และเป็นเทพที่นักดนตรีเคารพบูชากันมาก[1]

อ้างอิง[แก้]

  1. ไมเคิล ไรท์. ฝรั่งคลั่งผี. กทม. มติชน. 2550. หน้า 257 - 258

ดูเพิ่ม[แก้]