ฝ่ายกษัตริย์นิยม
ฝ่ายกษัตริย์นิยม หรือ คาวาเลียร์ (ภาษาอังกฤษ: Cavalier หรือ Royalist) เป็นคำที่ฝ่ายรัฐสภาใช้เรียกผู้นิยมกษัตริย์ที่สนับสนุนพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ระหว่างสงครามกลางเมืองอังกฤษ (ระหว่างปี ค.ศ. 1642 ถึงปี ค.ศ. 1651) เจ้าชายรูเปิร์ตแห่งไรน์ ผู้ทรงเป็นแม่ทัพกองทหารม้าของพระเจ้าชาร์ลส์ ทรงมีลักษณะที่เรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างของผู้เป็น คาวาเลียร์[1]
เนื้อหา |
ช่วงต้น [แก้]
คาวาเลียร์มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินเช่นเดียวกับคำว่า เชอวาลิเยร์ (Chevalier; อัศวิน) ในภาษาฝรั่งเศส และคำว่า กาบาเญโร (Caballero; สุภาพบุรุษ) ในภาษาสเปน โดยในภาษาละตินพื้นบ้านซึ่งเป็นรากศัพท์คำว่า คาบาลลาเรียส (Caballarius) แปลว่าทหารม้า ส่วนเชกสเปียร์ใช้คำว่า คาวาเลอรอส (Cavaleros) เพื่อใช้อธิบายอันธพาลเอาแต่ใจหรือชายเจ้าชูผู้ผยองตนในบทละคร พระเจ้าเฮนรีที่ 4 ตอนที่สอง โดยกล่าวเพียงผิวเผินว่า "ข้าจะดื่มแด่บาร์ดอล์ฟผู้เป็นนายของข้า และแด่เหล่าคาวาเลอรอสทุกคนในลอนดอน"[2]
สงครามกลางเมืองอังกฤษ [แก้]
คาวาเลียร์ เป็นคำอธิบายเกี่ยวข้องกับฝ่ายนิยมกษัตริย์ผู้สนับสนุนพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ในการต่อสู้กับฝ่ายรัฐสภาอังกฤษช่วงสงครามกลางเมืองอังกฤษ ในตอนแรกปรากฏเป็นคำศัพท์เชิงตำหนิและดูถูกที่ใช้เรียกผู้สนับสนุนพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ. 1642:
|
||
| — พจนานุกรมภาษาอังกฤษ ฉบับออกซฟอร์ด: "คาวาเลียร์"[2] | ||
พระราชดำรัสของพระเจ้าชาร์ลส์ต่อคณะกรรมธิการฎีกาในวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 1642 กล่าวถึงคาวาเลียร์ว่า "คำศัพท์ถึงความผิดพลาดใดที่ดูเหมือนจะได้รับความไม่พอใจอย่างมาก"[3] ต่อมาคำว่าคาวาเลียร์ก็ถูกใช้ในอีกความหมายหนึ่ง (เป็นชื่อของเกียรติยศ) โดยพรรคของพระมหากษัตริย์ ผู้ซึ่งงในทางกลับกันได้เรียกฝ่ายรัฐสภาว่าเป็นคู่อริ และในช่วงการฟื้นฟูราชวงศ์ พรรคของราชสำนักยังคงรักษาชื่อนี้เอาไว้จนอยู่รอดต่อมาถึงการเรียกใช้คำใหม่ว่า "ทอรี"[3]
ในอดีตคาวาเลียร์ไม่ได้ถูกเข้าใจในความหมายปัจจุบันซึ่งใช้อธิบายถึงลักษณะการแต่งกาย แต่เป็นคำที่ใช้อธิบายทัศนคติด้านสังคมและการเมือง อย่างไรก็ตามในปัจจุบันคำว่าคาวาเลียร์กลายมาเป็นคำที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับลักษณะการแต่งกายในราชสำนักซึ่งไว้ผมยาวสลวยเป็นลอน, สีสันสดใส และถูกตัดอย่างบรรจง รวมไปถึงการใส่ปลอกคอลูกไม้และกำไลข้อมือ และหมวกประดับขนนก[4] ซึ่งแตกต่างจากการแต่งตัวของฝ่ายรัฐสภาสุดโต้งที่สนับสนุนรัฐสภาอังกฤษ โดยจะแต่งตัวด้วยชุดที่เรียบง่ายกว่าและไว้ผมสั้น ซึ่งภาพพจน์ของทั้งสองฝ่ายต่างถูกเหมารวมอย่างสอดคล้องกันทั้งหมด นายพลส่วนมากของฝ่ายรัฐสภาสวมใส่หมวกซึ่งมีความยาวเช่นเดียวกับฝ่ายกษัตริย์นิยม แต่โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ เป็นกรณียกเว้น และในความเป็นจริงแล้วผู้วาดสภาพเสมือนของขุนนางที่ดีที่สุดและเป็นผู้แสดงภาพพจน์ของฝ่ายคาวาเลียร์ได้ดีที่สุดอย่าง แอนโทนี แวน ไดค์ จิตรกรในราชสำนักพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 กลับเข้าร่วมกับฝ่ายรัฐสภาในสงครามกลางเมือง ส่วนภาพที่แสดงถึงคาวาเลียร์อันโด่งดังที่สุดน่าจะเป็น คาวาเลียร์ผู้หัวเราะ โดยฟรันส์ ฮาลส์ ซึ่งแสดงถึงสุภาพบุรุษจากเมืองฮาร์เลมของฝ่ายคาวาเลียร์จัดในดัตช์ในปี ค.ศ. 1642 ภาพพจน์ของคาวาเลียร์ในทางเสื่อมเสีย (ในช่วงเวลาที่มีการใช้อย่างแพร่หลาย) ยังแสดงให้เห็นว่าฝ่ายรัฐสภามองฝ่ายกษัตริย์นิยมว่าเป็นกลุ่มคนเอาแต่ใจที่ให้ความสำคัญกัยความฟุ้งเฟ้อมากกว่าประเทศชาติส่วนรวม
อนุศาสนาจารย์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 อธิบายคาวาเลียร์ว่า "เยาวชนแห่งเกียรติยศ สุภาพบุรุษจากตระกูลผู้ดี ผู้ซึ่งรักกษัตริย์ของเขาเพราะความรู้สึกผิด ด้วยใบหน้าอันแจ่มชัดและดูโดดเด่นกว่าใคร และด้วยหัวใจอันจงรักภักดีกว่าใคร"[5] ซึ่งมีชายหลายคนในกองทัพฝ่ายนิยมกษัตริย์ผู้สอดคล้องกับคำอธิบายข้างต้น ที่ซึ่งนายทหารภาคสนามมีอายุอยู่ในช่วงต้นของวัยสามสิบ, แต่งงานแล้ว และมีที่ดินในชนบทที่ต้องกลับไปจัดการ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มีทัศคติเดียวกันในการเทิดทูนพระเจ้าในฐานะอิสรภาพของอังกฤษแห่งกองทัพตัวอย่าง แต่พระเจ้าก็มักจะเป็นศูนย์รวมใจในชีวิตของพวกเขา คาวาเลียร์ลักษณะเช่นนี้ถูกอุปมาโดยเจคอป แอสต์ลีย์ บารอนแอสต์ลีย์แห่งเรดดิงที่ 1 ผู้ซึ่งกล่าวคำภาวนาอันโด่งดังช่วงก่อนยุทธการเอ็ดจฮิลล์ว่า "โอ พระเจ้า, ท่านรู้ดอกไม่ว่าวันนี้ตัวข้าจะยุ่งสักเพียงไร หากข้าพเจ้าลืมท่าน โปรดอย่าลืมข้าพเจ้า"[6] ในการสิ้นสุดลงของสงครามกลางเมืองครั้งที่ 1 แอสต์ลีย์ให้สัตยาบันว่าจะไม่จับอาวุธขึ้นสู้กับรัฐสภาอีกครั้ง และให้คำมั่นว่าเขารู้สึกถึงหน้าที่ซึ่งห้ามเขาไม่ให้ช่วยเหลือฝ่ายกษัตริย์นิยมในการก่อสงครามการเมืองครั้งที่สอง
อย่างไรก็ตามสัตยาบันดังกล่าวกลับถูกประกาศโดยฝ่ายรัฐสภาว่าเป็นภาพพจน์ชวนเชื่อและดูหมิ่นของความมักมากในกาม, ชายเสเพลผู้ดื่มสุราจัดและไม่ค่อยนึกถึงพระเจ้า ซึ่งเป็นภาพพจน์นี้เองที่ยังคงอยู่รอดมาและตรงกับลักษณะของฝ่ายกษัตริย์นิยมหลายคน เช่น เฮนรี วิลมอต์ เอิร์ลแห่งรอเชสเตอร์ที่ 1[7] และ ลอร์ดกอริง ผู้ซึ่งเป็นนายพลในกองทัพฝ่ายกษัตริย์นิยม[8] เอ็ดเวิร์ด ไฮด์ เอิร์ลที่ 1 แห่งแคลเรนดัน ที่ปรึกษาคนสำคัญของพระเจ้าชาลส์ที่ 2 กล่าไว้ว่าเขา "จะล้มเลิกความไว้วางใจใดๆ โดยปราศจากความลังเล และผ่านร่างพระราชบัญญัติการคลังใดก็ตามเพื่อบรรเทาความกระหายและตอบสนองความประสงค์ทั่วไป; และในความเป็นจริงมิได้ประสงค์สิ่งใดเลยนอกจากความมานะอุตสาหะ (ให้เขามีปัญญา, ความกล้าหาญ, ความเข้าใจ และความทะเยอทะยาน ที่ไม่ถูกควบคุมโดยความกลัวจากพระเจ้าหรือมนุษย์ด้วยกันเอง) เพื่อให้เขามีเชื่อเสียงและประสบความสำเร็จสูงสุดในความชั่วร้ายในฐานะใครก็ตามไม่ว่าจะในยุคที่เขามีชีวิตอยู่หรือยุคก่อนหน้าก็ตาม คุณสมบัติอำพรางทั้งหมดถือว่าเป็นงานชิ้นเอกของเขา; ที่ซึ่งเขาเชี่ยวชาญอย่างมาก มากเสียจนผู้คนไม่ได้ละอายใจหรือเสียหน้าด้วยการถูกหลอกอย่างปกติ แต่รู้สึกดังกล่าวซ้ำสองจากตัวเขา[9] ความรู้สึกนี้ถูกพัฒนาขึ้นในการใช้คำว่าคาวาเลียร์ของภาษาอังกฤษสมัยใหม่ ซึ่งใช้อธิบายทัศนคติที่หละหลวมและไม่ใยดี
คาวาเลียร์ยังถูกใช้อธิบายถึงสมาชิกของพรรคการเมืองที่สนับสนุนระบอบกษัตริย์ จนกระทั่งวิกฤตการณ์ร่างพระราชบัญญัติการยกเว้นผู้สืบราชบัลลังก์ ค.ศ. 1678 – ค.ศ. 1681 ที่คำดังกล่าวถูกแทนที่ด้วยคำว่า "ทอรี" ซึ่งเป็นอีกคำหนึ่งที่ถูกใช้เชิงดูถูกเหยียดหยามในตอนแรก และในช่วงเวลาดังกล่าวคำที่ใช้เรียกฝ่ายรัฐสภาว่า กลุ่มหัวเกรียน ก็ถูกแทนที่ด้วยคำว่า "วิก" ซึ่งก็ถูกใช้ในเชิงดูถูกเหยียดหยามในตอนแรกเช่นกัน[10]
ในศิลปกรรม [แก้]
ตัวอย่างของภาพวาดแนวคาวาเลียร์สามารถพบเห็นได้ใน สามพระพักตร์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ โดย แอนโทนี แวน ไดค์
หมายเหตุ [แก้]
- ↑ , Manganiello, p. 476
- ↑ 2.0 2.1 OED. "Cavalier"
- ↑ 3.0 3.1 Encyclopaedia Britannica Eleventh Edition Article: CAVALIER
- ↑ OED "Cavalier", Meaning 4. attrib., First quotation "1666 EVELYN Dairy 13 Sept., The Queene was now in her cavalier riding habite, hat and feather, and horseman's coate."
- ↑ Carlton p. 52
- ↑ Hume p. 216 See footnote r. cites Warwick 229.
- ↑ Barratt, 177
- ↑ Memegalos, inside front cover
- ↑ Encyclopaedia Britannica Eleventh Edition Article: GEORGE GORING GORING
- ↑ Worden 2009, p. 4.
อ้างอิง [แก้]
- Barratt, John. Cavalier Generals: King Charles I and His Commanders in the English Civil War, 1642-46, Pen & Sword Military, 2005
- Carlton, Charles. Going to the Wars: The Experience of the British Civil Wars, 1638–1651, Routledge, 1994 ISBN 0-415-10391-6.
- Hume David. The History of England from the Invasion of Julius Caesar to the Revolution 1688 (Volume V).T. Cadell, 1841
- Manganiello Stephen C. The Concise Encyclopedia of the Revolutions and Wars of England, Scotland, and Ireland, 1639–1660, Scarecrow Press, 2004, ISBN 0-8108-5100-8
- Memegalos, Florene S. George Goring (1608–1657): Caroline Courtier and Royalist General, Ashgate Publishing, Ltd., 2007 ISBN 0-7546-5299-8
- Oxford English Dictionary Second Edition 1989 (OED).
- Worden, Blair (2009). The English Civil Wars 1640–1660. London: Penguin Books. ISBN 0-14-100694-3.
- อ้างอิงถึง
- บทความนี้เรียบเรียงจาก สารานุกรมบริตานิคา, ฉบับ ค.ศ. 1911 ซึ่งในปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติ