นกโมอา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นกโมอา
ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: ไมโอซีน - ค.ศ. 1500 (โฮโลซีน) 17–0 Ma
นกโมอายักษ์ถูกโจมตีโดยนกอินทรีฮาสท์
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Aves
อันดับใหญ่: Paleognathae
อันดับ: Struthioniformes
วงศ์: Dinornithidae
(Bonaparte, 1853)[1]
สกุล
Anomalopteryx นกโมอาเล็ก หรือนกโมอาพุ่มไม้
Euryapteryx นกโมอาขาอ้วน หรือนกโมอาชายฝั่ง
Megalapteryx นกโมอาที่ราบสูง
Dinornis นกโมอายักษ์
Emeus นกโมอาตะวันออก
Pachyornis นกโมอาหงอน หรือนกโมอาตีนหนัก หรือนกโมอาเมพพิน
ชื่อพ้อง
  • Dinornithes

นกโมอา (อังกฤษ: moa) เป็นนกขนาดใหญ่ในวงศ์ Dinornithidae เคยอาศัยอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ซึ่งปัจจุบันได้สูญพันธ์ไปหมดแล้ว มีความเกี่ยวข้องกับนกอีมูจากออสเตรเลีย ในช่วงศตวรรษที่ 1800 ถึงต้นศตวรรษที่ 1900 มีหลายสายพันธุ์ของนกโมอาอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์สรุปอย่างเป็นทางการได้ว่ามีอยู่ประมาณ 10 ชนิด

จากการศึกษาดีเอ็นเอ ของนกโมอา ได้มีการค้นพบว่านกโมอาตัวเมียกับตัวผู้มีความแตกต่างกันมาก ไม่ว่าจะเป็นทางขนาดลำตัวรึขนาดของกระดูก ตัวเมียมีขนาดที่ใหญ่กว่าและสูงกว่าตัวผู้อยู่ประมาณร้อยละ 150 และมีน้ำหนักกว่าร้อย 280 เหตุผลนี้ทำให้ตอนแรกมีการเข้าใจผิดคิดว่าโครงกระดูกที่ถูกค้นพบนี้เป็นของนก 2 ชนิด โครงกระดูกที่ถูกค้นพบได้ถูกนำมาประกอบกันแล้วจัดแสดงอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ทั่วประเทศนิวซีแลนด์

ลักษณะ[แก้]

นกโมอาเป็นนกที่มีขนาดใหญ่กว่านกปกติทั่วไป บินไม่ได้และมีรูปร่างคล้ายกับนกกระจอกเทศในปัจจุบันแต่ตัวใหญ่กว่า มีส่วนหัวที่ยาวกว่าเอาไว้กินพืชเตี้ย ๆ และตามต้นไม้สูง ๆ ขนาดและรูปร่างนกโมอานั้นเปลี่ยนไปตามสถานที่ต่างๆ เนื่องจากนกโมอาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางด้านกายภาพมาโดยตลอดซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม

การเปล่งเสียง[แก้]

ถึงแม้ว่าจะไม่มีการอัดเสียงของนกโมอาไว้ แต่จากการศึกษาดูกระดูกส่วนหัวและลำคอของนกโมอา ได้ทำให้พอจะรู้ว่าเสียงของนกโมอาเป็นยังไง กล่องเสียงของนกโมอานั้นมีวงแหวนอยู่หลายวง ซึ่งมีชื่อว่า Tracheal rings วงแหวนหนึ่งอันนั้น พอคลี่ออกมาแล้วจะมีความยาวถึงประมาณ 1 เมตร เพราะวงแหวนตัวนี้ทำให้เสียงของนกโมอานั้นมีความใกล้เคียงกับหงส์, นกกระเรียน และ ไก่ขนดำจุดขาวในวงศ์ Numididae และนกกระทานิวกินี เสียงนกโมอาสามารถไปได้ไกลมาก

อาหาร[แก้]

ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครเคยเห็นนกโมอาอย่างแท้จริง แต่โดยการวิเคราะห์จากซากฟอสซิลของนกโมอา ได้ทำให้รู้ว่ามันกินพืชส่วนใหญ่และกิ่งไม้เล็กๆจากต้นไม้ที่ไม่สูงมาก ตรงปากของนกโมอานั้นแข็งแรงมากและถูกใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวจากสัตว์อื่นได้

การขยายและสืบพันธุ์[แก้]

จากการศึกษากระดูกของนกโมอา ทำให้รู้ได้ว่านกโมอามีการเจริญเติบโตที่ยาวนานมาก มันใช้เวลาประมาณ 10 ปีเพื่อที่จะพัฒนาจากเป็นเด็กสู่ตัวผู้ใหญ่เต็มตัว

ไข่[แก้]

ชิ้นส่วนของไข่ ของนกโมอาถูกค้นพบอยู่เป็นประจำในแหล่งต่างๆที่ฟอสซิลถูกค้นพบและตามบริเวณทรายรอบๆชายฝั่งนิวซีแลนด์ในปัจจุบันมีไข่ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ รอบ ๆ นิวซีแลนด์เป็นจำนวน 36 ใบ แต่ละอันมีขนาดที่แตกต่างกันไปตั้งแต่ 120 – 124 มิลลิเมตร ไปจนถึง 91 – 178 มิลลิเมตร เปลือกนอกของไข่จะมีเอกลักษณ์อยู่ที่มีรูเล็ก ๆ ไข่ส่วนใหญ่จะมีสีขาว แต่ยกเว้นชนิด Megalapteryx didinus จะมีไข่เป็นสีน้ำเงินรึเขียว

รัง[แก้]

ไม่มีหลักฐานที่บ่งบอกว่าโมอาเป็นนกที่อาศัยอยู่กันเป็นฝูง ส่วนใหญ่จะถูกพบเป็นย่อม ๆ ตามถ้ำต่าง ๆ การสำรวจถ้ำต่าง ๆ ในเกาะเหนือ รังของนกโมอานั้นส่วนใหญ่จะถูกกดลงไปในดิน ส่วนที่แห้งและนิ่มในเขตพื้นที่ตอนกลางโอตาโก ของเกาะใต้ อากาศค่อนข้างแห้งจึงทำให้ใบไม้และวัสดุต่าง ๆ ที่นกโมอาใช้ในการทำรัง ยังคงอยู่ในสภาพใกล้เคียงเดิม เมล็ดของต้นไม้ต่าง ๆ ที่ถูกพบตามแหล่งเหล่านี้เป็นหลักฐานได้ว่าส่วนใหญ่นกโมอาจะทำรังในช่วงฤดูร้อน

การสูญพันธุ์[แก้]

ภาพจำลองการล่านกโมอาของชาวมาวรี

ศัตรูหลักของนกโมอาคือนกอินทรีฮาสท์จนกระทั่งมนุษย์ได้เข้ามาบนเกาะนิวซีแลนด์ ชาวมาวรีได้เริ่มเข้ามาในช่วง ค.ศ. 1300 และได้เริ่มการล่านกโมอาจนเริ่มสูญพันธุ์ ประมาณ ค.ศ. 1400 นกโมอาได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้วรวมไปถึงนกอินทรีฮาสท์ซึ่งสูญพันธุ์ไปด้วยเนื่องจากไม่มีนกโมอาให้กิน

การสูญพันธุ์ของนกโมอานั้นเกิดขึ้นภายในไม่ถึง 100 ปี ซึ่งผิดไปจากการสันนิษฐานของนักวิทยาศาสตร์ในช่วงแรกที่บอกว่านกโมอาใช้เวลาหลายร้อยปีในการค่อย ๆ สูญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษ 1800 มีการอ้างว่าพบเห็นนกโมอาในหลาย ๆ แถบของประเทศนิวซีแลนด์ แต่ไม่มีหลักฐานอะไรที่ชัดเจนที่บ่งบอกว่านกโมอายังมีชีวิตอยู่จริง

อ้างอิง[แก้]

  1. Brands, S. (2008)
  • Anderson, A. (1989). "On evidence for the survival of moa in European Fiordland". New Zealand Journal of Ecology 12 (Supplement): 39–44. 
  • Animal X TV (Aug 2003). "Animal X Classic". สืบค้นเมื่อ Feb 14 2011. 
  • Baker, Allan J.; Huynen, Leon J.; Haddrath, Oliver; Millar, Craig D. and Lambert, David M. (2005). "Reconstructing the tempo and mode of evolution in an extinct clade of birds with ancient DNA: The giant moas of New Zealand". PNAS 102 (23): 8257–8262. doi:10.1073/pnas.0409435102. PMC 1149408. PMID 15928096. 
  • Brands, Sheila (August 14, 2008). "Systema Naturae 2000 / Classification, Order Dinornithiformes". Project: The Taxonomicon. สืบค้นเมื่อ Feb 04 2009. 
  • Buller, W.L. (1888). A history of the birds of New Zealand. London: Buller. 
  • Bunce, Michael; Worthy, Trevor H.; Ford, Tom; Hoppitt, Will; Willerslev, Eske; Drummond, Alexei and Cooper, Alan (2003). "Extreme reversed sexual size dimorphism in the extinct New Zealand moa Dinornis". Nature 425 (6954): 172–174. doi:10.1038/nature01871. PMID 12968178. 
  • Burrows, C.; et al. (1981). "The diet of moas based on gizzard contents samples from Pyramid Valley, North Canterbury, and Scaifes Lagoon, Lake Wanaka, Otago". Records of the Canterbury Museum 9: 309–336. 
  • Davies, S.J.J.F. (2003). "Moas". In Hutchins, Michael. Grzimek's Animal Life Encyclopedia. 8 Birds I Tinamous and Ratites to Hoatzins (2 ed.). Farmington Hills, MI: Gale Group. pp. 95–98. ISBN 0 7876 5784 0. 
  • Dawkins, Richard (2004). A Pilgrimage to the Dawn of Life, The Ancestor's Tale. Boston: Houghton Mifflin. p. 292. ISBN 0618005838. 
  • Dieffenbach, E. (1843). Travels in New Zealand II. London: John Murray. p. 195. ISBN 1113508434. 
  • Dutton, Dennis (1994). "Skeptics Meet Moa Spotters". New Zealand Skeptics Online. New Zealand: New Zealand Committee for the Scientific Investigation of Claims of the Paranormal. สืบค้นเมื่อ Feb 14 2011. 
  • Forrest, R.M. (1987). "A partially mummified skeleton of Anomalopteryx didiformis from Southland". Journal of the Royal Society of New Zealand 17: 399–408. 
  • Fuller, Errol (1987). Bunney, Sarah, ed. Extinct Birds. London, England: The Rainbird Publishing Group. ISBN 0-8160-1833-2. 
  • Gill, BJ. (2007). "Eggshell characteristics of moa eggs (Aves: Dinornithiformes)". Journal of the Royal Society of New Zealand 37 (4): 139–150. doi:10.1080/03014220709510542. 
  • Gould, Charles (1886). W.H. Allen & Co.  Unknown parameter |unused_data= ignored (help); Missing or empty |title= (help)
  • Hall, Jamie (2006). "Moas and Other Giant Flightless Birds". The Cryptid Zoo. สืบค้นเมื่อ Feb 14 2011. 
  • Hamilton, A. (1894). "On the feathers of a small species of moa (Megalapteryx didinus) found in a cave at the head of the Waikaia River, with a notice of a moa-hunters camping place on the Old Man Range". Transactions and Proceedings of the New Zealand Institute 27: 232–238. 
  • Hartree, WH. (1999). "A preliminary report on the nesting habits of moas in the East Coast of the North Island". Notornis 46: 457–460. 
  • Heuvelmans, Bernard (1959). On the Track of Unknown Animal. New York, NY: Hill & Wang. 
  • Hill, H. (1913). "The Moa—Legendary, Historical and Geographical: Why and When the Moa disappeared". Transactions and Proceedings of the Royal Society of New Zealand 46: 330. 
  • Holdaway, R. N.; Jacomb, C. (2000). "Rapid Extinction of the Moas (Aves: Dinornithiformes): Model, Test, and Implications". Science 287 (5461): 2250–2254. doi:10.1126/science.287.5461.2250. PMID 10731144. 
  • Holdaway, R.N.; Worthy, T.H. (1997). "A reappraisal of the late Quaternary fossil vertebrates of Pyramid Valley Swamp, North Canterbury". New Zealand Journal of Zoology 24: 69–121. doi:10.1080/03014223.1997.9518107. 
  • Horrocks, M.; et al. (2004). "Plant remains in coprolites: diet of a subalpine moa (Dinornithiformes) from southern New Zealand". Emu 104 (2): 149–156. doi:10.1071/MU03019. 
  • Hutton, F.W.; Coughtrey, M. (1875). "Notice of the Earnscleugh Cave". Transactions and Proceedings of the New Zealand Institute 7: 138–144. 
  • Huynen, Leon; Gill, Brian J.; Millar, Craig D.; Lambert, David M. (30 Aug 2010). "Ancient DNA Reveals Extreme Egg Morphology and Nesting Behavior in New Zealand's Extinct Moa". Proceedings of the National Academy of Sciences 107 (30): 16201. doi:10.1073/pnas.0914096107. 
  • Huynen, Leon J.; Millar, Craig D.; Scofield, R. P. and Lambert, David M. (2003). "Nuclear DNA sequences detect species limits in ancient moa". Nature 425 (6954): 175–178. doi:10.1038/nature01838. PMID 12968179. 
  • Laing, Doug (Jan 05 2008). "Birdman says moa surviving in the Bay". Hawkes Bay Today. APN News & Media Ltd. สืบค้นเมื่อ Feb 14 2011. 
  • Millener, P. R. (1982). "And then there were twelve: the taxonomic status of Anomalopteryx oweni (Aves: Dinornithidae)". Notornis 29 (1): 165–170. 
  • OSNZ (Jan 2009). "New Zealand Recognised Bird Names (NZRBN) database". Ornithological Society of New Zealand Inc. สืบค้นเมื่อ Feb 14 2011. 
  • Owen, Richard (1879). Memoirs on the Extinct Wingless Birds of New Zealand, with an Appendix of Those of England, Australia, Newfoundland, Mauritius and Rodriguez. London: John van Voorst. 
  • Phillips, Matthew J.; Gibb Gillian C.; Crimp Elizabeth A. and Penny, David (2010). "Tinamous and Moa Flock Together: Mitochondrial Genome Sequence Analysis Reveals Independent Losses of Flight among Ratites". Systematic Biology 59 (1): 90–107. doi:10.1093/sysbio/syp079. PMID 20525622. สืบค้นเมื่อ Feb 01 2010. 
  • Polack, J. S. (1838). New Zealand: Being a Narrative of Travels and Adventures During a Residence in that Country Between the Years 1831 and 1837 I. London: Richard Bentley. pp. 303, 307. 
  • Purcell, Rosamond (1999). Swift as a Shadow. Mariner Books. p. 32. ISBN 0395892287. 
  • Stephenson, Brent (01/05/09). "New Zealand Recognised Bird Names (NZRBN) database". New Zealand: Ornithological Society of New Zealand. สืบค้นเมื่อ 05/10/10. 
  • Turvey, Samuel T.; Green, Owen R. and Holdaway, Richard N. (2005). "Cortical growth marks reveal extended juvenile development in New Zealand moa". Nature 435 (7044): 940–943. doi:10.1038/nature03635. PMID 15959513. 
  • Vickers-Rich, P.; et al. (1995). "Morphology, myology, collagen and DNA of a mummified moa, Megalapteryx didinus (Aves: Dinornithiformes) from New Zealand". Tuhinga: Records of the Museum of New Zealand Te Papa Tongarewa 4: 1–26. 
  • Wood, JR. (2007). "Moa gizzard content analyses: further information on the diet of Dinornis robustus and Emeus crassus, and the first evidence for the diet of Pachyornis elephantopus (Aves: Dinornithiformes)". Records of the Canterbury Museum 21: 27–39. 
  • Wood, JR. (2008). "Moa (Aves: Dinornithiformes) nesting material from rockshelters in the semi-arid interior of South Island, New Zealand". Journal of the Royal Society of New Zealand 38 (3): 115–129. doi:10.1080/03014220809510550. 
  • Wood, J.R.; Worthy, T.H., Rawlence, N.J., Jones, S.M., Read, S.E. (2008). "A deposition mechanism for Holocene miring bone deposits, South Island, New Zealand". Journal of Taphonomy 6: 1–20. 
  • Worthy, T.H. (1989). "Mummified moa remains from Mt. Owen, northwest Nelson". Notornis 36: 36–38. 
  • Worthy, T.H. (1998a). "Quaternary fossil faunas of Otago, South Island, New Zealand". Journal of the Royal Society of New Zealand 28 (3): 421–521. doi:10.1080/03014223.1998.9517573. 
  • Worthy, T.H. (1998b). "The Quaternary fossil avifauna of Southland, South Island, New Zealand". Journal of the Royal Society of New Zealand 28 (4): 537–589. doi:10.1080/03014223.1998.9517575. 
  • Worthy, T.H.; Holdaway, R.N. (1993). "Quaternary fossil faunas from caves in the Punakaiki area, West Coast, South Island, New Zealand". Journal of the Royal Society of New Zealand 23: 147–254. 
  • Worthy, T.H.; Holdaway, R.N. (1994). "Quaternary fossil faunas from caves in Takaka Valley and on Takaka Hill, northwest Nelson, South Island, New Zealand". Journal of the Royal Society of New Zealand 24 (3): 297–391. doi:10.1080/03014223.1994.9517474. 
  • Worthy, T.H.; Holdaway, R.N. (1995). "Quaternary fossil faunas from caves on Mt. Cookson, North Canterbury, South Island, New Zealand". Journal of the Royal Society of New Zealand 25 (3): 333–370. doi:10.1080/03014223.1995.9517494. 
  • Worthy, T.H.; Holdaway, R.N. (1996). "Quaternary fossil faunas, overlapping taphonomies, and paleofaunal reconstructions in North Canterbury, South Island, New Zealand". Journal of the Royal Society of New Zealand 26 (3): 275–361. doi:10.1080/03014223.1996.9517514. 
  • Worthy, Trevor H.; Holdaway, Richard N. (2002). The Lost World of the Moa. Bloomington: Indiana University Press. ISBN 0253340349. 
  • Worthy, Trevor H. (Mar 2009). "A moa sighting?". Te Ara - the Encyclopedia of New Zealand. สืบค้นเมื่อ Feb 14 2011. 
  • Yong, Ed (Mar 2010). "DNA from the Largest Bird Ever Sequenced from Fossil Eggshells". Discover Magazine. สืบค้นเมื่อ Feb 14 2011. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]