ที-84

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ที-84
UkrainianT84Tank.jpg
รถถังหลัก ที - 84
ชนิด รถถังหลัก
สัญชาติ ยูเครน
บทบาท
ประจำการ 1999 – ปัจจุบัน
ผู้ใช้งาน ธงของประเทศยูเครน ยูเครน, ธงของสหภาพโซเวียต สหภาพโซเวียต
ประวัติการผลิต
ผู้ออกแบบ KMDB
ช่วงการออกแบบ 1993 – 94
บริษัทผู้ผลิต Malyshev Factory
ช่วงการผลิต 1994 – ปัจจุบัน
ข้อมูลจำเพาะ (ที-80[1])
น้ำหนัก 46 ตัน
ความยาว 7.086 เมตร (23 ft 3 in)
ความกว้าง 3.775 เมตร (12 ft 5 in)
ความสูง 2.215 เมตร (7 ft 3 in)
ลูกเรือ 3

Elevation +13°, -6°

เกราะ เหล็กกล้า, คอมโพสิต, เกราะปฏิกิริยาระเบิด
อาวุธหลัก KBA-3 125 มท. สมูทบอร์ (43 rds)
อาวุธรอง ปืนกลร่วมแกน 7.62 มม. KT-7.62
ปืนต่อสู้อากาศยาน 12.7 มม. KT-12.7
เครื่องยนต์ KMDB 6TD-2 6-สูบ ดีเซล
1,200 แรงม้า
กำลัง/น้ำหนัก 26 แรงม้า/ต้น
กันสะเทือน ทอร์ชั่นบาร์, ไฮดรอลิคโช้ค
Ground clearance 0.515 ม. (1 ฟุต 8.3 นิ้ว)
ความจุเชื้อเพลิง 1,300 l (290 imp gal; 340 US gal)
พิสัยปฏิบัติการ 540 กิโลเมตร (340 ไมล์)
ความเร็ว 65 กม./ชม. (40 ไมล์/ชม.) - 70 กม./ชม. (43 ไมล์/ชม.)
ที-84
BM Oplot Front.jpg
รถถังหลัก ที - 84 โอปล็อต-เอ็ม
ชนิด รถถังหลัก
สัญชาติ ยูเครน
บทบาท
ประจำการ 2009 – present
ผู้ใช้งาน ธงของประเทศยูเครน ยูเครน
 ไทย
ประวัติการผลิต
ผู้ออกแบบ KMDB
บริษัทผู้ผลิต Malyshev Factory
ข้อมูลจำเพาะ
น้ำหนัก 51 tonnes[2]
ความยาว 7.075 เมตร (23 ft 3 in)[2]
ความกว้าง 3.400 เมตร (11 ft 2 in)[2]
ความสูง 2.800 เมตร (9 ft 2 in)[2]
ลูกเรือ 3 (commander, gunner, driver)

เกราะ modular composite, ERA, APC[2]
อาวุธหลัก 125 mm smoothbore KBA-3 cannon with 46 rounds[2]
อาวุธรอง 1 × 12.7 mm (.50) KT-12.7 anti-aircraft machine gun with 450 rounds

1 × 7.62 mm (.308) KT-7.62 Coaxial machine gun machine gun with 1250 rounds[2]

เครื่องยนต์ KMDB 6TD-2E 6-cylinder diesel (1,200 hp) or

KMDB 6TD-3 6-cylinder diesel (1,500 hp)[2]

กำลัง/น้ำหนัก 24.7 hp/t (6TD-2E)
30 hp/t (6TD-3)[2]
Transmission Automatic
กันสะเทือน Torsion bar
Ground clearance 0.50 เมตร (1 ft 8 in)[2]
ความจุเชื้อเพลิง แม่แบบ:Convert/l[2]
พิสัยปฏิบัติการ 500 กิโลเมตร (310 ไมล์)[2]
ความเร็ว Road 70 กม./ชม. (43 ไมล์/ชม.)
Off-road: 45 กม./ชม. (28 ไมล์/ชม.)[2]

ที-84 (อังกฤษ: T-84) เป็นรถถังหลักของยูเครน พัฒนามาจากรถถังที-80ยูดี (T-80UD) ของสหภาพโซเวียต สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1994 เริ่มเข้าประจำการในกองทัพยูเครนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 ใช้ระบบเครื่องยนต์ดีเซล 1,200 แรงม้า เฉลี่ย 26 แรงม้า ต่อน้ำหนักตัวรถ 1 ตัน ความเร็วสูงสุดที่ 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำให้ ที-84 เป็นหนึ่งในรถถังหลักที่เร็วที่สุดแบบหนึ่งของโลก

เนื้อหา

ข้อมูลทั่วไป[แก้]

รถถังหลัก T-84 OPLOT ออกแบบโดยบริษัท Kharkiv Morozov Machine Building Design Bureau (KMDB) และสร้างโดย Malyshev Plant ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ (State-owned Enterprise) ของประเทศยูเครน คำว่า “OPLOT” เป็นภาษายูเครน ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “Bulwark” ซึ่งหมายถึง “ป้อมปราการหรือที่มั่นสำหรับต่อสู้กับข้าศึก” เป็นรถถังยุคใหม่ที่มีความทันสมัย ถูกออกแบบให้เป็นรถถังที่มีอำนาจการยิงที่รุนแรง มีความแม่นยำสูง มีระบบป้องกันตัวเองที่เชื่อถือได้ และมีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่สูง สามารถปฏิบัติการในสภาพพื้นที่ที่มีอุณหภูมิแตกต่างกันอย่างมาก คือตั้งแต่ -40 องศาเซลเซียส ถึง + 55 องศาเซลเซียส หรือแม้กระทั่งการปฏิบัติการในพื้นที่ ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3000 เมตร รถถัง OPLOT ก็ยังสามารถปฏิบัติภารกิจได้เป็นอย่างดี รถถังหลัก T-84 OPLOT เป็นรถถังที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากตั้งแต่ รถถังหลักรุ่น T-64 จนมาถึงรถถัง รุ่น T-80UD ก่อนจะกลายมาเป็นรถถัง T-84 OPLOT M ในปัจจุบัน รถถังรุ่นนี้ มีการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นเดิมหลายรายการ อาทิเช่น ป้อมปืนรุ่นใหม่ เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1,200 แรงม้า เกราะปฏิกิริยาแบบใหม่ กล้องเล็งแบบใหม่ ระบบต่อต้านการตรวจการณ์ด้วยสายตาที่เรียกว่า “Varta” ที่สามารถป้องกันการตรวจจับหรือการเล็งเกาะเป้าหมาย (Tracking) ด้วยแสงเลเซอร์ รวมถึงการมีระบบก่อกวนสัญญานคลื่นอินฟราเรด ซึ่งนิยมใช้ในระบบอาวุธนาวิถีต่อสู้รถถังทั่วๆไปอีกด้วย ซึ่งทำให้รถถังรุ่นนี้สามารถเพิ่มความอยู่รอดในสนามรบได้มากขึ้น

อำนาจการยิง[แก้]

อำนาจการยิงของรถถัง OPLOT M ได้แก่ระบบอาวุธ ประกอบด้วย อาวุธหลัก และอาวุธรอง ดังนี้

1.อาวุธหลัก : ปืนใหญ่รถถังแบบลำกล้องเรียบ ขนาด125 มม. แบบ KBA-3 (ตระกูลเดียวกับปืนใหญ่รถถัง แบบ 2A46M1 หรือ D-81 TM ของสหพันธรัฐรัสเซีย) ผลิตโดยสาธารณรัฐยูเครน ใช้การบรรจุกระสุนแบบอัตโนมัติ (Autoloader ) ความเร็วในการยิง 8 นัด/นาที สามารถทำการยิงกระสุนได้ 4 ชนิดได้แก่

  • APDSFS
  • HEAT
  • HE-FRAG
  • ATGM (Anti-Tank Guided Missiles)

โดยมีระยะยิงหวังผลของปืนใหญ่รถถังในกระสุนแต่ละประเภท

  • กระสุน APDSFS มีระยะยิงหวังผล 2,800 เมตร
  • กระสุน HEAT มีระยะยิงหวังผล 2,600 เมตร
  • กระสุน HE-FRAG มีระยะยิงหวังผล 2,600 เมตร

โดยมีอัตราการกระจายของกระสุน (Dispersion) ที่ 0.2 มิลลิเรเดียน

2.อาวุธรอง

  • ปืนกลร่วมแกน แบบ KT-7.62 (PKT) ขนาด 7.62 มม.
  • ปืนกลต่อสู้อากาศยานแบบ KT-12.7 ขนาด 12.7 มม แบบควบคุมระยะไกลจากภายในตัวรถ (Remote Control)

ระบบป้อนกระสุนปืนใหญ่รถถัง[แก้]

เป็นระบบที่ทำหน้าที่ป้อนกระสุนที่มีอยู่เข้าสู่ปืนใหญ่รถถังโดยอัตโนมัติ ประกอบไปด้วยสายพาน เครื่องบรรจุกระสุนอัตโนมัติและระบบควบคุม เป็นชนิด กลไกไฟฟ้าไฮดรอลิค ด้วยมุมบรรจุคงที่มีแบบของกระสุน 4 แบบ ความจุกระสุนในช่องใส่กระสุนพร้อมยิง (Carouselle) มีจำนวน 28 นัด การหมุนตัวของช่องใส่กระสุนพร้อมยิง (Carouselle) สามารถหมุนได้สองทิศทางที่ความเร็วในการหมุนประมาณ 25-33 องศาต่อวินาที อัตราเร็วในการบรรจุกระสุนต่อนัดประมาณ 7 วินาที การคัดปลอกกระสุนเมื่อทำการยิงไปแล้ว จะถูกนำกลับไปใส่เอาไว้ในช่องว่างในถาดป้อนกระสุนโดยไม่ทำให้เกะกะในห้องปฏิบัติการของพลประจำรถ ชนิดของการป้อนกระสุนแบบสองหัวรบเรียงตามกันป้อนกระสุนและดินส่งพร้อมกันในหนึ่งรอบ ระบบขับอุปกรณ์ป้อนกระสุนสามารถทำการช่องใส่กระสุนพร้อมยิง (Carouselle) ด้วยมืออันประกอบไปด้วยกลไกบรรจุกระสุนด้วยมือ, ล็อกช่องใส่กระสุนพร้อมยิง (Carouselle) ด้วยมือและล็อกปืนด้วยมือเวลาที่ใช้ในการเติมกระสุนลงช่องใส่กระสุนพร้อมยิง (Carouselle) (ในโหมดเติมกระสุน) 15-20 นาที และนอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมการป้อนกระสุนติดตั้งเอาไว้ในรถถังเพื่อ ทำการควบคุมกลไกและไฮดรอลิคของระบบป้อนกระสุน ควบคุมวงรอบการยิงปืนใหญ่และปืนกลร่วมแกนเก็บข้อมูลเกี่ยวกับชนิดกระสุนที่ถูกบรรจุเอาไว้ในช่องใส่กระสุนพร้อมยิง (Carouselle)

ระบบอาวุธนำวิถีของรถถัง[แก้]

มีไว้เพื่อใช้ทำการยิงอาวุธนำวิถีจากลำกล้องปืนใหญ่รถถัง ด้วยการเล็งจากกล้องเล็งแบบ 1G46M ของพลยิง อาวุธนำวิถีที่ใช้ยิงเป็นแบบ Kombat ชนิดหัวรบแบบระเบิดต่อสู้รถถังแบบหัวรบสองขั้น (Tandem HEAT) ระบบนำวิถีเป็นกึ่งอัตโนมัติชนิดขี่ลำแสงเลเซอร์ (Laser Beam Riding)ระยะยิงไกลสุด 5,000 เมตร

ระบบเครื่องควบคุมการยิง[แก้]

ประกอบไปด้วย กล้องเล็งกลางวันแบบ 1G46M ของพลยิง, กล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อนแบบ PTT-2 ,กล้องเล็งและตรวจการณ์ของผู้บังคับรถแบบ PNK -6 , ระบบควบคุมการยิงปืนกลต่อสู้อากาศยานแบบ 1ETs 29M1, คอมพิวเตอร์คำนวณ ขีปนวิธีแบบ TIUS-VM พร้อมด้วยเซ็นเซอร์ป้อนข้อมูล, อุปกรณ์รักษาการทรงตัวของอาวุธแบบ 2E42M และอื่นๆ

เครื่องคำนวณขีปนวิธีของรถถังแบบ TIUS-VM[3][แก้]

ใช้ในการคำนวณแก้ค่าขีปนวิธีของกระสุนปืนใหญ่รถถัง โดย คอมพิวเตอร์แบบ TIUS-VM จะนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่างๆ จากระบบเซ็นเซอร์ที่วัดค่าได้ เช่น ความเร็วรถถัง, ความเร็วเชิงมุมของเป้าหมาย, อาการเอียงของแกนลำกล้องปืนใหญ่, ความเร็วของลมพัดขวาง, ระยะเป้าหมาย และมุมภาคของเป้าหมาย นอกจากนี้ข้อมูลอื่นๆ ก็จะถูกนำเข้าด้วยมือ เช่น อุณหภูมิโดยรอบ, อุณหภูมิดินส่งกระสุน, อาการสึกของลำกล้องปืนใหญ่ และความดันของอากาศโดยรอบ เป็นต้น นอกจากนี้คอมพิวเตอร์ยังทำการคำนวณเวลาที่เหมาะสมสำหรับกระสุนแบบ ดินระเบิดแรงสูงแบบมีสะเก็ด ( HE-FRAG ) ให้ระเบิดเหนือเป้าหมายได้อีกด้วย ระบบควบคุมการยิงมีประสิทธิภาพสูง เมื่อปุ่มไกปืนถูกกด ปืนจะทำการยิงก็ต่อเมื่อมีการแก้ค่าความแตกต่างระหว่าง แนวเส้นเล็งกับแนวแกนปืนใหญ่รถถังอยู่ในย่านที่ยอมรับได้ ขนาดของ “มุมยิง” ขึ้นอยู่กับระยะยิง และปัจจัยอื่นๆ ลำกล้องปืนใหญ่รถถังสามารถทำงานผิดเพี้ยนไปได้ด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ความร้อนจากการยิง, ฝนตกบนพื้นผิว, การแพร่กระจายคลื่นความร้อน หรือลมพัดขวางเป็นต้น ผลจากปัจจัยเหล่านี้ถูกลดลงโดยการนำเอาปลอกกระจายความร้อน (Thermal sleeve)มาใช้ และเพื่อแก้ไขอาการคลาดเคลื่อน เนื่องจากความร้อนที่แพร่ออกจากลำกล้องปืนใหญ่ ได้มีการติดตั้งอุปกรณ์เซ็นเซอร์ที่ปากลำกล้องเพื่อส่งข้อมูลเกี่ยวกับการคลาดเคลื่อนของลำกล้องให้กับคอมพิวเตอร์คำนวณขีปนวิถีทำการแก้ไขทันที ซึ่งระบบมีเวลาในการเตรียมการยิงสำหรับกระสุนนัดแรกของปืนใหญ่รถถังดังนี้

  • เมื่อรถถังอยู่กับที่ ใช้เวลาในการเตรียมการประมาณ 10-12 วินาที
  • เมื่อรถถังเคลื่อนที่ใช้เวลาในการเตรียมการประมาณ 10-15 วินาที

เซ็นเซอร์ป้อนข้อมูลคอมพิวเตอร์คำนวณขีปนวิธีปืนใหญ่[แก้]

  • เครื่องวัดมุมเอียง (Cant Sensor) ตัวเซ็นเซอร์หรือตัวตรวจจับนี้มีหน้าที่พิจารณาตำแหน่งของการเอียงของปืนทั้งสองแนวระนาบ เพื่อป้อนให้กับคอมพิวเตอร์คำนวณการยิง
  • เครื่องวัดความเร็วลมทางข้าง (Cross Wind Sensor) มีหน้าที่วัดความเร็วลมที่เกิดการพัดขวาง เพื่อป้อนข้อมูลให้กับคอมพิวเตอร์คำนวณขีปนวิถีของปืนใหญ่รถถัง
  • เครื่องวัดความเร็วรถถัง (Tank Speed Sensor) มีหน้าที่วัดความเร็วรถถังในขณะเคลื่อนที่ เพื่อป้อนข้อมูลให้กับคอมพิวเตอร์คำนวณขีปนวิถีของปืนใหญ่รถถัง
  • เครื่องวัดค่าตำแหน่งป้อมปืนเชิงมุม (Turret Attitude Sensor) มีหน้าที่วัดตำแหน่งเชิงมุมของป้อมปืนที่ทำกับตัวรถ (มุมป้อมปืน) เพื่อป้อนให้กับคอมพิวเตอร์คำนวณขีปนวิถีปืนใหญ่รถถัง
  • ระบบจุดอ้างปากลำกล้อง(Muzzle Reference System : MRS) ระบบนี้มีหน้าที่ในการวัดค่าการบิดงอตัวของลำกล้อง เพื่อทำการป้อนข้อมูลให้กับคอมพิวเตอร์คำนวณขีปนวิธีปืนใหญ่รถถัง

ระบบขับเคลื่อนป้อมปืน[แก้]

ระบบขับเคลื่อนป้อมปืนของรถถังOplot ประกอบไปด้วย

  • ระบบหมุนป้อมปืนทางสูงแบบไฟฟ้า-ไฮโดรลิค สามารถยกปืนได้ด้วยความเร็วตั้งแต่ 0.05-1 องศา/วินาที
  • ระบบหมุนป้อมปืนทางระยะแบบกลไกไฟฟ้า สามารถหมุนป้อมปืนได้ด้วยความเร็วตั้งแต่ 0.05-40 องศา/วินาที
  • ระบบรักษาการทรงตัวแบบ 2E42M ใช้ระบบ Mechanical Gyroscope รักษาการทรงตัว 2 แกน มีความผิดพลาดไม่เกิน 0.4 มิลลิเรเดียน

กล้องเล็งกลางวันแบบ 1G46M[4][แก้]

ระบบกล้องเล็งกลางวันแบบ 1G46M เป็นกล้องเล็งกลางวันซึ่งพัฒนามาจากกล้องเล็งกลางวันแบบ1G46 บนรถถังแบบT-80U/UD แต่ได้เพิ่มระบบการปรับศูนย์แก้อาการเบี่ยงเบนของไยโร (Gyro Drifting)โดยอัตโนมัติ มีคุณสมบัติดังนี้

  • เป็นกล้องเล็งกลางวันและกล้องสำหรับนำวิถีอาวุธนำวิถี พร้อมระบบเลเซอร์วัดระยะ
  • มีระบบรักษาการทรงตัวแบบไจโรสโคป 2 แกน มีความผิดพลาดไม่เกิน 0.2 มิลลิเรเดียน
  • กำลังขยาย 2.7-12.0 เท่า ปรับกำลังขยายแบบต่อเนื่อง
  • แนวเล็งทางสูง -15 ถึง +20 องศา
  • แนวเล็งทางระดับ ±8(±1) องศา
  • แนวเล็งทางระดับพร้อมกับป้อมปืน 360 องศา
  • ความเร็วเชิงมุมของแนวเล็งทางสูงและทางระดับ 0.05 - 3 องศา/วินาที
  • เลเซอร์วัดระยะ ชนิดNd:YAG ความยาวคลื่น 1.06 ไมโครเมตร
  • ขีดจำกัดการวัดระยะ 400 - 5115 เมตร
  • ความผิดพลาดในการวัดระยะ ±10 เมตร

สำหรับการเล็งอาวุธนำวิถีนั้น ระบบกล้องเล็งกลางวัน 1G46M จะใช้โมดูลเลเซอร์แยกสำหรับการนำวิถีสำหรับอาวุธนำวิถีต่อสู้รถถัง ซึ่งใช้เทคนิดการปรับคลื่นลำแสงเลเซอร์ให้เกิดเป็นตาราง (Laser Modulation) สำหรับอ้างอิงจุดพิกัดที่อาวุธนำวิถีควรอยู่[5] การใช้งานสำหรับระบบ 1G46Mนั้น ง่ายเช่นเดียวกับระบบ1G46เดิม คือสามารถใช้ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบที่พลยิงเพียงทาบจุดเล็ง วัดระยะด้วยเลเซอร์ แล้วยิง โดยมีระบบสำรองเป็นการวัดระยะด้วยเส้นวัด (Stadiametric rangefinding) เพื่อป้อนข้อมูลเข้าระบบคำนวณขีปนวิถี หรือ ใช้เส้นเล็งแบบกลไกที่มีมาให้ในกล้องเล็งอยู่แล้ว

กล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อนแบบ PTT-2[6][แก้]

กล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อนแบบ PTT-2 พัฒนามาจากระบบกล้องเล็งกลางคืน TO1-KO1 หรือ TPN-4 Buran แต่ได้เปลี่ยนระบบภายในจากกล้องขยายแสง (Image intensifier) เป็นกล้องสร้างภาพความร้อน (Thermal Imaging Sight) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่า มีระยะตรวจการณ์ไกลกว่า และสามารถใช้ได้ในโหมดPassiveเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มการเชื่อมต่อเข้ากับระบบคำนวณขีปนวิถี และ ทำการปรับแนวเล็งให้เป็นแนวเดียวกับกล้องเล็งกลางวัน (ซึ่งแต่เดิม ระบบTPN-4 ไม่ได้เชื่อมต่อเข้ากับระบบคำนวณขีปนวิถี และมีแนวเล็งต่างจากกล้องเล็งกลางวัน[7]) กล้องเล็งแบบสร้างภาพด้วยความร้อน PTT-2 ประกอบไปด้วยกล้องเล็งของพลยิง และจอไมโครมอนิเตอร์ของผู้บังคับรถในกล้องเล็งรอบทิศPNK-6รวมทั้งแผงควบคุม โดยปกติกล้องนี้จะถูกควบคุมการทำงานโดยพลยิง แต่ผู้บังคับรถสามารถควบคุมแยกจากพลยิงได้ไม่ว่าจะเป็นการเล็ง หรือทำการยิงทั้งปืนใหญ่รถถัง หรือปืนกลร่วมแกนโดยใช้ระบบควบคุม และจอมอนิเตอร์สร้างภาพด้วยความร้อนของตน กล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อนนี้ช่วยให้ทั้งพลยิงและผู้บังคับรถสามารถทำการยิงได้อย่างแม่นยำในสภาพทัศนะวิสัยจำกัด เช่น มีหมอกควัน หรือการปฏิบัติในเวลากลางคืน

กล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อนแบบPTT-2 ใช้ระบบรักษาการทรงตัวแบบไม่อิสระ 1แกน โดยเชื่อมต่อกับระบบรักษาการทรงตัวของกล้องเล็งแบบ1G46Mและระบบรักษาการทรงตัวปืนแบบ2E42M ผ่านระบบสัญญาณไฟฟ้า และ ใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมกระจกสะท้อนหลักในการทำงาน [8] จากเดิมที่กล้องเล็งกลางคืนแบบTPN-4 จะใช้การเชื่อมต่อทางกลไกกับแคร่ปืน

กล้องสร้างภาพความร้อนของระบบ PTT-2 นั้น ใช้กล้องของบริษัทThales รุ่นCatherine FC

กล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อนแบบ PTT-2มีคุณสมบัติดังนี้ [9]

  • อัตราขยายแบบออปติคัล 2 จังหวะ และอีก 1 จังหวะแบบดิจิตอล
  • ค่ามุมมองการมองเห็น 9°х6.75° จนถึง 1.5°х1.12°
  • ระยะตรวจจับไกลสุด 12,000 เมตร
  • ค่าความแม่นยำในการเกาะเป้าเชิงมุม 0.5 มิลลิเรเดียน

กล้องตรวจการณ์ของผู้บังคับรถแบบ PNK -6[แก้]

เป็นระบบกล้องเล็งและตรวจการณ์ของ ผบ.รถ เป็นกล้องเล็งตรวจการณ์รอบทิศ (Panoramic Sight) มีระบบรักษาการทรงตัวอิสระแบบสองแกน ประกอบไปด้วยระบบดังต่อไปนี้ [10]

  • กล้องเล็งกลางวัน อัตราขยาย1.2, 6.0 และ 12 เท่า มีระยะตรวจจับไกลสุด 5,500 เมตร แนวเล็งทางสูงที่ -17° ถึง +65° ทางระดับหมุนได้รอบ 360°
  • กล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อน ซึ่งใช้กล้องสร้างภาพด้วยความร้อนจากบริษัท Thales รุ่น Catherine FC อัตราขยาย 2ระดับ มีระยะตรวจจับไกลสุดสำหรับเป้าหมายรถถัง ในอัตราขยายต่ำที่ 5,000 เมตร
  • ระบบเลเซอร์วัดระยะ ชนิดความยาวคลื่น1.06 ไมโครเมตร สามารถวัดระยะได้ตั้งแต่ 200 - 9,500 เมตร ด้วยอัตราผิดพลาด ±5 เมตร และมีระบบต่อต้านการรบกวนเลเซอร์ด้วยการยิงเลเซอร์วัดระยะพร้อมกัน 3ครั้ง โดยผู้บังคับรถสามารถเลือกระยะที่เหมาะสมได้เอง หรือ ให้คอมพิวเตอร์คำนวณค่าที่เหมาะสมเองโดยอัตโนมัติ
  • ระบบสวิตช์แลกเปลี่ยนข้อมูลแบบ BK-6
  • ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุม EB-6
  • ระบบควบคุมกล้อง BUG-6

ความสามารถของระบบกล้องตรวจการณ์ PNK-6 มีดังต่อไปนี้ [11]

  • ตรวจการณ์รอบทิศ และ ส่งต่อเป้าหมายที่ตรวจพบให้พลยิง
  • ยิงปืนกลต่อสู้อากาศยาน
  • ยิงปืนหลัก
  • ยิงปืนกลร่วมแกน
  • ยิงจรวดต่อสู้รถถังผ่านระบบกล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อนของพลยิง
  • วัดระยะเป้าหหมายด้วยระบบเลเซอร์วัดระยะ
  • ตรวจดูเป้าหมายของพลยิงผ่านระบบกล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อนของพลยิง
  • แจ้งเตือนเลเซอร์เล็งเกาะ และ ยิงระเบิดควันไปยังทิศนั้นๆ

ระบบPNK-6 ถือว่าเป็นระบบที่ทำให้รถถังOplot Mมีความสามารถในการต่อต้านเป้าหมายได้ในแบบHunter-Killer ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และช่วยเพิ่มความตื่นรู้สถานการณ์ (Situation Awareness )ให้กับผู้บังคบรถได้ อย่างมีนัยยะสำคัญ

ระบบป้องกันตนเอง[แก้]

เกราะหลักของรถถังOplot M เป็นเกราะหลายชั้น (Laminated Armor)เกราะพื้นฐานทั้งป้อมปืนและตัวรถทำจากเหล็กกล้าผ่านกระบวนการหลอมใหม่ด้วยสแล็ก (Electro-slag Remelting)ซึ่งมีความแข็งแรงกว่าเหล็กกล้าปกติถึง10-15%[12] เสริมทับหลายชั้นด้วยเซรามิค อารามิดไฟเบอร์ คอมโพสิต ซึ่งเป็นความลับ และยังมีการเสริมเกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด (Explosive Reactive Armor)

แผ่นเกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด (ERA) ประกอบด้วย[แก้]

โมดูลและแผ่นชายน้ำที่ติดเอาไว้ที่ตัวรถ เช่นเดียวกับชุดเกราะที่นำมาติดเอาไว้ด้านนอกของป้อมปืนตอนหน้าและด้านข้าง และด้านบนของป้อมปืน เกราะปฏิกิริยาแบบ Duplet [13] ติดตั้งเอาไว้บริเวณตำแหน่งต่างๆ เพื่อป้องกันหัวรบแบบดินโพรง(Shape Charge) จากกระสุนระเบิดต่อสู้รถถัง (HEAT) ทุกแบบ และกระสุนเจาะเกราะทรงตัวด้วยครีบหางสลัดครอบทิ้งเอง (APFSDS) เกราะปฏิกิริยาแบบ Duplet ที่เป็นส่วนหนึ่งของชุดเกราะ จะไม่ระเบิดเมื่อถูกยิงด้วยกระสุน 12.7 มม., 30 มม.เจาะเกราะและสะเก็ดของกระสุนขนาดต่างๆ เกราะ Duplet จะถูกเก็บเอาไว้ในกล่องเก็บ หรือไว้ในตัวรถถังเพื่อป้องกันแสงอาทิตย์ หรืออุณหภูมิที่แตกต่างกันมากตั้งแต่ -50 ถึง+55 องศาเซลเซียส และยังสามารถเก็บรักษาเอาไว้ในสภาพความชื้นสูงถึง 100 % ที่อุณหภูมิ +35 องศาเซลเซียส เกราะ Duplet นี้สามารถรักษาคุณสมบัติเหล่านี้เอาไว้ได้นาน 10 ปี

ระบบป้องกันแบบแอคทีฟ Varta[แก้]

ระบบป้องกันแบบVarta ทำหน้าที่ดังนี้

  • ตรวจจับแสงเลเซอร์ที่ตกกระทบตัวรถถัง และแจ้งตำแหน่งที่แสงเลเซอร์ยิงมาเพื่อใช้มาตรการต่อต้านหรือทำการต่อตีไปยังจุดนั้น
  • ยิงระเบิดควันพรางสายตา,อินฟราเรดและเลเซอร์
  • ใช้ระบบอินฟราเรดก่อกวนระบบนำวิถี สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีที่ใช้ระบบSACLOS-Wire Guided (เช่นBill-2 ,TOW, Metis, HOT, ERYX,MILAN ) หรือ Radio Guided (เช่น Wireless TOW ,9K112 Kobra )

ส่วนประกอบของระบบVarta[แก้]

ส่วนประกอบของระบบVarta มีดังนี้

เซนเซอร์ตรวจจับเลเซอร์ (Laser Warning Receiver)[14]ประกอบไปด้วยเซนเซอร์2แบบ ซึ่งมีคุณสมบัติดังนี้

  • เซนเซอร์ตรวจจับเบื้องต้น มีมุมตรวจจับทางทิศ 135องศา ทางระดับ +25/-5 องศา
  • เซนเซอร์ตรวจจับแบบละเอียด มีมุมตรวจจับทางทิศ 45องศา จากกระบอกปืน หรือ 90องศาด้านหน้า ทางระดับ +25/-5องศา
  • รวมทั้งระบบ ครอบคลุม360องศารอบตัวรถ
  • สามารถทำงานได้หลังจากเปิดระบบภายใน20วินาที (**ระบบTSHU-1-1/11 ของระบบShtora-1)
  • ความไวในการตรวจจับ0.15วินาที
  • สามารถตรวจจับเลเซอร์จากระบบเลเซอร์วัดระยะในศูนย์เล็งTPD-K1(ศูนย์เล็งหลักของT-72)ได้จากระยะไกลสุด 10,000เมตร

ระบบท่อยิงระเบิดควัน และระเบิดควันแบบGD-1[15][16]

คุณสมบัติระบบท่อยิงระเบิดควัน (มีต้นแบบจากTucha 902Bของโซเวียตและรัสเซีย ชื่อยูเครนยังไม่มีข้อมูล)

  • จำนวนท่อยิง: 12 ท่อยิง (ติดตั้งด้านข้างของป้อมปืน ชุดละละ6ท่อยิง)
  • ความกว้างปากลำกล้อง: 81 มิลลิเมตร
  • มุมยิงทางทิศ : 45องศา ในแต่ละชุด หรือ 90องศาด้านหน้า
  • ระยะเวลาตอบสนองของระบบ : 0.5วินาที (ในโหมดอัตโนมัติ)

โหมดการทำงาน (อ้างอิงจากระบบShtora-1)

  • อัตโนมัติ (หันป้อมปืนไปยังทิศที่ตรวจพบเลเซอร์ และ ยิงระเบิดควันโดยอัตโนมัติ ตามจำนวนที่ตั้งไว้ ตั้งแต่ 1-3ลูกต่อชุดยิง)
  • กึ่งอัตโนมัติ (หันป้อมปืนไปยังตำแหน่งที่ตรวจพบเลเซอร์โดยอัตโนมัติ แต่ยิงระเบิดควันตามคำสั่งของผู้ใช้)
  • Manual (ยิงระเบิดควันตามคำสั่งผู้ใช้ โดยผู้ใช้กำหนดตำแหน่งที่ต้องการยิงเอง)
  • ยิงทั้งหมด (ยิงระเบิดควันทั้งหมด 12ลูก ในกรณีฉุกเฉิน)
  • ควบคุม และ รีเซ็ท (สำหรับดูแลระบบ)

คุณสมบัติของระเบิดควัน GD-1[17]

  • แบบ: Multi-Spectral (อำพรางทางสายตา ,ก่อกวนเลเซอร์ และก่อกวนระบบตรวจจับความร้อน)
  • ระยะยิงไกลสุด: ไม่น้อยกว่า 50เมตร/ ความสูงสูงสุด : ไม่เกิน 10ม.
  • ระยะเวลาการแตกของระเบิดหลังจากยิงออกไป : ไม่เกิน 1วินาที
  • ระยะเวลาการคงอยู่ของม่านควัน  : ไม่น้อยกว่า 60วินาที

ระบบไฟฉายอินฟราเรดก่อกวนระบบนำถี OTSHU-1-7 (ชื่อจากระบบShtora-1 ชื่อยูเครนยังไม่มีข้อมูล) [18] เป็นระบบป้องกันอาวุธนำวิถีที่ใช้หลักการSACLOS (Semi-Automatic Command to Line-Of-Sight) ผ่านเส้นลวด (Wire Guided)หรือผ่านระบบวิทยุ (Radio Guided) หลักการโดยสังเขปไฟฉายนี้สามารถกำเนิดแหล่งอินฟราเรดขนาดใหญ่พอๆกับแสงแฟลร์ท้ายลูกจรวดของจรวดนำวิถีด้วยเส้นลวด หรือ คอมมานด์ลิงค์(เช่น TOW,MILAN,HOT,ERYX,BILL-2 ) ระบบการนำวิถีแบบนี้จะใช้แสงแฟลร์ท้ายลูกจรวดเป็นจุดอ้างอิง ระหว่างตัวจรวดกับเป้า ระบบไฟฉายนี้จะไปสร้างสัญญาณลวง ทำให้ระบบควบคุมจรวดสับสน จนทำให้จรวดออกจากทิศทางที่ควรจะเป็น

ข้อมูลทางเทคนิค (ระบบOTSHU-1-7 ของระบบShtora-1)

  • ประเภท : ไฟฉายอินฟราเรด
  • มุมการทำงาน :ทางทิศ -20/+20 องศา จากกระบอกปืน //ทางระดับ +2/-2 องศา

โหมดการทำงาน (อ้างจากระบบShtora-1) :

  • ไฟฉายอินฟราเรด : สำหรับระบบกล้องกลางคืนพลขับ โดยจะมีการถอดเลนส์กระจายแสงหน้าไฟฉาย แล้วติดตั้งฟิลเตอร์IR หน้าไฟฉายแทน และปรับให้ไฟฉายขนานกับปืน (คาดว่ารถถังOplot Mคงไม่ใช้โหมดนี้แล้ว)
  • ก่อกวนระบบนำวิถี : สำหรับโหมดนี้ พลประจำรถจะติดตั้งฟิลเตอร์สีแดงเข้ากับตัวไฟฉาย หลังจากนั้นจะติดตั้งเลนส์กระจายแสง แล้วปรับตัวไฟฉายในมุมที่จะให้การป้องกันมากที่สุด

ระบบVarta ช่วยเพิ่มความอยู่รอดให้กับรถถังOplotดังนี้(ข้อมูลของระบบShtora-1)[19]

  • โชคในการยิงไม่ถูกของอวป.และระเบิดที่นำวิถีด้วยระบบนำวิถี ATLIS,TADS,Pave Spike  : 0.85
  • โชคในการยิงไม่ถูกของอวป.นำวิถีด้วยเลเซอร์แบบAGM-65E, Hellfire : 0.8
  • โชคในการยิงไม่ถูกของลูกปืนใหญ่นำวิถีด้วยเลเซอร์แบบCopperhead : 0.8
  • โชคในการยิงไม่ถูกของอวป.นำวิถีด้วยโทรทัศน์ แบบAGM-65A/B : 0.54
  • โชคในการยิงไม่ถูกของอวป.นำวิถีด้วยเส้นลวด เช่นMILAN ,HOT : 0.6
  • เพิ่มอัตราการป้องกันตัวจากระบบวัดระยะด้วยเลเซอร์ : 1.3-3 เท่า

ระบบป้องกัน นชค.[แก้]

ระบบป้องกันอาวุธนิวเคลียร์ชีวะเคมีแบบสร้างแรงดันสูงมีหน้าที่ป้องกันพลประจำ และอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถจากพลประจำ และอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถจากผลของอาวุธนิวเคลียร์, ฝุ่นกัมมันตภาพรังสี, สารพิษและอาวุธชีวภาพ ตัวป้องกันการแผ่รังสีถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นแผ่นบุ(Liner)ที่ติดเอาไว้ด้านใน และยังสามารถทำหน้าที่ป้องกันการกะเทาะของเกราะจากภายใน(Spall Liners) ระบบมีหน้าที่ป้องกันพลประจำรถ และอุปกรณ์ภายในรถจากการระเบิดของนิวเคลียร์, การแพร่กระจายของรังสีเรเดียม, สารพิษหรืออาวุธชีวะ เช่น เดียวกับการตรวจหา และดับไฟในห้องปฏิบัติการของ พลประจำรถถัง และในห้องเครื่องยนต์

ความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่[แก้]

รถถัง OPLOT มีเครื่องยนต์ที่มีกำลังเครื่องยนต์สูงและยังมีระบบช่วยการทำงานของเครื่องยนต์ อันได้แก่ ระบบจ่ายน้ำมัน ระบบป้อนอากาศ ระบบหล่อลื่น ระบบให้ความเย็น ระบบระบายแก๊สจากเครื่องยนต์ ระบบให้ความร้อนเครื่องยนต์เบื้องต้นและระบบทำความร้อนในห้องทำงานพลประจำ จุดเด่นอีกประการหนึ่งของ รถถัง OPLOT คือ การเคลื่อนที่ถอยหลังได้อย่างรวดเร็ว อันเป็นผลมาจากมีการออกแบบชุดส่งกำลัง อันประกอบไปด้วย กล่องเกียร์ เฟืองท้ายส่งกำลังถอยหลัง ทำงานร่วมกับระบบควบคุมการเคลื่อนที่แบบซับซ้อนเช่น เฟืองขับ ระบบสายพาน ระบบพยุงตัวรถ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์พิเศษอื่นๆ อีกเช่น อุปกรณ์ลุยน้ำลึก อุปกรณ์ตรวจการณ์ด้วยสายตาและนำทางเบื้องต้น อุปกรณ์ตรวจการณ์ด้วยสายตาเวลากลางวัน อุปกรณ์ช่วยขับเวลากลางคืน อุปกรณ์ช่วยนำทางเบื้องต้น (นำทางด้วยไจโร) อุปกรณ์เป่าลมที่ช่วยทำความสะอาดอุปกรณ์ตรวจการณ์ด้วยสายตาของป้อมปืนและตัวรถ ระบบช่วยนำทางด้วยดาวเทียม ( GPS )

ระบบช่วยนำทางแบบ TIUS-NM (TIUS-NM Navigation Support System)[แก้]

ระบบช่วยนำทางอาศัยข้อมูลพื้นฐานจากดาวเทียม GLONASS และ GPS NAVSTAR ระบบจะแสดงข้อมูลให้กับผู้บังคับรถเกี่ยวกับตำแหน่งที่อยู่ของรถถังของตนมุมภาคทิศ และตำแหน่งต่างๆ ของกำลังฝ่ายเดียวกัน ช่วยให้ง่ายต่อการควบคุมการดำเนินกลยุทธ์ของหน่วยรถถัง โดยเฉพาะเมื่อต้องมีการปฏิบัติการในสภาพที่มีการสู้รบอย่างรุนแรงที่ต้องมีการปิดป้อม, ในเวลากลางคืน หรือในพื้นที่หมอกควันปกคลุมหนาแน่น ระบบยังแสดงข้อมูลอื่นๆ เช่นทิศทางการหันเลี้ยวให้กับพลขับ เพื่อให้มั่นใจต่อการเคลื่อนที่เข้าหาที่หมายที่ได้เลือกเอาไว้ล่วงหน้า ระบบช่วยนำทางยังช่วยให้ผู้บังคับรถถังสามารถส่งข้อมูล (รวมถึงข้อมูลที่เข้ารหัส) ผ่านทางช่องการติดต่อสื่อสารแบบดิจิตอล โดยใช้ชุดวิทยุมาตรฐานที่ติดอยู่ในรถ คุณสมบัติดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถ ในการควบคุมบังคับบัญชา เพื่อรองรับกับระบบ C4I ในอนาคต

อุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร[แก้]

อุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร ระบบสื่อสารประกอบไปด้วยชุดวิทยุความถี่สูงมากแบบ R-030-U และชุดวิทยุความถี่สูงแบบ R-163-50K และยังมีระบบติดต่อ ภายในรถ หรืออินเตอร์คอม (สามารถติดตั้งระบบวิทยุตามที่ลูกค้าต้องการได้ทุกประเภท)

ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกันกับประเทศต่างๆ[แก้]

เป็นไปตามความต้องการของลูกค้ารถถังหลักแบบ รถถัง OPLOT สามารถติดตั้งอุปกรณ์ได้อย่างหลากหลาย เพื่อสนองตอบตรงกับความต้องการ สิ่งอุปกรณ์เหล่านั้นผลิตโดยโรงงานในประเทศต่างๆ ที่เป็นผู้นำในแต่ละชนิดอุปกรณ์ได้แก่

  • กล้องสร้างภาพด้วยความร้อนผลิตโดยบริษัท THALES ฝรั่งเศส
  • ระบบติดต่อสื่อสารภายในของพลประจำรถ ผลิตโดยบริษัท THALES ฝรั่งเศส
  • ปืนกลผลิตโดย Fn HERSTAL เบลเยียม
  • อุปกรณ์นำทางผลิตโดยบริษัท LITEF เยอรมัน
  • เซ็นเซอร์วัดสภาพอากาศผลิตโดย บริษัท IRDAM สวิสเซอร์แลนด์

รถถังหลักแบบ OPLOT ได้เคยผ่านการทดสอบมาอย่างหนักในหลายภูมิภาค เช่น ตุรกี, มาเลเซียและกรีซ จากการทดสอบได้แสดงให้เห็นว่ารถถังหลัก OPLOT นั้นสามารถปฏิบัติการได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นในภูมิภาคยุโรป, เอเชียและในที่อื่นๆ สามารถปฏิบัติการได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกๆ สภาพอากาศ และในทุกๆ สภาพภูมิประเทศ การออกแบบของรถถัง OPLOT เน้นความอ่อนตัวที่สามารถปรับแต่งให้ได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ เพื่อให้เข้ากับภารกิจที่แตกต่างกันออกไป ความอ่อนตัวเพื่อการส่งออกเหล่านี้ได้แก่ ระบบปรับอากาศ, ระบบช่วยนำทางแบบก้าวหน้าของเยอรมัน, ปืนกลร่วมแกน และปืนกลต่อสู้อากาศยานทำในเบลเยียม, ชุดวิทยุที่ออกแบบโดยฝรั่งเศส, อิสราเอล ฯลฯ รถถังถูกออกแบบโดยเน้นระบบเป็นแบบชุดสำเร็จรูป (Modular) ช่วยให้การสับเปลี่ยนชิ้นส่วนอุปกรณ์สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เพื่อสนองตอบปรับเปลี่ยนไปตามภัยคุกคามที่พัฒนาไปไม่หยุดยั้ง เช่น อาวุธนำวิถีต่อสู้รถถัง หรือแม้แต่การปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการของแต่ละกองทัพก็สามารถทำได้ง่าย โดยคงไว้ซึ่งอำนาจการยิง,เกราะป้องกันและความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ ปัจจุบันมีการพัฒนาปรับปรุงขีดความสามารถทางเทคนิคอยู่หลายรายการ รวมถึง ระบบปฏิบัติการในสนามรบที่ทำงานร่วมกับแผนที่ดิจิตอล ทำให้ผู้บังคับรถมีความเข้าใจสถานการณ์การรบดีขึ้น ทำให้รถถังสามารถตอบสนองความต้องการทางยุทธวิธีได้อย่างรวดเร็ว ลดภาระการทำงานของพลประจำลงรวมถึงความเสี่ยงในการยิงฝ่ายเดียวกัน, ระบบควบคุมติดตามเป้าหมายแบบอัตโนมัติในระบบควบคุมการยิง จะช่วยยกระดับความสามารถในการยิงเป้าหมายที่กำลังเคลื่อนที่ ลดความผิดพลาดในการติดตามเป้าหมายของพลยิงลง, การพิสูจน์ฝ่ายในสนามรบ, ระบบจัดการเครื่องยนต์แบบอิเลคทรอนิคส์, ระบบติดต่อสื่อสารแบบดิจิตอลระหว่างรถถัง ฯลฯ

ที-84 รุ่นต่างๆ[แก้]

ที-84 โอพลอต-เอ็ม
  • ที-84: พัฒนามาจากที-80 ปรับปรุงป้อมปืนและระบบต่อต้าน Shtora-1 ระบบอิเล็กทรอนิค ปืนใหญ่ และเกราะ เครื่องยนตร์ 1,200 แรงม้า (895 กิโลวัต) 6TD-2 ดีเซล.
  • ที-84 ยู: เพิ่มระบบเกราะด้านข้างตัวรถ ระบบเกราะ Kontakt-5 ระบบกำเนิดพลังงานสำรอง, กล้องมองความร้อน, ระบบสื่อสารดาวเทียม, ระบบวัดระยะด้วยเลเซอร์, ระบบควบคุมกระบอกปืน,
  • ที-84 โอพลอต: ปรับปรุงมาจากรุ่น ที-84 ยู ปรับปรุงป้อมปืนแบบตะวันตก, ปืนใหญ่ 125 มม. ระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติ
  • ที-84-120 ยาตากัน: โอพลอตรุ่นสำหรับกองทัพตุรกี ติดตั้งปืนใหญ่ 120 มม. มาตรฐานนาโต้ ปรับปรุงระบบปรับอากาศ ระบบควบคุมกระบอกปืน ระบบควบคุมการยิง และระบบสื่อสาร
  • ที-84 โอพลอต-เอ็ม (Modernized), หรือ บีเอ็ม โอพลอต: เป็นรุ่นปรับปรุงล่าสุดของ ที-84 โอพลอต โดยการปรับปรุงเกราะป้องกันให้หนาขึ้น ระบบอิเล็กทรอนิค, ระบบตอบโต้ ติดตั้งกล้องตรวจการรอบตัว PNK-6 [20]


ประเทศผู้ใช้งาน[แก้]

คุณสมบัติ T-84 Oplot M (Object 478 DU9-1)[แก้]

คุณลักษณะทางเทคนิคของรถถัง OPLOT ประเภท : รถถังหลัก (Main Battle Tank : MBT)

  • น้ำหนักรวม : 51 ตัน +-3%
  • พลประจารถ : 3 นาย
  • อัตราส่วนกำลังต่อน้าหนัก : ไม่ต่ำกว่า 17.5 kw / ตัน (23.5 แรงม้า/ตัน)
  • น้ำหนักกดบนพื้นดิน : ระหว่าง 0.097 MPa ( 0.097 kg/ cm2 )
  • ย่านอุณหภูมิใช้งาน : -40 ถึง +55 องศาเซลเซียส
  • ความยาว :
  • ปืนใหญ่ชี้ไปข้างหน้า 9,720 มม.
  • ปืนใหญ่หันไปข้างหลัง 9,750 มม.
  • ตัวรถ 7,075 มม.
  • ความกว้าง :
  • ไม่รวมชายน้ำด้านข้างแบบถอดได้ 3,400 มม.
  • รวมชายน้ำด้านข้างแบบถอดได้ 4,275 มม.
  • สูง วัดถึงกล้องตรวจการณ์ผู้บังคับรถ 2,800 มม.
  • ความยาวของสายพานบนพื้น 4,290 มม.
  • ท้องรถสูงพ้นพื้น 470–500 มม.
  • สายพาน 2,800 มม.
  • อาวุธ :
  • ปืนใหญ่ลำกล้องเรียบแบบ 2A46M-1 ( KBA-3 ) ขนาด 125 มม. 1 กระบอก (สามารถยิงอาวุธนำวิถีต่อสู้รถถังได้)
  • ปืนกลร่วมแกนแบบ PKT ( KT-7.62 ) ขนาด 7.62 มม. 1 กระบอก
  • ปืนกลแบบ NSVT ( KT-12.7 ) ขนาด 12.7 มม. 1 กระบอก
  • เครื่องยิงลุกระเบิดควัน 12 ท่อยิง
  • ความเร็วในการเคลื่อนที่ :
  • เฉลี่ย (บนถนนดินธรรมชาติ) 40-45 กม./ชม.
  • สูงสุด (บนถนนพื้นแข็ง) 70 กม./ชม.
  • เมื่อใช้เกียร์ถอยหลัง :
  • ต่ำสุด 4.8 กม./ชม.
  • สูงสุด 31.3 กม./ชม.

ความสิ้นเปลืองน้ามันเพลิงต่อ 100 กม.

  • บนถนนดินธรรมชาติแห้ง 325-370 ลิตร
  • บนถนนผิวแข็ง ไม่เกิน 300 ลิตร

ระยะปฏิบัติการ :

  • บนถนนดินธรรมชาติ :
  • ใช้น้ำมันเชื่อเพลิงจากถังหลัก 350 กม.
  • ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังอะไหล่เพิ่ม 450 กม.
  • บนถนนผิวแข็ง :
  • ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังหลัก 400 กม.
  • ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังอะไหล่เพิ่ม 500 กม.
  • การข้ามเครื่องกีดขวาง :
  • ลาดชัน 58 องศา
  • ลาดทางข้าง 25 องศา
  • คู กว้าง 2.85 เมตร
  • เครื่องกีดขวางแนวตั้ง (สูง) 1 เมตร
  • ลุยน้ำลึก (โดยไม่ต้องเตรียมการ) 1.8 เมตร
  • ลุยน้ำลึกโดยใช้อุปกรณ์ลุยน้า 5 เมตร โดยไม่จำกัดความกว้าง และระยะทาง
  • กระสุน :
  • กระสุนสำหรับปืนใหญ่รถถัง : ทั้งหมด 46 นัด (28 นัดในช่องใส่กระสุนพร้อมยิง (Carouselle) สำหรับเครื่องบรรจุกระสุนอัตโนมัติ)
  • ชนิดของกระสุนปืนใหญ่รถถัง :
  • กระสุนเจาะเกราะทรงตัวด้วยครีบหางสลัดทิ้งเอง APDSFS ระยะยิงหวังผล 2,800เมตร
  • กระสุนระเบิดแรงสูงแรงสูงต่อสู้รถถัง HEAT ระยะยิงหวังผล 2,600เมตร
  • กระสุนระเบิดแรงสูงแรงสูงมีสเก็ด HE-FRAG ระยะยิงหวังผล 2,600เมตร
  • อาวุธนำวิถีต่อสู้รถถังแบบ Kombat ระยะยิงหวังผล 5,000เมตร

กระสุนสำหรับอาวุธอื่นๆ :

  • ปืนกล KT – 7.62 จานวน 1,250 นัด
  • ปืนกล KT – 12.7 จานวน 450 นัด
  • ปืนไรเฟิลแบบ AKS จานวน 450 นัด
  • กระสุนปืนยิงพลุสัญญาณ จานวน 12 นัด
  • ระเบิดมือแบบ F-1 จานวน 10 ลูก
  • ระเบิดสำหรับสร้างฉากควัน จานวน 12 ลูก

อ้างอิง[แก้]

  1. Jane's Armour and Artillery, 2005–2006
  2. 2.00 2.01 2.02 2.03 2.04 2.05 2.06 2.07 2.08 2.09 2.10 2.11 2.12 [1] Kharkiv Morozov Machine Building-The BM Oplot main battle tank
  3. http://lreri.tripod.com/Presentation_SE_LRERI.pdf
  4. http://photopribor.ck.ua/en/products/defense/equipment_for_armored_vehicles_control_systems/gunner_s_tank_sights_1g46_1g46m
  5. http://www.kotsch88.de/f_9k119.htm
  6. Gordienko Valentin Ivanovich and co, Ukraine patent No. 15,2009
  7. http://www.kotsch88.de/f_tpn-4.htm
  8. Khonchenko Oleksi Yakovich and co, Ukraine patent No. 10,2002
  9. http://photopribor.ck.ua/en/products/defense/equipment_for_armored_vehicles_control_systems/buran/
  10. Гордиенко В.И., Хомченко А.Я., ОСОБЕННОСТИ ИНТЕГРИРОВАНИЯ ПАНОРАМНОГО ПРИЦЕЛЬНОГО КОМПЛЕКСА В СИСТЕМУ УПРАВЛЕНИЯ ОГНЕМ ТАНКА
  11. Гордиенко В.И., Хомченко А.Я., ОСОБЕННОСТИ ИНТЕГРИРОВАНИЯ ПАНОРАМНОГО ПРИЦЕЛЬНОГО КОМПЛЕКСА В СИСТЕМУ УПРАВЛЕНИЯ ОГНЕМ ТАНКА
  12. http://btvt.narod.ru/4/t84vst90skr2.htm
  13. http://www.ste.com.ua/index.php?hl=en&idd=catalog&catalog=a2724ee14eee3eb96b351ec65029195c&a=37
  14. http://www.fkoz.feodosia.com.ua/main3.phtml?link=20
  15. http://btvt.narod.ru/4/shtora1/shtora1.htm
  16. http://www.npoelm.ru/production/sproduction/shtora/tshu1-2a/
  17. http://catalog.use.kiev.ua/index.php?page=catalog&cat_id=38&view=product&id=458
  18. http://btvt.narod.ru/4/shtora1/shtora1.htm
  19. http://btvt.narod.ru/4/shtora1/shtora1.htm
  20. http://photopribor.ck.ua/en/products/defense/btt/pnk-6/
  • George Forty & Jack Livesey,the World Encyclopedia of Tanks,Anness,2006

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

|image1=รูปภาพของ ที-84