คางคก
| คางคก | |
|---|---|
| การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ | |
| Kingdom: | Animalia |
| Phylum: | Chordata |
| Class: | Amphibia |
| Order: | Anura |
| Families | |
|
อย่างน้อย 9 |
|
คางคก (อังกฤษ: Toad) จัดอยู่ในประเภทสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก เช่นเดียวกับกบ
พิษคางคกจะมีลักษณะเป็นเมือกสีขาว ชาวบ้านเรียกว่า ยางคางคก คางคกมีต่อมพิษของคางคก อยู่ที่เส้นสันหลัง ใต้ตา และเครื่องในบางส่วน ถ้านำมารับประทานอาจถึงแก่ชีวิตได้ ส่วนใหญ่คนที่กินคางคกมักคิดว่ากินแล้วมีกำลังวังชาและรักษาโรคได้ แต่ความจริงแล้วคางคกไม่มีตัวยาแก้หรือรักษาโรคอะไรเลย [1] เมื่อนำไปปรุงเป็นอาหารจะอันตรายเพราะสารพิษจะกระตุ้นการทำงานของหัวใจ โดยเพิ่มอัตราการเต้นและแรงบีบของหัวใจ [2]
[แก้] ความเป็นพิษ
แต่เดิมสารพิษจากต่อม Parotid และ พิษจากหนังคางคกมีผลทางด้านยารักษาโรค ซึ่งเราทราบกันมานานหลายร้อยปีแล้วว่า ชาวจีน และญี่ปุ่น ใช้ผงสกัดจากหนังคางคกทำเป็นยาแก้ไอ ยากระตุ้นหัวใจ ยาขับปัสสาวะ ยาแก้ปวดฟัน และลดอาการไซนัสอักเสบ เป็นต้น สารพิษที่พบในต่อมพิษข้างหูทั้งสองข้างของตัวคางคกแล้ว รังไข่หรือไข่คางคกก็มีพิษเช่นเดียวกัน รวมทั้งในเลือด สารเคมีที่อยู่ในต่อม parotid จะแตกต่างกันไปตามชนิดของคางคก ทั้งสภาพภูมิอากาศ ถิ่นที่อยู่อาศัยและปัจจัยอื่น ๆ สารที่หลั่งจากต่อม parotid มี 3 องค์ประกอบใหญ่ ๆ ได้แก่ bufagins, bufotoxins และ bufotenines นอกจากนี้ยังมี epinephrine, cholesterol, ergosterol และ serotonin (5-hydroxytryptemine) อีกด้วย
พิษจากคางคกส่วนใหญ่ เป็นผลมาจากสาร bufagins และ bufotoxins ถ้าได้รับพิษจากพิษคางคกปริมาณมากพอจะทำให้การหายใจไม่ปรกติ เช่น หายใจขัด มีน้ำลาย และเสมหะมาก แขนขาอ่อนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายท้อง และอ่อนเพลีย หายใจหอบ เกิดภาวะหายใจล้มเหลว จนถึงขั้นเสียชีวิต หากสารพิษสัมผัสที่ตา จะทำให้เกิดอาการอักเสบของเยื่อบุตา และแก้วตา ทำให้ตาพร่า มัว ถึงกับตาบอดชั่วคราวได้พิษของคางคกเป็นส่วนประกอบของสารกลุ่มที่ทำเกิดอาการประสาท มีส่วนประกอบของ สารกลุ่มแคติโคลามีน อินดอล อัลคิลเอมีน ซึ่งเจ้าตัวนี้มีฤทธิ์หลอนประสาท (อันนี้เป็นอาการสำหรับพวกสัตว์เลี้ยงที่ได้รับพิษคางคกเน้อ) โดยธรรมชาติ คางคกจะมีพิษที่สร้างจากร่างกายของมันโดยต่อมพาโรติค แล้วหลั่งมาสู่ผิวหนังเมื่อสุนัข แมว หรือสัตว์ชนิดอื่นสัมผัสหรือเลีย พิษของคางคกจะทำให้ประสาทหลอน เพราะมีส่วนประกอบของสารกลุ่มแคติโคลามีนอินดอล อังคิลเอมีน ซึ่งมีฤทธิ์หลอนประสาท เมื่อได้รับพิษมันจะซึมผ่านเร็วมาก ทางเยื่อเมือก เช่น ผ่านลิ้น ปาก หรือ ตา หากสุนัข แมว เผลอไปสัมผัสหรือเลีย พิษในตัวคางคก ไม่สามารถทำลายด้วยความร้อนได้ แม้ว่าจะนำมาย่าง ปิ้ง ผัด ทอด เมื่อได้รับพิษผู้ป่วยจะแสดงอาการมึนงง สับสน วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดิน ชีพจรเต้นช้าลง และอาจเสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวาย ดังนั้นก่อนคิดจะรับประทาน ควรศึกษาวิธีการเอาเส้นพิษบริเวณผิวหนังคางคกออกก่อนนำไปประกอบอาหาร พิษในตัวคางคก ไม่สามารถทำลายด้วยความร้อนได้ แม้ว่าจะนำมาย่าง ปิ้ง ผัด ทอดเมื่อได้รับพิษ ผู้ป่วยจะแสดงอาการมึนงง สับสน วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดิน ชีพจรช้าลง และอาจเสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวาย
คางคก เป็นสัตว์มีพิษ โดยมีต่อมพิษอยู่ที่เหนือตา เรียกว่า ต่อมพาโรติค เป็นที่เก็บและขับพิษออกมา เรียกว่ายางคางคกมีลักษณะเป็นเมือกสีขาวคล้ายน้ำนม โดยส่วนประกอบของสารพิษ คือ สารบูโทท็อกซิน มีผลต่อการกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ทำให้หัวใจบีบตัว และในส่วนอื่นๆของคางคกยังมีพิษอีกทั้งผิวหนัง เลือด เครื่องใน และไข่ หากกรรมวิธีการปรุงไม่ดี จะทำให้ ผู้กินได้รับพิษได้ ทั้งนี้ผู้รับประทานเนื้อคางคกที่มีพิษจะมีอาการแขนขาอ่อนแรง คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย หายใจหอบ เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ และหากยางคางคกถูกตาจะทำให้เยื่อบุตาและแก้วตาอักเสบได้ ตาพร่ามัว จนถึงขั้นตาบอดได้