ควอเทอร์นารี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
geologic time scale

ยุคควอเทอร์นารี (อังกฤษ: Quaternary Period ) เป็นช่วงเวลาทางธรณีวิทยาเมื่อประมาณ 1.6 ล้านปีที่ผ่านมา ยุคควอเทอร์นารี: เป็นยุคที่สองที่อยู่ในมหายุคซีโนโซอิก(Cenozoic Era)แบ่งออกได้เป็น 2 สมัย คือ สมัยไพลสโตซีน(Pleistocene Epoch) มีอายุประมาณตั้งแต่ 1.6 ล้านปีจนถึง 10,000 ปี และสมัยโฮโลซีน(Holocene Epoch) มีอายุประมาณตั้งแต่ 10,000 ปีจนถึงปัจจุบัน ยุคนี้ได้ประมวลเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาตลอดจนการสะสมของตะกอนดินทรายบนผิวโลก นับตั้นแต่สิ้นยุคเทอร์เชียรี(Tertiary Period )เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน หินที่เกิดในยุคนี้เรียกว่า หินยุคควอเทอร์นารี (Quaternary System) นอกจากนี้ยุคควอเทอร์รีเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และสิ่งมีชิวิตที่ได้เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว ได้มีปรากฏการณ์ที่สำคัญเกิดขึ้นมากมาย ยกตัวอย่างเช่น เกิดยุคน้ำแข็ง (Glacial Period ) ที่ก่อให้เกิดสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปก่อนเข้าสู่สมัยปัจจุบัน(Recent) ช่วงปลายยุคน้ำแข็งนี้เองได้มีค้นพบหลักฐานเกี่ยวกับมนุษย์ยุคต้นๆ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ในปัจจุบัน เป็นยุคที่มนุษย์มีวิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและพัฒนามาเป็นมนุษย์สมัยใหม่มากที่สุด ธรณีวิทยาของยุคนี้จึงมีความสัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์มากที่สุด เป็นทั้งที่อยู่อาศัย ที่ทำกินและแหล่งทรัพยากรอันหลากหลายตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีของมนุษย์ ยุคน้ำแข็งตรงกับช่วงเวลาทางธรณีวิทยา คือ สมัยไพลสโตซีน(Pleistocene Epoch)ในมหายุคซีโนโซอิก(Cenozoic Era) ซึ่งเป็นตอนต้นของสมัยปัจจุบัน(Holocene Epoch) เมื่อประมาณ 2 ล้านปีมาแล้ว มีน้ำแข็งปกคลุมผิวโลกมากกว่า 50 % โดยเฉพาะแถบอเมริกาเหนือและยุโรป ช่วงที่น้ำแข็งปกคลุมผิวโลกอยู่นี้มีระยะเวลายาวนานกว่า 1 ล้านปี ในช่วงนี้บางระยะเวลาอากาศจะอุ่นขึ้นทำให้มีน้ำแข็งละลายออกไปบ้างและเย็นลงเป็นน้ำแข็งปกคลุมผิวโลกสลับกันหลายครั้ง เรียกช่วงนี้ว่า Interglacial Period นักธรณีวิทยาส่วนใหญ่ได้คาดเดาว่าปริมาณน้ำแข็งที่ปกคลุมผิวโลกในยุคน้ำแข็งนั้นมีมากกว่า 75 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตรและน้ำแข็งได้มีการละลายออกไปจากส่วนเหนือของโลก เมื่อประมาณ 15,000 ปีที่ผ่านมา ในปัจจุบันนี้มีปริมาณของน้ำแข็งปกคลุมขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้รวมกันประมาณ 25 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ยุคน้ำแข็งมาจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน น้ำแข็งได้ละลายออกไปจากเดิมถึง 50 ล้านลูกบาศก์กโลเมตรหรืออาจพูดอีกนัยหนึ่งหนึ่งว่า น้ำถูกดึงออกไปจากทะเลให้กลายเป็นน้ำแข็งถึง 50 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร นั่นหมายความว่า ในสมัยไพลสโตซีน(Pleistocene Epoch)ระดับน้ำทะเลทั่วไป(ทั้งโลก)ลดลงไปในยุคน้ำแข็งถึง 130 เมตร ในช่วงนี้เองจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและมีการรุกล้ำของน้ำทะเลเกิดขึ้นทั่วโลก ในช่วงนี้จะมี Land bridge เกิดขึ้นทำให้สิ่งมีชีวิตมีการอพยพข้ามไปอยู่ตามที่ต่างๆได้โดยไม่มีการ barrier ดังนั้นจึงทำให้สามารถค้นพบหลักฐานซากพืช ซากสัตว์บางชนิดตกค้างอยู่ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งในปัจจุบันซึ่งเป็น isolated land และมีวิวัฒนาการไปตามแนวทางใดแนวทางหนึ่งโดยเฉพาะ อาจจะสรุปได้ว่าสาเหตุของการมียุคน้ำแข็งปกคลุมผิวโลกในช่วงสมัยไพลสโตซีน(Pleistocene Epoch)มาจาก 1.การเปลี่ยนแปลงเนื่องจาก solar radiation 2.การเปลี่ยนแปลงของแนวโคจรหรือระยะทางระหว่างดวงอาทิตย์และโลก(Earth-Sun Geometry)และ 3.การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในโลกเอง.