ขบวนการอมัล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ขบวนการอมัล (Amal movement; ภาษาอาหรับ: ตัวย่อของ أفواج المقاومة اللبنانية Afwâj al-Muqâwmat al-Lubnâniyya, หรือ حركة أمل; Harakat Amal) เป็นชื่อย่อของแนวป้องกันเลบานอน อมัลกลายเป็นกองทัพมุสลิมชีอะห์ที่สำคัญในสงครามพลเรือนเลบานอน การเติบโตของอมัลเกิดจากความใกล้ชิดกับระบบสังคมอิสลามของอิหร่าน และผู้อพยพนิกายชีอะห์ 300,000 คนจากเลบานอนภาคใต้ ซึ่งอพยพมาเนื่องจากการถูกอิสราเอลโจมตีใน พ.ศ. 2543 มีกำลังทหารทั้งหมดราว 14,000 คน คำว่าอมัลเป็นภาษาอาหรับแปลว่าความหวัง

จุดประสงค์ดั้งเดิมของอมัลคือต้องการให้มีการยอมรับชาวเลบานอนนิกายชีอะห์ และต้องการใหภาคใต้ของเลบานอนเป็นแหล่งรวมของชาวชีอะห์ อมัลต่อสู้ด้วยกองทหารต่อต้านผู้อพยพชาวปาเลสไตน์ในสงครามพลเรือนเลบานอน หลังสงครามกองทหารอมัลออกมาต่อต้านกลุ่มของชาวชีอะห์อีกกลุ่มคือฮิซบุลลอหฺจากเบรุต กองทหารสิ้นสุดลงโดยการแทรกแซงของซีเรีย

ประวัติ[แก้]

จุดกำเนิด[แก้]

ใน พ.ศ. 2517 ก่อตั้งขบวนการโดยอิมามผู้นำนิกายชีอะห์ Musa al-Sadr และสมาชิกสภา Hussein el-Husseini ต่อมา 20 มกราคม พ.ศ. 2518 จัดตั้งแนวป้องกันอิสลามในฐานะเป็นกองทหารของขบวนการที่จัดตั้งโดย al-Sadr และเป็นที่รู้จักในเวลาต่อมาในชื่ออมัล

อมัลระหว่างสงครามเลบานอน[แก้]

ใน พ.ศ. 2523 Hussein el-Husseini ลาออกจากการเป็นผู้นำของอมัลหลังจากปฏิเสธคำร้องขอของประธานาธิบดีซีเรีย ฮาเฟซ อัล-อาซัดที่ต้องการให้ร่วมมือกับองค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์ ใน พ.ศ. 2525 Nabih Berri จากอมัล Walid Jumblatt จากพรรคสังคมนิยมก้าวหน้าดรูซ และ Elie Hobeika จากกองกำลังเลบานอนลงนามในข้อตกลงไตรภาคีในดามัสกัสเพื่อสนับสนุนให้ยุติสงครามแต่ข้อตกลงนี้ไม่บรรลุผลเพราะการเพิกถอนของ Elie Hobeika ต่อมา พ.ศ. 2532 อมัลยอมรับข้อตกลงตาอิฟเพื่อยุติสงครามประชาชน

สงครามค่ายผู้อพยพ[แก้]

สงครามค่ายผู้อพยพเป็นการต่อสู้ที่เกิดขึ้นราว พ.ศ. 2528 ระหว่างอมัลและกลุ่มชาวปาเลสไตน์ ในระหว่างเหตุการณ์นี้ ฮิซบุลลอหฺสนับสนุนปาเลสไตน์ ส่วนซีเรียสนับสนุนอมัล

การรบครั้งแรก พ.ศ. 2528[แก้]

แม้ว่าผู้อพยพชาวปาเลสไตน์ส่วนใหญ่ถูกขับไล่เนื่องจากการรุกรานของอิสราเอลเมื่อ พ.ศ. 2525 แต่กองทหารของปาเลสไตน์เริ่มฟื้นตัวหลังจากอิสราเอลถอนทหารออกจากเบรุต และเมืองอื่นๆ ซีเรียมองดูการเติบโตนี้ด้วยความกังวลใจ ในดามัสกัส มีการควบคุมองค์กรชาวปาเลสไตน์น้อยและการเติบโตของกองทหารปาเลสไตน์อาจนำไปสู่การรุกรานของอิสราเอล ในเลบานอนความสัมพันธ์ระหว่างผู้นับถือนิกายชีอะหฺและชาวปาเลสไตน์ (นับถือนการซุนนี) ตึงเครียดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2511 หลังจากกองทหารนานาชาติถอนกำลังออกจากเบรุตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527 อมัลเข้าควบคุมเบรุตตะวันตก และตั้งค่ายรอบๆค่ายผู้อพยพที่อยู่ในเบรุตตอนใต้ ต่อมาเมื่อ 15 เมษายน พ.ศ. 2528 อมัลโจมตี อัล-มูรอบิตุน กองทหารนิกายซุนนีของเลบานอนซึ่งมีความใกล้ชิดกับองค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์ในเลบานอน ผลปรากฏว่าอัล-มูรอบิตุนเป็นฝ่ายแพ้และหัวหน้ากลุ่มคือ Ibrahim Kulaylat ถูกเนรเทศ ต่อมา 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2528 การสู้รบอย่างรุนแรงเกิดขึ้นอีกระหว่างอมัลกับชาวปาเลสไตน์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของค่าย Sabra, Shatila และ Burj el-Barajneh ซึ่งอยู่ในเบรุตทั้งหมด อมัลไม่สามารถเข้ายึดครองค่ายได้ จำนวนผู้เสียชีวิตไม่แน่นอน คาดว่ามีราว 100 – 1,000 คน แรงกดดันจากชาติอาหรับทำให้สงครามยุติลงเมื่อ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2528

การรบครั้งที่ 2 พ.ศ. 2529[แก้]

หลังจากหยุดยิง สถานการณ์ยังตึงเครียดจนเกิดการสู้รบกันอีกในเดือนกันยายน พ.ศ. 2528 และเดือนมีนาคม พ.ศ. 2529 จนกระทั่ง 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 เกิดการสู้รบอย่างรุนแรงขึ้นอีก อมัลไม่สามารถยึดค่ายได้แม้จะได้รับการสนับสนุนจากซีเรีย สถานการณ์สงบลงเมื่อซีเรียมีการจัดกองทหารใหม่เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2529

การสู้รบครั้งที่ 3 เดือนกันยายน พ.ศ. 2529[แก้]

ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นในภาคใต้ซึ่งมีทั้งชาวชีอะหฺและชาวปาเลสไตน์ การสู้รบเกิดขึ้นที่ค่าย Rashidiyye เมื่อ 29 กันยายน พ.ศ. 2529 โดยกองทัพซีเรียช่วยฝ่ายอมัล และเครื่องบินของอิสราเอลเข้าไปโจมตีองค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์ การรบแพร่กระจายไปยังเบรุตอย่างรวดเร็ว กองทัพปาเลสไตน์เข้ายึดครอง Maghduche บนภูเขาในซีดอนเพื่อเปิดทางให้ค่าย Rashidiyye มีการเจรจาเพื่อหยุดยิงเมื่อ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2529 แต่ถูกปฏิเสธโดยยัสเซอร์ อาราฟัตแห่งฟาตะหฺ ฟาตะหฺพยายามทำให้เหตุการณ์สงบลงโดยผ่านการประสานงานกับฮิซบุลลอหฺและอัล-มูรอบิตุนแต่การทิ้งระเบิดรอบๆค่ายพักยังคงมีอยู่ต่อไป ค่ายพักที่ถูกปิดล้อมเริ่มขาดแคลนอาหาร การสู้รบเริ่มขยายวงไปสู่ฮิซบุลลอหฺที่สนับสนุนปาเลสไตน์ ซีเรียเริ่มเข้ายึดครองเบรุตตะวันตกเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 ต่อมา อมัลมอบภาระในการดูแลค่ายพักให้ซีเรียเมื่อ 7 เมษายน พ.ศ. 2530 มีผู้เสียชีวิตในการสู้รบราว 3,781 คน การเข้ายึดครองของซีเรียทำให้สงครามค่ายผู้อพยพสิ้นสุดลงเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2534 กองทหารอมัลราว 2,800 เข้าร่วมในกองทัพซีเรีย

หลังสงคราม[แก้]

หลังจาก พ.ศ. 2533 อมัลได้รับการสนับสนุนจากซีเรีย และอมัลเห็นด้วยกับการมีกองทหารซีเรียในเลบานอน หลังจาก Rafik Hariri ถูกลอบสังหารเมื่อ พ.ศ. 2548 อมัลคัดค้านการถอนทหารซีเรีย ตั้งแต่พ.ศ. 2533 กลุ่มนี้ปรากฏในรัฐบาลและรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีตัวแทน 14 คนในรัฐสภาของเลบานอน ในวิกฤตการณ์อิสราเอล-เลบานอน พ.ศ. 2549 มีสมาชิกของกลุ่มนี้ถูกลอบสังหาร 8 คน

อ้างอิง[แก้]

  • Augustus R. Norton, Amal and the Shi'a: Struggle for the Soul of Lebanon (Austin and London: University of Texas Press, 1987
  • Byman, D., Deadly Connections: States that Sponsor Terrorism, Cambride, Cambridge University Press, 2005
  • Nasr, Vali, The Shia Revival, New York, W.W. Norton & Company, 2006
  • Palmer-Harik, J., Hezbollah: The Changing Face of Terrorism, London, I.B. Tauris & Co Ltd, 2004
  • Ranstorp, Magnus, Hizb'allah in Lebanon : The Politics of the Western Hostage Crisis, New York, St. Martins Press, 1997
  • Wright, Robin, Sacred Rage, Simon and Schuster, 2001

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]