การแท้ง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การแท้ง (อังกฤษ: abortion) คือการยุติการตั้งครรภ์ที่ระยะใดก็ตามที่ไม่ทำให้เกิดการเกิดรอด มักจะหมายถึงการยุติการตั้งครรภ์โดยการขับหรือนำเอ็มบริโอหรือทารกในครรภ์ออกจากมดลูกก่อนที่เอ็มบริโอหรือทารกในครรภ์นั้นจะสามารถอยู่รอดได้ การแท้งอาจเกิดขึ้นเองหรือเกิดจากการทำแท้งด้วยสารเคมีหรือศัลยกรรมก็ได้ การทำแท้งส่วนใหญ่กระทำโดยสูตินรีแพทย์ โดยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดสามารถแท้งได้

การทำแท้งอย่างถูกกฎหมายในประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นหัตถการหนึ่งในทางการแพทย์ที่ปลอดภัยมาก การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย(เช่น ทำโดยผู้ที่ไม่ได้รับการอบรมฝึกฝนมาอย่างถูกต้อง)ทำให้มารดาเสียชีวิตถึง 70,000 ราย และทุพพลภาพ ถึง 5,000,000 รายจากทั่วโลก ในแต่ละปีมีการทำแท้งเกิดขึ้น 42,000,000 ครั้งทั่วโลก โดยในจำนวนนี้มีถึง 20,000,000 ครั้งที่ทำโดยไม่ปลอดภัย มีเพียงร้อยละ 49 ของประชากรหญิงทั่วโลกที่เข้าถึงการทำแท้งเพื่อการรักษาและการทำแท้งโดยสมัครใจในอายุครรภ์ที่เหมาะสม

การทำแท้งมีมาในประวัติศาสตร์นานแล้ว โดยใช้วิธีการต่างๆ ทั้งการใช้สมุนไพร ของมีคม วิธีทางกายภาพและวิธีการดั้งเดิมต่างๆ ในขณะที่แพทย์แผนปัจจุบันทำแท้งด้วยยาหรือศัลยกรรม แต่ละพื้นที่ทั่วโลกมีมิติทางกฎหมาย ศาสนา วัฒนธรรม และความนิยมที่มีต่อการทำแท้งแตกต่างกันไปโดยในบางพื้นที่มีการโต้เถียงกันอย่างรุนแรงในประเด็นทางจริยธรรมและกฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้ง การทำแท้งและประเด็นเกี่ยวกับการทำแท้งถูกหยิบยกมาเป็นหัวข้ออภิปรายและใช้ในการวางนโยบายทางการเมืองหลายประเทศ ทั้งในสายสนับสนุนที่เห็นว่าการทำแท้งเป็นสิทธิของสตรีที่ตั้งครรภ์และสายต่อต้านที่เห็นว่าทารกที่กำเนิดขึ้นมาในครรภ์มีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยเช่นกัน อุบัติการณ์ของการทำแท้งทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงจากการเข้าถึงสุขศึกษาการวางแผนครอบครัวและการบริการเพื่อการคุมกำเนิดที่มีมากขึ้น

ประเภท[แก้]

การทำแท้ง[แก้]

ในแต่ละปีมนุษย์ทั่วโลกมีการตั้งครรภ์ 205 ล้านครั้ง มากกว่าหนึ่งในสามเกิดขึ้นโดยไม่ได้วางแผนและประมาณหนึ่งในห้าสิ้นสุดด้วยการทำแท้ง การทำแท้งส่วนมากเกิดในการตั้งครรภ์ที่ไม่ได้วางแผน การทำแท้งสามารถทำได้หลายวิธีการตามความเหมาะสมของอายุครรภ์ที่แปรผันตามขนาดตัวเอ็มบริโอหรือทารกในครรภ์ วิธีการที่เหมาะสมอาจจะต่างไปตามแต่ความนิยมของแพทย์และผู้ป่วย ความจำกัดในแต่ละท้องที่และตามกฎหมายบัญญัติได้ การทำแท้งมีข้อบ่งชี้เพื่อการรักษาและตามความสมัครใจ การทำแท้งเพื่อการรักษาหมายถึงการทำแท้งที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เพื่อรักษาชีวิตและสุขภาพกายและจิตของมารดา ยุติการตั้งครรภ์ทารกที่มีความเสี่ยงที่จะทุพพลภาพ เจ็บป่วย หรือตายก่อนกำหนด หรือเพื่อลดจำนวนทารกในครรภ์ในกรณีการตั้งครรภ์แฝดเพื่อลดความเสี่ยงทางสุขภาพ ส่วนการทำแท้งตามความสมัครใจหมายถึงการทำแท้งที่ไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และเป็นไปตามความประสงค์ของสตรี

การแท้งเอง[แก้]

การแท้งเองคือการแท้งที่เกิดขึ้นโดยไม่เจตนา โดยมดลูกขับเอ็มบริโอหรือทารกในครรภ์ออกก่อนอายุครรภ์ครบ 20 หรือ 22 สัปดาห์ การตั้งครรภ์ที่สิ้นสุดก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ และเกิดรอดเป็นทารกเรียกว่าการคลอดก่อนกำหนด แต่หากทารกในครรภ์เสียชีวิตในขณะคลอดหรือก่อนคลอดจะเรียกว่าทารกตายคลอด ทั้งการคลอดก่อนกำหนดและทารกตายคลอดไม่ถือว่าเป็นการแท้งเอง ร้อยละ 30 ถึงร้อยละ 50 ของการปฏิสนธิอยู่รอดถึงไตรมาสแรก ในขณะที่ส่วนที่เหลือแท้งไปตั้งแต่ผู้หญิงยังไม่ทราบว่าตนตั้งครรภ์ และมีการตั้งครรภ์หลายครั้งที่แท้งไปก่อนที่แพทย์จะตรวจพบเอ็มบริโอ การตั้งครรภ์ที่ตรวจพบแล้วจะสิ้นสุดด้วยการแท้งเองถึงร้อยละ 15-30 ตามสุขภาพและอายุของสตรีที่ตั้งครรภ์ เหตุการแท้งเองส่วนใหญ่(ร้อยละ 50)ในช่วงไตรมาสแรก คือ ความผิดปกติของโครโมโซมของเอ็มบริโอหรือทารกในครรภ์ สาเหตุอื่นๆในมารดาได้แก่ โรคทางระบบเส้นเลือด(เช่นโรคลูปัส) เบาหวาน ความผิดปกติของฮอร์โมน การติดเชื้อ และความผิดปกติของมดลูก ประวัติการตั้งครรภ์เมื่ออายุมากและประวัติการแท้งเองในอดีตเป็นสองปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการแท้งเอง การแท้งเองอาจจะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุต่อร่างกายหรือความเครียด การจงใจก่อความเครียดหรือความรุนแรงเพื่อการแท้งเองถือเป็นการทำแท้งหรือการทำลายทารกในครรภ์

วิธีการทำแท้ง[แก้]

การทำแท้งด้วยยา[แก้]

การทำแท้งด้วยยาคือการทำแท้งที่ไม่ใช้ศัลยกรรมแต่ใช้ยาที่เรียกว่า "ยาแท้ง" การทำแท้งด้วยยาคิดเป็นร้อยละ 13 ของการทำแท้งทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2548 โดยเพิ่มเป็นร้อยละ 17 ในปี พ.ศ. 2553 สูตรยาผสมที่ใช้ในการทำแท้งประกอบด้วยยาเมโธเทร็กเสท(methotrexate)หรือไมฟิพริสโตน(mifepristone) ตามด้วยการใช้ยากลุ่มพรอสตาแกลนดิน คือยามิโซโพรสตอล(misoprostol : เป็นยาที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา) หรือยาแกมีพรอสต์( gemeprost : เป็นยาที่ใช้ในสหราชอาณาจักรและสวีเดน) เมื่อใช้สูตรยานี้ภายใน 49 วันหลังการปฏิสนธิ ประมาณร้อยละ 92 ของผู้ที่รับประทานยาครบตามสูตรยาผสมจะทำแท้งสำเร็จโดยไม่ต้องใช้ศัลยกรรม ยามิโซโพรสตอลสามารถนำมาใช้เป็นยาเดี่ยวได้แต่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าสูตรยาผสม ในกรณีที่การทำแท้งด้วยยาล้มเหลวต้องมีการทำแท้งด้วยศัลยกรรมต่อเพื่อยุติการตั้งครรภ์

การทำแท้งด้วยศัลยกรรม[แก้]

ในระยะ 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ การใช้เครื่องสุญญากาศดูดเอ็มบริโอหรือทารกในครรภ์ออกเป็นวิธีการทำแท้งที่พบบ่อยที่สุด เครื่องดูดสุญญากาศด้วยมือ (Manual vacuum aspiration : MVA หรือ mini-suction หรือ menstrual extraction) จะดูดเอ็มบริโอหรือทารกในครรภ์ออกพร้อมรกและเยื่อหุ้มด้วยกระบอกฉีดยา ในขณะที่เครื่องดูดสุญญากาศไฟฟ้า (electric vacuum aspiration : EVA) จะดูดด้วยแรงจากเครื่องดูดไฟฟ้า วิธีการทั้งสองนี้คล้ายกันต่างแต่เพียงกลไกการดูด อายุครรภ์น้อยที่สุดที่สามารถใช้ได้และความจำเป็นในการขยายขนาดปากมดลูก เครื่องดูดสุญญากาศด้วยมือสามารถนำไปใช้ได้ในการตั้งครรภ์ระยะต้นๆและไม่ต้องขยายขนาดปากมดลูก

การทำแท้งในอายุครรภ์ 15-26 สัปดาห์ใช้วิธีถ่างขยายปากมดลูกแล้วถ่ายทารกในครรภ์ออก (dilation and evacuation : D&E) ซึ่งทำโดยการถ่ายขยายปากมดลูกแล้วใช้เครื่องมือทางศัลยกรรมหรือเครื่องดูด ดูดทารกในครรภ์ออก หรือใช้วิธีถ่างขยายปากมดลูกแล้วขูด (Dilation and curettage : D&C) หรือการขูดมดลูก ซึ่งคือการทำให้ผนังมดลูกเกลี้ยงด้วยเครื่องมือขูดและเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมรองลงมาในการทำแท้งด้วยศัลยกรรม วิธีนี้เป็นหัตการพื้นฐานทางนรีเวชวิทยาเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น เก็บเยื่อบุโพรงมดลูกเพื่อส่งตรวจคัดกรองมะร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เพื่อวินิจฉัยภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด และเพื่อทำแท้ง โดยองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้วิธีการขูดมดลูกเฉพาะเมื่อไม่มีเครื่องดูดสุญญากาศด้วยมือเท่านั้น

การทำแท้งในระยะไตรมาสที่สองต้องใช้วิธีอื่นๆ เช่น การชักนำให้คลอดก่อนกำหนดด้วยยาพรอสตาแกลนดินซึ่งอาจให้ร่วมกับการฉีดสารความดันออสโมซิสสูงที่ประกอบด้วยน้ำเกลือ หรือยูเรียเข้าในนำคร่ำ การทำแท้งที่อายุครรภ์มากกว่า 16 สัปดาห์อาจใช้วิธี partial-birth abortion/intrauterine cranial decompression/intact dilation and extraction : IDX ซึ่งมีการทำลายศีรษะทารกในครรภ์ด้วยวิธีทางศัลยกรรมก่อนถ่ายทารกในครรภ์ออก นอกจากนี้ในระยะท้ายของการตั้งครรภ์อาจจะใช้วิธีการผ่ามดลูก (hysterotomy abortion) ซึ่งมีวิธีการคล้ายกับการผ่าท้องคลอดขณะให้ยาสลบทั่วไป โดยจะมีการเปิดแผลผ่าตัดเล็กกว่าการผ่าท้องคลอด

ราชวิทยาลัยสูติแพทย์และนรีแพทย์ได้แนะนำวิธีการฉีดยาเพื่อหยุดการทำงานของหัวใจทารกในครรภ์ในระยะแรกของการทำแท้งด้วยวิธีทางศัลยกรรมเพื่อให้แน่นอนว่าทารกในครรภ์จะไม่เกิดรอด

การทำแท้งด้วยวิธีอื่นๆ[แก้]

รูปนูนต่ำที่นครวัด กัมพูชา ค.ศ.1150 สลักรูปอสูรทำแท้งโดยใช้สากตำไปที่ท้องของสตรีมีครรภ์.[1][2]

ในอดีตมีการนำสมุนไพรหลายชนิดมาใช้เป็นยาแท้งพื้นบ้าน เช่น tansy, พืชจำพวกมิ้นท์ (pennyroyal), black cohosh, และ silphium ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ทั้งนี้แพทย์ไม่แนะนำให้ใช้ยาสมุนไพรเป็นยาแท้งพื้นบ้านเพราะอาจมีผลข้างเคียงถึงชีวิตได้ เช่น อวัยวะหลายอย่างล้มเหลว

การทำแท้งในบางกรณีใช้วิธีการทำให้บาดเจ็บที่ท้อง ถ้าใช้แรงมากอาจจะทำให้อวัยวะภายในบาดเจ็บมากเกินกว่าเพียงเพื่อจะทำแท้ง ทั้งอุบัติเหตุและการกระทำรุนแรงโดยตั้งใจเพื่อทำแท้งเป็นความรับผิดทางอาญาในหลายประเทศ ในเอเชียอาคเณย์มีวิธีการทำแท้งแบบจารีตด้วยการนวดหน้าท้อง รูปนูนต่ำชิ้นหนึ่งที่นครวัด กัมพูชา สลักรูปอสูรทำแท้งโดยใช้สากตำไปที่ท้องของสตรีมีครรภ์ที่ตกอยู่ในบาดาล วิธีการทำแท้งด้วยตนเองอย่างไม่ปลอดภัยที่มีรายงานได้แก่การใช้ยามิโซโพรสตอลอย่างผิดๆและการสอดอุปกรณ์ที่ไม่ใช้เพื่อศัลยกรรม เช่น เข็มถักนิตติ้งหรือไม้แขวนเสื้อ เข้าไปในโพรงมดลูก วิธีการเหล่านี้พบได้น้อยในประเทศพัฒนาแล้วที่มีบริการทำแท้งด้วยศัลยกรรมอย่างถูกกฎหมาย

ความปลอดภัย[แก้]

ความเสี่ยงทางสุขภาพของการทำแท้งขึ้นอยู่กับว่าวิธีการทำแท้งนั้นปลอดภัยหรือไม่ องค์การอนามัยโลกได้นิยามการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยว่าคือการทำแท้งที่กระทำโดยผู้ไม่มีทักษะ โดยเครื่องมือที่เป็นอันตราย หรือในสภาพแวดล้อมที่ผิดสุขอนามัย[3] การทำแท้งอย่างถูกกฎหมายใน ประเทศพัฒนาแล้วเป็นหนึ่งในหัตถการทางการแพทย์ที่มีความปลอดภัยสูงมาก [4][5] ในสหรัฐอเมริกา ความเสี่ยงของการเสียชีวิตของมารดาจากการทำแท้งระหว่างปี ค.ศ.1998 ถึง 2005 เท่ากับ 0.6 ครั้งในการทำแท้ง 100,000 ครั้ง หรือคือปลอดภัยกว่าการคลอดบุตรถึง 14 เท่า (การคลอดบุตรทำให้มารดาเสียชีวิตได้ 8.8 ครั้งต่อการคลอดมีชีวิต 100,000 ครั้ง).[6][7] ความเสี่ยงของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้งเพิ่มมากขึ้นตามอายุครรภ์แต่ก็ยังน้อยกว่าการคลอดบุตรไปจนอายุครรภ์ที่ 21 สัปดาห์ [8][9] สวนทางกับกฎหมายในบางที่ที่บังคับให้แพทย์ให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยว่าการทำแท้งเป็นหัตถการที่มีความเสี่ยงสูง [10]

การใช้เครื่องดูดสุญญากาศในไตรมาสแรกเป็นวิธีการที่ปลอดภัยที่สุดของการทำแท้งด้วยวิธีทางศัลยกรรมและสามารถทำได้ในสถานพยาบาลขั้นปฐมภูมิ คลินิกทำแท้งหรือโรงพยาบาล วิธีการนี้มีภาวะแทรกซ้อนน้อยมาก ทั้งการเกิดมดลูกทะลุ การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ รวมทั้งการหลงเหลืออยู่ของชิ้นเนื้อที่ทำให้ต้องมีการดูดซ้ำ [11] การให้ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อ เช่นยา ดอกซีไซคลีนหรือเมโทรนิดาโซลมักให้ก่อนการทำแท้งที่ไม่ฉุกเฉิน[12]เพราะเป็นที่เชื่อกันว่าจะลดอัตราการติดเชื้อในมดลูกหลังการทำแท้งด้วยการผ่าตัดได้ [13][14] ภาวะแทรกซ้อนจากการทำแท้งในไตรมาสที่สองนั้นคล้ายกับในไตรมาสที่หนึ่งโดยขึ้นอยู่กับวิธีการทำแท้งที่เลือกใช้

อาจจะมีความแตกต่างบ้างเพียงเล็กน้อยในเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพระหว่างการทำแท้งด้วยการใช้ยาสูตรผสมของยาไมฟีพริสโตนและมิโซพรอสตอลและการทำแท้งด้วยการผ่าตัด(เครื่องดูดสุญญากาศ)ในระยะแรกของไตรมาสแรกไปจนอายุครรภ์ 9 สัปดาห์[15] การทำแท้งด้วยยามิโซพรอสตตอลซึ่งเป็นอนุพันธ์ของพรอสตาแกลนดินเพียงตัวยาเดียวมีประสิทธิภาพน้อยกว่าและเจ็บปวดมากกว่าการใช้ยาสูตรผสมของยาไมฟีพริสโตนและมิโซพรอสตอลหรือการทำแท้งด้วยการผ่าตัด[16][17]

การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย[แก้]

Soviet poster circa 1925, warning against midwives performing abortions. Title translation: "Abortions performed by either trained or self-taught midwives not only maim the woman, they also often lead to death."
ดูบทความหลักที่: การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย

การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยเป็นเหตุการตายและพิการที่สำคัญของสตรีทั่วโลก แม้ข้อมูลจะไม่แน่ชัดแต่ประมาณได้ว่ามีการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นประมาณ 20 ล้านครั้งทุกๆปี โดยร้อยละ 97 นั้นเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา.[4] เชื่อกันว่าการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยทำให้มารดา 68,000 คนต้องตาย [18] และหลายล้านคนต้องบาดเจ็บโดยไม่จำเป็นทุกปี[4] องค์กรต่างๆ เช่น องค์การอนามัยโลก ได้กระตุ้นให้สาธารณะมีการตระหนักถึงการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย กระตุ้นให้การทำแท้งและการฝึกการทำแท้งแก่บุคลากรทางการแพทย์เป็นสิ่งถูกกฎหมายและเพิ่มการเข้าถึงการบริการทางอนามัยเจริญพันธุ์[19]

สตรีที่หาหนทางยุติการตั้งครรภ์ของตนบางครั้งก็หันมาใช้วิธีการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยโดยเฉพาะสตรีที่ไม่สามารถทำแท้งอย่างถูกกฎหมายได้ บ้างก็พยายามทำแท้งด้วยตนเอง บ้างก็ให้ผู้อื่นที่ไม่มีทักษะที่ผ่านการฝึกฝนอย่างถูกต้องหรือไม่มีสภาวะที่ถูกสุขอนามัยเป็นผู้กระทำให้ สิ่งเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น การแท้งไม่ครบ, ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ, การตกเลือด, และการบาดเจ็บต่ออวัยวะภายใน[20]

ความถูกกฎหมายของการทำแท้งเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของความปลอดภัยของการทำแท้ง กฎหมายห้ามการทำแท้งเพิ่มอัตราการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย[21][19][22][23][24] ยกตัวอย่างเช่น การทำให้การทำแท้งถูกกฎหมายในปี ค.ศ.1996 ของประเทศแอฟริกาใต้ ที่มีผลทำให้ความถี่ของภาวะแทรกซ้อนจากการทำแท้งลดลงทันที[25] โดยทำให้อัตราการตายจากการทำแท้งลดลงมากกว่าร้อยละ 90 [26] นอกจากนี้ การเข้าถึงวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพได้โดยยากก็มีส่วนสนับสนุนการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย ประมาณได้ว่าอัตราการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยสามารถลดลงได้ถึงร้อยละ 73 โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้ง ถ้าวิธีการวางแผนครอบครัวที่ทันสมัยและบริการทางสุขภาพแก่มารดาครอบคลุมและเข้าถึงทั่วโลก [27] ร้อยละ 40 ของสตรีทั่วโลกสามารถเข้าถึงการทำแท้งเพื่อการรักษาและการทำแท้งโดยสมัครใจได้ในอายุครรภ์ที่เหมาะสม[28] ขณะที่อีกร้อยละ 35 สามารถเข้าถึงการทำแท้งโดยถูกกฎหมายได้ถ้าสุขภาพกาย ใจ และเศรษฐานะเป็นไปตามเกณฑ์[29] อัตราการตายของมารดาเกิดจากการทำแท้งที่ปลอดภัยน้อยมากในขณะที่การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยทำให้มีการตายถึง 70,000 ราย และบาดเจ็บถึง 5 ล้านรายในแต่ละปี [21] ภาวะแทรกซ้อนจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยเป็นเหตุการตายของมารดาทั่วโลกในอันดับที่ 8 [30] though this varies by region.[31] ภาวะการมีบุตรยากทุติยภูมิจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นกับผู้หญิงประมาณ 24 ล้านคน [23] แม้อัตราการทำแท้งทั่วโลกจะลดลงจาก 45.6 ล้านรายในปี ค.ศ. 1995 เป็น 41.6 ล้านรายในปี ค.ศ. 2003 การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยก็ยังเป็นร้อยละ 48 ของการทำแท้งทั้งหมดในปี ค.ศ. 2003.[22] การให้สุขศึกษา, การเข้าถึงการวางแผนครอบครัวและการพัฒนาการบริการทางการแพทย์ระหว่างและหลังการทำแท้งได้รับการกล่าวถึงว่ามีส่วนในปรากฏการณ์นี้[32]

สมมติฐานมะเร็งเต้านม[แก้]

มีการศึกษาบางชิ้นที่เสนอถึงความสัมพันธ์ระหว่างการแท้งและมะเร็งเต้านม[33] ผู้ที่เสนอความสัมพันธ์นี้([สมมติฐานมะเร็งเต้านม])กล่าวว่าการตั้งครรภ์เป็นการขัดจังหวะการเจริญของเต้านมตามธรรมชาติทำให้เซลล์ตัวอ่อนที่สามารถเจริญเป็นมะเร็งได้มากกว่าปกติหลงเหลืออยู่ในเต้านม อย่างไรก็ตามองค์กรทางการแพทย์ใหญ่ๆ ทั้งองค์การอนามัยโลก, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา, สมาคมมะเร็งอเมริกัน, ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์, สภาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยาอเมริกัน ต่างก็ลงความเห็นจากหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการแท้งมิได้เป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านม, [34] The concept of a causal link between induced abortion and breast cancer is promoted primarily by anti-abortion groups.[33]

สุขภาพจิต[แก้]

ดูบทความหลักที่: การแท้งและสุขภาพจิต

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่บ่งถึงความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างการแท้งและปัญหาสุขภาพจิต[35] ขณะที่สตรีมักจะรู้สึกโล่งใจหลังการทำแท้ง[13] ปัจจัยบางประการในชีวิตของสตรีนั้น เช่น ความผูกพันทางอารมณ์กับการตั้งครรภ์, ขาดการสนับสนุนจากสังคม หรือปัญหาทางจิตเวชที่มีอยู่เดิม ทำให้มีความน่าจะเป็นเพิ่มขึ้นที่เกิดความรู้สึกเชิงลบหลังการแท้ง [36] สมาคมจิตวิทยาอเมริกันได้สรุปว่าการแท้งครั้งเดียวไม่มีผลต่อสุขภาพจิตของสตรี และการแท้งที่ไตรมาสแรกก็ไม่ได้มีความน่าจะเป็นที่จะทำให้สตรีมีปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าการตั้งครรภ์ต่อไปจนครบกำหนดคลอด.[37][38] และเช่นเดียวกัน การทำแท้งที่หลังไตรมาสแรกจากความผิดปกติของทารกในครรภ์ก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต [39]

มีการศึกษาบางชิ้นที่ไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปข้างต้น นักวิจัยอื่นๆและองค์กรวิชาชีพได้กล่าวว่าการศึกษาเกล่านั้นมักจะใช้กลุ่มเปรียบเทียบที่ไม่เหมาะสม ไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยรบกวนอื่นๆอย่างเพียวพอและไม่ได้อธิบายภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพจิตที่มีมาก่อนอย่างเหมาะสม [note 1] Some proposed negative psychological effects of abortion have been referred to by anti-abortion advocates as a separate condition called "post-abortion syndrome", which is not recognized by any medical or psychological organization.[40]

ในประเทศไทย[แก้]

ในประเทศไทยนั้นการทำแท้งเป็นการผิดกฎหมาย โดยกฎหมายจะลงโทษทั้งหญิงที่ทำแท้งและผู้ที่ทำแท้งให้หญิง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 301-305 แต่ก็มีเหตุที่ให้อำนาจแก่แพทย์สาเหตุทำแท้งให้หญิงได้ ในกรณีที่หญิงยินยอม และ

  • ความจำเป็นเนื่องจากสุขภาพของหญิง คือ หากปล่อยให้หญิงตั้งครรภ์หรือคลอดต่อไปอาจเป็นอันตรายต่อหญิงผู้นั้นได้ กฎหมายก็ให้อำนาจแพทย์ที่จะทำแท้งให้ได้
  • การทำแท้งให้แก่หญิงที่ถูกกระทำผิดอาญา เช่น ถูกข่มขืนแล้วท้องเป็นต้น

อ้างอิง[แก้]

  1. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ potts
  2. Mould R (1996). Mould's Medical Anecdotes. CRC Press. p. 406. ISBN 978-0-85274-119-1. 
  3. "The Prevention and Management of Unsafe Abortion" (PDF). World Health Organization. April 1995. สืบค้นเมื่อ 1 June 2010. 
  4. 4.0 4.1 4.2 Grimes, D. A.; Benson, J.; Singh, S.; Romero, M.; Ganatra, B.; Okonofua, F. E.; Shah, I. H. (2006). "Unsafe abortion: The preventable pandemic" (PDF). The Lancet 368 (9550): 1908–1919. doi:10.1016/S0140-6736(06)69481-6. PMID 17126724. 
  5. Grimes, DA; Creinin, MD (2004). "Induced abortion: an overview for internists". Ann. Intern. Med. 140 (8): 620–6. doi:10.1001/archinte.140.5.620. PMID 15096333. 
  6. Raymond, E. G.; Grimes, D. A. (2012). "The Comparative Safety of Legal Induced Abortion and Childbirth in the United States". Obstetrics & Gynecology 119 (2, Part 1): 215–219. doi:10.1097/AOG.0b013e31823fe923. PMID 22270271. 
  7. Grimes DA (January 2006). "Estimation of pregnancy-related mortality risk by pregnancy outcome, United States, 1991 to 1999". Am. J. Obstet. Gynecol. 194 (1): 92–4. doi:10.1016/j.ajog.2005.06.070. PMID 16389015. 
  8. Bartlett LA, Berg CJ, Shulman HB และคณะ (April 2004). "Risk factors for legal induced abortion-related mortality in the United States". Obstet Gynecol 103 (4): 729–37. doi:10.1097/01.AOG.0000116260.81570.60. PMID 15051566. 
  9. Trupin, Suzanne (27 May 2010). "Elective Abortion". eMedicine. สืบค้นเมื่อ 1 June 2010. "At every gestational age, elective abortion is safer for the mother than carrying a pregnancy to term." 
  10. Pittman, Genevra (23 January 2012). "Abortion safer than giving birth: study". Reuters. สืบค้นเมื่อ 4 February 2012. 
  11. Westfall JM, Sophocles A, Burggraf H, Ellis S (1998). "Manual vacuum aspiration for first-trimester abortion". Arch Fam Med 7 (6): 559–62. doi:10.1001/archfami.7.6.559. PMID 9821831. 
  12. ACOG Committee on Practice Bulletins--Gynecology (May 2009). "ACOG practice bulletin No. 104: antibiotic prophylaxis for gynecologic procedures". Obstet Gynecol 113 (5): 1180–9. doi:10.1097/AOG.0b013e3181a6d011. PMID 19384149. 
  13. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ NEJMDec2011
  14. Sawaya GF, Grady D, Kerlikowske K, Grimes DA (May 1996). "Antibiotics at the time of induced abortion: the case for universal prophylaxis based on a meta-analysis". Obstet Gynecol 87 (5 Pt 2): 884–90. PMID 8677129. 
  15. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ WHO_FAQs_2006
  16. Grossman D (3 September 2004). "Medical methods for first trimester abortion: RHL commentary". Reproductive Health Library. Geneva: World Health Organization. สืบค้นเมื่อ 2011-11-22. 
  17. Chien P, Thomson M (15 December 2006). "Medical versus surgical methods for first trimester termination of pregnancy: RHL commentary". Reproductive Health Library. Geneva: World Health Organization. สืบค้นเมื่อ 2010-06-01. 
  18. Haddad, LB.; Nour, NM. (2009). "Unsafe abortion: unnecessary maternal mortality". Rev Obstet Gynecol 2 (2): 122–6. PMC 2709326. PMID 19609407. 
  19. 19.0 19.1 Berer M (2000). "Making abortions safe: a matter of good public health policy and practice". Bull. World Health Organ. 78 (5): 580–92. PMC 2560758. PMID 10859852. 
  20. Okonofua, F. (2006). "Abortion and maternal mortality in the developing world" (PDF). Journal of Obstetrics and Gynaecology Canada 28 (11): 974–979. PMID 17169222. 
  21. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ OBGY09
  22. 22.0 22.1 Sedgh G, Henshaw S, Singh S, Ahman E, Shah IH (2007). "Induced abortion: estimated rates and trends worldwide". Lancet 370 (9595): 1338–45. doi:10.1016/S0140-6736(07)61575-X. PMID 17933648. 
  23. 23.0 23.1 "Unsafe abortion: Global and regional estimates of the incidence of unsafe abortion and associated mortality in 2003" (PDF). World Health Organization. 2007. สืบค้นเมื่อ 7 March 2011. 
  24. Berer M (November 2004). "National laws and unsafe abortion: the parameters of change". Reprod Health Matters 12 (24 Suppl): 1–8. doi:10.1016/S0968-8080(04)24024-1. PMID 15938152. 
  25. Jewkes R, Rees H, Dickson K, Brown H, Levin J (March 2005). "The impact of age on the epidemiology of incomplete abortions in South Africa after legislative change". BJOG 112 (3): 355–9. doi:10.1111/j.1471-0528.2004.00422.x. PMID 15713153. 
  26. Bateman C (December 2007). "Maternal mortalities 90% down as legal TOPs more than triple". S. Afr. Med. J. 97 (12): 1238–42. PMID 18264602. 
  27. Singh, Susheela et al. Adding it Up: The Costs and Benefits of Investing in Family Planning and Newborn Health (New York: Guttmacher Institute and United Nations Population Fund 2009): "If women’s contraceptive needs were addressed (and assuming no changes in abortion laws)...the number of unsafe abortions would decline by 73% from 20 million to 5.5 million." A few of the findings in that report were subsequently changed, and are available at: "Facts on Investing in Family Planning and Maternal and Newborn Health" (Guttmacher Institute 2010).
  28. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ IJGO10
  29. Boland, R.; Katzive, L. (2008). "Developments in Laws on Induced Abortion: 1998–2007". International Family Planning Perspectives 34 (3): 110–120. doi:10.1363/ifpp.34.110.08. PMID 18957353. 
  30. Maclean, Gaynor (2005). "XI. Dimension, Dynamics and Diversity: A 3D Approach to Appraising Global Maternal and Neonatal Health Initiatives". In Balin, Randell E. Trends in Midwifery Research. Nova Publishers. pp. 299–300. ISBN 9781594544774. 
  31. Salter, C., Johnson, H.B., and Hengen, N. (1997). "Care for Postabortion Complications: Saving Women's Lives". Population Reports (Johns Hopkins School of Public Health) 25 (1). Archived from the original on 1 September 2011. 
  32. UNICEF, United Nations Population Fund, WHO, World Bank (2010). "Packages of interventions: Family planning, safe abortion care, maternal, newborn and child health". สืบค้นเมื่อ 31 December 2010. 
  33. 33.0 33.1 Jasen P (2005). "Breast cancer and the politics of abortion in the United States". Medical History 49 (4): 423–44. PMC 1251638. PMID 16562329. 
  34. Cockburn, Jayne; Pawson, Michael E. (2007). Psychological Challenges to Obstetrics and Gynecology: The Clinical Management. Springer. p. 243. ISBN 978-1-84628-807-4. 
  35. Adler, NE; David, HP; Major, BN; Roth, SH; Russo, NF; Wyatt, GE (1990). "Psychological responses after abortion". Science 248 (4951): 41–4. doi:10.1126/science.2181664. PMID 2181664. 
  36. "APA Task Force Finds Single Abortion Not a Threat to Women's Mental Health" (Press release). American Psychological Association. 12 August 2008. สืบค้นเมื่อ 7 September 2011. 
  37. "Report of the APA Task Force on Mental Health and Abortion". Washington, DC: American Psychological Association. 13 August 2008. 
  38. Steinberg, J. R. (2011). "Later Abortions and Mental Health: Psychological Experiences of Women Having Later Abortions—A Critical Review of Research". Women's Health Issues 21 (3): S44–S48. doi:10.1016/j.whi.2011.02.002. PMID 21530839. 
    • Grimes, DA; Creinin, MD (2004). "Induced abortion: an overview for internists". Ann Intern Med 140 (8): 620–6. doi:10.1001/archinte.140.5.620. PMID 15096333. "Abortion does not lead to an increased risk for breast cancer or other late psychiatric or medical sequelae. ... The alleged 'postabortion trauma syndrome' does not exist." 
    • Stotland, NL (2003). "Abortion and psychiatric practice". J Psychiatr Pract 9 (2): 139–149. doi:10.1097/00131746-200303000-00005. PMID 15985924. "Currently, there are active attempts to c(onvince the public and women considering abortion that abortion frequently has negative psychiatric consequences. This assertion is not borne out by the literature: the vast majority of women tolerate abortion without psychiatric sequelae." 
    • Stotland NL (October 1992). "The myth of the abortion trauma syndrome". J Am Med Assoc 268 (15): 2078–9. doi:10.1001/jama.268.15.2078. PMID 1404747. 


อ้างอิงผิดพลาด: มีป้ายระบุ <ref> สำหรับกลุ่มชื่อ "note" แต่ไม่พบป้ายระบุ <references group="note"/> ที่สอดคล้องกัน หรือไม่มีการปิด </ref>