การประหารชีวิตราชวงศ์โรมานอฟ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ราชวงศ์โรมานอฟ จากซ้ายไปขวา: โอลกา, มาเรีย, ซาร์นิโคลัสที่ 2, อเล็กซานดรา, อนาสตาเซีย, อเล็กเซ และทาเทียนา ฉายพระรูปที่พระราชวังลีวาเดีย ค.ศ. 1913

การประหารชีวิตราชวงศ์โรมานอฟ อันเป็นราชวงศ์ปกครองจักรวรรดิรัสเซีย และผู้เลือกจะช่วยราชวงศ์ให้เสด็จลี้ภัยไปต่างประเทศ ได้แก่ ดร. ยูจีน บอตคิน, อันนา เดมิโดวา, อเล็กเซ ทรุปป์, และอีวาน ฮาริโทนอฟ[1] เกิดขึ้นในเยคาเทรินบุร์ก เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1918 ตามคำสั่งของวลาดีมีร์ เลนิน และยาคอฟ ซเวิร์ดลอฟ[2][3]

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2000 ศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซียประกาศให้สมาชิกราชวงศ์โรมานอฟเป็นนักบุญสำหรับ "ความถ่อมพระองค์ ความอดทนและความนอบน้อม"[4] อย่างไรก็ตาม บิชอปไม่ได้ยกย่องสมาชิกราชวงศ์เป็นมรณสักขี (matyr) แต่เป็น "ผู้แบกรับกิเลส" (passion bearer) แทน อันสะท้อนให้เห็นถึงการโต้เถียงกันอย่างเข้มข้นก่อนหน้าเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว [4] เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2008 ศาลสูงสุดแห่งสหพันธรัฐรัสเซียมีคำพิพากษาให้ซาร์นิโคลัสที่ 2 และราชวงศ์เป็นเหยื่อของการปราบปรามทางการเมืองและได้รับการกอบกู้ชื่อเสียง[5][6]

เบื้องหลัง[แก้]

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 1917 นิโคลัส ผู้มิได้เป็นพระมหากษัตริย์อีกต่อไป และได้ถูกทหารยามเรียกอย่างดูถูกว่า "นิโคลัส โรมานอฟ" กลับมารวมกับครอบครัวอีกครั้งที่พระราชวังอเล็กซานเดอร์ในซาร์สกอเย เซโล[7] เขาถูกขังไว้ในบ้านตามหมายกักกันของรัฐบาลเฉพาะกาลพร้อมกับครอบครัว สมาชิกราชวงศ์ถูกสอบสวนอย่างหยาบคายในคืนแรกที่นิโคลัสกลับมาถึงบ้าน ในคืนเดียวกันนั้น ได้มีทหารกลุ่มหนึ่งบุกรุกเข้าไปในหลุมศพของเกรกอรี รัสปูติน และยกศพที่กำลังเปื่อยเน่าขึ้นมาด้วยแท่งไม้ แล้วขว้างศพนั้นไปบนกองฟืนแล้วราดด้วยน้ำมัน ร่างนั้นถูกเผาเป็นเวลาหกชั่วโมงจนเถ้าถ่านลอยไปกับสายลม[7] อดีตซาร์ยังคงสงบและมีภูมิฐาน กระทั่งยืนกรานให้บุตรธิดามารับการสอนวิชาประวัติศาสตร์กับภูมิศาสตร์กับตนด้วย เขายังสนใจติดตามข่าวความเป็นไปของสงครามทางหนังสือพิมพ์อย่างกระตือรือร้น ซึ่งในนั้นก็มีทั้งวิธีที่สื่อปัจจุบันตีพิมพ์เรื่องราวอันน่าตื่นตกใจระหว่างรัสปูตินกับจักรพรรดินี "การสารภาพ" ของอดีตข้าราชบริพารและชีวิตส่วนตัวของผู้อ้างตนเองเป็น "คนรัก" ของธิดาของซาร์ทั้งสี่[8]

เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1917 รัฐบาลเฉพาะกาลของอเล็กซานเดอร์ เคเรนสกี ย้ายสมาชิกราชวงศ์ไปยังโตโบลสก์ โดยอ้างว่าเพื่อปกป้องสมาชิกราชวงศ์จากกระแสการปฏิวัติที่เพิ่มสูงขึ้น พวกเขาอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ของอดีตผู้ว่าการด้วยความสะดวกสบายพอสมควร หลังจากพรรคบอลเชวิคขึ้นมามีอำนาจในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 สภาพการถูกคุมขังก็ได้เข้มงวดขึ้นและการอภิปรายเพื่อนำตัวนิโคลัสมาพิจารณาคดีมีบ่อยครั้งขึ้น นิโคลัสถูกห้ามสวมอินทรธนู และทหารยามวาดรูปลามกหวัด ๆ บนรั้วเพื่อล่วงเกินธิดาของเขา เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1918 ราชวงศ์ถูกจัดให้ดำรงชีพด้วยอาหารปันส่วนของทหาร ซึ่งหมายถึงการแยกจากข้าราชบริพาร 10 คน และการยกเนยเหลวและกาแฟให้เป็นของฟุ่มเฟือย[9]

เมื่อบอลเชวิคมีกำลังกล้าแข็งขึ้น นำไปสู่การต่อต้านเต็มรูปแบบเมื่อถึงฤดูร้อน นิโคลัส อเล็กซานดรา และธิดา มาเรีย ถูกย้ายไปยังเยคาเทรินบุร์กในเดือนเมษายน อเล็กซีป่วยเกินกว่าจะร่วมเดินทางไปกับพ่อแม่และอยู่กับพี่สาว โอลกา ทาเทียนาและอนาสตาเซีย โดยไม่ออกจากโตโบลสก์จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1918 ราชวงศ์ถูกคุมขังโดยมีผู้ติดตามที่เหลืออยู่ไม่กี่คนในบ้านอีปาเตียฟในเยคาเทรินบุร์ก ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น บ้านจุดประสงค์พิเศษ (รัสเซีย: Дом Особого Назначения)

พรรคบอลเชวิคต้องการนำตัวซาร์มาพิจารณาคดี แต่สถานการณ์แวดล้อมได้นำไปสู่การตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าจะสังหารราชวงศ์อย่างรวบรัด ราชวงศ์โรมานอฟถูกจับกุมโดยกองทัพแดงในเยคาเทรินบุร์ก เมื่อสงครามกลางเมืองดำเนินไปและกองทัพขาว (อันเป็นพันธมิตรของฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างหลวม ๆ) คุกคามที่จะยึดเมืองดังกล่าว ความกลัวที่ว่าราชวงศ์โรมานอฟจะตกอยู่ในการควบคุมของฝ่ายรัสเซียขาว ซึ่งพรรคบอลเชวิครับไม่ได้ด้วยเหตุผลสองประการคือ ซาร์หรือสมาชิกราชวงศ์สามารถถูกใช้เพื่อระดมการสนับสนุนอุดมการณ์ของฝ่ายขาว และอย่างที่สอง ซาร์หรือสมาชิกราชวงศ์คนใดหากซาร์เสียชีวิตแล้ว จะถูกชาติยุโรปอื่นพิจารณาว่าเป็นผู้ปกครองโดยชอบธรรมของรัสเซีย ซึ่งจะหมายความว่าผู้นั้นจะสามารถเจรจาให้ต่างชาติเข้าแทรกแซงมากขึ้นในนามของฝ่ายขาว ไม่นานหลังจากราชวงศ์ถูกประหารชีวิต เมืองก็ตกเป็นของฝ่ายรัสเซียขาว

วันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1918 กองทัพเช็คกำลังรุกเข้าใกล้เยคาเทรินบุร์ก ซึ่งไม่ทราบมาก่อนว่าสมาชิกราชวงศ์รัสเซียกำลังถูกคุมขังอยู่ตามหมายกักกัน พรรคบอลเชวิคซึ่งเชื่อว่าทหารเช็คกำลังอยู่ในระหว่างภารกิจช่วยเหลือราชวงศ์รัสเซีย ตื่นตระหนกและประหารชีวิตยามรักษาการณ์ เหตุผลที่แท้จริงที่ทหารเช็คถูกส่งมายังเยคาเทรินบุร์กนั้นเพื่อป้องกันทางรถไฟทรานส์ไซบีเรีย ซึ่งฝ่ายขาวมีการควบคุมสมบูรณ์ สถานการณ์แวดล้อมมีผลอย่างมากต่อการประหารชีวิตราชวงศ์รัสเซีย[10]

การประหารชีวิต[แก้]

โทรเลขลงคำสั่งกวาดล้างนักโทษในนามของสภาโซเวียตสูงสุดในมอสโกลงนามโดยยาคอฟ ซเวิร์ดลอฟ ราวเที่ยงคืน คาคอฟ ยูรอฟสกี ผู้ดูแลบ้านจุดประสงค์พิเศษ สั่งให้แพทย์ประจำราชวงศ์โรมานอฟ ดร. ยูจีน บอตคิน ให้ปลุกสมาชิกราชวงศ์ที่กำลังหลับใหลและให้พวกเขาแต่งตัว[1] สมาชิกโรมานอฟได้รับคำสั่งให้เข้าไปในห้องกึ่งห้องพักใต้ดินขนาด 6x5 เมตร[1] นิโคลัสขอเก้าอี้สองตัวสำหรับตัวเขาเองกับภรรยา ชุดยิงมาถึงอันดับต่อไปและยูรอฟสกีประกาศว่า

นิโคไล อเล็คซานโดรวิช เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพวกพ้องของคุณกำลังดำเนินการโจมตีโซเวียตรัสเซียอย่างต่อเนื่องแล้ว คณะกรรมการบริหารอูราลจึงตัดสินใจประหารชีวิตคุณ...[1]

จากนั้นยูรอฟสกีเริ่มต้นอ่านการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารอูราล และนิโคลัสถามว่า "อะไรนะ"[1] ตามการระลึกความทรงจำของทหารยาม เมื่ออาวุธถูกยกขึ้น จักรพรรดินีและแกรนด์ดัชเชสโอลกา พยายามจะทำเครื่องหมายกางเขน แต่ถูกยิงก่อนที่จะทำเสร็จ ยูรอฟสกีตามรายงาน ได้ชี้ปืนที่นิโคลัสแล้วยิง นิโคลัสเสียชีวิตทันที เพชฌฆาตคนอื่น ๆ เริ่มต้นยิงจนกระทั่งเหยื่อที่วางแผนไว้เสียชีวิตทั้งหมด และมีการยิงต่อไปอีกหลายนัด ประตูถูกเปิดเพื่อปล่อยควันที่คละคลุ้งออกไป[1] ยังมีผู้รอดชีวิตบางคน ดังนั้น พี. แซด. เยียร์มาคอฟจึงแทงพวกเขาเหล่านั้นด้วยดาบปลายปืน เพราะเสียงตะโกนอาจได้ยินไปถึงข้างนอก[1] บุคคลสุดท้ายที่เสียชีวิตคือ อนาสตาเซีย ทาเทียนา โอลกา และมาเรีย ผู้พกพาเพชรหนักกว่า 1.3 กิโลกรัมในเสื้อผ้า จึงช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง[11] อย่างไรก็ตาม พวกเขาถูกแทงด้วยดาบปลายปืนเช่นกัน โอลกาถูกปืนยิงเข้าที่ศีรษะ กล่าวกันว่าอนาสตาเซียและมาเรียหมอบอิงกับกำแพงและเอามือปิดบังศีรษะของตนด้วยความกลัวจนกระทั่งมาเรียถูกยิงล้มลง และอนาสตาเซียถูกสังหารด้วยดาบปลายปืน ตัวยูรอฟสกีเองเป็นผู้สังหารทาเทียนาและอเล็กซี ทาเทียนาเสียชีวิตจากกระสุนที่ถูกยิงเข้าด้านหลังศีรษะ[12] อเล็กซีถูกกระสุนสองนัดที่ศีรษะ ตรงหลังหูพอดี[13] อันนา เดมิโดวา สาวรับใช้ของอเล็กซานดรา รอดชีวิตจากการประหารรอดแรกแต่ถูกแทงจนเสียชีวิตติดกับกำแพงหลังขณะพยายามป้องกันตนเองด้วยหมอนใบเล็กที่เธอพกซึ่งบรรจุไปด้วยอัญมณีและเครื่องประดับมีค่า[14]

ประกาศอย่างเป็นทางการปรากฏในสื่อแห่งชาติในอีกสองวันให้หลัง โดยรายงานว่าพระมหากษัตริย์ถูกประหารชีวิตตามคำสั่งของอูราลิสปอลคอม (คณะกรรมการบริหารอูราล) อันมีสาเหตุมาจากการมาถึงของพวกเชโกสโลวัค[15] ถึงแม้ว่าบันทึกอย่างเป็นทางการของโซเวียตจะระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบของอูราลิสโปลคอม ลีออน ทร็อตสกีได้ระบุในบันทึกประจำวันของเขาว่า การลอบสังหารเกิดขึ้นตามอำนาจของเลนิน ทร็อตสกีเขียนไว้ว่า

การเดินทางเยือนมอสโกครั้งต่อไปของผมเกิดขึ้นหลังจากเยคาเทรินบุร์กเสียแก่ข้าศึก ระหว่างที่คุยกับสเวิร์ดลอฟ ผมถามเขาตามปกติ "เออ ใช่ แล้วซาร์อยู่ที่ไหนล่ะ" "มันจบแล้ว" เขาตอบ "เขาถูกยิง" "แล้วครอบครัวเขาอยู่ไหน" "และครอบครัวก็อยู่กับเขาด้วย" "หมดเลยหรือ" ผมถาม ชัดเจนว่ารู้สึกประหลาดใจ "หมดเลย" ยาคอฟ สเวิร์ดลอฟตอบ "ถามทำไม" เขารอเพื่อดูปฏิกิริยาของผม ผมไม่ตอบอะไร "แล้วใครเป็นคนตัดสินใจ" ผมถาม "เราตัดสินใจที่นี่ อิลลิช [เลนิน] เชื่อว่าเราไม่ควรปล่อยให้ฝ่ายขาวได้ธงมีชีวิตเพื่อระดมคนไปทั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันที่ยากลำบากนี้[16]

เหตุการณ์ภายหลัง[แก้]

ในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อมีข่าวลือแพร่กระจายในเยคาเทรินบุร์กเกี่ยวกับจุดที่นำศพไปทิ้ง ทำให้ยูรอฟสกีเคลื่อนย้ายศพแล้วไปซ่อนไว้ที่อื่น (56°56′32″N 60°28′24″E / 56.942222°N 60.473333°E / 56.942222; 60.473333) เมื่อพาหนะซึ่งบรรทุกศพมาเกิดเสียกลางทางที่จะไปถึงจุดที่เลือกใหม่ ยูรอฟสกีก็ได้จัดการใหม่อีก โดยฝังร่างส่วนใหญ่ในหลุมที่ผนึกและอำพรางไว้ (56°54′41″N 60°29′44″E / 56.9113628°N 60.4954326°E / 56.9113628; 60.4954326) บนถนนคอพท์ยาคี ถนนลูกรังซึ่งปัจจุบันไม่ใช้แล้วห่างออกไป 19 กิโลเมตรทางเหนือของเยคาเทรินบุร์ก ร่างที่เหลืออยู่ของราชวงศ์และผู้ติดตาม ยกเว้นเด็กสองคน ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1991 และถูกฝังใหม่โดยรัฐบาลรัสเซียหลังจากมีการจัดรัฐพิธีศพ ส่วนร่างของเด็กสองคนนั้นถูกระบุเอกลักษณ์ในปี ค.ศ. 2008 มีการจัดพิธีการฝังแบบคริสต์ในปี ค.ศ. 1998 ศพถูกฝังอย่างสมเกียรติในวิหารเซนต์แคเธอรีนในมหาวิหารปีเตอร์และพอลในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อันเป็นที่ฝังพระศพของอดีตพระมหากษัตริย์รัสเซียตั้งแต่ซาร์ปีเตอร์มหาราช ประธานาธิบดีบอริส เยล์ตซิน และภริยาเข้าร่วมงานศพพร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้องกับราชวงศ์โรมานอฟ รวมทั้งเจ้าชายไมเคิลแห่งเคนท์ ศาสนจักรออร์โธด็อกซ์ประกาศให้ราชวงศ์โรมานอฟไเป็นนักบุญด้วยเช่นกัน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 2010 ศาลรัสเซียมีคำสั่งให้อัยการเปิดการสอบสวนการฆาตกรรมซาร์นิโคลัสที่ 2 และราชวงศ์อีกครั้ง แม้ข้อเท็จจริงที่ว่า ทหารบอลเชวิคซึ่งเชื่อกันว่ายิงพวกเขาในปี ค.ศ. 1918 จะเสียชีวิตไปนานแล้วก็ตาม หน่วยสืบสวนหลักของอัยการสูงสุดรัสเซียว่า ทางหน่วยได้ปิดการสอบสวนทางอาญาต่อการสังหารซาร์นิโคลัสไปแล้วอย่างเป็นทางการ เพราะเวลาล่วงเลยมานานแล้วนับตั้งแต่เกิดอาชญากรรม และผู้รับผิดชอบได้เสียชีวิตไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ศาลบัสมันนีมีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีดังกล่าวขึ้นมาอีก โดยว่า ศาลสูงสุดซึ่งประณามรัฐว่าเป็นผู้ฆ่าทำให้การตายของมือปืนที่แท้จริงนั้นไม่เกี่ยวข้องกัน ตามทนายความของผู้สืบสกุลของซาร์และสำนักข่าวท้องถิ่น[17]

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีหลายคนซึ่งอ้างว่าเป็นพระบรมวงศานุวงศ์โรมานอฟที่รอดชีวิต กระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์ของศพนั้นเป็นไปอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตัวอย่างถูกส่งไปยังอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเพื่อวิเคราะห์ดีเอ็นเอ ผลทดสอบสรุปว่า โครงกระดูกจำนวนห้าโครงเป็นสมาชิกของครอบครัวหนึ่งและอีกสี่โครงนั้นไม่เกี่ยวข้องกัน โครงกระดูกสามจากห้าโครงวิเคราะห์แล้วเป็นลูกของบิดามารดาคู่หนึ่ง แม่นั้นมีความเชื่อมโยงกับราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งน่าจะเป็นจักรพรรดินีอเล็กซานดรา เจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ พระนัดดา (หลานชาย) ของพระเชษฐภคินี (พี่สาว) คนแรกสุดของอเล็กซานดรา เจ้าหญิงวิกตอเรียแห่งเฮสส์และไรน์ มีตัวอย่างดีเอ็นเอเข้ากันกับของโครงกระดูกนั้น ส่วนพ่อวิเคราะห์แล้วเกี่ยวข้องกับแกรนด์ดยุคจอร์จ อเล็กซานดราวิช พระอนุชา (น้องชาย) ของซาร์นิโคลัสที่ 2 นักวิทยาศาสตร์อังกฤษกล่าวว่า พวกเขามั่นใจมากกว่า 98.5% ว่า โครงงกระดูกนี้เป็นของซาร์ ราชวงศ์และผู้ติดตาม[18][19] เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 2008 โครงกระดูกดังกล่าวได้รับการพิสูจน์เอกลักษณ์ขั้นสุดท้ายว่าเป็นของซาร์นิโคลัสที่ 2 โดยนักวิทยาศาสตร์รัสเซียและอเมริกันโดยใช้การวิเคราะห์ดีเอ็นเอ[20]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 1.6 100 великих казней, M., Вече, 1999, p. 439 ISBN 5-7838-0424-X
  2. Robert Gellately. Lenin, Stalin, and Hitler: The Age of Social Catastrophe Knopf, 2007 ISBN 1400040051 p. 65.
  3. Figes, Orlando (1997). A People's Tragedy: The Russian Revolution 1891–1924. Penguin Books. p. 638. ISBN 0198228627. 
  4. 4.0 4.1 "Nicholas II And Family Canonized For 'Passion'". New York Times. 2000-08-15. สืบค้นเมื่อ 2008-12-10. 
  5. BBCNews. Russia's last tsar rehabilitated. Retrieved on 2008-10-01
  6. Adrian Blomfield. Russia exonerates Tsar Nicholas II The Telegraph, October 1, 2008.
  7. 7.0 7.1 Tames, R, Last of the Tsars, p.56
  8. Tames, R, Last of the Tsars, p.57
  9. Tames, R, Last of the Tsars, 62
  10. The Czech Legion 1914-20 Osprey Publishing.,
  11. Massie, R, The Romanovs The Final Chapter, 8
  12. King and Wilson, p. 303
  13. Massie, R, The Romanovs The Final Chapter, 6
  14. Radzinsky (1992), pp. 380–393
  15. Mark D. Steinberg, Vladimir M. Khrustalëv, Elizabeth Tucker (1995). The Fall of the Romanovs. Yale University Press. ISBN 0300070675. 
  16. King, G, The Last Empress, 358
  17. New York Times, August 27, 2010
  18. Identification of the remains of the Romanov family by DNA analysis by Peter Gill, Central Research and Support Establishment, Forensic Science Service, Aldermaston, Reading, Berkshire, RG7 4PN, UK, Pavel L. Ivanov, Engelhardt Institute of Molecular Biology, Russian Academy of Sciences, 117984, Moscow, Russia, Colin Kimpton, Romelle Piercy, Nicola Benson, Gillian Tully, Ian Evett, Kevin Sullivan, Forensic Science Service, Priory House, Gooch Street North, Birmingham B5 6QQ, UK, Erika Hagelberg, University of Cambridge, Department of Biological Anthropology, Downing Street, Cambridge CB2 3DZ, UK — http://www.nature.com/ng/journal/v6/n2/abs/ng0294-130.html
  19. Once A Grand Duchess: Xenia, Sister of Nicholas II by John Van der Kiste & Coryne Hall, p.174
  20. "Экспертиза подтвердила, что найденные останки принадлежат Николаю II". ITAR-TASS. สืบค้นเมื่อ 2008-12-05.  (รัสเซีย)