การขอฝน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การขอฝน ของคนอีสานถือเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่มีมานาน คู่กับสังคมของคนอีสานที่เป็นสังคมเกษตรกรรม จำเป็นที่จะต้องใช้น้ำในการอุปโภค บริโภค ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ในงานด้านการเกษตร ด้วยเหตุที่ฟ้าฝนชลประทานไม่ตกต้องตามฤดูกาล คนอีสานจึงอยู่นิ่งดูดายไม่ได้เพื่อความอยู่รอดจึงต้องหาวิธีอะไรสักอย่างที่จะทำให้ฝนตกลงมา

มูลเหตุและความเชื่อ[แก้]

ที่เห็นกันทุกวันนี้ก็คือการจุดบั้งไฟขอฝนจากเทพยดาคือพญาแถนที่คนอีสานเชื่อว่าเป็นเทพที่ทำให้เกิดฝนตก จึงจัดพิธีจุดบั้งไฟบูชาพญาแถนซึ่งมีปรากฏให้เห็นในวรรณกรรมและตำนานพื้นบ้านของอีสาน ประเพณีบุญบั้งไฟนี้ปัจจุบันจัดขึ้นเพื่อแฝงวัตถุประสงค์บางอย่างมีการพนันขันแข่งกันอย่างกว้างขวางซึ่งต่างไปจากแต่ก่อน ทุกวันนี้ในบางหมู่บ้านบางชุมชนก็ยกเลิกไปเพราะด้วยสถานที่ที่ไม่เหมาะสมแต่ในบางแห่งก็ไม่ได้ขอฝนโดยการจุดบั้งไฟแต่ใช้การแห่นางแมวแทน เพราะเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์เก้าชีวิต เสียงแมวร้องเปรียบเสมือนว่าโลกมนุษย์กำลังเดือดร้อน ทวยเทพจึงดลบันดาลให้เกิดฝนเพื่อความชุ่มชื้นเย็นฉ่ำ จึงได้มีการแห่นางแมวไปตามบ้านเรือนให้คนเอาน้ำสาดนายจักรกมล มูลประเสริฐ

ช้างปัจจัยนาเคนทร์กับการขอฝน[แก้]

พิธีขอฝนอีกแบบหนึ่งที่น่าสนใจคือ การแห่ช้างแห่ม้าที่เรียกว่าช้างปัจจัยนาเคนทร์ เป็นพิธีที่จัดขึ้นเนื่องจากจุดบั้งไฟแล้วฝนก็ยังไม่ตก แห่นางแมวแล้วฝนก็ยังไม่ตก เป็นงานที่จัดขึ้นในระดับตำบลหรืออำเภอเพราะมีผู้มาร่วมงานอย่างล้นหลาม แต่ก็ไม่ได้จัดบ่อยนัก

ที่มา[แก้]

เท้าความถึงช้างที่นำมาใช้แห่คือ ช้างปัจจัยนาเคนทร์หรือ ช้างปัจจัยนาค2 ซึ่งเป็นช้างคู่บ้านคู่เมืองสีวีคู่บารมีของพระเวสสันดร ตามปรากฏในวรรณกรรมเรื่องพระเวสสันดร ซึ่งเป็นชาดกที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าตั้งแต่ครั้งก่อนพุทธกาล ก่อนที่พระองค์จะได้มาเป็นพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการให้ทานหรือทานบารมี โดยยกเนื้อเรื่องมาพอสังเขป คือเมืองสีวี สีพี หรือสีวีหล้า3 มีกษัตริย์ปกครองคือพระเจ้าสัญชัยมีโอรสชื่อพระเวสสันดร ซึ่งต่อมาพระเวสสันดรแต่งงานกับนางมัทรี มีโอรสและธิดา 2 องค์ คือ พระกัณหาและพระชาลี อยู่กินกันหลายปี พระเวสสันดรเองเป็นผู้ที่มักให้ทานอยู่เป็นนิจ บ้านเมือง อาณาประชาราชอยู่สุขสบายมาโดยตลอด ด้วยเพราะบุญญาบารมีของพระองค์ประกอบกับช้างคู่บารมีคือช้างปัจจัยนาเคนทร์ที่ทุกคนเชื่อว่าช้างปัจจัยนาเคนทร์ทำให้บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์ การให้ทานของพระเวสสันดรนั้นให้ได้ทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจเพราะต้องการบำเพ็ญทานบารมีในชาติก่อนที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าในชาติต่อไป คือให้ได้แม้กระทั่งเมียและลูกที่เฒ่าชูชกมาขอไปเลี้ยงและเอาไว้เป็นขี้ข้ารับใช้ ที่สำคัญพระเวสสันดรให้ช้างปัจจัยนาเคนทร์แก่บ้านเมืองอื่น เพราะบ้านเมืองที่แห้งแล้งฝนไม่ตกก็จะพากันมาทูลขอช้างปัจจัยนาเคนทร์ไปไว้ที่เมืองของตนจะได้ชุ่มชื่น เนื่องจากช้างปัจจัยนาเคนทร์อยู่ที่ใดที่นั่นก็จะอุดมสมบูรณ์ จึงมีแต่คนอยากได้และพระเวสสันดรก็ได้ให้ไปซึ่งฝ่ายพระเจ้าสัญชัยพระบิดาไม่อยากเสียช้างปัจจัยนาเคนทร์ไป แต่พระเวสสันดรก็อยากให้ทานพระเจ้าสัญชัยจึงขับไล่พระเวสสันดร นางมัทรี กัณหาและชาลี ออกจากเมือง แต่ถึงกระนั้นพระเวสสันดรก็มิว่างเว้นจากการให้ทานพร้อมสั่งสอนลูกเมียให้หมั่นให้ทานเรื่อยมา

พิธีกรรม[แก้]

เรื่องราวของช้างปัจจัยนาเคนทร์ที่นำความอุดมสมบูรณ์มาให้ จึงได้มีการจัดพิธีแห่ช้างปัจจัยนาเคนทร์ขึ้นมีการจำลองเหตุการณ์ที่เหมือนจริงตามเรื่อง มีคนเล่นเป็นพระเวสสันดร นางมัทรี กัณหา ชาลี เฒ่าชูชก มีการนำไม้ไผ่ ผ้า กระดาษสีต่างๆมาทำเป็นช้างตัวใหญ่มหึมาสวยงาม มีการแห่จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่งและขับร้องกลอนลำเป็นเรื่องราวระหว่างทาง ตลอดขบวนแห่ก็มีการสาดน้ำ ฟ้อนรำสนุกสนานกันทั่วหน้า ไม่นานฝนที่ทำท่ามืดครึ้มก็ตกลงมาให้เย็นชุ่มฉ่ำกัน