กาพย์ยานี เป็นคำประพันธ์ไทยประเภทกาพย์ที่กวีนิยมแต่งมากที่สุด มีทั้งแต่งสลับกับคำประพันธ์ประเภทอื่นและแต่งเพียงลำพัง กาพย์ยานีบทหนึ่งมีสองบาท บาทละ 11 คำ คนทั่วไปจึงนิยมเรียกว่า กาพย์ยานี 11
ประวัติความเป็นมา [แก้]
กาพย์ยานี มีหลักฐานควรเชื่อว่าได้ชื่อมาจากคาถาภาษาบาลีที่ยกเป็นตัวอย่างฉันท์ในจินดามณี[1] คือ อินทรวิเชียรฉันท์ ยกตัวอย่างว่า
๏ ยานีธภูตา นิสมาคตานิ ภุมมานิวายา นิวอันตลิกเข
จึงทำให้ผู้รู้ส่วนใหญ่จัดว่ากาพย์เป็นคำประพันธ์เดียวกับฉันท์ เพียงแต่เราไม่บังคับครุและลหุ เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีชื่อกาพย์ยานีในตำรากาพย์สารวิลาสินีและกาพย์คันถะอันได้ชื่อว่าเป็นต้นเค้าของกาพย์ทั้งมวลเลย[2]
ฉันทลักษณ์ [แก้]
หนึ่งบทมีสองบาท บาทละ 11 คำ แบ่งเป็น 2 วรรค วรรคแรก 5 คำ วรรคหลัง 6 คำ บังคับสัมผัสระหว่างวรรคที่ 1, 2 และ 3 ทิ้งสัมผัสวรรคที่ 4 สัมผัสระหว่างบทส่งจากท้ายบทแรกไปยังท้ายบาทแรกของบทต่อไป ดังตัวอย่าง
┌──↓─┐
○○○○● ○○●○○●
┌─────────┘
○○○○● ○○○○○●┐
┌──↓─┐ │
○○○○● ○○●○○●┘
┌─────────┘
○○○○● ○○○○○●┐
│
| ๏ อย่าด่วนครรไลแล่น |
|
กรกรีดแหวนบรางควร |
| ทอดตาลิลาจวน |
|
สะดุดบาทจักพลาดพลำ |
| ๏ อย่าเดินทัดมาลา |
|
เสยเกศาบควรทำ |
| จีบพกพลางขานคำ |
|
สะกิดเพื่อนสำรวลพลาง |
| — กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ |
กวีอาจเพิ่มความไพเราะของกาพย์ยานีด้วยการเพิ่มสัมผัสระหว่างวรรคที่ 3 กับวรรคที่ 4 ก็ได้ ดังตัวอย่าง
| ๏ ฟังแฮทชีพราหมณ์ |
|
เขาเขียวงามทั้งแท่งทงัน |
| ไม่ไล่ช่อแชรงกัน |
|
ต่างต่างพรรณไขขจร |
| ๏ มีนามแต่อาทิ์ |
|
คนธมาทน์ศิขร |
| ที่ใดท่านภูธร |
|
แพศยันครราชา |
| — มหาชาติคำหลวง กัณฑ์มหาพน |
พัฒนาการของกาพย์ยานี [แก้]
กาพย์ยานีในยุคแรก ๆ บังคับเฉพาะสัมผัสระหว่างบาท และสัมผัสระหว่างบทเท่านั้น สัมผัสระหว่างวรรคไม่บังคับ[2] ดังตัวอย่างจากอนิรุทธ์คำฉันท์ และสมุทรโฆษคำฉันท์
| ๏ โดยทิศอุดรมี |
|
พระนครอันควรชม |
| สมญาชื่อเสียงพรหม- |
|
บุรีบุราณกาล |
| ๏ อาจผจญบุรีอิน- |
|
ทรอันเทพยฤมาน |
| มหามเหาฬาร |
|
จรรโลงธารษตรี |
| ๏ ปราการกำแพงรัตน- |
|
อันรอบบุรีศรี |
| ทัดพายุพิถี |
|
คือกำแพง ณ จักรพาฬ |
| ๏ โขลนทวารพิศาลสรรพ |
|
ประดับโครณทุกทวาร |
| หอห้างสรล้างกาญ- |
|
จนกุรุงซริน |
| — สมุทรโฆษคำฉันท์ |
| ๏ บัดนั้นสมเด็จหลาน |
|
กฤษณเทพจักรี |
| รำลึกพนาลี |
|
สุขรมยกรีฑา |
| ๏ เสด็จไปบังคมพระ |
|
อัยกาธิเบศร์ลา |
| จักไปพนาทวา |
|
พนมพฤกษศีรขร |
| ๏ เถื่อนถ้ำพนาลี |
|
คชสีหองค์อร |
| กวางทรายรมั่งมร |
|
สัตวสมสกอหลาย |
| ๏ มสระสโรชา |
|
กรบุษปเรียงราย |
| ขจคนธอบอาย |
|
ภุมรีภรมัว |
| — อนิรุทธ์คำฉันท์ |
สมัยอยุธยายุคกลางและยุคปลายได้เพิ่มสัมผัสระหว่างวรรคแรกกับวรรคที่ 2 แล้ว ต่อมา เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร กวีผู้ชำนาญเชิงกาพย์ ทรงเพิ่มสัมผัสสระในคำที่ 2 - 3 วรรคแรก และคำที่ 3 - 4 ในวรรคหลัง อย่างเป็นระบบ ทำให้จังหวะอ่านรับกันเพิ่มความไพเราะมากขึ้น[2] และส่งอิทธิพลมาถึงกวีสมัยรัตนโกสินทร์ ตลอดถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว[3] ดังตัวอย่าง
| ๏ ปลากรายว่ายเคียงคู่ |
|
เคล้ากันอยู่ดูงามดี |
| แต่นางห่างเหินพี่ |
|
เห็นปลาเคล้าเศร้าใจจร |
| ๏ หางไก่ว่ายแหวกว่าย |
|
หางไก่คล้ายไม่มีหงอน |
| คิดอนงค์องค์เอวอร |
|
ผมประบ่าอ่าเอี่ยมไร |
| ๏ ปลาสร้อยลอยล่องชล |
|
ว่ายเวียนวนปนกันไป |
| เหมือนสร้อยทรงทรามวัย |
|
ไม่เห็นเจ้าเศร้าบ่วาย |
| ๏ เนื้ออ่อนอ่อนแต่ชื่อ |
|
เนื้อน้องฤๅอ่อนทั้งกาย |
| ใครต้องข้องจิตชาย |
|
ไม่วายนึกตรึกตรึงทรวง |
| — กาพย์เห่เรือ พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร |
สุนทรภู่ ก็เป็นอีกตำนานหนึ่งที่ประยุกต์กาพย์ยานีของกรุงศรีอยุธยา โดยให้ความสำคัญกับสัมผัสเป็นหลัก มีการเพิ่มสัมผัสระหว่างวรรคที่ 3 กับวรรคที่ 4 รวมทั้งให้ความสำคัญกับน้ำหนักคำและน้ำเสียงด้วย[3] ดังตัวอย่าง
| ๏ ขึ้นกกตกทุกข์ยาก |
|
แสนลำบากจากเวียงไชย |
| มันเผือกเลือกเผาไฟ |
|
กินผลไม้ได้เป็นแรง |
| ๏ รอนรอนอ่อนอษฎงค์ |
|
พระสุริยงเย็นยอแสง |
| ช่วงดังน้ำครั่งแดง |
|
แฝงเมฆเขาเงาเมรุธร |
| — กาพย์พระไชยสุริยา |
ขณะที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงเปลี่ยนลีลากาพย์ยานี โดยละทิ้งสัมผัสไปมากแต่มาเล่นน้ำหนักของคำและทรงใช้สัมผัสอักษรแทนสัมผัสระหลายครั้ง และน่าจะเป็นตัวตั้งสำหรับกาพย์ยุคหลังๆ ครั้งที่นายผี (อัศนี พลจันทร) สร้างสรรค์กาพย์ยานีรูปใหม่[3] ดังตัวอย่าง
| ๏ ดาวเดือนก็เลื่อนลับ |
|
แสงทองระยับบพโยมหน |
| จวบจวนพระสุริยน |
|
จะเยี่ยมยอดยุคันธร |
| ๏ สมเด็จพระหริวงศ์ |
|
ภุชพงศ์ทิพากร |
| เสด็จลงสรงสาคร |
|
กับพระลักษณ์อนุชา |
| — บทพากย์รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย |
ในยุคกึ่งพุทธกาล นายผี หรือ อัศนี พลจันทร ได้สั่นสะเทือนวงการกาพย์ด้วยลีลาเฉพาะตัว โดยทิ้งสัมผัสในไปมาก หันมาใช้สัมผัสอักษรแทน เน้นคำโดดอันให้จังหวะสละสลวยจนคล้ายอินทรวิเชียรฉันท์กลายๆ[3] ดังตัวอย่าง
| ๏ ในฟ้าบ่อมีน้ำ |
|
ในดินซ้ำมีแต่ทราย |
| น้ำตาที่ตกราย |
|
ก็รีบซาบบ่อรอซึม |
| ๏ แดดเปรี้ยงปานหัวแตก |
|
แผ่นดินแยกอยู่ทึมทึม |
| แผ่นอกที่ครางครึม |
|
ขยับแยกอยู่ตาปี |
| — อีศาน |
ขณะที่กวีในยุคปัจจุบันต่างก็แสวงหาลีลาเฉพาะตัว อย่างเช่น
| ๏ การเกิดย่อมเจ็บปวด |
|
ต้องร้าวรวดและทรมา |
| ในสายฝนมีสายฟ้า |
|
ในผาทึบมีถ้ำทอง |
| ๏ มาเถิดมาทุกข์ยาก |
|
มาบั่นบากกับเพื่อนพ้อง |
| อย่าหวังเลยรังรอง |
|
จะเรืองไรในชีพนี้ |
| — หนทางแห่งหอยทาก ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ |
| ๏ ด้วยธรรมนั้นเทียมเท่า |
|
แต่ใครเล่าที่ครอบงำ |
| เอาเปรียบและเหยียบย่ำ |
|
มวลชีวิตจนผิดไป |
| ๏ ในน้ำทุกหยดน้ำ |
|
หรือใช่น้ำเฉพาะใคร |
| ลมแดดหรือดินใด |
|
ล้วนสมบัติอันเป็นกลาง |
| — เพลงไทยของคนทุกข์ ของ ไพวรินทร์ ขาวงาม |
| ๏ พฤกษ์ไพรไสวพริ้ว |
|
วะไหวหวิวกับวันวาร |
| เสียงขับส่งศัพท์ขาน |
|
คือสัตว์ส่ำซึ่งร่ำเสียง |
| ๏ เริงเร้าเหนือเงาร่ม |
|
สำราญรมย์แลรายเรียง |
| ร้องขานผสานเคียง |
|
ผสมคู่สมสู่คา |
| — วรรณวิเคราะห์ - คมทวน คันธนู |
อ้างอิง [แก้]
- ^ ศิลปากร, กรม. จินดามณี. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ บรรณาคาร, 2543.
- ^ 2.0 2.1 2.2 สุภาพร มากแจ้ง. กวีนิพนธ์ไทย 1. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2535.
- ^ 3.0 3.1 3.2 3.3 คมทวน คันธนู. ตำนานฉันทลักษณ์กับหลักการใหม่. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2545.
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]