กาพย์ยานี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก กาพย์ยานี ๑๑)
Books-aj.svg aj ashton 01.png
ฉันทลักษณ์ไทย
กาพย์
กลอน
โคลง
ฉันท์
ร่าย
ร้อยกรองแบบใหม่
กลวิธีประพันธ์
กลบท
กลอักษร

กาพย์ยานี เป็นคำประพันธ์ไทยประเภทกาพย์ที่กวีนิยมแต่งมากที่สุด มีทั้งแต่งสลับกับคำประพันธ์ประเภทอื่นและแต่งเพียงลำพัง กาพย์ยานีบทหนึ่งมีสองบาท บาทละ 11 คำ คนทั่วไปจึงนิยมเรียกว่า กาพย์ยานี 11

ประวัติ[แก้]

กาพย์ยานี มีหลักฐานควรเชื่อว่าได้ชื่อมาจากคาถา[[ภาษาบารี ]]ที่ยกเป็นตัวอย่างฉันท์ในจินดามณี[1] คือ อินทรวิเชียรฉันท์ ยกตัวอย่างว่า

๏ ยานีธภูตา  นิสมาคตานิ  ภุมมานิวายา  นิวอันตลิกเข

จึงทำให้ผู้รู้ส่วนใหญ่จัดว่ากาพย์เป็นคำประพันธ์เดียวกับฉันท์ เพียงแต่เราไม่บังคับครุและลหุ เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีชื่อกาพย์ยานีในตำรากาพย์สารวิลาสินีและกาพย์คันถะอันได้ชื่อว่าเป็นต้นเค้าของกาพย์ทั้งมวลเลย[2]

ฉันทลักษณ์[แก้]

หนึ่งบทมีสองบาท บาทละ 11 คำ แบ่งเป็น 2 วรรค วรรคแรก 5 คำ วรรคหลัง 6 คำ บังคับสัมผัสระหว่างวรรคที่ 1, 2 และ 3 ทิ้งสัมผัสวรรคที่ 4 สัมผัสระหว่างบทส่งจากท้ายบทแรกไปยังท้ายบาทแรกของบทต่อไป ดังตัวอย่าง

      ┌──↓─┐
  ○○○○●  ○○●○○●
    ┌─────────┘
○○○○● ○○○○○●┐
      ┌──↓─┐   │
  ○○○○●  ○○●○○●┘
    ┌─────────┘
○○○○● ○○○○○●┐
               │
๏ อย่าด่วนครรไลแล่น กรกรีดแหวนบรางควร
ทอดตาลิลาจวน สะดุดบาทจักพลาดพลำ
๏ อย่าเดินทัดมาลา เสยเกศาบควรทำ
จีบพกพลางขานคำ สะกิดเพื่อนสำรวลพลาง
กฤษณาสอนน้องคำฉันท์

กวีอาจเพิ่มความไพเราะของกาพย์ยานีด้วยการเพิ่มสัมผัสระหว่างวรรคที่ 3 กับวรรคที่ 4 ก็ได้ ดังตัวอย่าง

๏ ฟังแฮทชีพราหมณ์ เขาเขียวงามทั้งแท่งทงัน
ไม่ไล่ช่อแชรงกัน ต่างต่างพรรณไขขจร
๏ มีนามแต่อาทิ์ คนธมาทน์ศิขร
ที่ใดท่านภูธร แพศยันครราชา
มหาชาติคำหลวง กัณฑ์มหาพน

พัฒนาการของกาพย์ยานี[แก้]

กาพย์ยานีในยุคแรก ๆ บังคับเฉพาะสัมผัสระหว่างบาท และสัมผัสระหว่างบทเท่านั้น สัมผัสระหว่างวรรคไม่บังคับ[2] ดังตัวอย่างจากอนิรุทธ์คำฉันท์ และสมุทรโฆษคำฉันท์

๏ โดยทิศอุดรมี พระนครอันควรชม
สมญาชื่อเสียงพรหม- บุรีบุราณกาล
๏ อาจผจญบุรีอิน- ทรอันเทพยฤมาน
มหามเหาฬาร จรรโลงธารษตรี
๏ ปราการกำแพงรัตน- อันรอบบุรีศรี
ทัดพายุพิถี คือกำแพง ณ จักรพาฬ
๏ โขลนทวารพิศาลสรรพ ประดับโครณทุกทวาร
หอห้างสรล้างกาญ- จนกุรุงซริน
สมุทรโฆษคำฉันท์
๏ บัดนั้นสมเด็จหลาน กฤษณเทพจักรี
รำลึกพนาลี สุขรมยกรีฑา
๏ เสด็จไปบังคมพระ อัยกาธิเบศร์ลา
จักไปพนาทวา พนมพฤกษศีรขร
๏ เถื่อนถ้ำพนาลี คชสีหองค์อร
กวางทรายรมั่งมร สัตวสมสกอหลาย
๏ มสระสโรชา กรบุษปเรียงราย
ขจคนธอบอาย ภุมรีภรมัว
อนิรุทธ์คำฉันท์

สมัยอยุธยายุคกลางและยุคปลายได้เพิ่มสัมผัสระหว่างวรรคแรกกับวรรคที่ 2 แล้ว ต่อมา เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร กวีผู้ชำนาญเชิงกาพย์ ทรงเพิ่มสัมผัสสระในคำที่ 2 - 3 วรรคแรก และคำที่ 3 - 4 ในวรรคหลัง อย่างเป็นระบบ ทำให้จังหวะอ่านรับกันเพิ่มความไพเราะมากขึ้น[2] และส่งอิทธิพลมาถึงกวีสมัยรัตนโกสินทร์ ตลอดถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว[3] ดังตัวอย่าง

๏ ปลากรายว่ายเคียงคู่ เคล้ากันอยู่ดูงามดี
แต่นางห่างเหินพี่ เห็นปลาเคล้าเศร้าใจจร
๏ หางไก่ว่ายแหวกว่าย หางไก่คล้ายไม่มีหงอน
คิดอนงค์องค์เอวอร ผมประบ่าอ่าเอี่ยมไร
๏ ปลาสร้อยลอยล่องชล ว่ายเวียนวนปนกันไป
เหมือนสร้อยทรงทรามวัย ไม่เห็นเจ้าเศร้าบ่วาย
๏ เนื้ออ่อนอ่อนแต่ชื่อ เนื้อน้องฤๅอ่อนทั้งกาย
ใครต้องข้องจิตชาย ไม่วายนึกตรึกตรึงทรวง
กาพย์เห่เรือ พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร

สุนทรภู่ ก็เป็นอีกตำนานหนึ่งที่ประยุกต์กาพย์ยานีของกรุงศรีอยุธยา โดยให้ความสำคัญกับสัมผัสเป็นหลัก มีการเพิ่มสัมผัสระหว่างวรรคที่ 3 กับวรรคที่ 4 รวมทั้งให้ความสำคัญกับน้ำหนักคำและน้ำเสียงด้วย[3] ดังตัวอย่าง

๏ ขึ้นกกตกทุกข์ยาก แสนลำบากจากเวียงไชย
มันเผือกเลือกเผาไฟ กินผลไม้ได้เป็นแรง
๏ รอนรอนอ่อนอษฎงค์ พระสุริยงเย็นยอแสง
ช่วงดังน้ำครั่งแดง แฝงเมฆเขาเงาเมรุธร
กาพย์พระไชยสุริยา

ขณะที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงกินกาพย์ยานี โดยละทิ้งสัมผัสไปมากแต่มาเล่นน้ำหนักของคำและทรงใช้สัมผัสอักษรแทนสัมผัสระหลายครั้ง และน่าจะเป็นตัวตั้งสำหรับกาพย์ยุคหลังๆ ครั้งที่นายผี (อัศนี พลจันทร) สร้างสรรค์กาพย์ยานีรูปใหม่[3] ดังตัวอย่าง

๏ ดาวเดือนก็เลื่อนลับ แสงทองระยับบพโยมหน
จวบจวนพระสุริยน จะเยี่ยมยอดยุคันธร
๏ สมเด็จพระหริวงศ์ ภุชพงศ์ทิพากร
เสด็จลงสรงสาคร กับพระลักษณ์อนุชา
บทพากย์รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ในยุคกึ่งพุทธกาล นายผี หรือ อัศนี พลจันทร ได้สั่นสะเทือนวงการกาพย์ด้วยลีลาเฉพาะตัว โดยทิ้งสัมผัสในไปมาก หันมาใช้สัมผัสอักษรแทน เน้นคำโดดอันให้จังหวะสละสลวยจนคล้ายอินทรวิเชียรฉันท์กลายๆ[3] ดังตัวอย่าง

๏ ในฟ้าบ่อมีน้ำ ในดินซ้ำมีแต่ทราย
น้ำตาที่ตกราย ก็รีบซาบบ่อรอซึม
๏ แดดเปรี้ยงปานหัวแตก แผ่นดินแยกอยู่ทึมทึม
แผ่นอกที่ครางครึม ขยับแยกอยู่ตาปี
อีศาน

ขณะที่กวีในยุคปัจจุบันต่างก็แสวงหาลีลาเฉพาะตัว อย่างเช่น

๏ การเกิดย่อมเจ็บปวด ต้องร้าวรวดและทรมา
ในสายฝนมีสายฟ้า ในผาทึบมีถ้ำทอง
๏ มาเถิดมาทุกข์ยาก มาบั่นบากกับเพื่อนพ้อง
อย่าหวังเลยรังรอง จะเรืองไรในชีพนี้
หนทางแห่งหอยทาก ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
๏ ด้วยธรรมนั้นเทียมเท่า แต่ใครเล่าที่ครอบงำ
เอาเปรียบและเหยียบย่ำ มวลชีวิตจนผิดไป
๏ ในน้ำทุกหยดน้ำ หรือใช่น้ำเฉพาะใคร
ลมแดดหรือดินใด ล้วนสมบัติอันเป็นกลาง
เพลงไทยของคนทุกข์ ของ ไพวรินทร์ ขาวงาม
๏ พฤกษ์ไพรไสวพริ้ว วะไหวหวิวกับวันวาร
เสียงขับส่งศัพท์ขาน คือสัตว์ส่ำซึ่งร่ำเสียง
๏ เริงเร้าเหนือเงาร่ม สำราญรมย์แลรายเรียง
ร้องขานผสานเคียง ผสมคู่สมสู่คา
วรรณวิเคราะห์ - คมทวน คันธนู

อ้างอิง[แก้]

  1. ศิลปากร, กรม. จินดามณี. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ บรรณาคาร, 2543.
  2. 2.0 2.1 2.2 สุภาพร มากแจ้ง. กวีนิพนธ์ไทย 1. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2535.
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 คมทวน คันธนู. ตำนานฉันทลักษณ์กับหลักการใหม่. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2545.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]