ชะมดเช็ด
| Small Indian civet | |
|---|---|
| ในศิลจร, รัฐอัสสัม, อินเดีย | |
| การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ | |
| อาณาจักร: | สัตว์ Animalia |
| ไฟลัม: | สัตว์มีแกนสันหลัง Chordata |
| ชั้น: | สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม Mammalia |
| อันดับ: | สัตว์กินเนื้อ Carnivora |
| อันดับย่อย: | เฟลิฟอร์เมีย Feliformia |
| วงศ์: | ชะมดและอีเห็น Viverridae |
| วงศ์ย่อย: | ชะมด Viverrinae Hodgson, 1838 |
| สกุล: | ชะมดเช็ด Viverricula Geoffroy Saint-Hilaire, 1803 |
| สปีชีส์: | V. indica |
| ชื่อทวินาม | |
| Viverricula indica Geoffroy Saint-Hilaire, 1803 | |
| ชนิดย่อย | |
| การกระจายพันธุ์ชะมดเช็ด (เขียว - ยังมีชีวิตอยู่, ชมพู - น่าจะยังมีชีวิตอยู่) | |
ชะมดเช็ด หรือ ชะมดเชียง หรือ มูสัง[3] (ชื่อวิทยาศาสตร์: Viverricula indica) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดหนึ่ง จัดเป็นชะมดขนาดเล็ก ขาสั้น หูทั้งสองข้างอยู่ใกล้กัน เมื่อมองไกล ๆ อาจคล้ายแมว จนตามลำตัวมีสีน้ำตาลเหลือง และมีจุดสีดำขนาดเล็กแทรกอยู่ทั่วไปตามลำตัว มีแถบสีดำและขาวบริเวณลำคอ หางมีวงสีดำ 6-9 ปล้องพาดขวางอยู่ ทำให้มีดูมีลักษณะเป็นปล้องสีดำ ไม่มีขนแผงสันหลัง ปลายหางมีสีขาว ขาหลังมีต่อมกลิ่นที่ใช้สื่อสารระหว่างพวกเดียวกัน และจัดเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวที่อยู่ในสกุล Viverricula[4]
ลักษณะ
[แก้]มีขนาดความยาวลำตัวและหัว 54-63 เซนติเมตร ความยาวหาง 30-43 เซนติเมตร น้ำหนัก 2-4 กิโลกรัม
ถิ่นที่อยู่
[แก้]มีการกระจายพันธุ์ที่กว้างขวางตั้งแต่ตะวันออกของปากีสถาน, อินเดีย, จีนตอนใต้, ไต้หวัน, เนปาล, บังกลาเทศ, พม่า, ไทย, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, มาเลเซีย, เกาะสุมาตราและเกาะบาหลี
ชะมดเช็ดมักอาศัยในป่าที่ไม่รกชัฏ หากินบริเวณชายป่าที่ติดต่อกับพื้นที่ที่มนุษย์อยู่อาศัยและทำการเกษตรกรรม กินอาหารได้หลากหลาย ทั้งพืชและสัตว์ และอาจล่าสัตว์เลี้ยงจำพวก เป็ด, ไก่ กินเป็นอาหารได้ด้วย ออกมากินในเวลากลางคืน นอนหลับพักผ่อนในเวลากลางวัน โดยปกติแล้วจะอาศัยอยู่ตามลำพัง แต่ในฤดูผสมพันธุ์จะอาศัยอยู่เป็นคู่ แม่ชะมดเช็ดจะออกลูกครั้งละ 3-5 ตัว โดยขุดโพรงดินตื้น ๆ หรือหาโพรงตามโขดหินสำหรับเป็นที่ออกลูกและเลี้ยงดูลูกอ่อน เมื่อผ่านช่วงผสมพันธุ์ไปแล้ว แม่ชะมดเช็ดจะเลี้ยงลูกตามลำพัง
ในประเทศไทย
[แก้]ชะมดเช็ดในประเทศไทยสามารถพบได้ทุกพื้นที่และทุกภาค ในจังหวัดเพชรบุรี มีการเลี้ยงชะมดเช็ดโดยเก็บเอาสารเคมีจากต่อมกลิ่นที่ขาหลังทำเป็นเครื่องหอม โดยเลี้ยงในกรงไม้กรงละตัว ให้อาหารสลับประเภทกันไป [5] แต่ว่ายังไม่สามารถที่จะเพาะขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงได้ เนื่องจากยังเลี้ยงด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามสุขลักษณะ โดยผู้เลี้ยงจะต้องหาชะมดเช็ดด้วยการจับจากในป่าเท่านั้น จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2014 สวนสัตว์เชียงใหม่ได้ริเริ่มโครงการศึกษาและเพาะเลี้ยงชะมดเช็ดขึ้น จนสามารถเพาะขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงได้สำเร็จ โดยเป็นโครงการที่มาจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงอนุรักษ์สายพันธุ์ชะมดเช็ดและพัฒนาให้เป็นสัตว์เลี้ยงในเชิงเศรษฐกิจ[6]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Choudhury, A.; Duckworth, J.W.; Timmins, R.; Chutipong, W.; Willcox, D.H.A.; Rahman, H.; Ghimirey, Y.; Mudappa, D. (2015). "Viverricula indica". IUCN Red List of Threatened Species. 2015. doi:10.2305/IUCN.UK.2015-4.RLTS.T41710A45220632.en. สืบค้นเมื่อ 19 November 2021.
{{cite journal}}: ไม่รู้จักพารามิเตอร์|article-number=ถูกละเว้น (help) - ↑ แม่แบบ:Cite Species+
- ↑ "มูสัง". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-10-30. สืบค้นเมื่อ 2013-04-16.
- ↑ Blanford, W. T. (1888–91). Genus Viverricula Hodgson. Pages 100–101 in: The fauna of British India, including Ceylon and Burma. Mammalia. Taylor and Francis, London.
- ↑ การเลี้ยงชะมดเช็ด
- ↑ "ตระเวนข่าว: ข่าววันใหม่". ช่อง 3. 29 November 2014. สืบค้นเมื่อ 29 November 2014.[ลิงก์เสีย]
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]
ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ Viverricula indica ที่วิกิสปีชีส์