แอ็บบา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก แอ็บบ้า)
แอ็บบา
ABBA
ABBA - TopPop 1974 5.png
แอ็บบาในปี ค.ศ. 1974 (จากซ้าย): เบนนี อันเดอร์สสัน, แอนนี-ฟริด ลิงสตัด, อักเนตา ฟัลส์ค็อก และ บียอร์น อัลเวอุส
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อเล่น บียอร์น & เบนนี, อักเนตา & แอนนี-ฟริด
แหล่งกำเนิด สวีเดน สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน
แนวเพลง
ช่วงปี ค.ศ. 1972 – 1982, ค.ศ. 2016 - ปัจจุบัน
(รวมวง: 1986, 2008, 2016)
ค่ายเพลง
ส่วนเกี่ยวข้อง
  • เฮลพ์สตารส์
  • ฮูทีแนนนีซิงเกอรส์
  • เบนนี อันเดอร์สสัน ออร์เคสเตอร์
เว็บไซต์ abbasite.com
สมาชิก
  • แอนนี-ฟริด ลิงสตัด (ร้องนำ)
  • อักเนตา ฟัลส์ค็อก (ร้องนำ)
  • เบนนี อันเดอร์สสัน (คีย์บอร์ด,ร้อง)
  • บียอร์น อัลเวอุส (กีตาร์,ร้อง)

แอ็บบา (อังกฤษ: ABBA) (หรือชื่อเป็นทางการ ᗅᗺᗷᗅ) เป็นวงดนตรีป็อปสัญชาติสวีเดน ก่อตั้งขึ้น ณ กรุงสตอกโฮล์มในปี ค.ศ. 1972 ประกอบด้วยสมาชิก อักเนตา ฟัลส์ค็อก (Agnetha Fältskog) บียอร์น อัลเวอุส (Björn Ulvaeus) เบนนี อันเดอร์สสัน (Benny Andersson) และแอนนี-ฟริด ลิงสตัด (Anni-Frid Lyngstad) คำว่า "แอ็บบา" จึงมาจากชื่อตัวอักษรแรกของสมาชิกทั้งสี่คน ที่เรียงจากคู่สามีภรรยา 2 คู่ ซึ่งก็คือ คู่ของอักเนตากับบียอร์น (AB) และเบนนีกับแอนนี-ฟริด (BA) นั่นเอง แอ็บบาได้กลายมาเป็นหนึ่งในกลุ่มดนตรีที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ดนตรีทั่วโลก ด้วยการยืนหยัดบนชาร์ตต่างๆทั่วโลก เป็นระยะเวลาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1974 - 82 แอ็บบา เริ่มโด่งดังตั้งแต่ชนะเวทีการประกวดเพลงยูโรวิชันปี 1974 จากซิงเกิล Waterloo ที่เมืองไบรตัน ประเทศสหราชอาณาจักร ที่ทำให้เป็นศิลปินจากสวีเดนวงแรกที่สามารถชนะรายการนี้ได้ รวมไปถึงเป็นวงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในเวลาต่อมาจากรายการนี้

แอ็บบา มียอดบันทึกแผ่นเสียงที่ได้รับการประมาณไว้ในช่วง 140 ถึง 500 ล้านชุดทั่วโลก[1] อ้างอิงจากค่ายเพลงโพลาร์มิวสิก แอ็บบา ได้จำหน่ายไปแล้วกว่า 380 ล้านชุด[2] ในปี ค.ศ. 2014 ทำให้วงได้กลายเป็นหนึ่งในศิลปินที่มียอดจำหน่ายสูงสุดตลอดกาล แอ็บบา ยังนับเป็นกลุ่มศิลปินแรกที่มาจากประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ที่ประสบความสำเร็จด้วยการขึ้นชาร์ตนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แอฟริกาใต้ และบางส่วนในสหรัฐอเมริกา ในสหราชอาณาจักร อัลบั้มของแอ็บบา สามารถครองอันดับหนึ่งเรียงต่อเนื่องกันถึง 8 อัลบั้ม[3] นอกจากนี้วงยังสามารถเจาะตลาดไปถึงกลุ่มลาตินอเมริกา และยังเคยบันทึกเสียงในอัลบั้มฮิตเป็นภาษาสเปนอีกด้วย

ในยุคทองของวง คือช่วงเวลาที่ อักเนตากับบียอร์นและเบนนีกับแอนนี-ฟริด เป็นสามีภรรยากัน นับเป็นจุดสูงสุดของวง จนภายหลังเมื่ออักเนตากับบียอร์น ได้แยกทางกันในปี ค.ศ. 1979 และคู่เบนนีกับแอนนี-ฟริด ที่ได้หย่าตามกันมาในปี ค.ศ. 1981 ความสัมพันธ์ของทั้งสองคู่นี้เองได้สะท้อนผ่านทางดนตรีของวงในเวลาต่อมา ทั้งเนื้อหาอันหวนคิดถึงและความมืดคลื้ม แตกต่างจากเดิมที่มีน้ำเสียงบริสุทธ์แบบป็อปเต็มตัว[4]

ภายหลังแอ็บบา ได้แตกลงในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1982 อันเดอร์สสันและอัลเวอุส ได้ผลันตัวเองเป็นอำนวยการสร้างละครเพลงต่างๆ ในขณะที่ ฟัลส์ค็อกและลิงสตัด หันสู่งานดนตรีเดี่ยว ดนตรีของแอ็บบาได้ลดความนิยมลงจนกระทั่ง ค่ายเพลงโพลีแกรม ได้มาซื้อหมวดหมู่ทั้งหมดของแอ็บบาจากค่ายโพลาร์เดิม ในปี ค.ศ. 1989 ได้ผลักดันดนตรีของวงสู่ระดับนานาชาติอีกครั้ง ทั้งการจัดทำอัลบั้มเพลงฮิต ในชื่อ ABBA Gold ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1992 ที่ได้จุดกระแสแอ็บบาไปยังทั่วทุกมุมโลกอีกครั้ง มีภาพยนตร์หลายเรื่องได้นำเพลงของแอ็บบาไปใช้ ที่เด่นๆเช่น Muriel's Wedding (1994) และ The Adventures of Priscilla, Queen of the Desert (1994) ได้ส่งเสริมให้คนกลับมาสนใจวงนี้อีกครั้ง รวมไปถึงเกิดวงลูก (tribute bands) อีกเป็นจำนวนมาก ในปี ค.ศ. 1999 ซิงเกิล Mamma Mia! ของแอ็บบาได้รับการปรับมาเป็นละครเพลง ที่ได้ทำการทัวร์ไปทั่วโลก นอกจากนี้ Mamma Mia! ยังได้ถูกปรับมาสร้างเป็นภาพยนตร์ มัมมา มีอา! วิวาห์วุ่น ลุ้นหาพ่อ ที่ได้กลายมาเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดแห่งปี 2008 ในสหราชอาณาจักรอีกด้วย

ในปี ค.ศ. 2005 ในโอกาส 50 ปี รายการประกวดเพลงยูโรวิชัน ได้คัดเลือก ซิงเกิล Waterloo ที่แอ็บบาใช้ประกวดเมื่อปี ค.ศ. 1974 ให้เป็นเพลงการประกวดที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ วงได้รับการบรรจุเข้าสู่หอเกียรติยศร็อกแอนด์โรล ในปี ค.ศ. 2010[5] และในปี ค.ศ. 2015 ซิงเกิล "Dancing Queen" ก็ได้รับการบรรจุเข้าสู่หอเกียรติยศอะคาเดมีแกรมมีฮอลอีกด้วย[6]

แอ็บบา ได้รวมวงอีกครั้งในปี ค.ศ. 2016 และเตรียมสำหรับโปรเจ็กต์ดนตรีข้างหน้าราวปี ค.ศ. 2017[7]

ผลงานสตูดิโออัลบั้ม[แก้]

  • Ring Ring (1973)
  • Waterloo (1974)
  • ABBA (1975)
  • Arrival (1976)
  • The Album (1977)
  • Voulez-Vous (1979)
  • Super Trouper (1980)
  • The Visitors (1981)

อ้างอิง[แก้]

  1. Mike Evans: Rock'n'Roll's Strangest Moments: Extraordinary But True Tales from 45 Years of Rock & Roll History. Pavilion Books, 2014, chapter ABBA again (Sweden, 1974–1981), pp. 169 (excerpt (Google books))
  2. Harrison, Andrew. "Why are ABBA so popular?". bbc.com. British Broadcasting Corporation (BBC). สืบค้นเมื่อ 7 June 2016. 
  3. "Eminem scores seventh consecutive UK Number 1 album". Official Charts Company. 11 November 2013. สืบค้นเมื่อ 30 September 2016. 
  4. Comments about this period start around time 1:10. YouTube.com (30 July 2013). Retrieved 19 April 2014.
  5. "ABBA Makes Rock and Roll Hall of Fame Los Angeles Times 16 December 2009". Los Angeles Times. 16 December 2009. สืบค้นเมื่อ 23 August 2010. 
  6. http://www.grammy.com/news/grammy-hall-of-fame-class-of-2015
  7. Metro.co.uk, Amy Duncan for (2016-10-26). "Abba confirmed to reunite in 2017 with mysterious Simon Fuller project". Metro. สืบค้นเมื่อ 2017-01-16. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]