เวนเดลล์ บราวน์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เวนเดล บราวน์
เวนเดลบราวน์พูดในที่ประชุมเทคโนโลยี 2013
เกิดนครนิวยอร์ก
สัญชาติอเมริกัน
มีชื่อเสียงจากผู้พัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์แอ, ซอฟต์แวร์ cybersecurity
บุพการี

เวนเดล บราวน์(อังกฤษ: Wendell Brown) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เจ้าของกิจการและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นที่รู้จักจากงานประดิษฐ์ของเขาในด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ระบบรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ การพัฒนาแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง บราวน์ได้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีที่เป็นที่รู้จักหลายบริษัท ได้แก่ Teleo, LiveOps แล eVoice

เจ้าของกิจการ[แก้]

บราวน์เป็นที่รู้จักในฐานะนักบุกเบิกระบบเศรษฐกิจ gig economy และอุตสหกรรมกลุ่มผู้ทำงานจากบ้าน โดยได้เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง LiveOps และดำรงตำแหน่งประธานและเจ้าหน้าที่กรรมการบริหารฝ่ายเทคโนโลยีในปี 2002 บริษัท LiveOps ออกแบบศูนย์โทรศัพท์และบริหารจัดการสื่อโซเชียลให้กับหลายบริษัท อาทิ โคคาโคลา พิซซ่าฮัท และ อีเบย์ ในเดือนกรกฎาคม 2016 LiveOps มีพนักงานโทรศัพท์ที่ทำงานจากบ้านมากที่สุดในโลกโดยมีจำนวนมากกว่า 20,000 คน และฐานข้อมูลคลาวด์ของบริษัทก็มีเวลาของการทำรายการบริหารลูกค้ามากกว่าหนึ่งพันล้านนาที

ในปี 2015 บราวน์ได้ก่อตั้งบริษัท Averon ซึ่งเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยในระบบไซเบอร์ ซึ่งได้พัฒนาโซลูชั่นการระบุตัวตนไร้แรงเสียดทาน (frictionless identity solutions) ตามระบบเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ Averon เขาได้เปิดแนวคิดด้านระบบรักษาความปลอดภัยในระบบไซเบอร์บนเวทีการประชุมระดับโลก TED Conference ที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ในเดือนมีนาคม 2016 โดยทางบริษัท Telefonica ได้ประกาศการเป็นหุ้นส่วนทางเทคโนโลยีกับ Averon จากนั้นบราวน์ได้ร่วมก่อตั้ง Nularis ในปี 2011 ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีหลอดไฟ LED ประหยัดไฟและยังเป็นผู้จัดสรรวัสดุให้แก่เครือแฟรนชายส์ระดับโลกอย่าง เครือโรงแรม Hyatt โรงแรมในเครือ Four Seasons และ The Coffee Bean & Tea Leaf

ในปี 2006 บราวน์ได้ร่วมก่อตั้งบริษัท Teleo ซึ่งเป็นคู่แข่งของ Skype ที่นี่เขาได้สร้างแอพพลิเคชั่น VolP ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถต่อและรับสายโทรศัพท์ได้ทางอินเทอร์เน็ต จากนั้น Teleo ได้ถูกซื้อกิจการโดย Microsoft และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่ม MSN ของ Microsoft ในปี 2006

ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริษัท eVoice บราวน์ได้สร้างแพลทฟอร์มการฝากข้อความเสียง eVoice ขึ้นในปี 2000 ซึ่งถือว่าเป็นระบบฝากข้อความเสียงทางอินเทอร์เน็ตระดับโลกระบบแรก เขาได้คิดค้นเทคนิคต่าง ๆ เช่น การฝากข้อความเสียงเพื่อส่งอีเมล์ (voicemail-to-email) ระบบ visual voicemail และระบบ enhanced caller ID ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ถือว่าเป็น “แอพ” รุ่นบุกเบิก และต่อมาได้ถูกพัฒนาเพิ่มเติมโดย Google Voice และ Apple บริษัท eVoice ให้บริการระบบฝากข้อความเสียงให้แก่ AT&T, MCI, AOL และบริษัทโทรศัพท์ในภูมิภาคต่าง ๆ บริษัท eVoice ถูกซื้อโดย AOL Time-Warner ในปี 2001 และได้เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มผู้ให้บริการเสียง AOL ในเวลาต่อมา บราวน์ได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสารด้านเทคโนโลยี MicroTimes ให้เป็นที่รู้จักในฐานะผู้บริหารบริษัทชั้นนำที่ติดอันดับหนึ่งในร้อยของกลุ่มอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ของอเมริกาในปี 2002

ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนบริษัทใหม่ ๆ ของซิลิคอนวาเลย์ บราวน์ช่วยระดมทุนให้แก่บริษัทเปิดใหม่หลายบริษัท อาทิ Appeo, ADISN, MOEO และ IronPort ซึ่งต่อมาถูกซื้อไปโดย Cisco System ในปี 2007 เป็นเงิน 830 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

นักพัฒนาซอฟต์แวร์[แก้]

สตีฟ จอบส์ และ เวนเดล บราวน์ ที่งานเปิดตัวซอฟต์แวร์ Macintosh C-Compiler ตัวแรก

ในฐานะหนึ่งในผู้สร้างสรรค์รุ่นแรก ๆ ของซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ บราวน์ได้ก่อตั้ง WalkSoftly ขึ้นในปี 1996 ซึ่งเป็นการเปิดตัวโปรแกรมรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ซอฟต์แวร์สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลสู่มหาชนเป็นครั้งแรก บราวน์พัฒนานวัตกรรมระบบรักษาความปลอดภัยในโลกอินเทอร์เน็ตของ WalkSoftly ขึ้นโดยตั้งชื่อว่า Guard Dog ซึ่งได้รับรางวัลจากสมาคมผู้เผยแพร่ซอฟต์แวร์ (Software Publishers' Association) ให้เป็นหนึ่งในสี่ผู้นำที่นำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมด้านการรักษาความปลอดภัยในยุค 1990 และได้รับขนานนามจาก PC Data ว่าเป็นหนึ่งในสิบผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยในกลุ่มขายปลีกที่ขายดีที่สุด ต่อมา WalkSoftly ถูกซื้อกิจการโดย CyberMedia Inc. ไปในปี 1997

ในช่วง 1980 บราวน์ได้ก่อตั้งบริษัท Hippopotamus Software ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายแรก ๆ ของ Apple Macintosh และระบบข้อมูล Hippo-C C ของบราวน์ก็ถือเป็นการพัฒนาซอฟต์แวร์ชั้นนำสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ Mac และ Atari ST

บราวน์ยังเป็นที่รู้จักในกลุ่มแฟนวิดีโอเกมคลาสิกจากการออกแบบและโปรแกรมเกมที่เป็นที่นิยมของ Imagic รวมถึง เกม Star Wars ของ ColecoVision และเกม Beauty & the Beast เกม Nova Blast และ Moonsweeper ของ Mattel’s Intellivision

ในช่วงกลางยุค 1980 บราวน์ได้พัฒนาระบบ ADAP SoundRack ซึ่งเป็นระบบบันทึกเสียงที่บันทึกตรงสู่ฮาร์ดดิสค์ (direct-to-hard-disk audio recording system) รุ่นบุกเบิก ที่ได้เข้ามาแทนที่วิธี tape-splice sound editing อันเป็นการบันทึกเสียงแบบดังเดิม ระบบ ADAP ถูกนำมาใช้สร้างและแก้ไขปรับปรุงเสียงในฟิล์มของภาพยนตร์ฮอลลิวูดและรายการโทรทัศน์ต่าง ๆ ได้แก่ Born on the Fourth of July, Honey, I Shrunk the Kids, Die Hard, The Cosby Show, Falcon Crest และ Beverly Hills 90210 ตอนนักบิน นอกจากนี้ระบบ ADAP ยังถูกนำมาใช้โดยศิลปินมากมาย อาทิ Peter Gabriel, Fleetwood Mac, The Pointer Sisters, Mötley Crüe, David Bowie ตลอดจน Natalie Cole นอกจากเทคโนโลยีระบบ ADAP ของเขา บราวน์ยังให้คำปรึกษาเกี่ยวกับระบบเสียงให้แก่บริษัท The Walt Disney และ Toshiba และต่อมาได้ทำงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเข้ารหัสการสื่อสารโทรคมานาคม (telecommunications cryptography) ให้แก่ National Semiconductor โดยได้ช่วยสร้างระบบการใช้งานของฮาร์ดแวร์ของกระบวนการ DS3

นักประดิษฐ์[แก้]

ในเดือนมกราคม 2012 การประชุมเศรษฐกิจโลกในเดโวสได้ยกย่องการประดิษฐ์เทคโนโลยีประหยัดพลังงานของบราวน์ ให้เป็นผู้ที่สมควรได้รับรางวัลผู้บุกเบิกทางเทคโนโลยี (Technology Pioneer Award Nominee) นวัตกรรมของบราวน์ในส่วนของแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาร์ทโฟนได้รับรางวัลเทคโนโลยีใหม่สำหรับโทรศัพท์สมาร์ทโฟน CTIA (CTIA Smartphone Emerging Technology Award) ในเดือนพฤษภาคม 2012 เทคโนโลยีโทรคมนาคมของบราวน์ถูกนำมาใช้ในการติดต่อผ่านโทรศัพท์มากกว่า 1 พันล้านนาทีและยังใช้ในบัญชีฝากข้อความเสียงนับล้านบัญชีอีกด้วย

บราวน์ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ได้รับสิทธิบัตรทั้งภายในประเทศสหรัฐฯ และระหว่างประเทศมากมายในสาขาการรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ โทรคมนาคม แอพพลิเคชั่นสำหรับสมาร์ทโฟน แรงงานเสมือน ยานพาหนะขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า หลอดไฟ LED กล้องสามมิติ เชื้อเพลิงที่นำกลับมาใช้ใหม่ และ ตัวแทนจำหน่ายเพลงทางออนไลน์

ในปี 2008 บราวน์คิดค้น WebDiet ซึ่งเป็นวิธีใช้โทรศัพท์มือถือนับการบริโภคอาหารเพื่อปรับปรุงสุขภาพ แอพพลิเคชั่น WebDiet ถือว่าเป็นแอพพลิเคชั่นแรกที่สามารถนับปริมาณแคลอรี่และทำหน้าที่ควบคุมอาหารได้โดยอัตโนมัติ

--ชีวประวัติช่วงต้นและการศึกษา== บราวน์เติบโตในเมืองโอนีออนทา รัฐนิวยอร์กและจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมโอนีออนทา ในระหว่างที่เรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยมแห่งนี้ บราวน์เริ่มเขียนโปรแกรมและขายระบบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เขาตีพิมพ์บทความด้านคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรกในนิตยสาร Byte ในปี 2013 เขาได้รับเกียรติให้บันทึกชื่อลงบนกำแพงเกียรติยศของโรงเรียนมัธยมโอนีออนทา จากความสำเร็จของเขาทางด้านธุรกิจและเทคโนโลยี บราวน์สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลในปี 1982 ได้รับปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บันฑิตสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ในขณะที่อยู่ในมหาวิทยาลัยคอร์แนล บราวน์ได้รับรางวัล Hughes Aircraft Bachelor of Science Undergraduate Fellowship

กิจกรรมการกุศล[แก้]

กิจกรรมทางด้านการกุศลของบราวน์ ได้แก่ การให้ทุนการศึกษาที่ Soka University of America (Aliso Viejo, California) การให้การสนับสนุนห้องทดลองและห้องสมุดความปลอดภัยทางการบินของ Embry-Riddle Aeronautical University และเป็นผู้สนับสนุนส่วนบุคคลของนักเรียนผู้ด้อยโอกาสในอเมริกาใต้

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

บราวน์เข้าร่วมเป็นวิทยากร ผู้ตัดสินและที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีในการประชุมต่าง ๆ เช่น การประชุมอิสราเอล การประชุมสมัชชาเศรษฐกิจโลก การประชุม TED การประชุม Google และ MIT Hackathons การประชุม Digital Life Design Munich การประชุม DLD Tel Aviv การประชุม Web Summit Dublin การประชุม TechCrunch การประชุม CTIA-The Wireless Association การประชุม AlwaysOn (“Networking the Global Silicon Valley”) การประชุม El Financiero (Bloomberg) และการประชุม Mita Institute Tech Talks บราวน์เป็นหนึ่งในสมาชิกของคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมยานยนต์ของ Progressive X Prize รวมถึง เทคโนโลยีเชื้อเพลิงแบบใหม่และการพัฒนารถขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า ที่ปรึกษาให้แก่กองทุน MITA Institute Venture Fund ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาของ Gener8 ซึ่งเป็นบริษัทสร้างภาพยนตร์สามมิติที่ได้สร้างสรรค์ภาพยนตร์ อาทิ เดอะ อเมซิ่ง สไปเดอร์แมน และ แฮรี่ พ็อตเตอร์แอนด์เดอะ เดทลี่ย์ฮอลโลส์ ภาค 2 บราวน์ได้รับใบอนุญาตเป็นนักบินเครื่องบินส่วนบุคคลและยังมีโครงการพัฒนาเครื่องบินแบบใหม่ จรวดและการออกแบบยานพาหนะขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าออกมาอย่างสม่ำเสมอ