ข้ามไปเนื้อหา

เจมส์ จอยซ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจมส์ จอยซ์
Left profile photograph of bearded Joyce
จอยซ์ ที่ซือริช, ป.1918
เกิด(1882-02-02)2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1882
แรทการ์, ดับลิน, ประเทศไอร์แลนด์
เสียชีวิต13 มกราคม ค.ศ. 1941(1941-01-13) (58 ปี)
ซือริช, ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ที่ฝังศพสุสานฟลุนเทิร์น, ซือริช
อาชีพนักประพันธ์
ภาษาอังกฤษ
สัญชาติไอริช
พลเมืองอังกฤษ
จบจากมหาวิทยาลัยคอลเลจดับลิน
ช่วงเวลา19141939
แนวนวนิยาย, เรื่องสั้น, กวีนิพนธ์
แนวร่วมในทางวรรณคดีนวยุคนิยม
ช่วงปีที่ทำงาน19041940
ผลงานที่สำคัญผู้คนแห่งมหานครดับลิน
ยูลิสซีส
ภาพชีวิตวัยเยาว์ของศิลปิน
มโนสำนึกของฟินเนกัน
คู่สมรสนอรา บาร์นาเคิล (1931เขาเสียชีวิต)
บุตรบุตร 2 คน ได้แก่ ลูเซีย และจอร์โจ
ลายมือชื่อ
James Joyce

เจมส์ ออกัสติน อะลอยเชียส จอยซ์ (อังกฤษ: James Augustine Aloysius Joyce; 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1882 – 13 มกราคม ค.ศ. 1941) หรือ เจมส์ จอยซ์ เป็นนักประพันธ์ กวี และนักวิจารณ์วรรณกรรมชาวไอริช ผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการนวยุคนิยมกลุ่มล้ำยุค และมักได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักเขียนภาษาอังกฤษที่ทรงอิทธิพลที่สุดของคริสต์ศตวรรษที่ 20[1] ผลงานสำคัญที่สุดของเขาคือ ยูลิสซีส (ค.ศ. 1922) นวนิยายที่นำโครงเรื่องบางส่วนจาก โอดิสซีย์ ของโฮเมอร์มาเทียบเคียงกับชีวิตประจำวันในดับลิน และทดลองรูปแบบการเล่าเรื่องหลายแบบ โดยเฉพาะกระแสสำนึก บทพูดในใจ การเล่นคำ และการแตกโครงสร้างพล็อตแบบดั้งเดิม[2]

จอยซ์เกิดในนครดับลิน สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ เติบโตในครอบครัวชนชั้นกลางที่ฐานะค่อย ๆ ทรุดลง เขาได้รับการศึกษาแบบคณะเยสุอิตที่วิทยาลัยคลอนโกวส์วูด วิทยาลัยเบลเวเดียร์ และต่อมาศึกษาที่ มหาวิทยาลัยคอลเลจดับลิน หลังสำเร็จการศึกษาใน ค.ศ. 1902 เขาจากบ้านเกิดไป เพื่อหลีกหนีจากปัญหาสังคมและศาสนา โดยไปอาศัยอยู่ที่ปารีส เขาออกจากไอร์แลนด์เป็นระยะ ๆ และตั้งแต่ ค.ศ. 1904 ก็ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในทวีปยุโรปกับ นอรา บาร์นาเคิล คู่ชีวิตของเขา เขาพำนักในเมืองปูลา ตรีเอสเต ซือริช ปารีส และกลับไปเมืองซือริชอีกครั้งก่อนเสียชีวิต[3] แม้ใช้ชีวิตผู้ใหญ่ส่วนใหญ่นอกไอร์แลนด์ โลกวรรณกรรมของเขากลับผูกแน่นกับดับลิน ทั้งภูมิประเทศ ภาษา การเมือง ชนชั้น ศาสนา และชีวิตประจำวันของผู้คนในเมือง[4]

ผลงานที่เป็นที่รู้จักของจอยซ์ ได้แก่ รวมเรื่องสั้น ผู้คนแห่งมหานครดับลิน (ค.ศ. 1914), นวนิยายกึ่งอัตชีวประวัติ ภาพชีวิตวัยเยาว์ของศิลปิน (ค.ศ. 1916), ยูลิสซีส (ค.ศ. 1922) และ มโนสำนึกของฟินเนกัน (ค.ศ. 1939) นอกจากนี้เขายังเขียนกวีนิพนธ์ บทละคร จดหมาย และบทความเป็นครั้งคราว[5]

ชีวิตช่วงต้นและการศึกษา

[แก้]
จอยซ์เมื่ออายุหกปี (ค.ศ. 1888)

จอยซ์เกิดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1882 ที่ 41 ไบรตันสแควร์ แรธการ์ ดับลิน เป็นบุตรของจอห์น สแตนิสลอส จอยซ์ และแมรี เจน “เมย์” เมอร์รี จอยซ์ เขาเป็นบุตรคนโตในบรรดาพี่น้องที่มีชีวิตรอดสิบคน[6] ครอบครัวจอยซ์มีรากเหง้าจากเทศมณฑลคอร์ก และอ้างความเกี่ยวพันกับสายตระกูลของแดเนียล โอคอนเนลล์ ผู้นำการเมืองไอริชที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลดปล่อยชาวคริสต์คาทอลิกในไอร์แลนด์[7]

เมื่อจอยซ์ยังเล็ก ครอบครัวย้ายไปอยู่เมืองเบรย์ ในเทศมณฑลวิกโลว์ โดยเขาถูกสุนัขทำร้ายและทำให้กลัวสุนัข อีกทั้งมีความกลัวฟ้าร้องซึ่งเชื่อมโยงกับอิทธิพลความเชื่อทางศาสนาในครอบครัว[8] ใน ค.ศ. 1891 เขาเขียนบทกวี “Et Tu, Healy” เกี่ยวกับการเสียชีวิตของชาร์ลส์ สจวร์ต พาร์เนลล์ เหตุการณ์นี้สะท้อนความประทับใจทางการเมืองตั้งแต่วัยเยาว์ โดยเฉพาะความรู้สึกว่าคริสตจักรและการเมืองไอร์แลนด์มีส่วนทำให้ขบวนการปกครองตนเองล้มเหลว[9]

จอยซ์เรียนที่ วิทยาลัยคลอนโกวส์วูด (อังกฤษ: Clongowes Wood College) ตั้งแต่ ค.ศ. 1888 แต่ต้องออกเมื่อครอบครัวไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้ ต่อมาเขาเรียนที่บ้านและที่โรงเรียนโอคอนเนลล์ (อังกฤษ: O'Connell School) ก่อนจะได้เข้า วิทยาลัยเบลเวเดียร์ (อังกฤษ: Belvedere College) โดยไม่เสียค่าเล่าเรียนผ่านความช่วยเหลือของบาทหลวงจอห์น คอนมี ที่วิทยาลัยเบลเวเดียร์ เขาได้รับการฝึกทางปัญญาตามแนวเยสุอิตและมีผลงานดีด้านภาษาอังกฤษ[10]

บ้านนิวแมน (อังกฤษ: Newman House) ในดับลิน ซึ่งเป็นที่ตั้ง มหาวิทยาลัยคอลเลจ (อังกฤษ: University College) ในสมัยของจอยซ์

ใน ค.ศ. 1898 จอยซ์เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยคอลเลจดับลิน โดยเรียนภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาลี เขาได้สัมผัสปรัชญาสกอลาสติกของทอมัส อไควนัส ซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดเรื่องสุนทรียศาสตร์ของเขาในระยะยาว[11] ระหว่างเรียนเขาเข้าร่วมวงวรรณกรรมและการละครของดับลิน เขาตีพิมพ์งานชิ้นแรกเป็นบทวิจารณ์บทละคร เมื่อเราผู้ตายตื่นขึ้น (อังกฤษ: When We Dead Awaken) ของเฮนริก อิบเซน ใน ค.ศ. 1900 และส่งจดหมายถึงอิบเซนเป็นภาษานอร์เวย์[12]

กรุงดับลิน นางนอรา และการออกจากไอร์แลนด์

[แก้]

หลังสำเร็จการศึกษาใน ค.ศ. 1902 จอยซ์เคยคิดจะเรียนแพทย์และเดินทางไปปารีส แต่ไม่นานก็เลิกแผนดังกล่าวและกลับไอร์แลนด์เมื่อทราบว่าแม่ป่วยหนัก แม่ของเขาเสียชีวิตในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1903 เหตุการณ์นี้ทำให้ความสัมพันธ์ของจอยซ์กับศาสนาและครอบครัวตึงเครียดยิ่งขึ้น[13]

ในวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1904 จอยซ์พบกับนอรา บาร์นาเคิล หญิงสาวจากกอลเวย์ซึ่งทำงานเป็นสาวใช้ในโรงแรมที่ดับลิน ทั้งสองเดทกันครั้งแรกในวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 1904 วันที่นี้ต่อมากลายเป็นวันดำเนินเรื่องของยูลิซีส เป็นที่รู้จักในวัฒนธรรมสมัยนิยมว่า วันบลูมสเดย์ (อังกฤษ: Bloomsday)[14] ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดำเนินต่อเนื่องจนจอยซ์เสียชีวิต และทั้งสองสมรสตามกฎหมายที่ลอนดอนใน ค.ศ. 1931 หลังอยู่ร่วมกันมานาน 27 ปี[15]

จอยซ์มีความสามารถด้านดนตรีและเคยประกวดร้องเพลงใน เทศกาลเฟชเคียวล์ (ไอริช: Feis Ceoil) ปี 1904 โดยได้เหรียญอันดับสาม แม้จะไม่ประกอบอาชีพนักร้อง เขายังคงสนใจดนตรีอย่างมาก และงานเขียนของเขามีการพาดพิงทางดนตรีจำนวนมาก[16]

ปลายปี 1904 จอยซ์กับนอราออกจากไอร์แลนด์ไปยังยุโรปแผ่นดินใหญ่ การตัดสินใจครั้งนี้มักถูกมองว่าเป็นการลี้ภัยโดยสมัครใจ เขาเริ่มต้นจากซือริชแต่ไม่ได้งานตามที่คาด จากนั้นไปโปลาและตรีเอสเต ซึ่งเขาทำงานสอนภาษาอังกฤษให้โรงเรียนเบอร์ลิทซ์ (อังกฤษ: Berlitz School) และนักเรียนเอกชน[17]

ตรีเยสเต กรุงโรม และซือริช

[แก้]
คาเฟ่ สเตลลา โปลาเร (Caffè Stella Polare) ในเมืองตรีเยสเต ซึ่งจอยซ์ไปบ่อย

เมืองตรีเยสเตมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของจอยซ์ แม้จะไม่ใช่เมืองเกิด แต่เป็นเมืองที่เขาเขียน แก้ไข และสร้างผลงานสำคัญหลายชิ้น เขาเขียนและแก้ไขเรื่องสั้นใน ผู้คนแห่งมหานครดับลิน (อังกฤษ: Dubliners), ดัดแปลงร่างนวนิยาย สตีเฟนฮีโร (อังกฤษ: Stephen Hero) ไปสู่ ภาพชีวิตวัยเยาว์ของศิลปิน (อังกฤษ: A Portrait of the Artist as a Young Man), เขียนบทละคร ผู้ลี้ภัย (อังกฤษ: Exiles) และเริ่มวางแนวคิดให้ ยูลิสซีส เป็นนวนิยายเต็มรูปแบบ[18] ที่ตรีเอสเตเขายังรู้จักอิตาโล สเวโว นักเขียนเชื้อสายยิว-คาทอลิก ผู้กลายเป็นทั้งเพื่อน นักวิจารณ์ และหนึ่งในแบบอย่างของเลโอโพลด์ บลูมในยูลิสซีส[19]

ใน ค.ศ. 1906 จอยซ์ย้ายไปกรุงโรมเพื่อทำงานเป็นเสมียนโต้ตอบจดหมายในธนาคาร แต่พำนักอยู่เพียงประมาณเจ็ดเดือน ช่วงอาศัยในกรุงโรม แม้สั้น แต่มีผลต่อความคิดเรื่อง “คนตาย” (อังกฤษ: The Dead) เรื่องสั้นตอนท้ายของ ผู้คนแห่งมหานครดับลิน (อังกฤษ: Dubliners), แนวคิดแรกของยูลิสซีส และแรงบันดาลใจบางส่วนของ ผู้ลี้ภัย (อังกฤษ: Exiles)[20] เขากลับตรีเอสเตใน ค.ศ. 1907 และทำงานสอนภาษาอังกฤษต่อ พร้อมพยายามตีพิมพ์งานอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จอยซ์ย้ายไปซือริชซึ่งเป็นเมืองเป็นกลาง เขาทำงานเขียนยูลิสซีสอย่างจริงจัง และมีเครือข่ายผู้สนับสนุน เช่น เอซรา พาวด์ และแฮเรียต ชอว์ วีเวอร์ ที่ช่วยส่งเสริมการตีพิมพ์งานของเขา[21]

กรุงปารีส และ การตีพิมพ์ยูลิสซีส

[แก้]

หลังสงคราม จอยซ์กลับตรีเยสเตช่วงสั้น ๆ แล้วใน ค.ศ. 1920 ย้ายไปปารีส ซึ่งกลายเป็นถิ่นพำนักหลักของครอบครัวจอยซ์เป็นเวลาราวยี่สิบปี แม้พวกเขามักย้ายที่อยู่บ่อยครั้ง[22] ปารีสเป็นเมืองที่ทำให้ นวนิยายยูลิสซีส ได้รับโอกาสตีพิมพ์เป็นเล่ม หลังจากตอนที่ลงใน นิตยสารเดอะลิตเทิลรีวิว (อังกฤษ: The Little Review) ในสหรัฐถูกฟ้องร้องเรื่องลามกอนาจาร และผู้จัดพิมพ์ในอังกฤษกับสหรัฐลังเลที่จะพิมพ์งานนี้[23]

ซิลเวีย บีช เจ้าของร้านหนังสือ “เชกสเปียร์แอนด์คัมพานี” (อังกฤษ: Shakespeare and Company) ในปารีส ตกลงตีพิมพ์ยูลิสซีส และหนังสือออกจำหน่ายใน ค.ศ. 1922 ตรงกับวันเกิดปีที่ 40 ของจอยซ์[24] อย่างไรก็ตาม หนังสือยังถูกห้ามในสหราชอาณาจักรใน ค.ศ. 1922 และถูกขึ้นบัญชีห้ามจนถึง ค.ศ. 1936 ส่วนในสหรัฐ คดีและข้อหาลามกทำให้การจัดพิมพ์ถูกจำกัดอยู่หลายปี[25]

ยูลิสซีส ใช้เวลาหนึ่งวันในดับลิน คือ 16 มิถุนายน ค.ศ. 1904 ติดตามสตีเฟน เดดาลัส เลโอโพลด์ บลูม และมอลลี บลูม การเล่าเรื่องผสมผสานอารมณ์ขัน เสียดสี ล้อเลียน และโครงสร้างแบบโฮเมอร์ แต่จอยซ์ลดความเด่นของชื่อบทแบบมหากาพย์เพื่อให้ผู้อ่านอ่านนวนิยายได้อย่างเป็นอิสระจากกรอบโบราณ[26] รายละเอียดของเมืองดับลินในเรื่องมีชื่อเสียงอย่างยิ่ง จอยซ์อาศัยความทรงจำ คำบอกเล่า และหนังสือรายนามเมือง เช่น ทำเนียบนามเมืองของทอม (อังกฤษ: Thom's Directory) เพื่อสร้างความแม่นยำของสถานที่และชีวิตประจำวัน[27]

มโนสำนึกของฟินเนกัน และ ชีวิตบั้นปลาย

[แก้]

หลังยูลิสซีส จอยซ์เริ่มงานชิ้นใหญ่ถัดไปใน ค.ศ. 1923 ซึ่งต่อมาคือ มโนสำนึกของฟินเนกัน เขาใช้เวลาราวสิบหกปีในการเขียนและแก้ไข เดิมงานนี้มีบางตอนตีพิมพ์ในนิตยสารทรานซิชัน (อังกฤษ: transition) ก่อนชื่อ มโนสำนึกของฟินเนกัน จะเปิดเผยและตีพิมพ์เป็นหนังสือฉบับพิมพ์สมบูรณ์ใน ค.ศ. 1939[28]

มโนสำนึกของฟินเนกัน เป็นนวนิยายทดลองที่ผลักกระแสสำนึก การพาดพิงวรรณกรรม และการเล่นภาษาจนถึงขีดสุด หนังสือใช้ภาษาอังกฤษที่เต็มไปด้วยคำผสมหลายชั้นและคำจากหลายภาษา จนมักถูกอ่านเป็นเรื่องเล่าคล้ายความฝัน โครงสร้างของเรื่องสัมพันธ์กับความคิดของจัมบัตติสตา วีโก เกี่ยวกับประวัติศาสตร์แบบวัฏจักร และได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของจอร์ดาโน บรูโน[29]

ช่วงปารีส จอยซ์ประสบปัญหาสุขภาพอย่างหนัก โดยเฉพาะดวงตา เขารับการผ่าตัดตามากกว่าสิบครั้ง การมองเห็นลดลงมาก และยังต้องเผชิญปัญหาสุขภาพของลูเซีย บุตรสาว ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภท[30] ปลายทศวรรษ 1930 เขากังวลต่อการเติบโตของลัทธิฟาสซิสต์และการเกลียดชังชาวยิว และใน ค.ศ. 1940 หลังฝรั่งเศสตกอยู่ภายใต้อำนาจนาซี เขาและครอบครัวหนีจากฝรั่งเศสกลับสู่ซือริช ประเทศสวิตเซอร์แลนด์[31]

การเสียชีวิต

[แก้]
หลุมศพของจอยซ์และครอบครัวที่สุสานฟลุนเทิร์น ซือริช พร้อมประติมากรรมโดยมิลตัน เฮบัลด์

วันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1941 จอยซ์เข้ารับการผ่าตัดแผลทะลุที่ลำไส้เล็กส่วนต้นในซือริช ประเทศสวิสต์เซอร์แลนด์ เขามีภาวะหมดสติในวันถัดมา และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 1941 ขณะอายุ 58 ปี[32] ร่างของเขาถูกฝังที่สุสานฟลุนเทิร์นในซือริช ต่อมาใน ค.ศ. 1966 ถูกย้ายไปยังหลุมเกียรติยศที่เด่นกว่า พร้อมรูปปั้นนั่งซึ่งปั้นโดยมิลตัน เฮบัลด์ ภายหลัง นางนอรา บาร์นาเคิล ภรรยาของเขา และจอร์โจ บุตรชาย ถูกฝังอยู่เคียงข้างกันกับจอยซ์ในภายหลัง[33]

ทัศนะทางการเมืองและศาสนา

[แก้]

จอยซ์สนใจการเมืองไอร์แลนด์ทั้งชีวิต โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของไอร์แลนด์กับจักรวรรดิอังกฤษ เขาศึกษาแนวคิดสังคมนิยมและอนาธิปไตย และในช่วงอาศัยที่เมืองตรีเอสเต เขาเคยเขียนบทความ บรรยาย และส่งจดหมายสนับสนุนเอกราชของไอร์แลนด์จากการปกครองอังกฤษ[34] อย่างไรก็ตาม เขาไม่ใช่คนชาตินิยมแบบง่าย ๆ และมักวิจารณ์อุดมการณ์ที่บังคับความคิด ความสัมพันธ์เช่นนี้ปรากฏใน ยูลิสซีส และ มโนสำนึกของฟินเนกัน ซึ่งนักวิจารณ์ตีความว่ามีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการล่าอาณานิคม เชื้อชาติ ชาตินิยม และลัทธิฟาสซิสต์[35]

ด้านศาสนา จอยซ์เติบโตในครอบครัวคริสต์คาทอลิกและได้รับการศึกษาแบบคณะเยสุอิต แต่ในวัยผู้ใหญ่ จอยซ์มีท่าทีห่างเหินและวิพากษ์วิคริสตจักรโรมันคาทอลิก เขาปฏิเสธการปฏิบัติศาสนกิจหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ภาษา พิธีกรรม และกรอบความคิดแบบคาทอลิกยังคงมีอิทธิพลต่อจินตนาการทางวรรณกรรมของเขาอย่างลึกซึ้ง[36]

ผลงานสำคัญ

[แก้]
ภาพเหมือนจอยซ์ ค.ศ. 1934 โดยฌัก-เอมีล บลองช์

ผู้คนแห่งมหานครดับลิน

[แก้]

ผู้คนแห่งมหานครดับลิน เป็นรวมเรื่องสั้นที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1914 หลังประสบปัญหากับผู้พิมพ์หลายปี หนังสือเสนอภาพชีวิตชนชั้นกลางและชนชั้นล่างในดับลิน ผ่านแนวคิดเรื่อง “อัมพาต” ทางสังคม ศีลธรรม และจิตใจ เรื่องสุดท้าย “คนตาย” (อังกฤษ: The Dead) มักได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในเรื่องสั้นสำคัญของภาษาอังกฤษ[37]

ภาพชีวิตวัยเยาว์ของศิลปิน

[แก้]

ภาพชีวิตวัยเยาว์ของศิลปิน พัฒนาจากต้นฉบับ สตีเฟนฮีโร (อังกฤษ: Stephen Hero) และเล่าเรื่องสตีเฟน เดดาลัส ผู้เป็นตัวแทนกึ่งอัตชีวประวัติของจอยซ์ นวนิยายติดตามการเติบโตทางปัญญา ศาสนา ภาษา และสุนทรียศาสตร์ของสตีเฟน จนเขาตัดสินใจออกจากไอร์แลนด์เพื่อแสวงหาเสรีภาพทางศิลปะ[38]

ผู้ลี้ภัย และ กวีนิพนธ์อื่น ๆ

[แก้]

จอยซ์ตีพิมพ์กวีนิพนธ์ แชมเบอร์มิวสิก (อังกฤษ: Chamber Music) ใน ค.ศ. 1907 และ โพมส์เพนยีช (อังกฤษ: Pomes Penyeach) ใน ค.ศ. 1927 ส่วนบทละคร ผู้ลี้ภัย (อังกฤษ: Exiles) ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1918 แม้งานเหล่านี้ไม่โด่งดังเท่านวนิยายและเรื่องสั้น แต่ช่วยให้เห็นความสนใจของจอยซ์ต่อดนตรี ความรัก ความหึงหวง และความสัมพันธ์ระหว่างเสรีภาพส่วนบุคคลกับพันธะทางสังคม[39]

ยูลิสซีส

[แก้]

ยูลิสซีส เป็นนวนิยายที่ทำให้จอยซ์มีชื่อเสียงระดับโลก โครงเรื่องของหนังสือดำเนินในหนึ่งวัน แต่ขยายชีวิตประจำวันให้เป็นพื้นที่ของประวัติศาสตร์ ตำนาน การเมือง เพศ ศาสนา ดนตรี และภาษา รูปแบบของแต่ละตอนเปลี่ยนไปอย่างมาก ทำให้นวนิยายเป็นทั้งภาพเหมือนของดับลินและห้องทดลองของร้อยแก้วสมัยใหม่[40]

มโนสำนึกของฟินเนกัน

[แก้]

มโนสำนึกของฟินเนกัน เป็นงานทดลองปลายชีวิตที่ยากต่อการอ่านแบบเส้นตรง จุดเด่นอยู่ที่การสร้างคำ การผสมภาษา ความฝัน วัฏจักรประวัติศาสตร์ และการเปลี่ยนรูปตัวละครอย่างต่อเนื่อง แม้เคยถูกวิจารณ์อย่างหนักเมื่อตีพิมพ์บางตอน แต่ภายหลังกลายเป็นหนึ่งในข้อความสำคัญของการศึกษาจอยซ์และทฤษฎีวรรณกรรมสมัยใหม่[41]

มรดกทางวัฒนธรรม

[แก้]
นักแสดงชาวไอริช แบรรี แมคโกเวิร์น อ่านบทประพันธ์ยูลิสซีสบนหอคอยและพิพิธภัณฑ์เจมส์ จอยซ์ ในวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 2009 (วันบลูมสเดย์)

ผลงานของจอยซ์มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อวรรณกรรมและวัฒนธรรมร่วมสมัย ยูลิสซีส มักถูกมองเป็นต้นแบบของนวนิยายสมัยใหม่ โดยเฉพาะการแสดงพลังของภาษา การทำให้ชีวิตประจำวันเป็นประเด็นทางศิลปะ และการสำรวจจิตสำนึกของตัวละคร[42] งานของเขามีอิทธิพลต่อนักเขียน จิตรกร ผู้สร้างภาพยนตร์ นักทฤษฎี และนักวิจารณ์จำนวนมาก รวมถึงวรรณกรรมละตินอเมริกาและความคิดหลังโครงสร้างนิยมฝรั่งเศส[43]

ทุกวันที่ 16 มิถุนายนของทุกปี จะมีการจัดงานวันบลูมสเดย์ ในกรุงดับลินและเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อระลึกถึงวันที่ดำเนินเรื่องในยูลิสซีสและความสัมพันธ์ของจอยซ์กับกรุงดับลิน และประเทศไอร์แลนด์[44] สถาบันสำคัญที่เก็บเอกสารสำคัญของจอยซ์ ได้แก่ หอสมุดแห่งชาติไอร์แลนด์, พิพิธภัณฑ์วรรณคดีไอร์แลนด์, ศูนย์เจมส์ จอยซ์, หอคอยและพิพิธภัณฑ์เจมส์ จอยซ์, มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน และ เจมส์ จอยซ์ คอลเลกชัน (อังกฤษ: James Joyce Collection) ณ มหาวิทยาลัยบัฟฟาโล[45] รัฐนิวยอร์ก ประเทศหรัฐ

รายชื่อผลงานคัดสรร

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. อ้างอิงจากบทความอังกฤษ: Bowker, Gordon (2012). James Joyce: A New Biography. Farrar, Straus and Giroux. ISBN 978-0-374-17872-7.; Ellmann, Richard (1982) [1959]. James Joyce. Oxford University Press. ISBN 978-0-19-503103-4.
  2. Beja, Morris (1992). James Joyce: A Literary Life. Ohio State University Press. ISBN 0-8142-0598-4.; Budgen, Frank (1950) [1934]. James Joyce and the Making of Ulysses. Indiana University Press.
  3. Costello, Peter (1992). James Joyce: The Years of Growth. Roberts Rineheart. ISBN 1-879373-30-0.; Davies, Stan Gébler (1982). James Joyce: A Portrait of the Artist. Granada. ISBN 978-0-586-05639-4.
  4. Ellmann, Richard (1982) [1959]. James Joyce. Oxford University Press. น. 505. ISBN 978-0-19-503103-4.
  5. Groden, Michael (1984). "A Textual and Publishing History". A Companion to Joyce Studies. Greenwood Press. ISBN 0-313-22832-9.
  6. Bowker, Gordon (2012). James Joyce: A New Biography. Farrar, Straus and Giroux. น. 19. ISBN 978-0-374-17872-7.
  7. Jackson, John Wyse; Costello, Peter (1998). John Stanislaus Joyce: The Voluminous Life and Genius of James Joyce's Father. Fourth Estate. น. 20.
  8. Beach, Sylvia (1959). Shakespeare and Company. Shakespeare and Company. น. 37, 43.; Joyce, Stanislaus (1958). My Brother's Keeper: James Joyce's Early Years. Viking Press. น. 4, 18.
  9. Bowker, Gordon (2012). James Joyce: A New Biography. Farrar, Straus and Giroux. น. 38.; Ellmann, Richard (1982). James Joyce. Oxford University Press. น. 33.
  10. Ellmann, Richard (1982). James Joyce. Oxford University Press. น. 27, 32, 34–35.; Sullivan, Kevin (1958). Joyce among the Jesuits. Columbia University Press. น. 9–10, 105.
  11. Noon, William T. (1957). Joyce and Aquinas. Yale University Press. น. 6.; Sullivan, Kevin (1958). Joyce among the Jesuits. Columbia University Press. น. 170.
  12. Ellmann, Richard (1982). James Joyce. Oxford University Press. น. 86–87.; Joyce, James (1989) [1959]. The Critical Writings of James Joyce. Cornell University Press. น. 47.
  13. Bowker, Gordon (2012). James Joyce: A New Biography. Farrar, Straus and Giroux. น. 106–108.; Ellmann, Richard (1982). James Joyce. Oxford University Press. น. 136.
  14. Maddox, Brenda (1989). Nora: The Real Life of Molly Bloom. Houghton Mifflin. น. 23–27.; O'Brien, Edna (2000). James Joyce. Penguin. น. 37–38.
  15. Bowker, Gordon (2012). James Joyce: A New Biography. Farrar, Straus and Giroux. น. 419.
  16. Witen, Michelle (2018). James Joyce and Absolute Music. Bloomsbury. น. 2. ISBN 978-1-350-01423-7.; Hodgart, Matthew J. C.; Bauerle, Ruth (1997). Joyce's Grand Operoar: Opera in Finnegans Wake. University of Illinois Press. น. 46–48.
  17. Ellmann, Richard (1982). James Joyce. Oxford University Press. น. 183–186.; McCourt, John (2000). The Years of Bloom: James Joyce in Trieste, 1904–1920. Lilliput Press. น. 22–23.
  18. McCourt, John (1999). James Joyce: A Passionate Exile. Orion. น. 44–45.; Svevo, Italo (1950) [1927]. James Joyce. City Lights Books. น. 1–4.
  19. Staley, Thomas F. (1964). "Italo Svevo and James Joyce". James Joyce Quarterly: 61.; Ellmann, Richard (1982). James Joyce. Oxford University Press. น. 272.
  20. Melchiori, Giorgio (1984). "Joyce in Rome" (PDF): 9–11. {{cite journal}}: การอ้างอิง journal จำเป็นต้องระบุ |journal= (วิธีใช้); Humphreys, A. R. (1979). "Joyce, Rome and Ulysses". James Joyce Quarterly: 252.
  21. Fischer, Andreas (2021). James Joyce in Zurich: A Guide. Palgrave Macmillan. น. 8–9. ISBN 978-3-030-51282-8.; Pound, Ezra (1967). Read, Forrest (บ.ก.). Pound/Joyce: The Letters of Ezra Pound to James Joyce, with Pound's Essays on Joyce. New Directions.
  22. Gibson, Andrew (2006). James Joyce. Reaktion Books. น. 133–135. ISBN 978-1-86189-277-5.; Monnier, Adrienne; Beach, Sylvia (1946). "Valery Larbaud and James Joyce". The Sewanee Review: 430.
  23. Vanderham, Paul (1997). James Joyce and Censorship: The Trials of Ulysses. New York University Press. น. 6, 29.; Weir, David (2000). "The Censorship of Ulysses". James Joyce Quarterly: 389–392.
  24. Beach, Sylvia (1959). Shakespeare and Company. Shakespeare and Company. น. 47.; Beja, Morris (1992). James Joyce: A Literary Life. Ohio State University Press. น. 85.
  25. Medina Casado, Carmelo (2000). "The British Censorship of Ulysses". James Joyce Quarterly: 479.; Ellmann, Richard (1982). James Joyce. Oxford University Press. น. 502–506.
  26. Attridge, Derek (1997). "Introduction". The Cambridge Companion to James Joyce. Cambridge University Press. น. 27.; Dettmar, Kevin J. H. (1992). Rereading the New: A Backward Glance at Modernism. University of Michigan Press. น. 284–285.
  27. Budgen, Frank (1950) [1934]. James Joyce and the Making of Ulysses. Indiana University Press. น. 67–68.; Hegglund, Jon (2003). "Ulysses and the Rhetoric of Cartography". Twentieth Century Literature: 168–167.
  28. Bowker, Gordon (2012). James Joyce: A New Biography. Farrar, Straus and Giroux. น. 318, 322.; Beja, Morris (1992). James Joyce: A Literary Life. Ohio State University Press. น. 121.
  29. Atherton, James S. (1960). Books at the Wake: A Study of Literary Allusions in James Joyce's Finnegans Wake. Viking Press. น. 22–23, 29–31, 36–37.; Attridge, Derek (2007). How to Read Joyce. Granta Books. น. 85–86.
  30. Beja, Morris (1992). James Joyce: A Literary Life. Ohio State University Press. น. 78, 115.; Shloss, Carol Loeb (2005). Lucia Joyce: To Dance in the Wake. Farrar, Straus and Giroux. น. 278, 297.
  31. Gibson, Andrew (2006). James Joyce. Reaktion Books. น. 155–156.; Bowker, Gordon (2012). James Joyce: A New Biography. Farrar, Straus and Giroux. น. 500.
  32. Ellmann, Richard (1982). James Joyce. Oxford University Press. น. 740–741.
  33. Jordan, Anthony J. (2018). "James Joyce's Grave". Irish Studies in International Affairs.
  34. Gibson, Andrew (2006). James Joyce. Reaktion Books. น. 32, 82–83.; Manganiello, Dominic (1980). Joyce's Politics. Routledge & Kegan Paul. น. 2, 72.
  35. Gibson, Andrew (2002). Joyce's Revenge: History, Politics, and Aesthetics in Ulysses. Oxford University Press. น. 13.; Cheng, Vincent John (1995). Joyce, Race, and Empire. Cambridge University Press. น. 251–252.
  36. Sullivan, Kevin (1958). Joyce among the Jesuits. Columbia University Press.; Van Mierlo, Chrissie (2017). James Joyce and Catholicism: The Apostate's Wake. Bloomsbury Publishing. ISBN 978-1-4725-8596-7.
  37. Groden, Michael (1984). "A Textual and Publishing History". A Companion to Joyce Studies. Greenwood Press. น. 80–81.; Hutton, Clare (2003). "The Censorship and Publication of Dubliners". James Joyce Quarterly: 498–503.
  38. Joyce, James (1965) [1904]. "A Portrait of the Artist". ใน Scholes, Robert; Kain, Richard M. (บ.ก.). The Workshop of Daedalus.; Beja, Morris (1992). James Joyce: A Literary Life. Ohio State University Press. น. 27.
  39. Bowker, Gordon (2012). James Joyce: A New Biography. Farrar, Straus and Giroux. น. 160, 162.; Petroski, Henry (1974). "Pomes Penyeach". James Joyce Quarterly: 1024.
  40. Sherry, Vincent (2004). James Joyce: Ulysses. Cambridge University Press. น. 102.; Budgen, Frank (1950) [1934]. James Joyce and the Making of Ulysses. Indiana University Press. น. 67–68.
  41. Attridge, Derek (2007). How to Read Joyce. Granta Books. น. 4, 85–86.; Schotter, Jesse (2010). "Joyce, Language, and Translation". James Joyce Quarterly: 89.
  42. Attridge, Derek (1997). "Introduction". The Cambridge Companion to James Joyce. Cambridge University Press. น. 1–3.; Sherry, Vincent (2004). James Joyce: Ulysses. Cambridge University Press. น. 102.
  43. Levitt, Morton P. (2006). "Joyce and Latin American Fiction". James Joyce Quarterly: 390–391.; Lernout, Geert (1992). The French Joyce. University of Michigan Press. น. 19.
  44. Murphy, Paula (2014). "Bloomsday". The Irish Times.
  45. Killeen, Terence (2012). "The Joyce Papers". National Library of Ireland.; "James Joyce Collection - University at Buffalo Libraries". library.buffalo.edu. สืบค้นเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2025.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

Joyce Papers, National Library of Ireland

Electronic editions

Resources