ข้ามไปเนื้อหา

ฮายไลน์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฮายไลน์

ฮายไลน์ (อังกฤษ: High Line) เป็นสวนสาธารณะที่มีความสูง 1.45 ไมล์ (2.33 กิโลเมตร) ในนิวยอร์ก ส่วนของทางรถไฟเดิมมีไว้บรรทุกสูงของเวสไซด์ไลน์ พร้อมด้านตะวันตกล่างของแมนฮัตตันซึ่งได้รับการออกแบบและปลูกเป็นทางสีเขียว ฮายไลน์เริ่มจากเดิมที่ถนนไฟรท์ยาร์ดที่ 34 ใกล้กับศูนย์ประชุมจาวิต ผ่านแถวของเชลซีเพื่อไปยังถนนกานเซวูทในอำเภอเวสวิลเลจ ฮายไลน์เดิมถูกสร้างขึ้นในต้นปี ค.ศ. 1930 โดยศูนย์กลางทางรถไฟของนิวยอร์กเพื่อลดอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นตามถนนให้เหมาะสมกับระดับของทางและเพื่อเป็นคลังสินค้าบริการรถบรรทุกของอาคารห้องปฏิบัติการเบลล์ (ปัจจุบันเป็นศิลปะชุมชนเวสเบธ) และโรงงาน Nabisco (ปัจจุบันเป็นตลาดเชลซี) ที่ได้รับบริการจากจุดรางแยกจอดรางรถไฟของสะพานและถูกใช้งานถึงปี ค.ศ. 1980

ใน ค.ศ. 1990 ทางรถไฟแห่งนี้ได้กลายเป็นที่รู้จักของเหล่านักสำรวจและนักผังเมืองรวมถึงชุมชนผู้อยู่อาศัยได้พบหญ้า พันธ์ุพืชชนิดหยาบ รวมทั้งไม้ดอกและต้นไม้ที่ผุดโตขึ้นมาตามรางรถไฟที่ถูกทิ้งร้าง โดยปี ค.ศ. 1999 เหล่าชุมชนได้ร่วมมือกันพัฒนาทางเดินสาธารณะใหม่ให้กับฮายไลน์โดยเริ่มมีงบประมาณจัดสรรขึ้นในปี ค.ศ. 2004 โดยมีนายกเทศมนตรีของนิวยอร์กชื่อไมเคิล บูมเบิร์กเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญ ส่วนใต้ของฮายไลน์ ได้เปิดให้บริการขึ้นเป็นส่วนแรกเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 2009 โดยที่ส่วนกลางของทางยังอยู่ระหว่างการจัดแต่งและตรงส่วนเหนือยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะจัดการอย่างไร โดยที่ยังเป็นที่ถกเถียงระหว่างมหานครนิวยอร์กกับกรมการขนส่งนิวยอร์ก

การปรับปรุง

[แก้]

ก่อนที่จะถูกปรับปรุงให้เป็นสวนสาธารณะ รางรถไฟสายนี้อยู่ในสภาพที่หนักเกินที่จะซ่อมแซมได้แม้ยังมีโครงสร้างเหล็กคงเหลืออยู่ แต่พื้นที่ของรางนั้นได้ถูกปกคลุมไปด้วยเหล่าพืชพันธ์ต่าง ๆ หญ้า และต้นไม้ชนิดต่าง ๆ ตลอดสาย จนทำให้ถูกนาย Rudy Giuliani นายกเทศมนตรีของนิวยอร์กพิจารณาให้มีการรื้อทิ้ง

ในปี ค.ศ. 1999 ประชากรผู้อยู่อาศัยในละแวกนั้นชื่อนายโรเบิร์ต แฮมมอนต์ กับนายโจชัว เดวิด รวมกลุ่มกับเพื่อนผู้พิทักษ์ฮายไลน์[1] เพื่อเป็นพลังผลักดันความคิดให้เปลี่ยนฮายไลน์เป็นทางสีเขียว หรือสวนสาธารณะยกระดับคล้ายกับ Promenade Plantée ของกรุงปารีส

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2004 รัฐบาลของนิวยอร์กมุ่งมั่นให้เงินทุน 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสร้างสวนสาธารณะโดยเสนอเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 2005 สหพันธ์การขนส่งของสหรัฐอเมริกาได้ตั้งคณะกรรมการออกใบรับรองการใช้ทางโดยอนุญาตให้แยกสาย High Line ออกจากระบบของทางเดินรถไฟเมื่อวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 2006 โดยมีนายกเทศมนตรีชื่อไมเคิล บูมเบิร์ก เป็นประธานในพิธีทำเครื่องหมายเริ่มต้นการก่อสร้าง

โครงการนี้กำลังดำเนินการโดยบริษัทภูมิสถาปัตย์ที่ตั้งในนิวยอร์กของ James Corner Field Operations ร่วมกับ Piet Oudolf จากเนเธอร์แลนด์เป็นผู้ให้คำแนะนำในการเลือกใช้พันธ์ุพืช รวมกับสถาปนิกชื่อ Diller Scofidio กับ Renfro และยังได้รับความช่วยเหลือจาก Diane von Furstenberg สามีของเธอ Barry Diller รวมทั้งลูกๆ ของพวกเขา คุณ Alexander von Furstenberg คุณ Tatiana von Furstenberg และคุณ Philip Falcone ตลอดจนนายทุนนักพัฒนาโรงแรม คุณ Andre Balazs เจ้าของคฤหาสน์ Marmont ใน Los Angeles ก็ได้ร่วมสร้างโรงแรมระดับมาตรฐาน 337 ห้องไว้ที่ West 13 Street เทียบข้างกับทางสายฮายไลน์ [2]

ส่วนทางเดินส่วนใต้ของสวนสาธารณะฮายไลน์นั้น เริ่มจากถนน Gansevoort ถึงถนนที่ 20 (20th Street) ถูกเปิดให้บริการแก่เป็นสาธารณะ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 2009 โดยทางส่วนใต้ของ High Line นี้ ประกอบไปด้วย บันได 5 แห่ง และลิฟท์เสริมอีกสองแห่งที่ ถนนที่ 16 (16th Street) กับถนนที่ 14 (14th Street) โดยลิฟท์นั้นถูกเปิดใช้งานในช่วงเดือนกรกฎาคมของปี ค.ศ. 2009

สวนแห่งนี้เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เข้ามาชื่นชมเหล่าพันธ์พืชที่เกิดและโตขึ้นมาเองตามภูมิศาสตร์ของรางรถไฟที่ถูกทิ้งร้าง[3] โดยนักเที่ยวเหล่านั้นสามารถมองเห็นภาพทิวทัศน์ใหม่ แปลกตา และไม่คาดฝันอย่างวิวภาพแม่น้ำฮัดสัน ทางเดินกรวดสลับคอนกรีตนั้นใช้เพื่อเชื่อมให้ทางเดินเป็นส่วนเดียวกับราง โดยใช้จังหวะของการเพิ่มและหด การสวิงและสลับจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งนึง รวมถึงการแบ่งเส้นคอนกรีตเชื่อมกับฮาร์ดสเคปที่มีการปลูกหญ้าเป็นฟอร์มขึ้นมา ดอกเลียทริส และดอกโคนฟลาวเวอร์ โดยมีไม้พุ่มขึ้นมาแซมเล็กเล็กน้อย แต่ไม่ได้จำกัดไว้ว่ามีแต่ไม้พื้นเมืองของอเมริกา ตรงส่วนท้ายของฮายไลน์ที่ฝั่ง Gansevoort มีป่าต้นเบิช (Birch) ขึ้นมาอย่างหลากหลาย ซึ่งป่าพวกนี้สามารถให้ร่มเงาได้ในช่วงบ่าย และยังมีม้านั่งที่สร้างมาจากไม้ Ipe นำเข้ามาจากป่าที่ปลูกโดยกลุ่ม Forest Stewardship Council เพื่อเพิ่มความยั่งยืนให้แก่การใช้งาน รวมทั้งอนุรักษ์ระบบชีววิทยาที่หลากหลาย แหล่งน้ำ และระบบนิเวศน์ที่บอบบาง[4]

สวนสาธารณะแห่งนี้จะต่อเติมขึ้นมาจากด้านเหนือของ Gansevoort Street ลงมาถึงถนนที่ 30 โดยรางยกระดับจะเลี้ยวเข้าด้านตะวันตกอ้อมไปทางโปรเจกต์พัฒนาสนามของฮัดสัน (the Hudson Yards Development Project)[5] เพื่อไปยังศูน์ประชุมจาวิทส์ (Javits Convention Center) บนถนนที่ 34 (34th Street) แต่ในปัจจุบันนี้ ส่วนที่เหนือที่สุดของโครงงานจากถนนที่ 30 (30th Street) ถึงถนนที่ 34 (34th Street) นั้นยังถูกครอบครองโดยบริษัททางรถไฟ CSX อยู่

นลไมเคิล บูมเบิร์ก ซึ่งเป็นนายกเทศมนตรี ได้แถลงเอาไว้ว่าโปรเจกต์ฮายไลน์นั้นได้เป็นแรงผลักดันและเป็นจุดกำเนิดใหม่ของโครงการอื่นๆ ในละแวก โดยในปี ค.ศ. 2009 ได้มีโครงการอีก 30 โครงการเกิดขึ้นและอยู่ภายใต้การก่อสร้างในสถานที่บริเวณที่ใกล้เคียง [6]

พิพิธภัณฑสถาน

[แก้]

The Dia Art Foundation ได้พิจารณาแต่ปฏิเสธการเสนอสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นที่ถนน Gansevoortc แต่มี The Whitney Museum วางแผนที่จะสร้างขึ้นบนไซต์จากแบบดีไซน์ของ Renzo Piano แทนที่จะต่อเติมจากตึกเดิมในเมือง[7]

ในวรรณกรรม

[แก้]
  • In Walking the High Line (ISBN 978-3882437263) ช่างภาพชื่อ Joel Sternfeld ได้จัดเก็บสภาพของไม้ดอกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติระหว่างปี ค.ศ. 2000 และปี ค.ศ. 2001 ของ High Line ไว้ ในหนังสือเล่มนี้ยังมีเรียงความของ Adam Gopnik กับ John R. Stilgoe อยู่อีกด้วย[8]
  • สาย High Line ยังถูกกล่าวถึงใน Alan Weisman's The World Without Us โดยใช้เป็นตัวอย่างของการเกิดขึ้นมาใหม่ของธรรมชาติในพื้นที่ที่ถูกทอดทิ้งให้รกร้าง

อ้างอิง

[แก้]
  1. "High Line History". Friends of the High Line. สืบค้นเมื่อ 2009-08-02.
  2. Ouroussoff, Nicolai (April 8, 2009). "Industrial Sleek (a Park Runs Through It)". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 2009-04-09.
  3. "Planting Design". Friends of the High Line. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-08-02. สืบค้นเมื่อ 2009-08-02.
  4. "Wood on the High Line". Friends of the High Line. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-10-28. สืบค้นเมื่อ 2009-08-02.
  5. Topousis, Tom (December 8, 2006). "Rail Shot at Prosperity". New York Post. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2007-03-22. สืบค้นเมื่อ 2009-08-02.
  6. Poegrebin, Robin (June 8, 2009). "First Phase of High Line Is Ready for Strolling". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 2009-07-08.
  7. Vogel, Carol (October 25, 2006). "Dia Art Foundation Calls Off Museum Project". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 2009-07-08.
  8. Sternfeld, Joel; Stilgoe, John R.; Gopnik, Adam (2001). Walking the High Line. New York: Steidl/Pace/MacGill Gallery. ISBN 978-3882437263.