อักษรไคดา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อักษรไคดา

อักษรไคดา (ญี่ปุ่น: カイダー字 Kaidā ji ?; โยะนะงุนิ: カイダーディー ไคดาดี) หรือ อักษรไคดะ (ญี่ปุ่น: カイダ字 Kaida ji ?; โยะนะงุนิ: カイダディ ไคดะดิ) เป็นชุดอักษรภาพที่เคยใช้ในหมู่เกาะยะเอะยะมะซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศญี่ปุ่น

ชื่อ ไคดา เป็นคำในภาษาโยะนะงุนิ เนื่องจากมีการศึกษาอักษรภาพชุดดังกล่าวบนเกาะโยะนะงุนิเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังพบการใช้ชุดอักษรนี้ในบริเวณส่วนอื่นของหมู่เกาะยะเอะยะมะด้วย โดยเฉพาะบนเกาะทะเกะโตะมิ[1] ซึ่งถูกใช้เป็นประกาศการเสียภาษีที่เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บภาษีรัชชูปการ (poll tax) บนหมู่เกาะยะเอะยะมะที่ขณะนั้นถูกแคว้นซะสึมะที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะคีวชูปกครองอยู่

ศัพทมูลวิทยา[แก้]

ตัวอย่างอักษรไคดาของซะซะโมะริในปี 1893

ซุโด โทะชิอิชิ (須藤利一) ตั้งสมมติฐานว่าคำว่า "ไคดา" ของภาษาโยะนะงุนินี้มาจากคำว่า "คะริยะ" (仮屋) ในภาษาญี่ปุ่นมาตรฐาน ที่แปลว่า "ข้าราชการ" ที่หมายถึงกลุ่มข้าราชการที่มาจากแคว้นซะสึมะ ซึ่งภาษายะเอะยะมะได้ยืมไปใช้เรียกขุนนางดังปรากฏในสำเนียงอิชิงะกิปัจจุบันว่า คารยา (Karja) ส่วนในภาษาญี่ปุ่นมาตรฐานจะมีเสียง /j/ ขณะที่ภาษาโยะนะงุนิกลายเป็นเสียง /d/ และเสียง /r/ จะปรับลงหากมีสระ จากคำว่า "คะริยะ" จึงกลายเป็นคำว่า "ไคดา" จากทฤษฎีนี้จะแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างระบบภาษีกับการใช้ชุดอักษรภาพดังกล่าว[2]

ประวัติ[แก้]

หลังจากที่แคว้นซะสึมะมีชัยเหนืออาณาจักรรีวกีว หลังจากนั้นจึงมีการสำรวจดินแดนโอะกินะวะในปี ค.ศ. 1609 และหมู่เกาะยะเอะยะมะในปี ค.ศ 1611 หลังจากนั้นแคว้นซะสึมะจึงได้มีการบังคับให้อาณาจักรรีวกีวส่งบรรณาการไปให้แก่แคว้น และเริ่มมีการตั้งภาษีรัชชูปการขึ้นในหมู่เกาะยะเอะยะมะในปี ค.ศ. 1640 โดยต้องส่งภาษีนั้นไปยังเมืองอิชิงะกิ ที่ ๆ จะมีการคำนวณสิ่งของโดยใช้วิธีที่เรียกว่า วะระซัง (ภาษายะเอะยะมะเรียกว่า บะระซัน) ซึ่งใช้ฟางมัดเป็นปมสำหรับนับหรือคำนวณตัวเลขเช่นเดียวกับกีปูของชาวอินคา ภาษีที่ถูกส่งมาตามจำนวนที่กำหนดไว้ในแต่ละครัวเรือนจะถูกบันทึกไว้บนแผ่นไม้ที่เรียกว่า อิตะฟุดะ หรือ ฮังซะสึ (板札) ซึ่งจะถูกเขียนด้วยอักษรภาพไคดาเพื่อแจงแก่ชาวบ้านในหมู่เกาะอันห่างไกลที่ยังไม่รู้หนังสือ

จากการศึกษาของซุโด โทะชิอิชิพบมุขปาฐะของชาวโยะนะงุนิกล่าวว่า บรรพบุรุษที่นับขึ้นไป 9 รุ่นของตระกูลเคะดะงุซุกุ (Kedagusuku) ที่ชื่อมะเซะ (Mase) เป็นผู้สอนอักษรภาพไคดาและวะระซังออกสู่สาธารณะ ซึ่งซุโดคาดว่า หากเกิดขึ้นจริงก็น่าจะเกิดขึ้นช่วงหลังศตวรรษที่ 17[2] ส่วนใน ยะเอะยะมะเระกิชิ (Yaeyama rekishi) ซึ่งเป็นเอกสารช่วงศตวรรษที่ 19 ได้อ้างถึงโอฮะมะ เซกิ (Ōhama Seiki) ว่าเป็นบุคคลที่ปรับปรุงอักษรภาพที่ใช้เขียนลงอิตะฟุดะให้สมบูรณ์ยิ่งกว่าก่อน ซึ่งจากอักษรภาพในอิตะฟุดะช่วงก่อนศตวรรษที่ 19 นั้นยังพบข้อบกพร่องอยู่[3]

อิเกะมะ เรโซ (池間栄三) ว่าทั้งอักษรภาพไคดาและวะระซังมีประสิทธิภาพพอที่จะสามารถใช้เป็นข้อมูลของทางการได้ จนกระทั่งมีการยกเลิกภาษีรัชชูปการในปี ค.ศ. 1903 กอปรกับพระราโชบายของรัฐบาลเมจิที่ส่งเสริมการศึกษาทั่วประเทศเพื่อลดอัตราการไม่รู้หนังสือ การใช้อักษรไคดาจึงยุติลง[4] กระนั้นยังพบการใช้อักษรไคดาในศิลปะพื้นบ้าน เสื้อยืด และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เชิงพาณิชย์บนเกาะโยะนะงุนิและทะเกะโตะมิ หากแต่มิได้รับการอนุรักษ์ในเชิงวัฒนธรรมเพื่อรักษาระบบการเขียนนี้อย่างใด

ลักษณะ[แก้]

อักษรไคดา ประกอบด้วย

  • สินค้าพื้นฐาน ได้แก่ ข้าว, ข้าวฟ่าง, ถั่ว, วัว, แกะ, แพะ, ปลา และสิ่งทอ
  • การนับ ได้แก่ ข้าวหนึ่งถุง (), ข้าวหนึ่งกระบวย (), ข้าวหนึ่งกล่อง () และข้าวครึ่งถุง
  • สัญลักษณ์ที่ใช้แสดงครัวเรือน เรียกว่า ดาฮัง (dāhan)

ส่วนการนับเลขมีลักษณะใกล้เคียงกับเลขซูชูมะ (sūchūma) ของหมู่เกาะโอะกินะวะและมิยะโกะ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีรากฐานจากตัวเลขซูโจว[5]

งานวิจัย[แก้]

บุคคลแรกที่ทำการศึกษาอักษรภาพไคดาคือกิซุเกะ ซะซะโมะริ (Gisuke Sasamori) ซึ่งได้ทำการคัดลอกสำเนาอักษรภาพไคดาจากตำราสั้น ๆ จากหลาย ๆ เล่มลงในหนังสือ การสำรวจหมู่เกาะทะเลใต้ (ญี่ปุ่น: 南島探検 Nantō Tanken ?) ที่ตีพิมพ์จากบันทึกส่วนตัวของเขาขณะใช้แรงงานหนักบนเกาะโอะกินะวะเมื่อปี ค.ศ. 1893 ส่วนยะซุซะดะ ทะชิโระ (Yasusada Tashiro) ได้ทำการสะสมการนับเลขระบบต่าง ๆ ในหมู่เกาะโอะกินะวะและมิยะโกะ ก่อนบริจาคให้พิพิธภัณฑ์โตเกียวในปี ค.ศ. 1887 ซึ่งกระดาษนับเลขแบบซูชูมะของเบซิล แชมเบอร์เลน (Basil Chamberlain) ชาวสหราชอาณาจักร เมื่อปี ค.ศ. 1989[6] คาดว่าอาจจะถูกรวมไว้ในของสะสมของทะชิโระด้วย[5]

ในปี ค.ศ. 1915 คิอิชิ ยะมุโระ (矢袋喜一) นักคณิตศาสตร์ ได้ทำการรวบรวมตัวอย่างอักษรไคดา, วะระซัง และภาษาถิ่นที่ใช้นับตัวเลข ตีพิมพ์ในหนังสือ คณิตศาสตร์รีวกีวโบราณ (琉球古来の数学) ของเขา แม้ว่ายะมุโระจะไม่ได้เข้ามายังเกาะโยะนะงุนิด้วยตนเอง แต่ในงานเขียนของเขาได้ระบุว่าอักษรภาพไคดายังคงถูกใช้จนถึงช่วงปี ค.ศ. 1880 ส่วนทะดะโอะ คะวะมุระ (Tadao Kawamura) นักมานุษยวิทยา ที่ทำการศึกษาด้านมานุษยวิทยาบนหมู่เกาะได้ตั้งข้อสังเกตว่า "ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก พวกเขายังใช้ [อักษรไคดา] อยู่" และเขาแสดงให้เห็นว่ามีการใช้อักษรไคดาในการส่งบรรจุหีบห่อ[7] และการศึกษาของซุโด โทะชิอิชิ (須藤利一) แสดงให้เห็นการใช้อักษรไคดาสำหรับการทำธุรกรรม และเขาได้นำเสนอด้านนิรุกติศาสตร์ของอักษรภาพนี้ด้วย[2]

อ้างอิง[แก้]

  1. Uesedo Tōru 上勢頭亨 (1976). Taketomi-jima shi minwa min'yō hen 竹富島誌 民話・民俗篇 (ใน Japanese). 
  2. 2.0 2.1 2.2 Sudō Toshiichi 須藤利一 (1982) [1944]. Nantō oboegaki 南島覺書 (ใน Japanese). 
  3. Yaeyama rekishi henshū iinkai 八重山歴史編集委員会, ed. (1954). Yaeyama rekishi 八重山歴史 (ใน Japanese). 
  4. Ikema Eizō 池間栄三 (1959). Yonaguni no rekishi 与那国の歴史 (ใน Japanese). 
  5. 5.0 5.1 Hagio Toshiaki 萩尾俊章 (2009). "Yonaguni no kaidā-ji o meguru ichi kōsatsu 与那国島のカイダー字をめぐる一考察 (A consideration for the "Kaidaa-Ji" (Kaidaa character) in Yonaguni Island)". In Okinawa kenritsu hakubutsukan bijutsukan 沖縄県立博物館・美術館 (Okinawa Prefectural Museum and Art Museum). Yonaguni-jima sōgō chōsa hōkokusho 与那国島総合調査報告書 (Survey Reports on Natural History, History and Culture of Yonagunijima Island) (ใน Japanese). p. 49–64. 
  6. Basil Hall Chamberlain (1898). "A Quinary System of Notation employed in Luchu on the Wooden Tallies termed Shō-Chū-Ma.". The Journal of the Anthropological Institute of Great Britain and Ireland (London) 27: 383–395. 
  7. Kawamura Tadao 河村只雄 (1999) [1939]. Nanpō bunka no tankyū 南方文化の探求 (ใน Japanese).