อะลี ฮาติม อัสซุลัยมาน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อะลี ฮาติม อัสซุลัยมาน
Ali Hatem Suleiman Cropped.jpg
ชื่อจริงอะลี ฮาติม อับดุรร็อซซาก อะลี อัสซุลัยมาน อัลอัสซาฟี อัดดุลัยมี
เกิดค.ศ. 1971 (อายุ 49–50 ปี)
แบกแดด
อาชีพหัวหน้าเผ่าซุนนีในอัลอันบาร์
มีชื่อเสียงจากการมีส่วนร่วมในขบวนการบุตรแห่งอิรัก

อะลี ฮาติม อับดุรร็อซซาก อะลี อัสซุลัยมาน อัลอัสซาฟี อัดดุลัยมี (อังกฤษ: Ali Hatem Abd al-Razzaq Ali al-Suleiman al-Assafi al-Dulaimi; อาหรับ: علي حاتم السليمان‎; ค.ศ. 1971–) เป็นชีคซุนนีในเขตผู้ว่าการอัลอันบาร์ เขาเป็นอดีตเอมีร์ของเผ่าดุลัยม์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งโดยอับดุรร็อซซาก ฮาติม อับดุรร็อซซาก อะลี อัสซุลัยมาน อัลอัสซาฟี อัดดุลัยมี ผู้เป็นน้องชายของเขา[1]

ชีวิตช่วงต้น[แก้]

อัสซุลัยมานเกิดที่แบกแดดในปี ค.ศ. 1971[2] พ่อของเขาชื่ออับดุรร็อซซาก เป็นเอมีร์ของเผ่าดุลัยม์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเผ่าอาหรับที่ใหญ่ที่สุดในอิรัก ส่วนปู่ของเขาคือ อะลี อัสซุลัยมาน เป็นผู้นำสมาพันธ์ระหว่างการก่อตั้งอิรัก[3] โดยสมาชิกส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตผู้ว่าการอัลอันบาร์เป็นหลัก[4]

สงครามอิรัก[แก้]

หลังจากการบุกครองอิรัก ค.ศ. 2003 อัสซุลัยมานได้เข้าร่วมในการก่อความไม่สงบในอิรัก ชนเผ่าของเขาเป็นศูนย์กลางของการต่อต้าน/การก่อความไม่สงบต่อกองกำลังสหรัฐและกองกำลังของรัฐบาลชีอะฮ์ในอิรัก เนื่องจากการทิ้งระเบิดที่อัลฟัลลูญะฮ์และการกำหนดเป้าหมายถึงซุนนีในแบกแดด อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 2006 เขาและชนเผ่าติดอาวุธหันมาต่อต้านอัลกออิดะฮ์ เนื่องจากมักใช้ความรุนแรงโดยไม่เลือกปฏิบัติ รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าอัลกออิดะฮ์ไม่ได้ให้ความเคารพต่อชีคของอัลอันบาร์มากพอ[5] อัสซุลัยมานเข้าร่วมขบวนการบุตรแห่งอิรัก แม้ว่าเขาจะดูถูกชีคอับดุสซัตตาร อะบู รีชะฮ์ ซึ่งเป็นผู้นำของตน เนื่องจากชนเผ่าอะบูรีชะฮ์มีขนาดเล็ก[6]

หลังจากออกจากการก่อความไม่สงบ อัสซุลัยมานก็กลายเป็นบุคคลสำคัญในอันบาร์ ซึ่งเขาได้จัดตั้งกองกำลังตำรวจท้องถิ่นโดยมีมือปืน 60,000 คนจากเผ่าของเขาในอันบาร์[5]

อัสซุลัยมานได้ก่อตั้งพรรคการเมืองชื่อแนวร่วมผู้ปกป้องให้รอดพ้นภัยแห่งชาติอิรักในปี ค.ศ. 2008 ซึ่งดำเนินงานในฐานะส่วนหนึ่งของรัฐแห่งรัฐบาลผสมของนายกรัฐมนตรี นูรี อัลมะลิกี แต่ความขัดแย้งได้ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากการจับกุมชาย 10 คนจากเผ่าของเขาในอัรรัฏบะฮ์ โดยตำรวจกัรบะลาอ์ ในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อัสซุลัยมานขู่ว่าจะออกคำสั่งรัฐอันบาร์ อัสซุลัยมานได้ก่อตั้งพรรคอื่น (บาริคอิรัก) อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองของเขาถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 2014

หลังจากการถอนทหารสหรัฐ กองกำลังของรัฐบาลชีอะฮ์ก็เริ่มจับกุมพลเรือนดุลัยม์และสังหารพวกเขาในอันบาร์ อัสซุลัยมาน, น้องชายของเขา ชีคอับดุรร็อซซาก และชีคคนอื่น ๆ ของชนเผ่า ได้จัดตั้งการเดินขบวนประจำสัปดาห์ที่เมืองเราะมะฎีในจัตุรัสแห่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีเป็นเวลาหนึ่งปี โดยเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังชาวซุนนีและถอนกองทัพออกจากเมืองในอันบาร์ ซึ่งรัฐบาลได้ตอบโต้ด้วยการสังหารอะลี อัลอัลวานีย์ และจับกุมน้องชายของเขา อะห์มัด อัลอัลวานีย์ ที่เป็นผู้แทนราษฎรซุนนีจากเผ่าเผ่าดุลัยม์ (ตระกูลแอลโบแอลูน) เป็นผลให้ชาวดุลัยม์กลับไปสู่การก่อความไม่สงบที่นำโดยอัสซุลัยมาน

อัสซุลัยมานได้จัดตั้งสภาการทหารของกลุ่มกบฏในอัลอันบาร์ เขาประกาศในแถลงการณ์ว่าดินแดนซุนนีจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของอิรักภายใต้การปกครองของชีอะฮ์

การต่อต้านรัฐบาล ค.ศ. 2013–2014[แก้]

ธงคณะเผ่าปฏิวัติของกลุ่มอัสซุลัยมาน

ในปี ค.ศ. 2013 และ 2014 อัสซุลัยมานเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติชนเผ่าอันบาร์ ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่มีบทบาทในการปะทะอันบาร์ที่ยังดำเนินอยู่ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มอื่น ๆ บางกลุ่มที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล กองกำลังของอัสซุลัยมานไม่ได้สนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลอิรัก แต่กลับมีความทะเยอทะยานที่จะปกป้องอันบาร์จากสิ่งที่เห็นว่าเป็นการรุกรานจากรัฐบาลกลางอิรัก[7]

อัสซุลัยมานมีส่วนร่วมในการรุกตอนเหนือของอิรัก ค.ศ. 2014 และเขาอ้างว่าไอซิลมีเพียง 5–7 เปอร์เซ็นต์ของกองกำลังต่อต้านรัฐบาล เขาอ้างว่านักรบส่วนใหญ่มาจากชนเผ่าซุนนีของอิรัก อัสซุลัยมานยังอ้างว่ากองกำลังของชนเผ่าเหล่านี้จะสามารถกำจัดไอซิลได้ ซึ่งเป็นรัฐบาลอิรักที่ดำเนินการโดยอัลมะลิกีเพื่อถอนกองกำลังของรัฐบาลออกจากอิรักทางเหนือและทางเหนือตอนกลาง[8] อย่างไรก็ตาม อัสซุลัยมานอ้างว่ากองกำลังของชนเผ่าจะไม่ต่อสู้กับไอซิลจนกว่าอัลมะลิกีจะถูกปลดออกจากตำแหน่งและชาวซุนนีจะได้รับสิทธิ์[9]

ในช่วงต้นปี ค.ศ. 2015 ระหว่างยุทธการที่เราะมะฎี ไอซิลได้เข้ายึดครองดินแดนของอัสซุลัยมานและบังคับให้เขาต้องล่าถอยไปยังเมืองอัรบีล ในเคอร์ดิสถานของอิรัก[10]

อ้างอิง[แก้]

  1. Inoma, Ali (14 March 2014). "Anbar witnesses political divide amid ongoing clashes". Anbar, Iraq: Al-Monitor.
  2. Al-Anbar Awakening Vol II: Iraqi Perspectives, p.107
  3. Malkasian, Carter (2017). Illusions of Victory: The Anbar Awakening and the Rise of the Islamic State (ภาษาอังกฤษ). Oxford University Press. p. 162. ISBN 9780190659424. สืบค้นเมื่อ 4 June 2019.
  4. http://www.aawsat.net/2014/06/article55333359
  5. 5.0 5.1 Manfredi, Federico (16 August 2010). "Iraq's Crooked Politicians: Talking With Sheik Ali Hatem, Leader of the Sunni Awakening Councils". The Huffington Post.
  6. Malkasian, Illusions of Victory, p. 162.
  7. Sowell, Kirk H. (15 January 2014). "Maliki's Anbar Blunder". Foreign Policy. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 5 July 2014.
  8. Koplowitz, Howard (16 June 2014). "Iraq Crisis Update: ISIS Seizes Tal Afar Amid Conflicting Reports Of Clashes Near Baghdad [MAP]". International Business Times.
  9. Brown, Matt (16 June 2014). "Execution images underline Iraq's deepening crisis". Australian Broadcasting Corporation. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 16 June 2014.
  10. Malkasian, Illusions of Victory, p. 182.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]