ข้ามไปเนื้อหา

หลวงปู่ไข่ อินทสโร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
หลวงปู่ไข่ อินฺทสโร

(ไข่ อินฺทสโร)
ชื่ออื่นหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน
ส่วนบุคคล
เกิด5 มิถุนายน พ.ศ. 2402
มรณภาพ16 มกราคม พ.ศ. 2475 (74 ปี)
นิกายมหานิกาย
ตำแหน่งชั้นสูง
ที่อยู่วัดบพิตรพิมุขวรวิหาร (วัดเชิงเลน) กรุงเทพมหานคร
บรรพชาประมาณ พ.ศ. 2408
อุปสมบทประมาณ พ.ศ. 2422
พรรษา54
ตำแหน่งพระอาวุโสลูกวัด บพิตรพิมุขวรวิหาร (วัดเชิงเลน)

อินฺทสโรภิกฺขุ (ไข่)[1] (5 มิถุนายน พ.ศ. 2402 – 16 มกราคม พ.ศ. 2475) หรือที่รู้จักกันดีในหมู่นักสะสมพระเครื่องว่า "หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน" เป็นภิกษุชาวแปดริ้วซึ่งคือจังหวัดฉะเชิงเทราในปัจจุบัน

ปฐมวัย

[แก้]

หลวงปู่ไข่เป็นบุตรของนายกล่อม และ นางบัว จันทร์สัมฤทธิ์ เกิดที่ตำบลท่าไข่ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2402 ตรงกับวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 7 ปีมะแม

ขณะที่ท่าน อายุ 6 ขวบ (ประมาณ พ.ศ. 2408) บิดาได้นำไปฝากเป็นศิษย์หลวงพ่อปาน วัดโสธร คือวัดโสธรวราราม จังหวัดฉะเชิงเทราในปัจจุบัน เพื่อให้เรียนหนังสือ ต่อมาจึงได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อได้บรรพชาแล้วก็ได้หัดเทศน์มหาชาติและเทศน์ประชัน

ครั้นเมื่อหลวงพ่อปาน วัดโสธร มรณภาพแล้ว หลวงปู่ไข่ได้ไปอยู่กับพระอาจารย์จวง วัดน้อย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี จนกระทั่งพระอาจารย์จวงมรณภาพ ขณะนั้นหลวงปู่ไข่มีอายุได้ 15 ปี (ประมาณ พ.ศ. 2417)

อุปสมบทและบทบาทภิกษุ

[แก้]

ตามประวัติกล่าวว่าหลวงปู่ไข่ ได้เดินทางมากรุงเทพฯ ไปอยู่กับพระอาจารย์รูปหนึ่ง (ไม่ปรากฏนาม) ที่วัดหงส์รัตนาราม อำเภอบางกอกใหญ่ ฝั่งธนบุรี เพื่อเรียนพระปริยัติธรรม อีก 3 ปีต่อมา (ประมาณ พ.ศ. 2420) หลวงปู่ไข่ได้เดินทางไปอยู่กับพระอาจารย์เอี่ยม วัดลัดด่าน ซึ่งอยู่ที่แม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม และได้เล่าเรียนปริยัติธรรมและพระวินัยจนอายุครบบวช (ประมาณ พ.ศ. 2422) จึงได้อุปสมบทที่วัดนี้ พระสนิทสมณคุณ (เนตร) เจ้าอาวาสวัดบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์เอี่ยม วัดลัดด่าน เป็นพระกรรมวาจาจารย์, พระอาจารย์ภู่ วัดบางกะพ้อม เป็นพระอนุสาวนาจารย์[2] อุปสมบทแล้วได้เดินทางไปเรียนพระกรรมฐานกับพระอาจารย์รูปหนึ่ง (ไม่ปรากฏนาม) ซึ่งอยู่ที่เชิงเขา แขวงเมืองกาญจนบุรี เรียนอยู่ระยะหนึ่งจึ่งกลับมาอยู่วัดลัดด่านตามเดิม ต่อมาหลวงปู่ไข่ได้ออกธุดงค์ไปตามสำนักพระอาจารย์ต่างๆ ซึ่งอยู่ที่อำเภอโพธาราม เมืองราชบุรี และเมืองกาญจนบุรี จากนั้นได้กลับมาอยู่ที่วัดลัดด่านอีกระยะหนึ่ง จึงได้ออกธุดงค์ไปเรียนวิปัสสนากรรมฐานกับพระอาจารย์ในถ้ำที่เมืองกาญจนบุรีเป็นเวลาประมาณ 6 ปี (ราว พ.ศ. 2423 - 2429)

ตามประวัติกล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า

"ท่านเล่าว่า ระหว่างอยู่ในถ้ำนั้น ตกกลางคืนจะมีสิงห์สาราสัตย์ต่างๆ เข้ามานอนล้อมกอด พอเช้ามืดต่างคนต่างออกไปหากิน ส่วนท่านก็จะออกบิณฑบาตเป็นกิจวัตรประจำวัน (ท่านฉันหนเดียว)

เมื่อท่านศึกษาอยู่ในถ้ำนั้นเป็นเวลานานพอสมควร เห็นว่าจะช่วยเหลือโลกได้บ้างแล้ว ท่านก็เดินธุดงค์ออกจากถ้ำไปในที่ต่าง ๆ โดยไม่ยอมขึ้นรถลงเรือ และไม่มีจุดหมายปลายทาง สุดแต่มืดที่ไหนก็กางกลดนอนที่นั่น เช้าก็ออกเดินธุดงค์ต่อไป

ในระหว่างทางมีราษฎรมาขอความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด เรื่องตกทุกข์ได้ยาก หรือเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเป็นบ้าเสียจริต ท่านมีจิตเมตตาช่วยรักษาให้ตามที่อธิษฐานทุกคน"

หลวงปู่ไข่เดินธุดงค์อยู่ราว 15 ปี (ประมาณ พ.ศ. 2429 - พ.ศ. 2444) เกียรติคุณของหลวงปู่ไข่ได้เลื่องลือเข้ามาถึงกรุงเทพฯ จึงมีผู้นิมนต์มาอยู่ที่วัดบางยี่เรือ ฝั่งธนบุรี เป็นเวลา 1 ปี จากนั้นหลวงปู่ไข่ก็ออกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรอีกหลายปี ในที่สุดหลวงปู่ไข่ก็เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง เข้าใจว่าคงราว ๆ พ.ศ. 2455 - พ.ศ. 2461

การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ครั้งนี้ หลวงปู่ไข่ได้เลือกจำพรรษาอยู่ที่วัดเชิงเลน หรือวัดบพิตรพิมุขวรวิหาร ทั้งนี้เพราะที่วัดบพิตรพิมุขมีพระภิกษุน้อย และมีคณะกุฏิ ซึ่งใช้เป็นที่เก็บศพ และบางครั้งก็มีชาวบ้านเข้ามาใช้เป็นที่ถ่ายอุจจาระด้วย ดังนั้นคณะกุฏินี้จึงเป็นสถานที่เงียบสงบ ไม่มีใครมารบกวนมากนัก หลวงปู่ไข่จึงเข้ามาอยู่ที่คณะกุฏิในป่าช้าของวัดบพิตรพิมุข สมัยนั้นพระภิกษุรูปใดจะเข้ามาอยู่วัดก็ได้โดยเสรี ไม่ต้องมีบัตรและไม่มีใครตรวจตรา ไม่ต้องขออนุญาต เพียงแต่ถึงคราวเข้าปุริมพรรษา ก็บอกกล่าวเจ้าอาวาสให้รับทราบ เพื่อจะได้จำพรรษาที่วัดนั้น และเมื่อหลวงปู่ไข่มาอยู่ที่วัดบพิตรพิมุขนั้น พระกวีวงศ์ (กระแจะ วสุตตโม ป.ธ.๔) เป็นเจ้าอาวาส ในระหว่างที่หลวงปู่ไข่จำพรรษาอยู่ ณ วัดบพิตรมุข หลวงปู่ไข่ได้ปฏิบัติทางธรรมและสร้างการกุศลหลายประการ ได้แก่ สอนพระกรรมฐานแก่บรรพชิตและฆราวาส ช่วยอนุเคราะห์แก่ผู้เจ็บไข้ได้ทุกข์ บริจาคทรัพย์ส่วนตัวและชักชวนบรรดาศิษย์และผู้ที่คุ้นเคยให้มาร่วมการทำบุญ เช่น สร้างพระพุทธปฏิมา ซ่อมพระพุทธรูปของเก่าที่ชำรุดหักพังให้ดีขึ้น สร้างพระไตรปิฎก โดยหลวงปู่ไข่ลงมือจารใบลานด้วยตนเองบ้าง ให้ช่างจารขึ้นบ้าง ซ่อมแซมกุฏิที่ชำรุดทรุดโทรมให้ดีขึ้น สร้างกุฏิเป็นห้องแถวไม้ขึ้นอีกหลายกุฏิ ทั้งได้สร้างถนน สระน้ำ ถังรับน้ำฝน ขึ้นภายในบริเวณวัด สร้างแท่นสำหรับนั่งพักภายในคณะกุฏิให้เป็นที่สะดวกแก่พระภิกษุสามเณรที่อาศัยอยู่ในคณะนั้น เป็นต้น นอกจากนี้ยังปรากฏว่า เมื่อครั้งหลวงปู่ไข่จำพรรษาอยู่ตามหัวเมือง ก็ได้สร้างและปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ มาแล้วหลายแห่ง

ท่านเป็นพระปฏิบัติสมถกรรมฐาน ซึ่งโบราณเรียกว่าพระรุกขมูล คือท่องจาริกไปอาศัยตามโคนไม้ในป่า มุ่งแสวงหาความหลุดพ้นท่านมีอุปนิสัยพูดน้อย เคร่งขรึม รักสันโดษ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ประพฤติตนตามพุทธบัญญัติทุกประการ[3] เมื่อมีเวลาว่างท่านจะสร้างพระเครื่องตะกรุด ธง และเหรียญออกแจกจ่ายแก่บรรดาลูกศิษย์ ท่านได้มาจำพรรษาอยู่ที่กรุงเทพ ณ วัดเชิงเลน (วัดบพิตรพิมุขวรวิหาร) ได้ทำการสอนพระกรรมฐานแก่บรรพชิตและฆราวาส ช่วยอนุเคราะห์แก่ผู้ที่เจ็บไข้ได้ทุกข์ บริจาคทรัพย์ส่วนตัวของท่านให้ และชักชวนสานุศิษย์มาร่วมทำบุญกับท่าน[2] เช่น การสร้างพระพุทธปฏิมากร และบูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูปของเก่าที่ชำรุดหักพังให้ดีขึ้นมาก สร้างพระไตรปิฎกโดยท่านลงมือจารใบลาน ด้วยตนเองด้วย ให้ช่างทำขึ้นบ้าง

หลวงปู่ไข่เป็นผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในคุณพระรัตนตรัย มีจิตสุขุมเยือกเย็นประกอบด้วยเมตตากรุณา มีจริยาวัตรอัธยาศัยเรียบร้อย เคร่งครัดในทางสัมมาปฏิบัติ เป็นที่เคารพนับถือแก่บรรดาศิษย์และผู้ที่รู้จักคุ้นเคยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเป็นอันมาก หลวงปู่ไข่เป็นพระที่สมณะใฝ่สันโดษ เจริญวิปัสสนากรรมฐานเป็นนิตย์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร บรรดาศิษย์ของหลวงปู่ไข่ได้ป่วยก็มาหา หลวงปู่ไข่ก็จะแนะนำให้ไปซื้อยามาเสกให้กิน เมื่อมีเวลาว่างหลวงปู่ไข่ก็จะสร้างพระ ตะกรุด ธง และเหรียญออกแจกจ่ายแก่บรรดาศิษย์

กล่าวกันว่าหลวงพ่อปู่ไข่มีความสามารถในการเทศน์มหาชาติกัณฑ์กุมารและกัณฑ์มัทรีได้ไพเราะกังวานจับใจผู้ฟังยิ่งนักแม้ภายหลังเมื่อชราแล้ว ศิษย์ผู้อยู่ใกล้ชิดก็มักจะได้ยินหลวงปู่ทบทวนการเทศน์มหาชาติ ทั้ง 2 กัณฑ์ ในตอนกลางคืนอยู่เสมอ

ราว พ.ศ. 2470 หลวงปู่ไข่เตรียมบาตร กลด และย่ามเพื่อจะออกธุดงค์ แต่บรรดาศิษย์ทั้งที่เป็นข้าราชการ พ่อค้า ได้ปรึกษาหารือกันว่า หลวงปู่ไข่ชราภาพมากแล้ว หากออกธุดงค์คราวนี้ไซร้คงจะไม่ได้กลับมาแน่ จึงได้นิมนต์ยับยั้งไว้ โดยขอให้หลวงปู่ไข่อยู่วิปัสสนากรรมฐานแก่บรรดาศิษย์ต่อไป

มรณภาพ

[แก้]

หลวงปู่ไข่เริ่มอาพาธด้วยโรคชราตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2475 ถึงวาระสุดท้ายศิษย์ผู้คอยเฝ้าพยาบาลอยู่ จึงประคองตัวหลวงปู่ไข่ให้นอนลง ครั้นวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2475 เวลา 13:25 น. ก็ถึงแก่มรณภาพ สิริรวมอายุได้ 72 ปี รวมพรรษา 52 พรรษา[3]

ก่อนเวลาที่จะมรณภาพ หลวงปู่ได้ข่มความทุกข์เวทนาอยู่ในเวลานั้น ให้หายไปได้ ประดุจบุคคลที่ไม่มีอาการเจ็บป่วยใด ๆ แล้วขอให้ศิษย์ที่พยาบาลอยู่ ประคองตัวให้ลุกขึ้นนั่ง และให้จุดธูปเทียนบูชาพระ เมื่อกระทำนมัสการบูชาพระเสร็จแล้วก็เจริญสมาธิสงบระงับจิต เงียบเป็นปกติอยู่ประมาณ 15 นาที ก็หมดลมปราณ

ตามปรกติที่วัดบพิตรพิมุขไม่มีที่ประชุมเพลิงศพโดยเฉพาะ ด้วยเหตุนี้คณะสงฆ์เห็นว่าหลวงปู่ไข่ เป็นพระเก่าแก่ของวัด และมีผู้เคารพนับถือมาก จึงขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษเพื่อทำการประชุมเพลิงศพหลวงปู่ไข่ที่บริเวณกุฏิ กำหนดประชุมเพลิงในวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2476 เวลา 17:00 น. (คือประมาณ 100 วันหลังจากมรณภาพ สมัยนั้น วันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 เมษายน)

ในวันประชุมเพลิงศพ มีคนมาร่วมงานมากมาย ถึงกับล้นออกไปตามตรอกซอยและถนน พอถึงเวลาเคลื่อนศพเพื่อนำไปขึ้นเชิงตะกอน ทันใดนั้นเอง แผ่นดินบริเวณคณะได้เกิดไหวขึ้น คนตกใจถึงกับออกปากว่า อภินิหารของหลวงปู่มากเหลือเกิน

เมื่อประชุมเพลิงแล้ว สัปเหร่อได้จัดการแปรธาตุเก็บอัฐิ บรรดาศิษย์เข้าขออัฐิของหลวงปู่ไปไว้บูชาเป็นจำนวนมาก[1]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 ข้อมูลจากเวบวัดบพิตรพิมุข http://www.watbopit.com/story_longpoo.html (จากหนังสือ วัดบพิตรพิมุขวรวิหาร ประวัติและเกียรติคุณหลวงปู่ไข่ อินทสโร, พิมพ์ครั้งแรก, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2542)
  2. 1 2 "ประวัติหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-10-11. สืบค้นเมื่อ 2011-10-08.
  3. 1 2 หลวงปู่ไข่ อินทสโร พระเครื่อง