วอล์คแมน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
Original Sony Walkman TPS-L2.JPG
โซนี่วอล์คแมนรุ่นแรก
ประเภทเครื่องเล่นเพลงแบบพกพา
ผู้ผลิตโซนี่
เริ่มจำหน่าย1 กรกฎาคม ค.ศ. 1979
ยอดขายทุกรุ่น385 ล้านเครื่อง

วอล์คแมน (อังกฤษ: Walkman) เป็นแบรนด์เครื่องเล่นเพลงพกพาของบริษัทโซนี่ วอล์คแมนรุ่นแรกซึ่งวางจำหน่ายเมื่อปีค.ศ. 1979 ถือเป็นเครื่องเล่นเพลงตลับเทปพกพาซึ่งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการฟังเพลงของมนุษยชาติ วอล์คแมนถือกำเนินขึ้นโดยปณิธานของสองผู้ก่อตั้งบริษัทโซนี่อย่างมาซารุ อิบูกะ และอากิโอะ โมริตะ หลังทั้งคู่รู้สึกว่าเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาของโซนี่ซึ่งมีวางจำหน่ายอยู่ก่อนแล้วนั้นมีราคาแพงและไม่เป็นที่นิยม

นิตยสาร Times ได้กล่าวถึงวอล์คแมนว่าเป็น "การผสมผสานระหว่างความคล่องตัว(เนื่องจากใช้ถ่านAAเพียงสองก้อน)และความเป็นส่วนตัว(มีช่องเสียบหูฟัง) ทำให้มันเป็นสินค้าในอุดมคติสำหรับผู้บริโภคจำนวนมากที่กำลังมองหาเครื่องเล่นสเตริโอแบบพกพาที่สามารถติดตัวไปได้ด้วยทุกที่"[1]

วอล์คแมนถือเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อวัฒนธรรมของทศวรรษที่ 1980[1] คำว่าวอล์คแมนได้รับการบัญญัติไว้ในพจนานุกรมอิงลิชอ็อกซ์ฟอร์ดเมื่อปีค.ศ. 1986[1] ผู้คนหลายล้านเริ่มใช้วอล์คแมนระหว่างออกกำลังกายและเต้นแอโรบิก[1] ถึงขนาดที่คำว่า "วอล์คมัน" ในภาษาเยอรมันกลายเป็นคำทั่วไปที่หมายถึงเครื่องเสียงส่วนตัวโดยไม่เกี่ยงประเภทหรือยี่ห้อ โซนี่พยายามห้ามปรามการใช้คำนี้โดยแบรนด์อื่นในภาษาเยอรมัน แต่ในปีค.ศ. 2002 ศาลสูงสุดออสเตรียพิพากษาว่าโซนี่มิอาจขัดขวางบุคคลอื่นในการใช้คำว่า "วอล์คมัน" สำหรับสินค้าประเภทเดียวกันได้[2]

เมื่อเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 21 วอล์คแมนเริ่มประสบความเสื่อมถอยลงจากการกำเนิดขึ้นของเครื่องเล่น MP3 มากมาย แม้บริษัทโซนี่จะเข็นเครื่องเล่น MP3 ลงตลาดเช่นกันแต่ก็ดูจะสู้ไม่ไหวในเวทีนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการมาถึงของไอพอด ในที่สุด โซนี่จึงหันไปเอาดีกับการขายวอล์คแมนในฐานะเครื่องเล่นเพลงพกพาคุณภาพสูง (Hi-Res) ตั้งแต่ปีค.ศ. 2014 เป็นต้นมาซึ่งให้คุณภาพเสียงและกำลังขับเสียงที่เหนือชั้นกว่าเครื่องเล่น MP3 และสมาร์ทโฟน

ภาพ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 Haire, Meaghan (2009-07-01). "The Walkman". Time (in อังกฤษ). ISSN 0040-781X. สืบค้นเมื่อ 2018-08-20.
  2. Mark Batey (2016), Brand Meaning: Meaning, Myth and Mystique in Today’s Brands (Second ed.), Routledge, p. 140