ข้ามไปเนื้อหา

ยุคหินใหม่

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ยุคหินใหม่ (Neolithic)
บ้านเรือนในยุคหินใหม่ช่วงก่อนมีเครื่องปั้นดินเผา บี (Pre-Pottery Neolithic B) ในแหล่งโบราณคดี Aşıklı Höyük ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกี
ภูมิภาคทั่วโลก (เริ่มต้นในแถบตะวันออกใกล้)
สมัยยุคปลายของยุคหิน
ช่วงเวลาประมาณ 10,000–4,500 ปีก่อนคริสตกาล (แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค)
แหล่งโบราณคดีสำคัญเจริโค (Jericho), ชาตัลเฮอยึค (Çatalhöyük), โกเบกลีเทเป (Göbekli Tepe)
ก่อนหน้ายุคหินกลาง (Mesolithic), ยุคหินเก่าตอนปลาย (Epipalaeolithic)
ถัดไปยุคทองแดง (Chalcolithic), ยุคสัมฤทธิ์ (Bronze Age)

ยุคหินใหม่ (อังกฤษ: Neolithic) เป็นยุคทางโบราณคดีซึ่งถือเป็นช่วงสุดท้ายของยุคหิน คำว่า "Neolithic" มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คำว่า néos (ใหม่) และ líthos (หิน) คำนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยเซอร์ จอห์น ลับบ็อก (John Lubbock, 1st Baron Avebury) ในปี ค.ศ. 1865 เพื่อใช้เติมเต็มและสรุประบบสามยุค (Three-age system) ให้สมบูรณ์[1]

ยุคหินใหม่เริ่มต้นขึ้นเมื่อราว 10,000 ถึง 12,000 ปีก่อนในภูมิภาคดินแดนพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent) หรือตะวันออกใกล้ โดยมีลักษณะสำคัญที่เรียกว่า "การปฏิวัติยุคหินใหม่" (Neolithic Revolution) ซึ่ง วี. กอร์ดอน ไชลด์ (V. Gordon Childe) นักโบราณคดีชาวออสเตรเลียได้นิยามไว้ว่า เป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ จากวิถีชีวิตแบบคนเก็บของป่าล่าสัตว์เร่ร่อน (Hunter-gatherer) มาสู่การตั้งถิ่นฐานถาวรเป็นชุมชน การเริ่มต้นทำเกษตรกรรม การเพาะปลูกพืช (เช่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์) และการเลี้ยงสัตว์ (เช่น แกะ แพะ หมู และวัว)[2]

นอกจากด้านเกษตรกรรมแล้ว เทคโนโลยีที่โดดเด่นในยุคนี้คือการสร้าง เครื่องมือหินขัด (Polished stone tools) ที่มีความคมและประณีตกว่าเครื่องมือหินกะเทาะในยุคก่อนหน้า รวมถึงการประดิษฐ์เครื่องปั้นดินเผา (Pottery) และการทอผ้า ยุคหินใหม่สิ้นสุดลงเมื่อมนุษย์เริ่มค้นพบเทคโนโลยีการถลุงโลหะ ก้าวเข้าสู่ยุคทองแดงและยุคสัมฤทธิ์ตามลำดับ

ยุคหินใหม่ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

[แก้]

การเข้าสู่ยุคหินใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกับภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่เกิดขึ้นในภายหลังเมื่อประมาณ 4,000 ถึง 2,500 ปีมาแล้ว (ราว 2,000 - 500 ปีก่อนคริสตกาล) นักโบราณคดีและนักภาษาศาสตร์หลายท่าน เช่น ปีเตอร์ เบลล์วูด (Peter Bellwood) เสนอทฤษฎีว่า วัฒนธรรมยุคหินใหม่และการเพาะปลูกข้าว แพร่กระจายลงมาจากบริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีทางตอนใต้ของจีน ผ่านการอพยพของกลุ่มชนที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติกและออสโตรนีเซียน[3]

ลักษณะสำคัญของชุมชนยุคหินใหม่ในประเทศไทยคือ การตั้งถิ่นฐานเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรมถาวร รู้จักการปลูกข้าว (Oryza sativa) การเลี้ยงหมู หมา และไก่ เครื่องมือที่เป็นเอกลักษณ์คือ ขวานหินขัด (ที่ชาวบ้านมักเรียกว่า "ขวานฟ้า") และเครื่องปั้นดินเผาที่มีการตกแต่งผิวด้วย ลายเชือกทาบ (Cord-marked pottery)

หลักฐานและแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในไทย

[แก้]

แหล่งโบราณคดียุคหินใหม่ในประเทศไทยมีการขุดค้นพบในทุกภูมิภาค โดยมีแหล่งที่สำคัญและมีงานวิจัยทางวิชาการรองรับระดับสากล ดังนี้:

  • แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี: ขุดค้นครั้งแรกในช่วงปี พ.ศ. 2503–2505 โดยคณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก ถือเป็นแหล่งอ้างอิงของ "วัฒนธรรมบ้านเก่า" (Ban Kao Culture) หลักฐานสำคัญที่พบคือโครงกระดูกมนุษย์ยุคหินใหม่ที่ฝังร่วมกับเครื่องปั้นดินเผาทรงหม้อสามขา (Tripod pottery) ขวานหินขัด เปลือกหอย และกระดูกสัตว์ป่า สะท้อนให้เห็นถึงพิธีกรรมการฝังศพและการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเกษตรกรรมที่ชัดเจนในภาคตะวันตกของไทย[4]
  • แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี จังหวัดชลบุรี: เป็นแหล่งโบราณคดีชุมชนชายฝั่งทะเลโบราณ (ปัจจุบันแผ่นดินงอกห่างจากทะเลแล้ว) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ขุดค้นโดย ชาร์ลส ไฮแอม (Charles Higham) และ รัชนี โชติสิริ มีอายุราว 4,000–3,500 ปีมาแล้ว พบหลุมฝังศพกว่า 154 หลุม โดยเฉพาะหลุมศพของสตรีที่เรียกกันว่า "เจ้าหญิงแห่งโคกพนมดี" ซึ่งสวมใส่ลูกปัดเปลือกหอยมากกว่า 120,000 เม็ด บ่งบอกถึงสถานะทางสังคมที่สูงและการแบ่งแยกชนชั้นที่ซับซ้อน
    • หลักฐานใหม่ทางวิทยาศาสตร์: การวิจัยล่าสุดที่ใช้เทคนิควิเคราะห์ไอโซโทปของสตรอนเซียมและออกซิเจนในฟัน (Isotope analysis) ของโครงกระดูกที่โคกพนมดี เผยให้เห็นรูปแบบการแต่งงานและการอพยพ โดยพบว่าผู้หญิงบางส่วนในยุคแรกๆ ย้ายถิ่นฐานมาจากชุมชนเกษตรกรรมในแผ่นดินลึก (Inland) เข้ามาแต่งงานกับผู้ชายในชุมชนชายฝั่งทะเลที่ดำรงชีพด้วยการหาปลาและเก็บหอย แสดงให้เห็นถึงการปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างกลุ่มคนเก็บของป่าล่าสัตว์และกลุ่มเกษตรกรยุคแรกเริ่ม[5]
  • ถ้ำผีแมนและพื้นที่บนที่สูง จังหวัดแม่ฮ่องสอน: งานวิจัยของ รัศมี ชูทรงเดช แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่สูงของภาคเหนือ กลุ่มคนเก็บของป่าล่าสัตว์ (วัฒนธรรมฮัวบิเนียน) และกลุ่มเกษตรกรยุคหินใหม่ มีการใช้พื้นที่ทับซ้อนและมีปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนสิ่งของกันยาวนานหลายสหัสวรรษ ซึ่งหักล้างความเชื่อเดิมที่ว่ากลุ่มเกษตรกรเข้ามาแทนที่และกวาดล้างกลุ่มคนดั้งเดิมไปจนหมด[6]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Lubbock, John (1865). Pre-historic Times, as Illustrated by Ancient Remains, and the Manners and Customs of Modern Savages. London: Williams and Norgate.
  2. Bellwood, Peter (2005). First Farmers: The Origins of Agricultural Societies. Blackwell Publishing. ISBN 978-0-631-20566-1.
  3. Higham, Charles; Thosarat, Rachanie (2012). Early Mainland Southeast Asia: From First Humans to Angkor. River Books. ISBN 978-616-7339-44-3.
  4. Sørensen, Per (1967). "Archaeological Excavations in Thailand. Volume II. Ban Kao: Neolithic Settlements with Cemeteries in the Kanchanaburi Province Part 1: The Archaeological Material from the Burials". Munksgaard.
  5. Bentley, R. Alexander; Tayles, Nancy; Higham, Charles; Macpherson, Colin; Atkinson, T. C. (2007). "Shifting Gender Relations at Khok Phanom Di, Thailand: Isotopic Evidence from the Skeletons". Current Anthropology. 48 (2): 301–314. doi:10.1086/512987.
  6. Shoocongdej, Rasmi (2000). "Forager Mobility Organization in Seasonal Tropical Environments of Western Thailand". World Archaeology. 32 (1): 14–40. doi:10.1080/004382400409862.

ดูเพิ่ม

[แก้]