ยุคหินใหม่
บ้านเรือนในยุคหินใหม่ช่วงก่อนมีเครื่องปั้นดินเผา บี (Pre-Pottery Neolithic B) ในแหล่งโบราณคดี Aşıklı Höyük ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกี | |
| ภูมิภาค | ทั่วโลก (เริ่มต้นในแถบตะวันออกใกล้) |
|---|---|
| สมัย | ยุคปลายของยุคหิน |
| ช่วงเวลา | ประมาณ 10,000–4,500 ปีก่อนคริสตกาล (แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค) |
| แหล่งโบราณคดีสำคัญ | เจริโค (Jericho), ชาตัลเฮอยึค (Çatalhöyük), โกเบกลีเทเป (Göbekli Tepe) |
| ก่อนหน้า | ยุคหินกลาง (Mesolithic), ยุคหินเก่าตอนปลาย (Epipalaeolithic) |
| ถัดไป | ยุคทองแดง (Chalcolithic), ยุคสัมฤทธิ์ (Bronze Age) |
ยุคหินใหม่ (อังกฤษ: Neolithic) เป็นยุคทางโบราณคดีซึ่งถือเป็นช่วงสุดท้ายของยุคหิน คำว่า "Neolithic" มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คำว่า néos (ใหม่) และ líthos (หิน) คำนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยเซอร์ จอห์น ลับบ็อก (John Lubbock, 1st Baron Avebury) ในปี ค.ศ. 1865 เพื่อใช้เติมเต็มและสรุประบบสามยุค (Three-age system) ให้สมบูรณ์[1]
ยุคหินใหม่เริ่มต้นขึ้นเมื่อราว 10,000 ถึง 12,000 ปีก่อนในภูมิภาคดินแดนพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent) หรือตะวันออกใกล้ โดยมีลักษณะสำคัญที่เรียกว่า "การปฏิวัติยุคหินใหม่" (Neolithic Revolution) ซึ่ง วี. กอร์ดอน ไชลด์ (V. Gordon Childe) นักโบราณคดีชาวออสเตรเลียได้นิยามไว้ว่า เป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ จากวิถีชีวิตแบบคนเก็บของป่าล่าสัตว์เร่ร่อน (Hunter-gatherer) มาสู่การตั้งถิ่นฐานถาวรเป็นชุมชน การเริ่มต้นทำเกษตรกรรม การเพาะปลูกพืช (เช่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์) และการเลี้ยงสัตว์ (เช่น แกะ แพะ หมู และวัว)[2]
นอกจากด้านเกษตรกรรมแล้ว เทคโนโลยีที่โดดเด่นในยุคนี้คือการสร้าง เครื่องมือหินขัด (Polished stone tools) ที่มีความคมและประณีตกว่าเครื่องมือหินกะเทาะในยุคก่อนหน้า รวมถึงการประดิษฐ์เครื่องปั้นดินเผา (Pottery) และการทอผ้า ยุคหินใหม่สิ้นสุดลงเมื่อมนุษย์เริ่มค้นพบเทคโนโลยีการถลุงโลหะ ก้าวเข้าสู่ยุคทองแดงและยุคสัมฤทธิ์ตามลำดับ
ยุคหินใหม่ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
[แก้]การเข้าสู่ยุคหินใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกับภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่เกิดขึ้นในภายหลังเมื่อประมาณ 4,000 ถึง 2,500 ปีมาแล้ว (ราว 2,000 - 500 ปีก่อนคริสตกาล) นักโบราณคดีและนักภาษาศาสตร์หลายท่าน เช่น ปีเตอร์ เบลล์วูด (Peter Bellwood) เสนอทฤษฎีว่า วัฒนธรรมยุคหินใหม่และการเพาะปลูกข้าว แพร่กระจายลงมาจากบริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีทางตอนใต้ของจีน ผ่านการอพยพของกลุ่มชนที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติกและออสโตรนีเซียน[3]
ลักษณะสำคัญของชุมชนยุคหินใหม่ในประเทศไทยคือ การตั้งถิ่นฐานเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรมถาวร รู้จักการปลูกข้าว (Oryza sativa) การเลี้ยงหมู หมา และไก่ เครื่องมือที่เป็นเอกลักษณ์คือ ขวานหินขัด (ที่ชาวบ้านมักเรียกว่า "ขวานฟ้า") และเครื่องปั้นดินเผาที่มีการตกแต่งผิวด้วย ลายเชือกทาบ (Cord-marked pottery)
หลักฐานและแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในไทย
[แก้]แหล่งโบราณคดียุคหินใหม่ในประเทศไทยมีการขุดค้นพบในทุกภูมิภาค โดยมีแหล่งที่สำคัญและมีงานวิจัยทางวิชาการรองรับระดับสากล ดังนี้:
- แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี: ขุดค้นครั้งแรกในช่วงปี พ.ศ. 2503–2505 โดยคณะสำรวจไทย-เดนมาร์ก ถือเป็นแหล่งอ้างอิงของ "วัฒนธรรมบ้านเก่า" (Ban Kao Culture) หลักฐานสำคัญที่พบคือโครงกระดูกมนุษย์ยุคหินใหม่ที่ฝังร่วมกับเครื่องปั้นดินเผาทรงหม้อสามขา (Tripod pottery) ขวานหินขัด เปลือกหอย และกระดูกสัตว์ป่า สะท้อนให้เห็นถึงพิธีกรรมการฝังศพและการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเกษตรกรรมที่ชัดเจนในภาคตะวันตกของไทย[4]
- แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี จังหวัดชลบุรี: เป็นแหล่งโบราณคดีชุมชนชายฝั่งทะเลโบราณ (ปัจจุบันแผ่นดินงอกห่างจากทะเลแล้ว) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ขุดค้นโดย ชาร์ลส ไฮแอม (Charles Higham) และ รัชนี โชติสิริ มีอายุราว 4,000–3,500 ปีมาแล้ว พบหลุมฝังศพกว่า 154 หลุม โดยเฉพาะหลุมศพของสตรีที่เรียกกันว่า "เจ้าหญิงแห่งโคกพนมดี" ซึ่งสวมใส่ลูกปัดเปลือกหอยมากกว่า 120,000 เม็ด บ่งบอกถึงสถานะทางสังคมที่สูงและการแบ่งแยกชนชั้นที่ซับซ้อน
- หลักฐานใหม่ทางวิทยาศาสตร์: การวิจัยล่าสุดที่ใช้เทคนิควิเคราะห์ไอโซโทปของสตรอนเซียมและออกซิเจนในฟัน (Isotope analysis) ของโครงกระดูกที่โคกพนมดี เผยให้เห็นรูปแบบการแต่งงานและการอพยพ โดยพบว่าผู้หญิงบางส่วนในยุคแรกๆ ย้ายถิ่นฐานมาจากชุมชนเกษตรกรรมในแผ่นดินลึก (Inland) เข้ามาแต่งงานกับผู้ชายในชุมชนชายฝั่งทะเลที่ดำรงชีพด้วยการหาปลาและเก็บหอย แสดงให้เห็นถึงการปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างกลุ่มคนเก็บของป่าล่าสัตว์และกลุ่มเกษตรกรยุคแรกเริ่ม[5]
- ถ้ำผีแมนและพื้นที่บนที่สูง จังหวัดแม่ฮ่องสอน: งานวิจัยของ รัศมี ชูทรงเดช แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่สูงของภาคเหนือ กลุ่มคนเก็บของป่าล่าสัตว์ (วัฒนธรรมฮัวบิเนียน) และกลุ่มเกษตรกรยุคหินใหม่ มีการใช้พื้นที่ทับซ้อนและมีปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนสิ่งของกันยาวนานหลายสหัสวรรษ ซึ่งหักล้างความเชื่อเดิมที่ว่ากลุ่มเกษตรกรเข้ามาแทนที่และกวาดล้างกลุ่มคนดั้งเดิมไปจนหมด[6]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Lubbock, John (1865). Pre-historic Times, as Illustrated by Ancient Remains, and the Manners and Customs of Modern Savages. London: Williams and Norgate.
- ↑ Bellwood, Peter (2005). First Farmers: The Origins of Agricultural Societies. Blackwell Publishing. ISBN 978-0-631-20566-1.
- ↑ Higham, Charles; Thosarat, Rachanie (2012). Early Mainland Southeast Asia: From First Humans to Angkor. River Books. ISBN 978-616-7339-44-3.
- ↑ Sørensen, Per (1967). "Archaeological Excavations in Thailand. Volume II. Ban Kao: Neolithic Settlements with Cemeteries in the Kanchanaburi Province Part 1: The Archaeological Material from the Burials". Munksgaard.
- ↑ Bentley, R. Alexander; Tayles, Nancy; Higham, Charles; Macpherson, Colin; Atkinson, T. C. (2007). "Shifting Gender Relations at Khok Phanom Di, Thailand: Isotopic Evidence from the Skeletons". Current Anthropology. 48 (2): 301–314. doi:10.1086/512987.
- ↑ Shoocongdej, Rasmi (2000). "Forager Mobility Organization in Seasonal Tropical Environments of Western Thailand". World Archaeology. 32 (1): 14–40. doi:10.1080/004382400409862.