มัสยิดใหญ่แห่งเจนเน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
มัสยิดใหญ่แห่งเจนเน
Grande mosquée de Djenné
الجامع الكبير في جينيه
Djenne great mud mosque.jpg
มัสยิดใหญ่แห่งเจนเน มองทางตลาดกลางแห่งเจนเน (central market of Djenné).
ข้อมูลพื้นฐาน
ที่ตั้งเจนเน, Mopti, ประเทศมาลี
ศาสนาอิสลาม
สถานะใช้งาน
การสร้าง
สถาปัตยกรรมมัสยิด
รูปแบบสถาปัตยกรรมซูดาโน-ซาฮีเลียน
ปีที่เสร็จค.ศ.1907
ข้อมูลจำเพาะ
ความสูง16 เมตร (52 ฟุต)
จำนวนหอสูงสุเหร่า3
วัสดุก่อสร้างดิน

มัสยิดใหญ่แห่งเจนเน (ฝรั่งเศส: Grande mosquée de Djenné, อาหรับ: الجامع الكبير في جينيه‎) เป็นสิ่งก่อสร้างที่ถูกวิเคราะห์โดยสถาปนิกหลายคนว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จของสถาปัตยกรรมซูดาโน-ซาฮีเลียน. มันตั้งอยู่ในเมืองเจนเน, ประเทศมาลี บนที่ราบน้ำท่วมถึงของแม่น้ำบานี. มัสยิดแรกถูกสร้างในช่วงศตวรรษที่ 13 แต่สิ่งก่อสร้างปัจจุบันถูกสร้างในปีค.ศ.1907 มัสยิดนี้ถูกรวมกับ "เมืองเก่าแห่งเจนเน" ในแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกในปีค.ศ.1988.

ประวัติ[แก้]

มัสยิดหลังแรก[แก้]

ซากปรักหักพังของมัสยิดหลังเดิมบนโปสการ์ดของฝรั่งเศส ป.1900

วันที่มัสยิดหลังแรกถูกสร้างนั้น ยังไม่ทราบที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่ามันถูกสร้างในระหว่างช่วงต้นค.ศ.1200 aถึงปลายค.ศ.1330[1] หลักฐานที่กล่าวถึงมัสยิดหลังแรกอยู่ใน ตาริค อัสซูดาน ของอับดุซซาดี ซึ่งถูกบันทึกในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ได้กล่าวว่าสุลต่านคุนบูรูเข้ารีตกลายเป็นมุสลิมและรื้อพระราชวังของพระองค์พร้อมกับสร้างเป็นมัสยิด แล้วค่อยสร้างพระราชวังใหม่ใกล้มัสยิดอยู่ทางด้านตะวันออก[2] หลังจากนั้นผู้สืบทอดได้สร้างหอคอยของมัสยิดในขณะที่สุลต่านองค์ต่อไปได้สร้างกำแพงล้อมรอบ[3]

ไม่มีหลักฐานอื่นเกี่ยวกับมัสยิดนี้ที่ถูกบันทึกอีกเลย จนกระทั่งเรอเน คะลี (René Caillié) นักสำรวจชาวฝรั่งเศสได้มาเยี่ยมเมืองเจนเนในปีค.ศ.1828 และเขียนว่า "ที่เจนเนมีมัสยิดที่สร้างด้วยดิน โดยมันมีหอที่ไม่ค่อยสูงอยู่สองอัน มันถูกปล่อยร้างจนมีนกนางแอ่นมาทำรังกว่าพันตัว ทำให้มีโอกาสเกิดกลิ่นที่ไม่พรึงประสงค์ได้ จึงทำให้ผู้คนต้องละหมาดข้างนอก"[4]

มัสยิดของเซกู อามาดู[แก้]

มัสยิดของเซกู อามาดูในปีค.ศ.1895 ภาพจากTombouctou la Mystérieuse ของเฟลิกซ์ ดูบัวส์

สิบปีก่อนที่เรอเนจะมาเยี่ยมที่นี่ เซกู อามาดู (Seku Amadu) ผู้นำชาวฟูลา ได้ทำการญิฮาดและครอบครองเมืองนี้ พระองค์ไม่พอพระทัยกับมัสยิดหลังเก่าและปล่อยให้มันผุพัง และพระองค์ทรงสั่งให้ปิดมัสยิดเล็กที่อยู่โดยรอบให้หมด[5] ในช่วงระหว่างปีค.ศ.1834 ถึง ค.ศ.1836 พระองค์ได้สั่งสร้างมัสยิดใหม่อยู่ทางตะวันออกของพระราชวังเก่า[6]

กองทัพฝรั่งเศสที่นำทัพโดยหลุยส์ อาร์คินาร์ด (Louis Archinard) ได้ยึดเมืองเจนเนในเดือนเมษายน ค.ศ.1893. จากนั้น เฟลิกซ์ ดูบัวส์ (Félix Dubois) ได้มาที่เมืองนี้แล้วอธิบายถึงมัสยิดหลังเก่า[7] ในช่วงที่เขามา ด้านในของมัสยิดที่พังแล้วถูกใช้เป็นสุสาน[8] และในหนังสือ Tombouctou la Mystérieuse (ทิมบักตูที่ลึกลับ) ของเขาในปีค.ศ.1897 เขาได้วาดภาพจำลองว่ามัสยิดเป็นอย่างไรก่อนที่มันจะถูกทิ้งร้าง[9]

มัสยิดหลังปัจจุบัน[แก้]

มัสยิดในปัจจุบัน ถ่ายที่หลังตลาดของเมืองนี้ เมื่อปีค.ศ.2003

ดูบัวส์ได้มาที่เจนเนอีกรอบในปีค.ศ.1910 และรู้สึกตะลึงกับอาคารใหม่ เขาเชื่อว่าพวกฝรั่งเศสได้ออกแบบและทำให้มัสยิดดูเหมือนกับการผสมกันระหว่างเม่นกับออร์แกนในโบลถ์ เขาคิดว่าตรงกรวยทำให้สิ่งก่อสร้างดูเหมือนกับวิหารบาโรก[10] แต่ฌ็อง-หลุยส์ โบชัว (Jean-Louis Bourgeois) ได้โต้แย้งว่าพวกฝรั่งเศสไม่ค่อยรู้ถึงรายละเอียด ยกเว้นตรงบริเวณโค้งที่ยังคง "เป็นแบบแอฟริกัน"[11]

มิเชล เลริส (Michel Leiris) นักชาติพันธุ์วิทยาชาวฝรั่งเศส ได้เดินทางมาที่มาลีในปีค.ศ.1931 ได้กล่าวว่ามัสยิดใหม่นี้เป็นผลงานของชาวยุโรป และกล่าวด้วยว่าชาวบ้านรู้สึกไม่มีความสุุขกับมัสยิดใหม่ และไม่ยอมทำความสะอาด เว้นเสียว่าพวกเขาจะใช้นักโทษทำความสะอาดเท่านั้น[12]

ที่ระเบียงด้านหน้าทางฝั่งกำแพงตะวันออกมีสุสานสองที่ สุสานอันใหญ่คือที่ฝังของอัลมานีย์ อิสไมลา (Almany Ismaïla) อิหม่าม คนสำคัญในศตวรรษที่ 18[13] ในช่วงต้นของสมัยอาณานิคมฝรั่งเศส บ่อน้ำที่ตั้งทางฝั่งตะวันออกของมัสยิดถูกถมเพื่อสร้างพื้นที่ว่าง และในปัจจุบันมันได้กลายเป็นตลาดที่ขายทุกสัปดาห์[14]

ในปีค.ศ.1996 ทางนิตยสารโว้ก ได้จัดงานแฟชันโชว์ในมัสยิด ซึ่งทำให้ชาวบ้านในท้องถิ่นโมโห และทำให้คนที่ไม่ใช่มุสลิมถูกสั่งห้ามเข้ามัสยิดนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป[15] ตัวมัสยิดได้ปรากฏในภาพยนตร์ พิชิตขุมทรัพย์หมื่นฟาเรนไฮต์.

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Bourgeois 1987
  2. "When the sultan became a Muslim. he had his palace pulled down and the site turned into a mosque dedicated to God Most High. This is the present congregational mosque. He built another palace for himself and his household near the mosque on the east side." Hunwick 1999, p. 18
  3. "When Sultan Kunburu died – may God Most High have mercy on him – he was succeeded by the sultan who built the towers (abraj) of the congregational mosque. He in turn was succeeded by the sultan who built the wall which surrounds that mosque." Hunwick 1999, p. 20
  4. Caillié 1830, p. 460, Vol. 1
  5. Bourgeois 1987, p. 55.
  6. Engraving from photo in (Dubois 1896, p. 164)
  7. Dubois 1896, p. 154.
  8. Dubois 1896, p. 162.
  9. Dubois 1896, p. 155.
  10. Dubois 1911, p. 189; Dubois's French text is quoted in Bedaux, Diaby & Maas 2003, p. 16
  11. Bourgeois 1987, p. 58
  12. Leiris, Michel (2007). A África Fantasma. São Paulo: Cosac naify. pp. 154, 155. ISBN 9788575036563.
  13. Maas & Mommersteeg 1992, p. 112
  14. Maas & Mommersteeg 1992, p. 159
  15. 25 Simply Amazing Mosques – International Listings Blog

สารานุกรม[แก้]

  • Bedaux, R.; Diaby, B.; Maas, P., eds. (2003), L'architecture de Djenné (Mali): la pérennité d'un Patrimonie Mondial (in French), Leiden: Rijksmuseum, ISBN 90-5349-420-0CS1 maint: unrecognized language (link).
  • Bourgeois, Jean-Louis (1987), "The history of the great mosques of Djenné", African Arts, UCLA James S. Coleman African Studies Center, 20 (3): 54–92, doi:10.2307/3336477, JSTOR 3336477.
  • Caillié, René (1830), Travels through Central Africa to Timbuctoo; and across the Great Desert, to Morocco, performed in the years 1824–1828 (2 Volumes), London: Colburn & Bentley. Google Books: Volume 1, Volume 2.
  • Dubois, Félix (1896), Timbuctoo: the mysterious, White, Diana (trans.), New York: Longmans.
  • Dubois, Félix (1911), Notre beau Niger (in French), Paris: FlammarionCS1 maint: unrecognized language (link).
  • Gardi, Bernard; Maas, Pierre; Mommersteeg, Geert (1995), Djenné, il y a cent ans (in French), Amsterdam: Institute Royal des Tropiques, ISBN 90-6832-250-8CS1 maint: unrecognized language (link). Reproduces postcards and photographs dating from the early years of the 20th century.
  • Hunwick, John O. (1999), Timbuktu and the Songhay Empire: Al-Sadi's Tarikh al-Sudan down to 1613 and other contemporary documents, Leiden: Brill, ISBN 90-04-11207-3.
  • Maas, Pierre; Mommersteeg, Geert, eds. (1992), Djenné: chef-d'oeuvre architectural (in French), Amsterdam: Institut Royal des Tropiques, ISBN 90-6832-228-1CS1 maint: unrecognized language (link).
  • Sanogo, Klessigué; Fané, Yamoussa, eds. (2008), Plan de Conservation et de Gestion des " Villes anciennes de Djenné " – Mali, 2008–2012 (in French), République du Mali: Ministère de la Culture du Mali/UNESCOCS1 maint: unrecognized language (link).

อ่านเพิ่มเติม[แก้]

  • Marchand, Trevor H. J. (2015). "The Djenné Mosque: World Heritage and Social Renewal in a West African Town". APT Bulletin. 46 (2/3): 4–15. JSTOR 43556448.
  • Prussin, Labelle (1968). "The Architecture of Islam in West Africa". African Arts. UCLA James S. Coleman African Studies Center. 1 (2): 32–74. doi:10.2307/3334324. JSTOR 3334324.
  • Schutyser, S.; Dethier, J.; Gruner, D. (2003). Banco, Adobe Mosques of the Inner Niger Delta. Milan: 5 Continents Editions. ISBN 88-7439-051-3.
  • Snelder, Raoul (1984). Hasan-Uddin, Khan (ed.). "The Great Mosque at Djenné: Its impact as a model". MIMAR: Architecture in Development. Singapore: Concept Media. 12: 66–74.

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม[แก้]

สคริปต์ลูอาผิดพลาด ใน package.lua บรรทัดที่ 80: module 'Module:Portal/images/a' not found