ข้ามไปเนื้อหา

พริกชี้ฟ้า

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พริกชี้ฟ้า

พริกชี้ฟ้า ( ชื่อวิทยาศาสตร์ Capsicum annuum L. var. acuminatum Fingerh ) เป็นพืชวงศ์ Solanaceae เป็นพริกอีกหนึ่งชนิดที่ได้รับความนิยมในการนำมาประกอบเมนูอาหารแทบทุกเมนู โดยให้รสชาติเผ็ดร้อนแบบกำลังดี ไม่เผ็ดมากจนเกินไปเมื่อเทียบกับพริกขี้หนู พริกชนิดนี้เป็นพืชที่ปลูกและเจริญเติบโตได้ง่าย มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ แต่ได้มีการนำมาปลูกกันทั่วโลกในปัจจุบัน และเนื่องจากมีสรรคุณทางยามากมาย จึงสามารถนำมาใช้บำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี[1]

ชื่ออื่น ๆ

[แก้]
  • ชื่ออังกฤษ: spur chilli, spur chili pepper, spur pepper, long red pepper
  • ชื่อพื้นเมือง: พริกเดือยไก่, พริกหนุ่ม,พริกหลวง (ภาคเหนือ) พริกมัน พริกเหลือง (กรุงเทพฯ) พริกแจ้ว (เชียงใหม่)[2]

ลักษณะ[3]

[แก้]

ต้นพริกชี้ฟ้า จัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก มีอายุประมาณ 1-3 ปี มีความสูงได้ประมาณ 0.3-1.2 เมตร ลำต้นเปราะหักง่าย แตกกิ่งก้านหนาแน่นเป็นพุ่ม เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยม ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ปลูกกลางแจ้งจะดีเพราะน้ำไม่ท่วม เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี หรือปลูกบนดินรังปลวกก็จะมีอายุอยู่ได้นาน พบได้ทุกภาคในประเทศไทย แต่พบได้มากทางภาคเหนือและกรุงเทพฯ

ใบพริกชี้ฟ้า ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับหรือออกตรงข้ามกัน บางพันธุ์ก็ออกเป็นคู่ ๆ ลักษณะของใบเป็นรูปหัวใจเรียว รูปวงรี รูปใบหอก หรือเป็นรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบแหลมหรือเว้าเล็กน้อย ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-10 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม เนื้อใบนิ่ม หลังใบและท้องใบเรียบ

ดอกพริกชี้ฟ้า ออกดอกเป็นช่อหรือออกดอกเดี่ยวชี้ขึ้น โดยจะออกตามซอกใบและที่ปลายกิ่ง ดอกเป็นสีขาวหรือสีขาวอมเขียว มีกลีบดอก 5 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ส่วนกลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันปลายตัดหรือเป็นหยัก 5 หยัก ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี

ผลพริกชี้ฟ้า ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมยาว ปลายผลแหลม ผลอ่อนเป็นสีเขียวแก่ เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มและสีแดง ผิวผลเป็นมัน ปลายผลชี้ตั้งขึ้น ผลมีรสเผ็ดร้อนพอประมาณ ส่วนเมล็ดมีลักษณะแบนเรียบ สีเหลืองหรือสีขาวนวล และมีจำนวนมาก สามารถติดผลได้ตลอดปี

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์[4]

[แก้]

พริกเป็นที่รู้จักนอกทวีปอเมริกาโดยคริสโตเฟอร์โคลัมบัส โดยนำไปจากแคริบเบียนจากการเดินเรือพบทวีปใหม่ครั้งแรกในปี 1492 Diego Álvarez Chanca แพทย์ซึ่งร่วมเดินทางร่วมกับโคลัมบัสในครั้งที่สองในปี 1493 เป็นผู้นำพริกชนิดแรกมาปลูกที่สเปน โดยการปลูกครั้งแรกๆนั้นเป็นการปลูกในพื้นที่สวนของโบสถ์ต่างๆทั้งในสเปนและโปรตุเกส รวมทั้งกระจายไปปลูกในหมู่ชนชั้นสูง ส่วนใหญ่ปลูกเป็นไม้ประดับและเป็นยาสมุนไพร

นักประวัติศาสตร์อาหารพบว่า กว่าพริกแพร่กระจายในยุโรปและถูกนำไปใช้เป็นอาหารอย่างแพร่หลายนั้นกินเวลานานหลังจากที่ปลูกเป็นครั้งแรกแล้ว โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากอาณาจักรออตโตมันเข้าครอบครองฮังการี พริกจึงแพร่หลายไปในยุโรปตะวันออก เมื่อผสมผสานกับการค้าระหว่างพ่อค้าชาวมุสลิม และชาวเตอร์ก ซึ่งเชื่อมโยงการค้าเครื่องเทศจากอินเดีย พริกจึงค่อยย้อนเข้าไปได้รับความนิยมในยุโรปตะวันตก เช่น การแพร่หลายของพริกในการทำอาหารเกิดขึ้นในอิตาลีประมาณปี 1526 อังกฤษในปี 1528 และเยอรมนีในปี 1542 ตัวอย่างเช่น ชื่อเรียกของพริกในเยอรมนีนั้น มีการเรียกชื่อในตอนแรกว่าเป็น “Turkish pepper” “Calicut pepper” และ “Indian pepper” เป็นต้น

พริกถูกนำเข้าสู่ทวีปเอเชียโดยชาวโปรตุเกสในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 – 16 ผ่านเส้นทางการค้า และต่อมาได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย

แต่ไม่มีหลักฐานที่ระบุโดยตรงว่าพริกเข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อใด แต่คาดการณ์ว่าพริกน่าจะเข้ามาสู่สยามหลังสมัยพระเจ้ารามาธิบดีที่ 2 ซึ่งโปรตุเกสส่งทูตจากมะละกามาเข้าเฝ้าในปี 1511 โดยในช่วงที่มีความสัมพันธ์ทางค้าอันดีระหว่างปี 1516-1538 นั้น มีชาวโปรตุเกสมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เฉพาะที่อยุธยา บันทึกของ Fernando Mendes Pinto ระบุว่ามีชุมชนชาวโปรตุเกสมาตั้งถิ่นฐานมากถึง 300 คน จึงเชื่อว่าการปลูกพริกและวัฒนธรรมอาหารเกี่ยวกับพริกสยามได้เริ่มต้นมาตั้งแต่นั้น

พริกชี้ฟ้า (Capsicum annuum var. annuum) มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมใน ทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ของประเทศเม็กซิโก ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของพืชในสกุล Capsicum หลายชนิด ปัจจุบัน พริกชี้ฟ้าสามารถปลูกได้ทั่วโลกในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งร้อน โดยเฉพาะในประเทศที่มีการบริโภคพริกเป็นจำนวนมาก เช่น ไทย จีน อินเดีย เวียดนาม เม็กซิโก และเกาหลีใต้

การปลูก

[แก้]

มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ จัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก มีอายุยืน 1-3 ปี ในประเทศไทยมีการนำเข้าและเพาะปลูกกันมานานแล้ว เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนระบายน้ำดีหรือปลูกบนดินรังปลวกก็จะมีอายุอยู่ได้นาน พบได้ในทุกภาคของประเทศไทย มีสรรพคุณช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงธาตุในร่างกาย ลดความดันโลหิต เพราะทำให้เลือดอ่อนตัว และทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ด้วยดี ช่วยเร่งการย่อยสลาย ขับเหงื่อ และช่วยลดน้ำหนักได้ดี ช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะ ทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้พริกชี้ฟ้ามีรสชาติที่เผ็ดร้อนน้อยกว่าพริกขี้หนูมาก[5]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "ประโยชน์ของพริกชี้ฟ้า ไอเดียการกินการใช้พริกชี้ฟ้าเพื่อสุขภาพ ข้อควรระวัง | HD สุขภาพดี เริ่มต้นที่นี่". HonestDocs. สืบค้นเมื่อ 2025-04-16.
  2. "พืชเครื่องเทศ". www.rspg.or.th. สืบค้นเมื่อ 2025-04-19.
  3. "ศูนย์ฯ เศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนวัชรวิทยา - พริกชี้ฟ้า". sufficiency.wr.ac.th. สืบค้นเมื่อ 2025-04-19.
  4. ไบโอไทย, ฝ่ายข้อมูล (2023-01-03). "พริก แหล่งกำเนิดและการแพร่พันธุ์ - BioThai". BioThai - มูลนิธิชีววิถี-ไบโอไทย. สืบค้นเมื่อ 2025-04-19.
  5. หน้า 24 เกษตร, พริกชี้ฟ้า. "เรื่องน่ารู้". เดลินิวส์ฉบับที่ 23,764: วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 12 ปีมะเมีย

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]