ผู้ใช้:Somsak Ung/ภาษาไทยเมืองหลวง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ภาษาไทยเมืองหลวง บ่อยครั้งเรียก ภาษาไทยกรุงเทพ หรือ ภาษาไทยฝั่งพระนคร เป็นสำเนียงที่มีต้นกำเนิดมาจากกรุงเทพมหานครฝั่งพระนคร และสามารถพบได้ตามอำเภอเมืองต่างๆ แม้จะไม่เป็นสำเนียงมาตรฐานตามหลักภาษาไทย แต่มักจะเป็นสำเนียงกลางสำหรับผู้ที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาถิ่น ปัจจุบันคนไทยส่วนมากสามารถสื่อสารสำเนียงนี้ได้ดีใกล้เคียงหรือเทียบเท่าเจ้าของสำเนียง เพราะการขยายตัวของสื่อ, สิ่งพิมพ์, รายการโทรทัศน์, วิทยุ, สื่อออนไลน์ และอื่นๆ

ลักษณะทางสัทศาสตร์[แก้]

เนื่องจากสำเนียงกรุงเทพมีพยัญชนะต้น 28 เสียงซึ่งต่างจากภาษาไทยมาตรฐานที่มีเพียงแค่ 21 เสียง โดยสำเนียงถิ่นนี้ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาแต้จิ๋วและภาษาอังกฤษซึ่งไม่มีเสียงกระดกลิ้นตามภาษาแต้จิ๋วและมีการม้วนลิ้นตามภาษาอังกฤษ "ร" จึงเปลี่ยนจากการกระดกลิ้นเป็นการม้วนลิ้น รวมถึงมักละเลยตัว "ร" ออกเสียงเหมารวมเป็น "ล" หรือคำควบกล้ำบางคำถูกละทิ้งไปด้วยเช่น รู้ เป็น ลู้, เรื่อง เป็น เลื่อง หรือ ประเทศ เป็น ปะเทศ รวมไปถึงการละเลยออกสระเสียงสั้นเช่นคำว่า น้ำ เป็น น้าม ทั้งพยัญชนะตัวสะกดในภาษาไทยมาตรฐานมี 9 เสียงแต่สำเนียงถิ่นนี้มีเพียง 8 เสียงสร้างความสับสนแก่ต่างชาติที่ต้องการเรียนภาษาไทย

พยัญชนะต้น[แก้]

ริมฝีปาก ปุ่มเหงือกอุสุม ปุ่มเหงือกบน เพดานอ่อน เส้นเสียงเปล่า
เสียงจมูก [m]
[n]
ณ,น
[ŋ]
เสียงระเบิด ก้อง ไม่มีลม [b]
[d]
ฎ,ด
[g]*
ไม่ก้อง ไม่มีลม [p]
[t]
ฏ,ต
[k]
[ʔ]
ไม่ก้อง พ่นลม [pʰ]
ผ,พ,ภ
[tʰ]
ฐ,ฑ,ฒ,ถ,ท,ธ
[kʰ]
ข,ฆ
เสียงระเบิดเสียดแทรก ไม่ก้อง ไม่มีลม [ts]*
ไม่ก้อง พ่นลม [tsʰ]*
[tʃʰ]**
เสียงเสียดแทรกผิวปาก ก้อง [z]**
[ʒ]***
ไม่ก้อง [s]
ศ,ษ,ส
[ʃ]**
เสียงเสียดแทรกไม่ผิวปาก ก้อง [v]****
[ɹ̠˔]***
ไม่ก้อง [f]
[h]
ห,ฮ
เสียงเปิด [ʋ]****
[ɹ]**
เสียงรูดลิ้น [ɾ]
เสียงเปิดข้างลิ้น [l]*

* ที่มาของพยัญชนะมาจากภาษาแต้จิ๋ว ตัวอักษร "ค" แม้ทั่วไปหมายถึงเสียง [kʰ] แต่สามารถเป็นหน่วยเสียงร่วมได้ทั้ง [g] และ [gʰ] เช่นคำว่า "ครับ" กับ "ค่ะ"; ในสำเนียงถิ่นกรุงเทพเป็นได้ทั้ง [ts] และ [ʣ] ในขณะไทยกลางมาตรฐานเป็น [tɕ] เพราะภาษาแต้จิ๋วไม่มีเสียงอัดเพดานแข็ง; หรือ [tsʰ] เทียบเท่า [tɕʰ] ในภาษาไทยกลาง; ตัวอักษร "ฬ"[l] มักถูกทับเสียงแบบภาษาแต้จิ๋วในถิ่นกรุงเทพ

** ที่มาของพยัญชนะมาจากภาษาอังกฤษจากการทับศัพท์ของราชบัณฑิตยสถานแต่ถูกเอามาใช้จริงในภาษาไทยสำเนียงถิ่นนี้ โดย "ช" เทียบเท่ากับ "sh" ([ʃ]), "ฌ" เทียบเท่า "ch" ([tʃʰ]), ส่วน "ร" ในภาษาอังกฤษจะม้วนลิ้นสุด ([ɻ]) แต่คนกรุงเทพจะกึ่งม้วนลิ้น ([ɹ])

*** หน่วยเสียงในภาษาไทยกลางมาตรฐานคือ [j] แต่ภาษาแต้จิ๋วไม่มีเสียงอัดเพดานแข็งทำให้สำเนียงถิ่นกรุงเทพหลบมาอยู่ตำแหน่งเหงือกบน แม้ตัวอักษร "ย" จะให้เสียง [ʒ] ซึ่งเป็นเสียงตรงในภาษาอังกฤษ แต่ไม่ได้มาจากการทับศัพท์แต่อย่างใด รวมถึงสามารถเป็นหน่วยเสียงร่วมกับตัวอักษร "ญ" ([ɹ̠˔]) อีกด้วย

**** "ฝ" ([v]) เกิดจากพูดเร็วซึ่งแต่ที่จริงเป็นหน่วยเสียงร่วมกับ "ฟ" ([f]) เหมือนภาษาไทยกลางมาตรฐาน ส่วน "ว" ([ʋ]) เกิดจากพูดเร็วจึงไม่ใช่กึ่งสระ ([w])

พยัญชนะตัวสะกด[แก้]

ริมฝีปาก ปุ่มเหงือก เพดานอ่อน เส้นเสียงเปล่า
เสียงจมูก [m]
[n]
ญ,ณ,น,ร,ล,ฬ
[ŋ]
เสียงระเบิด [p̚]
บ,ป,พ,ฟ,ภ
[t̚]
จ,ช,ซ,ฌ,ฎ,ฏ,
ฐ,ฑ,ฒ,ด,ต,ถ,
ท,ธ,ศ,ษ,ส
[k̚]
ก,ข,ค,ฆ
[ʔ]
* -
เสียงเปิด [ʋ]

ตัวสะกดแม่ "เกอย" ไม่ปรากฎอยู่ในภาษาไทยกลางถิ่นนี้ แต่จะถูกเปลี่ยนเป็นสระ "อิ" เสียงสั้น [ĭ] เช่นคำว่า "เกอย" ในภาษาไทยมาตรฐานสัทอักษรสากลแทนด้วย [kə̄:j] แต่ถิ่นกรุงเทพจะเป็น [kə̄:ĭ]

ลักษณะทางวายกศาสตร์[แก้]

ในด้านการเรียงคำศัพท์หลายครั้งจะพบกว่าภาษาไทยสำเนียงกรุงเทพบ่อยครั้งมักวางคำวิเศษณ์ผิดตำแหน่งไม่ว่าจะวางคำคุณศัพท์ไว้ข้างหน้าคำนามและวางคำกริยาวิเศษณ์ไว้หน้าคำกริยา หรือบางสำนวนเป็นการดึงไวยากรณ์จีนมาใช้ภาษาไทยแต่มักจะเป็นภาษาพูด อีกทั้งการใช้ลูกเล่นทางวากยสัมพันธ์มาจากภาษาไทยถิ่นนี้ ภาษาไทยถิ่นนี้จะมีหางเสียงอย่างอื่นนอกเหนือจากคำว่า "ครับ" และ "ค่ะ" เช่น "ว่ะ, อ่ะ, แหล่ะ, อืม, ละ, อ๋อ" ตามลักษณะกลุ่มภาษาจีน และจะชอบอุทานว่า "ไอ้หยา, อัยย๊ะ" ตามภาษาแต้จิ๋ว ภาษาไทยถิ่นนี้ยังมีการตัดทอนบางคำที่ลงตัวสะกดตัว ไปเป็นพยัญชนะต้นในคำถัดไป เป็นลักษณะเฉพาะของภาษาถิ่นนี้ เช่นคำว่า อย่างนี้ เป็น งี้, อย่างไร เป็น ไง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ภาษาไทยในกรุงเทพยุคแรกนั้น (รัชกาลที่ 1 - 3) บันทึกในพงศาวดารไทยคือสำเนียงแบบกรุงศรีอยุธยา คำศัพท์ต่าง ๆ ที่ใช้เขียนในสมุดข่อยโบราณ คำภีร์ และบันทึกการสร้างเมืองกรุงเทพมหานครเป็นแบบภาษาชาวกรุงศรีอยุธยา รวมถึงประเพณีวัฒนธรรมซึ่งยังไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากเดิมนัก เนื่องจากคนพื้นเมืองดั้งเดิมในบางกอกคือคนจีน ทั้งยังคงมีการศึกสงครามอยู่มากจึงทำให้ประชาชนไม่ได้ออกไปไหนไกล ชาวไทยยุคแรกกรุงรัตนโกสินทร์จึงสามารถรักษาอัตลักษณ์แบบชาวกรุงศรีอยุธยาดั้งเดิมไว้ได้ กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา สำเนียงอยุธยาจึงเริ่มวิวัฒนาการเป็นสำเนียงกรุงเทพและถูกแทนที่ให้เป็นภาษากลางแทนภาษาไทยถิ่นอยุธยาช่วงปลายสงครามเย็น

สมัยรัชกาลที่ 4 - 5 สยามเริ่มขยายอิทธิพลไปในดินแดนต่าง ๆ มากมาก จึงทำให้มีประชากรเพิ่มขึ้นรวมถึงการค้าขายที่เจริญรุ่งเรือง มีเมืองประเทศราชและรัฐบรรณาการมากมาย มีการเทครัวชาวไทยกลุ่มต่าง ๆ รวมถึงชาวเขมรลงมาผสมในกรุงเทพหลายครั้ง จึงทำให้สำเนียงกรุงเทพพัฒนามาจนถึงยุคปัจจุบัน เช่นคำว่า จมูก เป็นคำยืมมาจากภาษาเขมร

ต้นกำเนิด[แก้]

เดิมทีเป็นการผสมผสานกันระหว่างสำเนียงอยุธยา, สำเนียงสุพรรณบุรี และชาวไทยเชื้อสายจีนรุ่นหลังที่พูดภาษาไทยแทนภาษาหมิ่นใต้ และภาษากวางตุ้ง ลักษณะเด่นคือมีการออกเสียงที่ชัดเจนและแข็งกระด้างซึ่งสันนิษฐานว่ารับอิทธิพลจากภาษาแต้จิ๋ว การออกเสียงพยัญชนะ สระ การผันวรรณยุกต์ที่ในภาษาไทยมาตรฐาน มาจากสำเนียงถิ่นนี้ในขณะที่ภาษาไทยสำเนียงอื่นล้วนเหน่อทั้งสิ้น ภาษาไทยถิ่นกรุงเทพหรือภาษาไทยเมืองหลวงเป็นภาษาไทยถิ่นเดียวที่มีวรรณยุกต์แปดเสียง ได้แก่เสียงสามัญถูกแบ่งออกเป็นเสียงกลางและเสียงกึ่งสูง เสียงตรีจะแบ่งออกเป็นลากเสียงสูงกับเสียงสูงลอย และเสียงจัตวาบางครั้งจะไม่มีการกดเสียงลงแต่ดันเสียงขึ้นไปอย่างเดียว อีกทั้งระบบวรรณยุกต์สำเนียงกรุงเทพจะไม่ยึดหลักตามกฏคำเป็นคำตาย แต่จะไหลลื่นตามแบบกลุ่มภาษาจีนเพราะเป็นภาษาถิ่นที่พูดเร็ว คำศัพท์ที่ใช้ในสำเนียงกรุงเทพจำนวนมากได้รับมาจากกลุ่มภาษาจีนเช่นคำว่า สวย,โป๊, เฮ็ง, อาหมวย, อาซิ่ม ซึ่งมาจากภาษาแต้จิ๋ว และจากภาษาจีนกลางเช่น ถู (涂), ชิ่ว (去 อ่านว่า qù"ชวี่") และคำว่า ทาย (猜 อ่านว่า cāi"ไช") เป็นต้น

สำเนียงย่อย[แก้]

  • สำเนียงกรุงเทพ พบได้ในกระเทพมหานครฝั่งพระนครเท่านั้น เป็นแม่แบบภาษาไทยที่พบได้ในสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วไป บุคคลที่มีชื่อเสียงที่ใช้ภาษาไทยถิ่นนี้เป็นภาษาถิ่นเช่น วิญญู วงศ์สุรวัฒน์, คริส หอวัง เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรัสสำเนียงนี้
  • สำเนียงชลบุรี พบได้ในจังหวัดชลบุรี, จังหวัดนครนายก, จังหวัดฉะเชิงเทรา, จังหวัดปราจีนบุรี บางส่วนของจังหวัดจันทบุรี และอำเภอนางรอง ลักษณะเด่นคือมีการออกเสียงที่คล้ายๆ กับสำเนียงกรุงเทพเช่นเสียง "ร" มักออกเสียงเหมารวมเป็น "ล" หรือคำควบกล้ำบางคำถูกละทิ้งไปด้วย ซึ่งลักษณะดังกล่าวก็มาจากชาวไทยเชื้อสายจีนรุ่นหลังที่พูดภาษาไทยแทนภาษาหมิ่นใต้ เช่นเดียวกันกับในกรุงเทพฝั่งพระนคร แต่จะมีความเหน่อกว่าสำเนียงกรุงเทพ เพราะได้รับอิทธิพลจากภาษาไทยถิ่นกลางเช่นจากจังหวัดจังหวัดจันทบุรี, จังหวัดระยอง, จังหวัดตราดเป็นต้น บุคคลที่มีชื่อเสียงที่ใช้ภาษาไทยถิ่นนี้เป็นภาษาถิ่นคือ อุดม แต้พานิช
  • สำเนียงภาคใต้ หรือเรียกอีกอย่างนึงว่าสำเนียงหาดใหญ่บ้านดอน ชื่อนี้คนไทยส่วนใหญ่จะสับสนกับภาษาไทยใต้ หรือ ภาษาตามโพร ซึ่งภาษาไทยใต้จะเรียกภาษาไทยถิ่นนี้ว่า แหลงข้าหลวง (แหลงเจ้าเมืองก็เรียก) พบได้ในภาคใต้ของประเทศไทยอำเภอเมืองต่างๆ แต่จะใช้เป็นภาษาหลักแค่เฉพาะอำเภอหาดใหญ่ และอำเภอบ้านดอน จากช่วงพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ในช่วงรัชกาลที่ 5 มีการตัดรถไฟไปยังอำเภอหาดใหญ่ทำให้มีพ่อค้าชาวจีนเข้าไปลงทุนที่หาดใหญ่จำนวนมาก อีกทั้งยังได้เอาภาษาไทยถิ่นกรุงเทพไปยังหาดใหญ่อีกด้วย ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีการย้ายอำเภอเมืองจากอำเภอไชยามาที่อำเภอบ้านดอน จึงมีการย้ายอัตราข้าราชการจำนวนใหญ่ และทำให้ข้าหลวงจากกรุงเทพย้ายเข้ามาทำงานที่นี่ จึงเป็นเหตุให้มีการรณรงค์ใช้ภาษาไทยกลางแทนภาษาไทยใต้ ภาษาไทยถิ่นนี้จะรักษาอัตลักษณ์แบบกรุงเทพตามฉบับคนจีนใว้ส่วนใหญ่ จะมีน้ำเสียงแข็งกระด้างและชัดถ้อยชัดคำแบบคนกรุงเทพ ไม่ใช่สำเนียงห้วนๆแบบคนใต้ เช่นออกเสียงคำว่า "น้ำ" เป็น "น้าม" แต่จะมีคำยืมจากภาษาไทยใต้จำนวนหนึ่ง รวมไปถึงวายกสัมพันธ์จะปนๆระหว่างแบบกรุงเทพ กับแบบภาษาไทยใต้ รวมถึงหางเสียงจะเลือกใช้คำใต้เสียส่วนใหญ่

อ้างอิง[แก้]