ปืนแม่เหล็กไฟฟ้าแบบรางคู่ขนาน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ปืนแม่เหล็กไฟฟ้า)
แผนภาพของปืนแม่เหล็กไฟฟ้า
พื้นผิวของเรือรบถูกยิงทดสอบที่ศูนย์การทดสอบในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2008; พวยไฟที่เกิดขึ้นเบื้องหลังกระสุนเกิดจากเปลวเพลิงและสิ่งที่ไม่ใช่พลาสม่า ซึ่งขัดกับความเชื่อแต่เดิมของทฤษฎีที่มี[1]

ปืนแม่เหล็กไฟฟ้าแบบรางคู่ขนาน (Railgun) เป็นเครื่องยิงกระสุนพลังแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งมีการทำงานบนพื้นฐานของหลักการที่คล้ายกับมอเตอร์ขั้วเดี่ยว ปืนแม่เหล็กไฟฟ้าแบบรางคู่ขนานประกอบด้วยคู่ของรางขนานเป็นสื่อในการทำงาน, เป็นเครื่องยิงวัตถุ (ในที่นี้เปรียบได้กับตัวอาร์เมเจอร์ในมอเตอร์) ด้วยพลังแม่เหล็กไฟฟ้าโดยประกอบด้วยรางนำไฟฟ้าชนิดเดียวกัน 2 แท่งมาติดตั้งในรูปแบบขนานและมีวัตถุที่เคลื่อนและถูกเร่งโดยพลังแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากการปล่อยกระแสไฟฟ้าจากรางด้านหนึ่งผ่านวัตถุไปสู่รางอีกด้านหนึ่ง [2] โดยจะเกิดการเหนี่ยวนำ ทำให้เกิดแรง และวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร่งคงที่ค่าหนึ่ง โดยวัตถุนั้นสามารถบรรจุสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องนำไฟฟ้าได้ ไม่ว่าจะเป็น สารกึ่งโลหะ, พลาสมา หรือของแข็งใดๆ และเมื่อยิ่งพ้นออกจากรางแล้ว วัตถุจะเคลื่อนที่อย่างอิสระโดยมีความเร็วต้นเท่ากับขณะที่หลุดพ้นออกจากช่วงรางเหนี่ยวนำนั้นเอง

ตัวอาร์เมเจอร์อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของกระสุนปืน,

ประวัติ[แก้]

แผนภาพปืนแม่เหล็กไฟฟ้าของเยอรมัน

ในปี 1918, หลุยส์ ออกแตฟว์ ฟุชง-วีเลฟพลี (Louis Octave Fauchon-Villeplee) นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศส ได้คิดค้นปืนใหญ่ไฟฟ้าซึ่งเป็นรูปแบบแรกของปืนแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้น เขาได้ยื่นจดสิทธิบัตรในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 1 เมษายน ปี 1919 ซึ่งออกมาในเดือนกรกฎาคม ปี 1922 เป็นสิทธิบัตรหมายเลข 1,421,435 ในหัวข้อว่า "อุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับการขับเคลื่อนลูกกระสุนปืน" [3] ในอุปกรณ์ของเขามีแถบตัวนำไฟฟ้า (busbars) สองแถบขนานเชื่อมต่อกันด้วยปีกของลูกกระสุนปืน, และอุปกรณ์ทั้งหมดที่ล้อมรอบไปด้วยสนามแม่เหล็ก โดยการผ่านกระแสไฟฟ้าผ่านแถบตัวนำนี้ และตัวลูกกระสุนปืน, แรงเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนั้นจะผลักดันกระสุนให้เคลื่อนที่ออกไป [4]

ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองแนวความคิดนี้ก็ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่โดย โยอาคิม เฮนสเลอร์ (Joachim Hänsler) ของสำนักงานกรมสรรพาวุธของเยอรมนี, และเขาได้นำเสนอปืนต่อต้านอากาศยานไฟฟ้าขึ้น ช่วงปลายปี 1944 ทฤษฎีการทำงานมีมากเพียงพอที่จะได้รับการนำออกไปใช้งานเพื่อให้กองบัญชาการต่อสู้อากาศยานแห่งกองทัพอากาศเยอรมัน (Luftwaffe's Flak Command) ในการที่จะออกข้อกำหนดคุณสมบัติจำเพาะ, ซึ่งต้องการความเร็วที่ออกจากปากกระบอกปืน 2,000 เมตร ต่อ วินาที (6,600 ฟุต ต่อ วินาที) และกระสุนปืนที่มีขนาด 0.5 กิโลกรัม (1.1 ปอนด์) ที่บรรจุวัตถุระเบิดอยู่ภายใน ปืนจะติดตั้งแบตเตอรี่หกลูกต่อการยิงสิบสองรอบต่อนาที และมันก็จะถูกติดตั้งได้อย่างพอดิบพอดีเข้ากับปืนต่อสู้อากาศยานแบบ 12.8 ซม. แฟล็ก 40 (12.8 cm FlaK 40) ที่มีใช้อยู่ มันยังไม่เคยถูกสร้างขึ้นเลย เมื่อรายละเอียดที่ถูกค้นพบหลังจากที่สงครามได้กระตุ้นความสนใจเขาเป็นอย่างมากและเขาก็ได้ทำการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม, ปิดท้ายด้วยรายงานในปี 1947 ซึ่งได้ข้อสรุปว่ามันมีความเป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่ว่าปืนนั้นจำเป็นจะต้องใช้พลังงานที่มากพอที่จะส่องแสงสว่างไสวถึงขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของเมืองชิคาโกเลยทีเดียว [4]

ในช่วงปี 1950 เซอร์มาร์ค โอลิแฟนท์ (Sir Mark Oliphant), นักฟิสิกส์ชาวออสเตรเลียและผู้อำนวยการคนแรกของโรงเรียนการวิจัยวิทยาศาสตร์ทางกายภาพที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียแห่งใหม่, ได้ริเริ่มการออกแบบและก่อสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขั้วเดี่ยว (Homopolar generator) ที่ใหญ่ที่สุดของโลกขึ้น (500 เมกกะจูล) [5] เครื่องนี้ได้รับการดำเนินการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 และถูกนำมาใช้ในภายหลังเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานให้แก่ปืนรางแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดใหญ่ (large-scale rail gun) ที่ใช้ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ [6]

การออกแบบสร้างปืนแม่เหล็กไฟฟ้าแบบรางคู่ขนาน (Railgun)[แก้]

ทฤษฎี[แก้]

ปืนแม่เหล็กไฟฟ้าแบบรางคู่ ประกอบด้วยคู่รางโลหะขนานกัน 2 ราง (เพราะฉะนั้นจึงได้ชื่อว่า ปืนแบบรางคู่ - Rialgun) ที่เชื่อมต่อกับแหล่งจ่ายไฟฟ้า เมื่อส่วนที่เป็นกระสุนปืนที่เป็นสื่อตัวนำกระแสไฟฟ้าได้ถูกแทรกตัวลงในระหว่างรางคู่ขนาน (ที่ปลายของรางเชื่อมต่อกับแหล่งจ่ายไฟ) มันจึงได้กลายเป็นวงจรไฟฟ้าอย่างที่เรียกว่า "ครบวงจร" อย่างสมบูรณ์ กระแสอิเล็กตรอนที่ไหลออกจากขั้วลบของแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าจะไหลเข้าสู่ตัวรางข้างที่เป็นขั้วลบและผ่านข้ามตัวกระสุนปืนและไหลผ่านออกไปยังตัวรางด้านที่เป็นขั้วบวกกลับไปที่แหล่งจ่ายไฟ [7]

กระแสนี้จะทำให้ปืนแม่เหล็กไฟฟ้าแบบรางคู่ประพฤติตัวเป็นแม่เหล็กไฟฟ้า, สร้างสนามแม่เหล็กภายในวงปิดให้เกิดขึ้นโดยความยาวของรางขึ้นอยู่กับตำแหน่งของอาร์มาเจอร์

สูตรทางคณิตศาสตร์[แก้]

ขนาดของเวกเตอร์แรงสามารถกำหนดได้จากรูปแบบของกฎของบีโอต์-ซาวารต์ (Biot–Savart law) และผลของแรงลอเรนซ์ (Lorentz force) มันสามารถแสดงได้ในทางคณิตศาสตร์ในแง่ของค่าคงที่การซึมผ่าน (\mu_0), รัศมีของราง (ซึ่งจะถือว่าเป็นวงกลมในภาคตัดขวาง) (r), ระยะห่างระหว่างจุดศูนย์กลาง (centrepoints) ของราง (d) และกระแส ในหน่วยแอมป์ที่ไหลผ่านระบบ (I) ดังต่อไปนี้

มันสามารถแสดงได้จากกฎของบีโอต์-ซาวารต์ ได้ว่าที่ปลายด้านหนึ่งของลวดตัวนำกระแสกึ่งอนันต์, สนามแม่เหล็กที่ระยะทางตั้งฉาก (s) จากปลายสายจะกำหนดได้โดย:

\mathbf{B}(s) = \frac{\mu_0 I}{ 2\pi s}

หมายเหตุ นี้คือถ้าลวดวิ่งจากที่ตั้งของอาร์มาเจอร์เช่น จาก x = 0 กลับไปที่  x = -\infty

ดูเพิ่มเติม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.popsci.com/military-aviation-space/article/2008-02/navy-tests-32-megajoule-railgun
  2. C. S. Rashleigh and R. A. Marshall, Electromagnetic Acceleration of Macroparticles to High Velocities, J. Appl. Phys. 49(4), April 1978.
  3. Fauchon-Villeplee, André Louis Octave (1922). "US Patent 1,421,435 "Electric Apparatus for Propelling Projectiles"". 
  4. 4.0 4.1 Hogg, Ian V. (1969). The Guns: 1939/45. Macdonald. 
  5. http://physics.anu.edu.au/fire_in_the_belly/Fire_in_the_Belly03.pdf
  6. J. P. Barber, Ph.D Thesis, The Acceleration of Macroparticles and a Hypervelocity Electromagnetic Accelerator, The Australian National University, March 1972.
  7. Harris, William. "How Rail Guns Work", 11 October 2005. HowStuffWorks.com. 25 March 2011.