ปลาบึก (สกุล)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ปลาบึก
AquatottoGifu mekonoonamazu.jpg
ปลาบึกในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Actinopterygii
อันดับ: Siluriformes
วงศ์: Pangasiidae
สกุล: Pangasianodon
Chevey, 1931
ชนิด
2 ชนิด (ดูในเนื้อหา)

ปลาบึก เป็นสกุลของปลาหนังน้ำจืด ในวงศ์ปลาสวาย (Pangasidae) ใช้ชื่อสกุลว่า Pangasianodon (/แพน-กา-เซีย-โน-ดอน/)

ลักษณะ[แก้]

สกุลนี้ตั้งขึ้นโดย ปิแอร์ เชอวี ในปี ค.ศ. 1931 โดยแยกออกมาจากสกุล Pangasius ซึ่งเป็นสมาชิกส่วนใหญ่ในวงศ์นี้ แต่ได้กำหนดขึ้นมาคร่าว ๆ โดยไม่ได้กำหนดปลาที่เป็นชนิดต้นแบบ โดยศึกษาจากตัวอย่างปลาในพิพิธภัณฑ์ของประเทศกัมพูชา ต่อมา ฮิวจ์ แมคคอร์มิค สมิธ ได้มีการตรวจสอบ พบว่ารายงานของเชอวีได้คลาดเคลื่อนหลายประการ เช่น บันทึกไว้ว่า ปลาบึกตัวที่ใช้ในการศึกษายาวประมาณ 2 เมตร แต่ความจริงแล้วยาว 2.5 เมตร และที่ว่าปลาบึกไม่มีฟันก็อาจไม่ถูกต้อง เพราะปลาบึกตัวที่พบอาจเป็นปลาที่มีอายุมากฟันอาจหลุดไปแล้วก็ได้ และประการสุดท้ายได้บันทึกไว้ว่า ปลาบึกไม่มีหนวดที่คาง มีแต่หนวดที่ริมปากบน แต่ปลาบึกที่มีขนาดใหญ่นั้นหนวดที่คางอาจจะหดหายไปก็เป็นได้ ซึ่งต่อมา ในปี ค.ศ. 1983 จากการศึกษาลูกปลาบึกที่เพาะได้ พบว่าข้อโต้แย้งของสมิธที่มีต่อบันทึกของเชอวีนั้นถูกต้องทุกประการ เพราะลูกปลาบึกขนาดเล็กมีฟันที่ขากรรไกรบนและล่าง และมีหนวดที่ริมฝีปากบน 1 คู่ และคางอีก 4 คู่

ลักษณะสำคัญของสกุลปลาบึกนี้ คือ จมูกคู่หลังอยู่ใกล้กับจมูกคู่หน้า ครีบหลังมีก้านครีบเดี่ยวเป็นซี่แข็ง และมีก้านครีบแขนง 6-7 ก้าน ครีบท้องมีก้านครีบแขนง 8-9 ก้าน นัยน์ตาอยู่ระดับเดียวกับมุมปาก สำหรับปลาขนาดใหญ่ซี่กรองเหงือกจะหดหายไป[1]

การจำแนก[แก้]

สามารถจำแนกปลาในสกุลนี้ได้เป็น 2 ชนิด เท่านั้น แต่ขณะที่บางข้อมูลจะจัดให้มีเพียงชนิดเดียวเท่านั้น[2]

สายพันธุ์ใหม่[แก้]

ปัจจุบัน ทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ทำการศึกษาวิจัยผสมข้ามพันธุ์ปลาสกุลนี้ เพื่อให้ได้ปลาสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อ "ปลาบึกสยาม" เพื่อผลทางการเกษตร ซึ่งปลาบึกสยามมีส่วนหัวที่เล็กและแบนกว่าปลาบึกปกติ แต่มีอันตราการเจริญเติบโตและการรอดตายสูง สามารถให้ผลผลิตได้เร็วกว่าปลาบึกถึง 5-10 ปี เนื้อปลามีความขาวอมชมพู เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งทางมหาวิทยาลัยแม้โจ้จะได้ทำการพัฒนาสายพันธุ์เพื่อที่จะให้เกษตรกรทำการเลี้ยงต่อไปในเชิงพาณิชย์ และยังพัฒนาต่อไปเพื่อสกัดทำน้ำมันปลา ทดแทนการนำเข้าน้ำมันปลาจากต่างประเทศอีกด้วย[3]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 สมโภชน์ อัคคะทวีวัฒน์. สาระน่ารู้ ปลาน้ำจืดไทย เล่ม ๒. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2547. 257 หน้า. หน้า 28-31. ISBN 974-00-8738-8
  2. 2.0 2.1 จาก itis.gov
  3. เพื่อนเกษตร, เช้า - ข่าว 7 สี ทางช่อง 7: พุธที่ 9 มกราคม 2556

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]