จู ซี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
จูซี
Zhu xi.jpg
ยุคปรัชญาสมัยโบราณ
แนวทางปรัชญาจีน
ความสนใจหลัก
ปรัชญาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติสำนักเต๋าใหม่
แนวคิดเด่น
存天理、灭人欲

จูซี (จีน: 朱熹 18 ตุลาคม 1130 – 23 เมษายน 1200) เป็นนักปรัชญาลัทธิขงจื่อในสมัยราชวงศ์ซ่ง เขาเป็นนักวิชาการที่สอนอย่างมีหลักการและสมเหตุสมผลที่สุด เขาได้เขียนตำราอธิบายคำสอนของขงจื่อไว้ ซึ่งต่อมาเป็นพื้นฐานของระบบราชการจีนและรัฐบาลมานานกว่า 700 ปี

จูซีเป็นชาวตำบลอู้หยวน เมืองฮุยโจว ซึ่งทางตะวันออกของแดนเจียงหนาน(ปัจจุบันคือ มณฑลเจียงซี) เขาเกิดที่ตำบลหลงซี มณฑลฝูเจี้ยน (ปัจจุบันคือ ตำบลหลงไห่ เมืองจางโจว มณฑลฝูเจี้ยน) จูซีมีอีกนามว่า "อาจารย์จื่อหยาง"(紫阳先生) ฉายา "จูเหวินกง"(朱文公) จูซีเป็นนักปรัชญาสำนักหลักการเฉิง-จูในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ ซึ่งได้รวบรวมตำราสำคัญของสำนักเอาไว้ จึงได้รับการขนานนามว่า "จูจื่อ"

จูซีเป็นลูกศิษย์รุ่นที่สามของเฉิงฮ่าวและเฉิงอี๋ ครอบครัวเขามีฐานะยากจน ทว่าตั้งแต่เด็กเขามีความฉลาดหลักแหลม จึงทำให้เขาสามารถสอบรับราชการในปีที่ 18 ของเมืองเช่าซิงได้ และทำงานรับใช้จักรพรรดิถึง 4 รัชสมัย เขาได้สอนหนังสือที่โรงเรียนอวิ๋นกู่เจี๋ยฉ่าวในเมืองเจี้ยนหยางซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า "ฮุ่ยอาน"(晦氨) สำนักหลักการได้ตั้งชื่อให้ว่า "วิทยาลัยข่าวถิง" หรือเรียกอีกอย่างว่า "โรงเรียนข่าวถิง"

จูซีได้สนับสนุนทฤษฎีโจวตุนอี๋ โดยสร้างรูปแบบการศึกษาวิจัยทางด้านปรัชญาในสมัยราชวงศ์ซ่ง จนตกผลึกเป็นสำนักหลักการ(理学) และกำหนดให้ "หนังสือสี่เล่ม"(四书) อันได้แก่ "หลุนอวี่"(论语), "เมิ่งจื่อ"(孟子), "ต้าเสว"(大学) และ "จงยง"(中庸) เป็นตำราเรียนหลักเอาไว้สำหรับสอบรับราชการในยุคต่อมา นักวิชาการของจีนเห็นว่าเขาได้สร้างระบบความคิดแบบอุดมคตินิยมอันเป็นภววิสัยที่สมบูรณ์[1]

ประวัติ[แก้]

จูซีเกิดเมื่อวันที่ 15 เดือน 9 ปีเกิงชู่ รัชศกเจี้ยนเหยียนปีที่ 4 (ค.ศ.1130) สมัยราชวงศ์ซ่ง ที่สำนักฉ่าวแห่งตระกูลเจิ้ง(วิทยาลัยหนานซี) แห่งตำบลโยวซี มณฑลฝูเจี้ยน เขาเป็นลูกหลานรุ่นที่ 9 ของจูหวน(เจ้าของโรงน้ำชา)[2] เดิมเป็นนายทะเบียนแห่งตำบลอู้หยวน เมืองฮุยโจว(เดิมเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลอันฮุย พอปี ค.ศ.1952 ได้ผนวกเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลเจียงซี)

จูซีเข้าศึกษาตั้งแต่ตอนอายุ 5 ขวบ เขาสามารถท่อง "คัมภีร์เซี่ยวจิง"(孝经) [3] ได้ อายุ 18 ปี ... อายุ 19 ปี รับตำแหน่งเป็นขุนนางผู้ช่วยท่านอ๋อง ในเดือนที่ 10 ของรัชศกเช่าซิงปีที่ 5 เขาได้รับตำแหน่งต้ายจื้อ(待制)และชื่อเจี่ยง(侍讲)แห่งสำนักฮว่านจาง [4] ในฤดูใบไม้ผลิของรัชศกเช่าซิงปีที่ 20 (ค.ศ.1149) เขาได้กลับบ้านเกิดร่วมพิธีฝังศพ และกู้คืนที่นามานับร้อยหมู่(亩) โดยอ้างว่าที่นาผืนนี้ใช้จัดพิธีสำหรับโรงน้ำชาของตระกูลจู[5] เมื่ออายุ 22 ปี เขาได้รับตำแหน่งเป็นขุนนางตี๋กงฝ่ายซ้าย(左迪功郎) เขาได้รับนำหน้าที่เป็นนายทะเบียนแห่งตำบลถงอัน เมืองเฉวียนโจว เป็นขุนนางถึง 48 ปี โดยเริ่มเป็นขุนนางท้องถิ่น 9 ปี แล้วรับตำแหน่งชื่อเจี่ยงในราชสำนักเป็นเวลา 40 วัน และรับตำแหน่งเป็นต้ายจื้อแห่งสำนักเป่าเหวิน ในระหว่างนั้นเขาอนุญาตให้เปิดเมืองอู้หยวน แจกอาหารให้ชาวบ้าน 300 ครัวเรือน และได้บูรณะสำนักให้ทันสมัยขึ้น

สำนักหลักการ[แก้]

วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ[แก้]

อาจารย์หูเต้าจิ้งได้กล่าวว่า "จูซีเป็นนักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จคนหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน"Joseph Needham (李约瑟) ผู้ซึ่งทำงานทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติได้ยืนยันความสำเร็จของจูซีว่า "จูซีเป็นบุคคลผู้หนึ่งที่ศึกษาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง" เขายังได้ประเมินคุณค่าหลักการของจูซีในการเปรียบเทียบระหว่างเกล็ดหิมะกับหินสีดำซึ่งจูซีได้อธิบายว่าเหตุใดเกล็ดหิมะจึงมีหกแฉก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีในยุคต่อมา โจเซฟ นีดแฮม เห็นว่า "จูซีเป็นคนแรกที่วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของหินได้" ซึ่งนับว่าค้นพบก่อนโลกตะวันตกถึง 400 กว่าปี[6]

แต่กระนั้นจูซีก็ยังขาดการพัฒนาทางด้านคณิตศาสตร์ ดังที่หวงเหรินอวี๋(黄仁宇)ได้กล่าวว่า "หากสำนักหลักการหรือสำนักเต๋ามีการศึกษาสรรพสิ่งที่มากไปกว่านี้(นำสิ่งที่เป็นนามธรรมกับรูปธรรมมารวมกัน) ซึ่งใช้แค่งานศิลปะยืนยัน แต่มิอาจใช้ตัวเลขพิสูจน์ได้" หากผลลัพธ์เป็นดังที่โจเซฟ นีดแฮมได้กล่าวไว้ว่า"จูซีไม่ได้สร้างมโนทัศน์ทางจักรวาลวิทยาแบบนิวตัน แต่ได้สร้างมโนทัศน์ทางจักรวาลวิทยาแบบไอน์สไตน์"[7] นักวิชาการจำนวนมากเห็นว่ามโนทัศน์ทางธรรมชาติของจีนโบราณเป็นอยู่บนฐานแนวคิดหยิน-หยางและธาตุทั้ง 5 ซึ่งขัดขวางความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์[8] เมื่อนักปรัชญาจีนได้พยายามอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ มักอ้างปรัชญาธรรมชาติ อย่างเช่น "ไฟฟ้าเกิดจากพลังของหยินและหยาง", "แผ่นดินไหวเกิดจากพลังหยางถูกปกปิด พลังหยินเคลื่อนตัว"[9][10] ในแง่นี้ถือว่าเป็นแนวคิดของประสบการณ์นิยมและรหัสยนิยมซึ่งแทรกซึมลงไปในระบบทฤษฎีวิทยาศาสตร์ของจีนโบราณ

การศึกษาความจริง[แก้]

สำหรับจูซีแล้ว "การรักษาหลักการดั้งเดิมของธรรมชาติ และตัดความปรารถนาของมนุษย์" เป็นสาระสำคัญของสำนักขงจื่อ เขาได้กล่าวว่า "คำสอนของปราชญ์ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ต้องการให้เราเข้าใจหลักการในธรรมชาติ ละความปรารถนาของตน"

ทฤษฎีทางสังคมการเมืองของสำนักหลักการ เป็นทฤษฎีที่นำลัทธิเต๋ามาปฏิบัติจริงในสังคม จูซีมองว่าคุณค่าของเต๋านั้นมีความหมายแฝงว่า "สามแบบอย่าง ห้าคุณธรรม"(三纲五常) มีเพียงการฝึกตนจนเป็นผู้มีมนุษยธรรม เช่นนี้คุณค่าของลัทธิขงจื่อก็กลายเป็นเสาหลักทางจิตวิญญาณที่แท้จริงของตนเอง ซึ่งนับว่าบรรลุเต๋าแล้ว[11]

ปรัชญาในระบบราชการ[แก้]

สมัยราชวงศ์หยวน รัชศกหวงชิ่ง ปีที่ 2 (ค.ศ.1313) มีการฟื้นฟูระบบการสอบรับราชการ โดยกำหนดให้ "หนังสือสี่เล่ม" ที่ชำระโดยจูซีเป็นมาตรฐานในการสอบรับราชการเพื่อรับบัณฑิตเข้ามาทำงานในวัง ต่อมาสมัยราชวงศ์หมิง รัชสมัยจักรพรรดิไท่จู่ รัชศกหงอู่ ปีที่ 2 (ค.ศ.1369) ในการสอบรับราชการได้กำหนดให้จูซีเป็น "บรรพบุรุษที่สืบทอดกันมา"(传注为宗)

สมัยราชวงศ์ชิง จักรพรรดิคังซีได้ประกาศสนับสนุนสำนักหลักการว่า "การเข้าใจความถูกต้องอย่างกระจ่างแจ้งทั้งหมด ทำให้เข้าถึงหลักการอันยิ่งใหญ่ได้" ทำให้ "ผู้ที่มีการศึกษาจักไม่กล้าทำให้ตนเองมีความบกพร่อง"[12] รัชสมัยคังซี ปีที่ 51 ได้ยกย่องให้ "จูซีเป็นหนึ่งในนักปรัชญาที่มีอิทธิพลที่สุดในโลกตะวันออก" รัชสมัยเฉียนหลง ปีที่ 5 (ค.ศ.1740) มีการประกาศสนับสนุนแนวคิดสำนักเฉิง-จูว่า "แนวคิดของพวกเขาเป็นมรดกตกทอดมาจากขงจื่อ และเมิ่งจื่อ... วิญญูชนยึดมั่นในหลักการ ทรชนเป็นขบถต่อหลักการ ผู้บริหารประเทศพึงยึดหลักการในการปกครอง หากละทิ้งหลักการบ้านเมืองจักเกิดความวุ่นวาย จักต้องนึกถึงผลประโยชน์ของราษฎรเป็นสำคัญ และการรักษาขนบธรรมเนียมเป็นสิ่งจำเป็นในการปกครอง"[13]

ความศรัทธาในศาสนา[แก้]

การประเมินคุณค่า[แก้]

ความสำเร็จในการเขียนอักษรจีน[แก้]

ผลงานชิ้นสำคัญ[แก้]

อ่านเพิ่ม[แก้]

  • J. Percy Bruce. Chu Hsi and His Masters, Probsthain & Co., London, 1922.
  • Daniel K. Gardner. Learning To Be a Sage, University of California Press, Berkeley, 1990. ISBN 0-520-06525-5.
  • Bruce E. Carpenter. 'Chu Hsi and the Art of Reading' in Tezukayama University Review (Tezukayama daigaku ronshū), Nara, Japan, no. 15, 1977, pp. 13–18. ISSN 0385-7743
  • Wing-tsit Chan, Chu Hsi: Life and Thought (1987). ISBN 0-312-13470-3.
  • Wing-tsit Chan, Chu Hsi: New Studies. University of Hawaii Press: 1989. ISBN 978-0-8248-1201-0
  • Gedalecia, D (1974). "Excursion Into Substance and Function." Philosophy East and West. vol. 4, 443-451.
  • Hoyt Cleveland Tillman, Utilitarian Confucianism: Ch‘en Liang's Challenge to Chu Hsi (1982)
  • Wm. Theodore de Bary, Neo-Confucian Orthodoxy and the Learning of the Mind-and-Heart (1981), on the development of Zhu Xi's thought after his death
  • Wing-tsit Chan (ed.), Chu Hsi and Neo-Confucianism (1986), a set of conference papers
  • Donald J. Munro, Images of Human Nature: A Sung Portrait (1988), an analysis of the concept of human nature in Zhu Xi's thought

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  1. 金觀濤著,《興盛與危機》:“朱熹的深刻之處在於,把孔孟置於正宗,同時又把董仲舒陰陽五行觀、王充對董仲舒的目的論的批判,把張載以及周敦頤、二程的觀點,以及佛學高度一元化的哲學和道家的思辨精神,統統加以整理,小心而細緻地構造出內容精深的新儒學體系。儒學世界觀、方法論薄弱的短處被克服了,歷史經過了一千年。萬物起源皆出於理,理生氣,氣生萬物,理又規定了儒家倫理道德的合理性。理學的出現大大鞏固了儒學在中國封建社會中作為指導思想的地位,使佛、道等學說再也不會動搖它了。宋以後七百年間,理學一直被奉為正統,與宗法一體化結構十分適應,封建王朝的控制能力也增強了。”《興盛與危機•第八章:意識形態結構的系統分析》
  2. 《朱子文集大全類編》卷一《支派源流》:“一世茶院公諱瓌,字古僚,號舜臣,其先吳郡人。唐廣明間,黃巢作亂,避地歙之黃墩。天中佑中,以刺史陶雅命,總卒三千,戍婺源而督其征賦,巡轄浮梁、德、興、祁門四縣,民賴以安,因家婺源,是為婺源朱氏始祖。”
  3. 真德秀《西山讀書記》卷三十一錄李方子《紫陽年譜》載,“先生幼有異稟,五歲入小學,始誦《孝經》,即了其大義,書八字於其上曰:‘若不如此,便不成人。’間從群兒嬉遊,獨以沙列八卦象,詳觀側玩。又嘗指日問於吏部曰:‘日何所附?’曰:‘附於天’。又問:‘天何所附?’吏部奇之。”
  4. 《南宋館閣續錄》卷九《官聯》三:“朱熹,字元晦,徽州婺源人。紹興十八年王佐榜同進士出身,治《易》。五年十月 煥章閣待制兼侍講。”
  5. 王懋竑纂訂,《朱子年譜》,卷一
  6. 《李約瑟文集》
  7. 《赫遜河畔談中國歷史》
  8. 葉曉青:《中國傳統自然觀與近代科學》,自然辯證法通訊編:《科學傳統與文化》,第159—161頁。
  9. 林文照:《近代科學為什麼沒有在中國產生》,第87頁。
  10. 當代科學哲學研究中,越來越多的科學哲學家,傾向於把理論是否具有清晰的邏輯結構和可糾錯性,當作科學整體觀的主要特徵,即科學與偽科學的劃界。見金觀濤著,「興盛與危機」,頁424。
  11. 普通高中课程标准实验教科书·历史必修·第三册. pp. 第15页. ISBN 9787010044316.
  12. 《清聖祖實錄》卷二四九
  13. 《大清高宗純皇帝實錄》卷一二八