คุโระดะ โยะชิตะกะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
ชื่อนี้เป็นชื่อบุคคลญี่ปุ่นซึ่งเรียงโดยใช้ชื่อสกุลนำหน้าชื่อตัว
คุโระดะ โยะชิตะกะ

คุโระดะ โยะชิตะกะ (ญี่ปุ่น: 黒田 孝高 Kuroda Yoshitaka22 ธันวาคม ค.ศ. 1546 - 16 เมษายน ค.ศ. 1604) หรือ คุโระดะ คัมเบ (ญี่ปุ่น: 黒田 官兵衛 Kuroda Kanbei) เป็นไดเมียวในยุคปลายเซ็งโงะกุจนถึงต้นยุคเอโดะและเป็นนักกลยุทธ์และที่ปรึกษาคนสำคัญของ โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ เขาเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในการที่มีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ คุโรดะได้กลายมาเป็นชาวคริสต์เมื่อายุได้ 38 ปี และได้รับนามว่า ซิเมียน โจซุย เป็นนามที่รับมาจากพิธีจุ่มศีล คุโรดะ คัมเบ ยังได้รับการเคารพยกย่องจากนักรบของเขาในเรื่องของความเฉลียวฉลาดความกล้าหาญและความภักดี

ไดเมียวแห่งปราสาทฮิเมะจิ[แก้]

คุโระดะ โยะชิตะกะ เกิดเมื่อค.ศ. 1546 ที่ปราสาทฮิเมะจิ จังหวัดเฮียวโงะในปัจจุบัน เป็นบุตรชายของคุโระดะ โมะโตะตะกะ (ญี่ปุ่น: 黒田職隆 Kuroda Mototaka) ซะมุไรผู้ปกครองปราสาทฮิเมะจิซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของโคเดะระ มะซะโมะโตะ (ญี่ปุ่น: 小寺政職 Kōdera Masamoto) ไดเมียวแห่งแคว้นฮะริมะ (ญี่ปุ่น: 播磨 Harima) โยะชิตะกะสมรสกับนางมิซึ (Mitsu) ธิดาบุญธรรมของโคเดะระ มะซะโมะโตะ ในค.ศ. 1567 โมะโตะตะกะผู้เป็นบิดาได้สละตำแหน่งเจ้าครองปราสาทฮิเมะจิให้แก่โยะชิตะกะบุตรชาย โยะชิตะกะจึงขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นทั้งผู้ปกครองปราสาทฮิเมะจิและที่ปรึกษาคนสำคัญของเจ้าครองแคว้นฮะริมะ

ค.ศ. 1576 โอะดะ โนะบุนะงะ ต้องการที่จะแผ่ขยายอำนาจมายังภูมิภาคชูโงะกุ จึงส่งขุนพลฮะชิบะ ฮิเดะโยะชิ (ญี่ปุ่น: 羽柴秀吉 Hashiba Hideyoshi ต่อมาคือ โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ) ยกทัพมาเพื่อทำการพิชิตภูมิภาคชูโงะกุ แต่ทว่าภูมิภาคชูโงะกุมีไดเมียวที่ทรงพลังอำนาจอยู่ประจำภูมิภาคคือ โมริ เทะรุโมะโตะ (ญี่ปุ่น: 毛利輝元 Mōri Terumoto) ไดเมียวแห่งแคว้นโชชู บรรดาไดเมียวเจ้าแคว้นทั้งหลายในภูมิภาคชูโงะกุ รวมทั้งโคเดะระ โมะโตะตะกะ ไดเมียวแห่งแคว้นฮะริมะ ให้การสนับสนุนแก่ตระกูลโมริในการต้านทานการขยายอำนาจของโอะดะ โนะบุนะงะ แต่โยะชิตะกะมีความเห็นว่าแคว้นฮะริมะควรให้การสนับสนุนแก่ฝ่ายโอะดะ โดยโยะชิตะกะได้ลักลอบติดต่อกับฮิเดะโยะชิเพื่อขอพบโนะบุนะงะที่นครเกียวโตเป็นการส่วนตัว เพื่อแสดงสัมพันธไมตรี แต่ทว่าโนะบุนะงะกลับมีความเคลือบแคลงใจ เกรงว่าโยะชิตะกะจะมีจุดประสงค์ไม่ดีเป็นสายสืบให้แก่ฝ่ายตระกูลโมริ จึงมีคำสั่งให้ลักพาตัว คุโระดะ นะงะมะซะ (ญี่ปุ่น: 黒田長政 Kuroda Nagamasa) บุตรชายของโยะชิตะกะมาไว้เป็นตัวประกัน เดือนร้อนถึงทะเกะนะกะ ฮัมเบ (ญี่ปุ่น: 竹中半兵衛 Takenaka Hanbei) สหายคนสนิทของโยะชิตะกะ ต้องเข้าช่วยไกล่เกลี่ยและปล่อยตัวนะงะมะซะออกมา

ในค.ศ. 1578 อะระกิ มุซะชิเงะ (ญี่ปุ่น: 荒木村重 Araki Musashige) ไดเมียวผู้ปกครองปราสาทอิตะมิ (ญี่ปุ่น: 伊丹城 Itami-jō) ก่อกบฎต่อการปกครองของโอะดะ โนะบุนะงะ เป็นโอกาสจังหวะอันเหมาะสมที่ไดเมียวทั้งหลายภูมิภาคชูโงะกุจะขับทัพโอะดะออกจากพื้นที่ แม้กระนั้นโยะชิตะกะยังคงยืนกรานที่จะให้การสนับสนุนแก่ตระกูลโอะดะ โคเดะระ มะซะโมะโตะ จึงส่งโยะชิตะกะไปยังปราสาทอิตะมิเพื่อทำการเจรจากับอะระกิ ปรากฏว่าโคเดะระได้สมคบคิดกับอะระกิจับกุมตัวโยะชิตะกะขังไว้ที่ปราสาทอิตะมิ ซึ่งโยะชิตะกะหลบหนีออกมาได้แต่ได้รับบาดเจ็บทำให้ขาพิการตลอดชีพ

แผ่นดินของโทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ[แก้]

หลังจากที่หลบหนีมาจากประสาทอิตะกิ โยะชิตะกะจึงได้เข้าร่วมกับกองทัพของฮะชิบะ ฮิเดะโยะชิ ในการเข้าพิชิตภูมิภาคชูโงะกุ โดยสามารถเข้ายึดแคว้นฮะริมะได้ในค.ศ. 1580 และทำสงครามยืดเยื้อกับโมริ เทะรุโมะโตะ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์การล้อมฮนโนจิในค.ศ. 1582 โอะดะ โนะบุนะงะถึงแก่กรรม ทำให้ฮิเดะโยะชิต้องสงบศึกในชูโงะกุเพื่อกลับไปกอบกู้อำนาจของตนในการปกครองส่วนกลาง จนกระทั่วฮิเดะโยะชิสามารถสืบทอดอำนาจและอาณาเขตของโนะบุนะงะมาเป็นของตนได้

ด้วยร่างกายที่พิการ ทำให้โยะชิตะกะไม่สามารถออกสู้รบด้วยตนเองแต่ดำรงตำแหน่งเป็นเสนาธิการคนสำคัญของฮิเดะโยะชิ โยะชิตะกะมีส่วนสำคัญในการยกทัพเข้ารุกรานชิโกะกุ (ค.ศ. 1585) คีวชู (ค.ศ. 1586) รวมถึงสงครามกับตระกูลโฮโจ (ค.ศ. 1590) ในระหว่างการรุกรานเกาะคีวชู โยะชิตะกะได้มีพบกับ ทะกะยะมะ อุคง (ญี่ปุ่น: 高山右近 Takayama Ukon) ซะมุไรผู้นับถือศาสนาคริสต์ ได้ชักชวนให้โยะชิตะกะเข้ารีตคริสต์ศาสนา โยะชิตะกะเข้ารับพิธีศีลจุ่มและได้รับชื่อเป็นภาษาโปรตุเกสว่า ดม ซีเมอัว (Dom Simeão) แตทว่าฮิเดะโยะชิมีนโยบายกดขี่คริสต์ศาสนา โยะชิตะกะจึงต้องปกปิดความเชื่อของตน ในช่วงการบุกครองเกาหลีของญี่ปุ่น (พ.ศ. 2135–2141) โยะชิตะกะยังมีส่วนสำคัญในฐานะที่ปรึกษาอันดับหนึ่งของฮิเดะโยะชิ

บั้นปลายชีวิต[แก้]

หลังจากที่โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ ได้ถึงแก่อสัญกรรมไปในค.ศ. 1600 ในศึกเซะกิงะฮะระ เนื่องจากโยะชิตะกะไม่พอใจในตัวของอิชิดะ มิซึนะริ จึงให้การสนับสนุนแก่โทะกุงะวะ อิเอะยะซุ ในศึกครั้งนี้


อ้างอิง[แก้]