การเข้ารหัส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

การเข้ารหัสลับ (อังกฤษ: encryption) เป็นการเปลี่ยนรูปแบบของระบบการอ่านที่เป็นภาษาอัตโนมัติให้เป็นภาษาเครื่องหรือสัญญาณอื่น โดยเกี่ยวข้องกับวิธีการทางคณิตศาสตร์[1]

จุดประสงค์[แก้]

  1. ข้อมูลการเข้ารหัสเป็นความลับ เพื่อให้ยากต่อการเข้าถึงข้อมูล
  2. มีความสมบูรณ์ในการเข้ารหัส เพื่อให้มีความครบถ้วนในการส่งให้ผู้รับ ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องตามที่ผู้ส่งเข้ารหัสมา
  3. หากเกิดความเสียหายยังคงสามารถเข้ารหัสได้ เพื่อให้มีความทนทานและยากต่อการปลอมแปลง
  4. ป้องกันการปฏิเสธ เพื่อป้องกันการแอบอ้างและปลอมแปลง

รูปแบบการเข้ารหัสลับ[แก้]

รูปแบบการเข้ารหัสลับมีการใช้มากมายหลายแบบแต่มีรูปแบบที่ต้องใช้เป็นการแปลงสภาพของรหัสที่ไม่สามารถใช้งานได้ให้กลับมาเป็นภาษาอัตโนมัติที่เป็นได้ทั้งตัวเลขและตัวอักษรตามสิ่งที่ได้ตั้งใว้

การเข้ารหัสลับ[แก้]

การเข้ารหัสลับเป็นการนำ ภาษาอัตโนมัติที่เป็นทั้งตัวเลขและ ตัวอักษรให้กลับไปเป็นภาษาเครื่องหรือสัญลักษณอื่น เช่น แปลงตัวเลขเป็นรูปภาพ ตัวอักษร หรือลายเส้นบางประเภท เป็นการแปลงด้วยเครื่องมือบ้างประเภท หรือเทียบได้เป็น แม่กุญแจ

การถอดรหัสลับ[แก้]

การถอดรหัสลับเป็นการนำข้อมูลที่ได้รับการเข้ารหัสลับ มาถอดด้วยโปรแกรมภาษาอัตโนมัติที่เป็นแบบเดียวกันหรือรูปแบบการคำนวณชนิดเดียวกันมาใช้ ถือได้ว่าเป็นแม่กุญแจต้องมีลูกกุญแจที่เป็นแบบเดียวกันเท่านั้นจึงจะสามารถ ถอดแม่กุญแจออกมาเป็นภาษาซีได้

รุปแบบการเข้ารหัสลับแบบสัญญาณ[แก้]

สัญลักษณะ[แก้]

  • การแปลงแบบภาษาระดับเดียวกันตรงกันข้าม คือ การนำอักษรหรือตัวเลขมาสลับกันในการปรับข้อความ
  • การแปลงแบบขนาน เป็นการแปลงแบบระดับเดียวกัน เช่น
    • การแปลง ภาษาอัตโนมัติเป็นคำสั่งซีพียู
    • การแปลง ตัวอักษรในซีพียูเป็นถอดรหัสคอม

สัญญาณค้นคว้า[แก้]

  • การแปลงจากภาษาอัตโนมัติเป็นระบบสั่งการคอมพิชเชอร์คอมค้นคว้า
  • การแปลงสัญญานมีคุณเป็นส่วนรักษาบำรุงปลูกถ่ายขับซ่อมแซมเสริมให้มนุษย์

รูปแบบ[แก้]

แบบสมการ[แก้]

เป็นการเข้ารหัสลับ ข้อมูลด้วยกุญแจเดี่ยว ทั้งงผู้ส่งและผู้รับ โดยวิธีการจำเป็นต้องมีการใช้การเข้ารหัสและถอดรหัสแบบเดียวกันโดยมี คีย์ลับ เพื่อป้องกันการเข้ารหัสลับใหม่ระหว่างทาง

แบบอสมการ[แก้]

พ.ศ. 2518 นายวิทฟิลด์ ดิฟฟี นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัสอเมริกา คิดค้นการเข้ารหัสลับโดยใช้กุญแจส่วนตัวและกุญแจสาธารณะ โดยหลักการทำงาน คือ ถ้าใช้กุญแจลูกใดเข้ารหัส ก็ต้องใช้กุญแจอีกลูกหนึ่งถอดรหัส

อ้างอิง[แก้]