การทุจริต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

การทุจริต ในทางปรัชญา เทววิทยา และเรื่องอื่น ๆ ทางศีลธรรม หมายถึงความไม่บริสุทธิ์ทางศีลธรรมหรือจิตวิญญาณ หรือความประพฤติที่เบี่ยงเบนไปจากอุดมคติ

ดูเพิ่ม[แก้]

กรณีศึกษาการทุจริตทางการเมืองในประเทศไทย[แก้]

1.กรณีทุจริตโครงการจัดการน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ (คลองด่าน) จังหวัดสมุทรปราการ[แก้]

น้ำเสียรวมแห่งแรกของไทยซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ มูลค่าการก่อสร้าง ประมาณ 23,000 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ตำบลคลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ซึ่งจนถึงปัจจุบันไม่มีการก่อสร้างเกิดขึ้นจริง และทำให้เกิดความเสียหายของรัฐมากกว่า 1,900 ล้านบาท จาก ค่าที่ดิน จำนวน 1,956,600,000บาท ค่าก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียและค่าจ้างบริษัทศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ 21,000,000 บาท เนื่องจากจังหวัดสมุทรปราการเป็นพื้นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก จึงมีแผนงานจัดการน้ำเสียซึ่งดำเนินการโดย 2 หน่วยงาน คือ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมและกรมโยธาธิการกระทรวงมหาดไทยต่อมาในปี พ.ศ. 2529 ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียหรือ เอดีบี (Asian DevelopmentBank-ADB) สนับสนุนเงินให้เปล่าแก่สำนังานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติศึกษาและสำรวจสถานการณ์มลพิษในจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อรวบรวมและศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียในจังหวัดสมุทรปราการ และในปี พ.ศ. 2536 สนับสนุนเงินให้เปล่าอีกครั้งเพื่อศึกษาความเหมาะสมและการออกแบบเบื้องต้น โครงการจัดการน้ำเสียโดยเฉพาะให้กับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์ โดยว่าจ้างบริษัท มอน โกเมอรี่ วัตสัน เอเชีย จำกัด ศึกษาและทำรายงานความเหมาะสมของที่ตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย และศึกษาทางเลือกของระบบรวบรวมน้ำเสียและบำบัดน้ำเสียสมุทรปราการ ผลการศึกษาพบว่าเนื่องจากสภาพพื้นผิวดินบริเวณตำบลคลองด่านเป็นดินเหลวติดกับชายฝั่งทะเล การปล่อยน้ำไหลลงบริเวณตำบลคลองด่านจะเกิดอุปสรรคในด้านวิศวกรรมและการก่อสร้างจึงจำเป็นต้องก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการบนแต่ละฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งละ 1 แห่ง และจะต้องก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียครอบคลุมพื้นที่เขตเมืองทั้งหมดด้วย ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในระยะยาว เพราะมีค่าใช้จ่ายต่ำสุดและมีความเสี่ยงต่ำบริษัท มอน โกเมอรี่ วัตสัน เอเชีย จำกัด ได้เสนอทางเลือกระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียทั้งหมด 13 ทางเลือก และได้เลือกระบบบำบัดแบบศูนย์รวม โดยสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยฝั่งตะวันตกให้สร้างบริเวณบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ บนพื้นที่ 350 ไร่ เพื่อรับน้ำเสียฝั่งตะวันตก วันละ 125,000 ลูกบากศ์เมตรต่อวัน ฝั่งตะวันออกให้สร้างบริเวณบางปูใหม่หลักกิโลเมตรที่ 38 อำเภอเมือง บนพื้นที่ 1,550 ไร่ เพื่อรับน้ำเสียฝั่งตะวันออกวันละ 400,000ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทางเลือกนี้มีค่าใช้จ่ายและค่าลงทุนระยะยาวถูกที่สุด เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดในเดือนมิถุนายน 2538 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการตามรูปแบบที่ บริษัท มอน โกเมอรี่ วัตสัน เอเชีย จำกัด ได้ทำการศึกษา ต่อมาคณะรัฐมนตรีในคราว ประชุมเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2538 เห็นชอบในหลักการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ได้เสนอว่าการก่อสร้างดังกล่าวเป็นการจ้างแบบเหมารวม (Turnkey) (เป็นการเหมาแบบเบ็ดเสร็จ คือ ผู้รับเหมาทำหน้าที่ตั้งแต่การออกแบบ ก่อสร้างท่อที่รวบรวมและส่งน้ำเสีย บ่อบำบัดน้ำเสีย ตลอดจนการจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือ รวมถึงการจัดหาที่ดิน) เพื่อออกแบบรวมก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียในโครงการ กำหนดสถานที่ตั้งโครงการเป็นพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตจังหวัดสมุทรปราการฝั่งตะวันออกที่ตำบลบางปูใหม่ ฝั่งตะวันตกที่ตำบลบางปลากด ในวงเงิน 13,612 ล้านบาท จากการกำหนดดังกล่าว จะเห็นได้ว่าพื้นที่ตำบลคลองด่านไม่ได้อยู่ในพื้นที่โครงการก่อสร้างแต่อย่างใดในปี พ.ศ. 2539 มีการประกวดราคาเพื่อหาผู้รับเหมา โดยกรมควบคุมมลพิษกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีผู้สนใจทั้งสิ้น 13 ราย และกรมควบคุมมลพิษคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเบื้องต้น เหลือเพียง 4 ราย ต่อมามีเพียง 2 กลุ่มมบริษัทยื่นซองข้อเสนอเทคนิค คือ กลุ่มกิจการร่วมค้า(NVPSKG) และกลุ่มบริษัท Marubeni – Hyundai – Sumitomo Consortium 88ต่อมาในวันที่ 6 ธันวาคม 2539 กระทรวงวิทยาศาสตร์ โดยกรมควบคุมมลพิษ ได้มีหนังสือถึงผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่มีสิทธิเข้าประกวดราคาโครงการออกแบบโรงก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เขตควบคุมมลพิษ จังหวัดสมุทรปราการ เสนอแบบใหม่โดยให้รวมโครงการฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเข้าด้วยกัน และให้อยู่ฝั่งตะวันออกเพียงแห่งเดียวและแก้ไขสัญญาจากสองฉบับ (ตะวันออกและตะวันตก) เป็นฉบับเดียว โดยใช้ชื่อว่า “สัญญาโครงการจัดการน้ำเสียสมุทรปราการฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกจากการที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงการทำให้ บริษัททั้ง 2 รายต้องยื่นซองเทคนิคและซองราคาใหม่ ในวันที่ 20 มกราคม 2540 ด้วยระยะเวลาไม่ถึงสองเดือนที่ผู้ยื่นซองต้องจัดหาพื้นที่ดำเนินโครงการ ทำให้กลุ่มบริษัท Marubeni – Hyundai – Sumitomo Consortium ถอนตัวจากการประมูลโครงการนี้ เหลือผู้ประมูลเพียงรายเดียวคือกลุ่มกิจการร่วมค้า (NVPSKG) เมื่อไม่มีการประกวดราคาจึงใช้วิธีต่อรองราคาแทน โดยราคาสุดท้ายที่ต่อรองในวงเงินค่าก่อสร้างระบบรวบรวม

และระบบบำบัด รวมทั้งที่ดิน 1,900 ไร่ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 22,955 ล้านบาทวันที่ 8 สิงหาคม 2540นายยิ่งพันธ์ มนะสิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้อนุมัติการจ้างกิจการ่วมค้าNVPSKG เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการ โดยใช้ที่ดินบริเวณตำบลคลองด่านก่อสร้างโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย ทั้งนี้ในสัญญาจ้างกิจการร่วมค้า NVPSKG เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างในโครงการ มีเงื่อนไขว่าผู้รับจ้างจะต้องจัดหาที่ดินและทำการโอนกรรมสิทธิ์ให้กับทางราชการไม่น้อยกว่า 1,900 ไร่ ตามสัญญาในวงเงิน 1,956,600,000 บาท ภายใน 6 เดือน นับจากวันลงนามในสัญญาผลจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ก่อสร้างแห่งเดียวทางฝั่งตะวันออก ทำให้ต้องปรับปรุงความยาวของท่อที่ใช้ส่งน้ำเสียมายังระบบบำบัดน้ำเสีย ที่คลองด่าน ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 23,701 ล้านบาทจุดเริ่มต้นของการทุจริต คือ การซื้อที่ดินในตำบลคลองด่าน ที่บริษัท คลองด่าน มารีนแอนด์ฟิชเชอรี่ จำกัด นำมาทำสัญญาซื้อขายกับกรมควบคุมมลพิษในวงเงิน 1,956,600,000 บาท เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ทะเลโคลน ดินเลน น้ำทะเลท่วมถึงและเป็นที่ดินสาธารณะ โดยคิดราคาไร่ละ1.03 ล้านบาท ขณะที่สำนักงานที่ดินสมุทรปราการประเมินว่ามีราคาเพียงไร่ละ 480,000 บาท(กรมควบคุมมลพิษทำสัญญาซื้อขายที่ดินเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541)เส้นทางทุจริตจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คือ นายวัฒนา อัศวเหม ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในช่วง ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม 2531 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์2534 และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 21 เมษายน – 15มิถุนายน 2535 ใช้อำนาจในตำแหน่งบังคับซื้อที่ดินจากราษฎรหลายราย จำนวนหลายแปลงเนื้อที่ ในนามบริษัท ปาล์มบีช ดีเวลลอปเม้น จำกัด ที่มีบริษัท นอร์ทเทอร์น รีซอส จำกัด ที่นายวัฒนาฯถือหุ้นอยู่ ถือ หุ้นในบริษัทปาล์มบีช ดีเวลลอปเม้น จำกัด อีกทีหนึ่ง รวมเนื้อที่ประมาณ 1,900 ไร่ ซึ่งที่ดินบางแปลงเป็นที่ดินของรัฐที่มีประกาศหวงห้ามให้เป็นที่เทขยะมูลฝอย และเป็นที่สาธารณะ บางแปลงมีเขตที่ดินจดลำคลองสาธารณะและถนนสาธารณะ รวมทั้งบังคับขู่เข็ญให้เจ้าหน้าที่ของรัฐออกโฉนดที่ดินให้กับตนโดยไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย89นายวัฒนาฯ ซื้อที่ดินจากราษฎร ไร่ละ 20,000 บาท และขายให้แก่บริษัท ปาล์มบีช ดีเวลลอปเม้น จำกัดในราคาไร่ละ 100,000 บาท ต่อจากนั้น เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2537 บริษัทปาล์มบีชดีเวลลอปเม้น จำกัด ก็ได้โอนขายที่ดินต่อไปให้บริษัท คลองด่าน มารีนแอนด์ฟิชเชอรี่ จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกับที่กว้านซื้อที่ดินในตำบลคลองด่าน ในนามบริษัท ปาล์มบีช ดีเวลลอปเม้น จำกัดและต่อมาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 กรมควบคุมมลพิษ ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับ บริษัท คลองด่าน มารีนแอนด์ฟิชเชอรี่ จำกัด รวมเป็นเงิน 1,956,600,000 บาท ซึ่งสูงกว่าความเป็นจริงเมื่อประชาชนรับทราบถึงโครงการบำบัดน้ำเสียที่คลองด่าน จึงได้รวมตัวกันคัดค้าน และยื่นเรื่องเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายหลังการยื่นหนังสือมีการตั้งคณะกรรมธิการชุดต่าง ๆในรัฐสภาตรวจสอบข้อเท็จจริง และสรุปผลส่งรัฐบาล โดยมีใจความคล้ายกันว่า โครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จะส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมของตำบลคลองด่าน และยังมีความไม่โปร่งใสในการดำเนินงาน จึงเรียกร้องให้มีการระงับโครงการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่รัฐบาลยังคงอนุมัติเงินค่าก่อสร้างทุกงวดตามสัญญา จนกระทั่งปลายเดือนธันวาคม 2543 ขณะที่การก่อสร้างแล้วเสร็จไปกว่า 90 เปอร์เซนต์ มีการปิดล้อมการก่อสร้าง รวมทั้งนักวิชาการได้เปิดเผยข้อมูลการคอร์รัปชั่นเฃิงนโยบาย ในที่สุด ในเดือนกุมภาพันธ์ 2546 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ระงับการก่อสร้างและตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อลงโทษผู้กระทำผิด จนกระทั่งมีการยื่นเอกสารข้อมูลการทุจริตให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในที่สุดศาลฯก็ได้มีคำพิพาษาคดีหมายเลขแดงที่ อม.2/2551 จำคุกนายวัฒนา อัศวเหม 10ปี เนื่องจากใช้อำนาจข่มขู่หรือจูงใจเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ให้ออกฉโนดที่ดิน 1,900 ไร่ทับที่คลองสาธารณะประโยชน์และที่เทขยะมูลฝอยซึ่งเป็นที่หวงห้าม เพื่อนำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษจากข้อเท็จจริงในโครงการนี้ ก็จะเห็นได้ว่ากรณีการดำเนินโครงการจัดการน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดสมุทรปราการ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการทุจริตของภาครัฐ ภาคเอกชน และนักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ตลอดจนเครือข่ายพวกพ้อง โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ขั้นตอนการประกวดราคาการจัดหาที่ดิน การทำสัญญาซื้อขาย

2.ทุจริจจำนำข้าวหรือโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร[แก้]

การรับจำนำข้าวนับเป็นการดำเนินงานของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือชาวนาจากราคาข้าวที่ตกต่ำเพื่อพยุงราคาข้าวในท้องตลาดซึ่งได้มีการทำมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอดีตโครงการรับจำนำข้าวจะไม่ได้

มีการตั้งราคารับจำนำข้าวที่สูงกว่าท้องตลาดมากนัก ทั้งนี้เมื่อมาถึงยุครัฐบาลอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากการจำนำข้าวโดยมีการยกเลิกเปลี่ยนมาเป็นโครงการการประกันราคาข้าวแทน เนื่องจากปัญหาของการทุจริตที่เกิดขึ้นในอดีตและการไม่สามารถแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำได้อย่างแท้จริง แต่เมื่อได้มีการเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นยุคของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงปีพ.ศ.2554 ด้วยนโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้มีการหาเสียงไว้ ในการที่จะดำเนินโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคาเกวียนละ 15,000 บาท ซึ่งได้เริ่มต้นดำเนินการในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2554 แต่หลังจากที่มีการเปิดโครงการรับจำนำข้าวไปเพียง 2 วัน ก็ได้มีหนังสือจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ส่งถึงนายกรัฐมนตรีเรื่องข้อเสนอการแก้ปัญหา ทุจริตและยุติโครงการรับจำนำข้าว รวมทั้งได้มีเสียงคัดค้านจากนักวิชาการหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวโครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการดำเนินการของรัฐขนาดใหญ่ทั้งในแง่ของปริมาณเงินที่ใช้จำนวนประชาชนที่เกี่ยวข้อง จำนวนเจ้าหน้าที่ที่ใช้ในการดำเนินการ เขตพื้นที่ดำเนินการ และที่น่าจะมีความสำคัญนั่นคือเดิมพันในทางการเมือง เพราะหากสามารถดำเนินการไปได้ด้วยการประสบความสำเร็จอย่างสูง ความนิยมของประชาชนที่มีต่อฝ่ายการเมืองที่นำเสนอการโครงการนี้ย่อมได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (ส่วนใหญ่จะได้แก่ประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ เอกชนผู้เข้าร่วมดำเนินการ ฯลฯ) อันเสมือนเป็นความชอบธรรมทางพฤตินัยแก่การคงอยู่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องของโครงการนี้ไปตลอดจนกว่าจะมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า93แต่ทว่า ด้วยข้อเท็จจริงและข้อถกเถียงทางวิชาการที่ตั้งข้อสงสัยต่อการดำเนินโครงการนี้ถึงความไม่ชอบมาพากลของการดำเนินการต่างๆ จนท้ายที่สุดมีการตั้งข้อกล่าวหาให้ดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบแก่ผู้เกี่ยวข้องในระดับสูงโดยเฉพาะกับนักการเมืองระดับชาติ ข้าราชการประจำระดับสูง และปัจเจกชนอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงทำให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการในโครงการรับจำนำข้าวค่อยๆ ปรากฏต่อสาธารณชนอย่างเป็นกิจจะลักษณะและชัดเจนว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้างเกี่ยวข้องอย่างไร ใครทำอะไรบ้างในโครงการ ทำไปทำไม ทำที่ไหน และทำอย่างไร ต่างไปจากที่ผ่านมาเพราะเหตุว่าในเวลาใดที่มีการท้วงติง การคัดค้าน หรือการโต้แย้งใดๆ ต่อโครงการจำนำข้าวก็จะถูกเจ้าของนโยบายจำนำข้าวโต้แย้งเสมอๆ ว่า เป็นการกระทำของนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เป็นการกล่าวหาของนักวิชาการที่มีอคติต่อรัฐบาล เป็นการกระทำทุจริตประพฤติมิชอบของฝ่ายปฏิบัติการระดับเจ้าหน้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายนโยบาย ฝ่ายนโยบายไม่เคยสั่งให้กระทำแต่ได้สร้างกลไกให้มีการควบคุมตรวจสอบอย่างดีมีการดำเนินคดีให้เห็นปรากฏ ฯลฯในที่นี้ คณะผู้วิจัยจึงขอนำเสนอข้อเท็จจริงและการวิเคราะห์ในข้อเท็จจริงของโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดที่ดำเนินการโดยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ (พ.ศ. 2554 – 2556) แม้คดีนี้จะยังไม่มีข้อยุติจากคำพิพากษาของศาล แต่จากคำวินิจฉัยของป.ป.ช.ในการชี้มูลความผิด พยานหลักฐานต่างๆที่ปรากฏทั้งในสำนวนการสอบสวน การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน การขุดคุ้ยข้อมูลของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ก็นับเป็นกรณีศึกษาสำหรับการทุจริตเชิงนโยบายที่น่าสนใจและน่าตื่นตื่นใจมากที่สุดโครงการหนึ่งในบรรดาการทุจริตคอร์ปชั่นเท่าที่เกิดขึ้นมาจวบจนถึงปัจจุบันในสังคมของเรา และอาจกล่าวได้ว่านี้คือตัวอย่างของการกำหนดนโยบายที่นำไปสู่การทุจริตเชิงนโยบายที่ชัดเจนมากที่สุดทั้งนี้ข้อมูลหลายส่วนที่คณะผู้วิจัยได้สรุปมา เป็นข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสารมวลชนที่มีการนำเสนอโดยพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งคณะผู้วิจัยเห็นว่าแม้จะเป็นข้อมูลของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แต่หากพิจารณาด้วยใจที่เป็นธรรมก็จะปรากฏว่าข้อมูลหลายเรื่อง เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่สามารถตอบข้อสงสัยของพรรคฝ่ายค้านได้เลย และจากการสอบสวนของป.ช.ช.ก็เห็นความพิรุธอีกหลายประการ เช่นปัญหาการขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐวิสาหกิจจีน ซึ่งผลปรากฏว่าไม่ได้มีซื้อขายระหว่างรัฐบาลเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองที่เป็นรัฐบาลที่ยังคงยืนยันว่าเป็นการทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ดังนั้นจึงไม่มีความผิด แม้จะมีการทุจริตขึ้นจริงก็เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการกับผู้กระทำทุจริตไม่ใช่รัฐบาลที่วางนโยบาย ซึ่งนับเป็นประเด็นที่จะนำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานในเรื่องความรับผิดจากการทุจริตที่เกิดจากนโยบายในระบบกฎหมายไทยต่อไปหากศาลได้

ตัดสินออกมา โดยรายละเอียดของปัญหาโครงการรับจำนำข้าวจะได้นำเสนอเป็นลำดับ ดังนี้

1. ลักษณะของนโยบายและการดำเนินงาน

โครงการรับจำนำข้าวที่ดำเนินการโดยรัฐบาลยิ่งลักษณ์กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ดังนี้66

1. เพื่อยกระดับรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชาวนา

2. เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง และความมีเสถียรภาพ และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยการขยายตัวการบริโภคภายใน เพราะเมื่อชาวนามีรายได้สูงขึ้นก็จะจับจ่ายมากขึ้น

3. เพื่อดึงอุปทานข้าวเข้ามาอยู่ในความควบคุม ทำให้สามารถสร้างเสถียรภาพของราคาข้าวได้

4. เพื่อยกระดับราคาข้าวไทยให้สูงขึ้นทั้งระบบ เนื่องจากข้าวไทยเป็นที่นิยมและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ จึงควรจะขายได้ราคาสูงกว่าข้าวจากประเทศผู้ส่งออกรายอื่น

โดยในปีแรกรัฐบาลดำเนินการเต็มที่ตามเนื้อความที่หาเสียงไว้ในการเลือกตั้งทั่วไปก่อนเข้ามาเป็นรัฐบาล นั่นคือรับจำนำข้าวทุกเมล็ดโดยไม่มีข้อจำกัดปริมาณด้วยราคารับจำนำที่สูงกว่าราคาตลาดค่อนข้างมาก ผลปรากฏว่ามีการนำข้าวเปลือกมาจำนำเป็นจำนวนมาก ผลทำให้ต้องใช้เงินจำนวนมากในการดำเนินงาน (นอกเหนือไปจากข้อขัดข้องอื่นจากการดำเนินงานเพราะขนาดของโครงการ) ปีต่อๆ มา จึงได้มีการลดขนาดหรือขอบเขตการดำเนินการของโครงการลงมาโดยจำกัดปริมาณการรับจำนำต่อครัวเรือน และลดราคารับจำนำต่อหน่วยลงไปในเวลาเดียวกัน